Beranda / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

Share

บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

Penulis: SophiaPsp
last update Tanggal publikasi: 2026-03-16 13:17:08

ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่

         ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ

         "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง

         หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น

         "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น)

         เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั่วเขียวเย็นๆ มาแล้วเพคะพระชายา!" "ผ้าเย็นเช็ดพระพักตร์เพคะ!" "บ่าวกำลังเร่งพัดวีให้อยู่เพคะ!"

         หลินซีเหยาปรือตามองความโกลาหลรอบกาย แล้วเบะปากอย่างแง่งอน "ไม่เอา... น้ำแกงถั่วเขียวรสหวานเลี่ยนนัก... ผ้าเย็นเพียงครู่เดียวก็หายเย็น... พัดให้แรงกว่านี้มิได้หรือ? ข้าอยากได้พายุโหมกระหน่ำ มิใช่ลมปากเป่าเช่นนี้..."

         ความเอาแต่ใจของพระชายายามอากาศร้อนนั้นพุ่งสูงเสียจนฉุดไม่อยู่ ทว่าหามีผู้ใดกล้าปริปากบ่น เพราะต่างรู้ดีว่า หากพระชายาอารมณ์ขุ่นมัว... ผู้ที่จะอาละวาดจนจวนแทบแตกคือ ท่านอ๋อง ต่างหาก!

         "ข้าอยากได้... น้ำแข็ง..." หลินซีเหยาพึมพำ ดวงตาดอกท้อฉ่ำน้ำจ้องมองเพดานอย่างเลื่อนลอย "ข้าอยากได้ภูเขาน้ำแข็ง... อยากลงไปแช่ในธารน้ำแข็ง... อยากกินผลไม้แช่แข็ง..."

         พ่อบ้านฟู่ที่ยืนคอยรับใช้อยู่ถึงกับเหงื่อกาฬไหลพลั่ก "เอ่อ... พระชายาพ่ะย่ะค่ะ น้ำแข็งในโรงเก็บของจวนเราเริ่มละลายไปมากแล้ว... ที่เหลืออยู่ก็มิสะอาดพอจะนำมาเสวย..." ในยุคสมัยนี้ น้ำแข็งในคิมหันตฤดูคือของล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ มีเพียงในวังหลวงและจวนขุนนางใหญ่โตเท่านั้นที่จะมีโรงเก็บน้ำแข็งใต้ดิน

         "เช่นนั้นข้าคงต้องนอนแห้งตายอยู่ที่นี่กระมัง..." หลินซีเหยาทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้า ซุกใบหน้ากับหมอนอย่างแสนงอน "ฝากบอกท่านอ๋องด้วย... ว่าเมียของเขาสุกเป็นหมูหันเสียแล้ว... ไม่ต้องกลับมาเก็บศพ..."

         ...

         ยามเซิน (เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๖.๕๙ น.) อันเป็นช่วงที่ตะวันบ่ายคล้อยแต่ไอร้อนยังระอุที่สุด ประตูจวนชินอ๋องเปิดออก ขบวนม้าเร็วของท่านอ๋องควบตะบึงเข้ามาอย่างเร่งรีบจนฝุ่นตลบอบอวล

         จ้าวจินหลง กระโดดลงจากหลังม้าจนเหงื่อท่วมกาย ชุดเกราะแม่ทัพเต็มยศยังมิทันได้ถอด ทว่าใบหน้าหล่อเหลาคมคายกลับเต็มไปด้วยความร้อนรน "พระชายาเป็นอย่างไรบ้าง!?" เขาตะโกนถามพ่อบ้านฟู่ที่วิ่งมารับหน้า

         "ทูลท่านอ๋อง... พระชายาทรง... กำลังจะสุกพ่ะย่ะค่ะ" พ่อบ้านฟู่รายงานตามตรง "ทรงบ่นว่าร้อนจนมิอยากมีชีวิตอยู่... และทรงรับสั่งว่าอยากได้ภูเขาน้ำแข็งพ่ะย่ะค่ะ"

         จ้าวจินหลงขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระตุกวูบด้วยความเป็นห่วง จนเกินเหตุ "โธ่... ซีเหยาของข้า... ผิวบางๆ นั่นคงแดงไปหมดแล้วกระมัง" เขาหันไปสั่งการทหารองครักษ์เสียงเข้ม "นำของที่ข้าสั่งไว้ เข้าไปที่ 'ศาลาริมน้ำท้ายสวน' เดี๋ยวนี้! จัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมภายในหนึ่งเค่อ! หากช้าแม้แต่ชั่วพริบตาเดียว ข้าจะตัดเบี้ยหวัดพวกเจ้าสามเดือน!"

         "รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!" เหล่าทหารรับคำสั่งเสียงดังลั่น รีบกุลีกุจอขนย้าย "หีบไม้เก็บความเย็น" ขนาดใหญ่หลายใบที่บรรทุกมาบนรถม้า ตรงไปยังท้ายสวนในทันที

         จ้าวจินหลงมิรีรอ เขารีบก้าวเท้ากึ่งวิ่งตรงไปยังเรือนเหมันต์พิสุทธิ์ ครั้นเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นทำเอาท่านอ๋องแทบใจสลายไปเองฝ่ายเดียว

         ยอดดวงใจของเขานอนคว่ำหน้า หมดสภาพอยู่บนตั่งเตียง เกศายุ่งเหยิง อาภรณ์หลุดลุ่ยเผยให้เห็นไหล่ขาวเนียนที่แดงระเรื่อเพราะพิษร้อน "ซีเหยา..." จ้าวจินหลงเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางเดินเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง

         หลินซีเหยาขยับกายเล็กน้อย แต่มิยอมเงยหน้าขึ้นมา "ท่านพี่หรือ... มาเก็บศพข้าหรือไร... ข้าตายแล้ว... ร้อนจนตายแล้ว..."

         จ้าวจินหลงหัวเราะในลำคออย่างเอ็นดู เขาสอดแขนเข้าไปใต้ร่างบาง แล้วช้อนตัวอุ้มหลินซีเหยาขึ้นมาแนบอกอย่างง่ายดาย ราวกับอุ้มปุยนุ่น "จักตายได้อย่างไร... เจ้ายังมิได้กินของดีที่ข้าเตรียมมาเลยหนา"

         "ของดี?" หลินซีเหยาลืมตาขึ้นข้างหนึ่งอย่างสนใจ "กินได้หรือไม่? เย็นหรือไม่?"

         "กินได้... เย็นเฉียบ... และหวานล้ำเหมือนเจ้าเลย" จ้าวจินหลงก้มลงจุมพิตที่ปลายจมูกชื้นเหงื่อของภรรยาเบาๆ "ไปกันเถิด... เปิ่นหวางจะพาเจ้าไปเยือนแดนสุขาวดีเดี๋ยวนี้"

         ...

         จ้าวจินหลงอุ้มหลินซีเหยาเดินผ่านสวนดอกไม้ที่เริ่มเหี่ยวเฉาเพราะแดดแรง มุ่งหน้าไปยังท้ายจวน ณ ที่แห่งนั้นมีสระบัวขนาดใหญ่ และมี "ศาลารับลม" สร้างยื่นลงไปในน้ำ ปลูกต้นหลิวล้อมรอบให้ร่มเงา นับเป็นจุดที่เย็นสบายที่สุดในจวน

         ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินซีเหยาตาโตจนแทบถลนออกมา มิใช่ความงามของศาลา หากแต่เป็นสิ่งที่วางอยู่กลางศาลาต่างหาก!

         บนโต๊ะหินอ่อนตัวใหญ่ มี "ภูเขาน้ำแข็งแกะสลัก" ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่! น้ำแข็งก้อนใสแจ๋วราวก้อนผลึกแก้ว ถูกแกะสลักเป็นรูปขุนเขาจำลอง มีไอเย็นแผ่ออกมาเป็นหมอกขาวลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ จนทำให้อากาศรอบศาลาเย็นลงทันตาเห็น

         และที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าคือ รอบภูเขาน้ำแข็งนั้น รายล้อมไปด้วยผลไม้นานาชนิดที่แช่เย็นจนมีหยดน้ำเกาะพราว แตงโมผลโตเนื้อแดงฉ่ำที่คว้านเป็นทรงกลม, องุ่นสีม่วงเข้มผลใหญ่ที่ลอกเปลือกแล้ว, ลิ้นจี่จากแดนใต้ที่หาได้ยากยิ่ง, และสาลี่หิมะฝานบางๆ ... ทุกสิ่งถูกจัดวางอย่างวิจิตรบรรจงบนจานหยก ราวกับงานศิลปะที่กินได้

         "ว้าว..." หลินซีเหยาอุทาน ลืมความร้อนความเหนื่อยไปจนหมดสิ้น เขาดิ้นขลุกขลักจะลงจากอ้อมแขนสามี แต่จ้าวจินหลงมิยอมปล่อย กลับพาเดินเข้าไปนั่งบนตั่งไม้ไผ่ที่ปูด้วยเสื่อทอเย็นสบาย แล้ววางภรรยาลงบนตักของตนเอง

         "ท่านพี่... นี่มัน..." หลินซีเหยาจ้องมองภูเขาน้ำแข็งตาเป็นประกาย "ท่านไปสรรหามาจากที่ใด? มากมายถึงเพียงนี้! นี่ท่านมิใช่ไปปล้นคลังน้ำแข็งวังหลวงมาหรอกหรือ!?"

         จ้าวจินหลงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พลางหยิบพัดขนนกขึ้นมาโบกวีให้คนบนตัก "เพื่อเจ้าแล้ว... ต่อให้ต้องไปขุดน้ำแข็งจากยอดเขาเทียนซาน ข้าก็จะบุกบั่นไป... เพียงเท่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยนัก" (ความจริงคือ เขาใช้เส้นสายและความมั่งคั่งมหาศาล กว้านซื้อน้ำแข็งคุณภาพดีที่สุดจากทั่วเมืองหลวง และสั่งให้ช่างแกะสลักฝีมือเอกมาทำงานด่วนที่สุด)

         "กินเถิด..." จ้าวจินหลงใช้ไม้จิ้มทองคำ จิ้มแตงโมแช่เย็นชิ้นพอดีคำ ส่งไปจ่อที่ริมฝีปากบาง

         หลินซีเหยาอ้าปากงับทันที กรุบ... ฉ่ำ... ความเย็นสดชื่นและความหวานฉ่ำของแตงโมแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ขับไล่ความร้อนระอุในกายให้จางหายไปในชั่วพริบตา "อื้อ... อร่อย... เย็นยิ่งนัก..." หลินซีเหยาครางอย่างเป็นสุข พลางหลับตาพริ้ม

         จ้าวจินหลงมองภาพนั้นด้วยความหลงใหล เขาคอยป้อนผลไม้ชิ้นแล้วชิ้นเล่าให้ภรรยาอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย ป้อนองุ่นลอกเปลือก... ป้อนลิ้นจี่หวานหอม... ป้อนสาลี่กรอบๆ ... ทุกคำที่ซีเหยากลืนกิน เขากลับรู้สึกอิ่มเอมยิ่งกว่าได้ลิ้มรสด้วยตนเอง

         "ท่านพี่มิรับบ้างหรือ?" หลินซีเหยาเอ่ยถามทั้งที่แก้มยังตุ่ย "ข้ากินเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว..." จ้าวจินหลงก้มลง ใช้ลิ้นไลเลียคราบน้ำแตงโมที่เลอะมุมปากของภรรยาออกอย่างแผ่วเบา "หวาน..." เขากระซิบชิดริมฝีปาก "หวานกว่าแตงโมทั้งสวนรวมกันเสียอีก"

         หลินซีเหยาใบหน้าแดงซ่าน มิรู้ว่าเพราะอากาศร้อน หรือเพราะสายตาหวานเชื่อมของสามีกันแน่ เขาทุบอกแกร่งเบาๆ แก้เก้อเขิน "คนบ้า... ฉวยโอกาสตลอด... ป้อนอีกสิ ข้ายังมิอิ่ม!"

         จ้าวจินหลงหัวเราะร่า ยอมทำหน้าที่เป็นทาสรักผู้ซื่อสัตย์ ปรนเปรอภรรยาด้วยของอร่อยและความเย็นสบาย จวบจนกระทั่งพุงกะทิของหลินซีเหยาเริ่มป่องออกมาน้อยๆ

         ...

         ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย แต่ไอร้อนยังคงอบอวลอยู่ หลังจากอิ่มหนำสำราญกับสำรับผลไม้น้ำแข็ง หลินซีเหยาก็เริ่มตาปรือด้วยความง่วงงุน

         "อิ่มแล้ว... ง่วงเหลือเกิน..." เขาซบหน้าลงกับไหล่กว้างของสามี

         "ไปชำระกายกันเถิด..." จ้าวจินหลงเอ่ยชวน "ข้าให้คนเตรียมน้ำอุ่นผสมน้ำลอยดอกมะลิไว้ให้แล้ว จักได้สดชื่นก่อนนอน"

         "ขี้เกียจเดิน..." คำตอบเดิมๆ อันเป็นนิสัยปกติของพระชายา

         จ้าวจินหลงมิเอ่ยสิ่งใดมากความ เขาเพียงแค่อุ้มภรรยาขึ้นอีกครั้ง แล้วพาเดินไปยังห้องสรงน้ำส่วนตัวที่อยู่ติดกับเรือนนอน ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเย็นๆ ของดอกมะลิและสะระแหน่ ถังไม้ใบใหญ่ใส่น้ำอุ่นกำลังดี มีกลีบกุหลาบและดอกมะลิลอยฟูฟ่อง

         จ้าวจินหลงวางหลินซีเหยาลง แล้วลงมือปรนนิบัติอย่างที่ทำเป็นกิจวัตร เขาค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ที่ชื้นเหงื่อของภรรยาออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นผิวขาวเนียนดุจหยกมันแพะที่บัดนี้กลับมาขาวผ่องดังเดิม เขาใช้ผ้าแพรชุบน้ำ ลูบไล้ไปตามแผ่นหลัง เรียวแขน และลำคอระหง ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความทะนุถนอมและเทิดทูน ราวกับซีเหยาเป็นเครื่องกระเบื้องล้ำค่าที่เปราะบางที่สุด

         "สบายหรือไม่?" จ้าวจินหลงถามขณะนวดเฟ้นไหล่ให้

         "อือ... สบายที่สุดเลย..." หลินซีเหยาหลับตาพริ้ม พิงหลังกับอกแกร่งของสามีที่ลงมาแช่ในถังเดียวกัน "ท่านพี่... ท่านดีกับข้าเกินไปแล้วหนา... ประเดี๋ยวข้าจักเสียนิสัยเอาได้"

         "เสียนิสัยไปเถิด..." จ้าวจินหลงจุมพิตที่ลาดไหล่เนียน "ข้าเต็มใจจักตามใจเจ้าไปตลอดชีวิต... หน้าที่ของเจ้าคือมีความสุขและทำตัวเกียจคร้านให้เต็มที่ ส่วนหน้าที่ดูแลเจ้า เป็นของเปิ่นหวางเอง"

         หลินซีเหยาหันหน้ามามองสามี ดวงตาดอกท้อทอประกายซาบซึ้ง เขาเอื้อมมือไปประคองใบหน้าคมคาย แล้วประทับจูบลงบนริมฝีปากหยักได้รูปอย่างแผ่วเบา เป็นจุมพิตที่ไร้การรุกล้ำ มีเพียงความรักความผูกพันที่ลึกซึ้ง

         "ขอบคุณนะ... จินหลง" เขาเอ่ยเรียกนามของสามีตรงๆ ซึ่งนานทีปีหนจะทำสักครั้ง "ข้าโชคดีจริงๆ ที่ได้แต่งงานกับท่าน... ต่อให้ร้อนจนตาย ข้าก็ยอม หากมีท่านอยู่ด้วย"

         วาจาหวานหูจากปากคนปากแข็ง ทำเอาหัวใจท่านอ๋องพองโตจนคับอก เขารวบกายภรรยาเข้ามากอดแน่น จนน้ำในถังล้นซู่ออกมา

         หลังจากชำระกายเสร็จสิ้น จ้าวจินหลงมิได้พาภรรยากลับเข้าห้องนอนทันที แต่เขาพาหลินซีเหยา (ในชุดนอนผ้าไหมตัวใหม่ที่แห้งสบาย) ออกมานั่งเล่นที่ระเบียงชมจันทร์ ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าเปิดโล่ง ดารานับล้านทอแสงระยิบระยับ แข่งกับแสงจันทร์นวลตา สายลมยามดึกพัดมาเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นหอมของดอกราตรีมาด้วย

         หลินซีเหยานั่งตักสามี เอนหลังพิงอกแกร่ง แหงนหน้ามองดูดาว "งดงามยิ่งนัก..."

         "อืม... งดงาม..." จ้าวจินหลงตอบ สายตามิได้มองดาว แต่มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของภรรยาที่ต้องแสงจันทร์

         "ท่านพี่..." หลินซีเหยาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ "ยามนี้... ชีวิตเราช่างดียิ่งนัก" "ไร้ซึ่งสงคราม... ไร้เรื่องวุ่นวาย... มีเพียงเราสองคน... ได้กินของอร่อย... ได้นอนกอดกัน..."

         "ใช่... ดีที่สุดเลย" จ้าวจินหลงกอดกระชับเอวบาง เขาซึมซับช่วงเวลานี้ไว้ในความทรงจำ ช่วงเวลาที่โลกทั้งใบมีเพียงแค่พวกเขาสองคน... ก่อนที่ในอนาคตอันใกล้ จะมี "เจ้าก้อนแป้ง" ตัวน้อยๆ เข้ามาเติมเต็ม (และสร้างความปั่นป่วน) ให้ชีวิตคู่ของพวกเขามีสีสันยิ่งกว่าเดิม

         "ซีเหยา..."

         "หือ?"

         "คืนนี้... อากาศดีนะ... ไม่ร้อนแล้ว..." น้ำเสียงของท่านอ๋องเริ่มแปรเปลี่ยน... จากอ่อนโยนกลายเป็นแหบพร่าและแฝงความนัยบางอย่าง

         หลินซีเหยารู้ทันทีว่าสามีหมายถึงสิ่งใด ใบหน้าพลันแดงซ่าน

"ทะ ท่านพี่... วันนี้ข้าเหนื่อยแล้วนะ... ร้อนมาทั้งวัน..."

         "แต่เจ้ากินแตงโมไปมากโขนี่นา... พลังกายย่อมเหลือเฟือ..." มือหนาเริ่มซุกซน สอดเข้าไปใต้สาบเสื้อชุดนอนตัวบาง "อีกประการ... ข้าอุตส่าห์เตรียมภูเขาน้ำแข็งมาให้... เจ้าต้องตกรางวัลให้ข้าบ้างมิใช่หรือ"

         "คนเจ้าเล่ห์! ไหนบอกจะตามใจข้าอย่างไรเล่า!" หลินซีเหยาประท้วง ทว่าร่างกายกลับอ่อนระทวยในอ้อมกอด

         จ้าวจินหลงช้อนตัวอุ้มภรรยาขึ้นอีกครา เดินตรงดิ่งเข้าห้องนอน "เปิ่นหวางจะตามใจเจ้าเรื่องบนเตียงเอง... รับรองว่าคืนนี้ เจ้าจักลืมคำว่า 'ร้อน' ไปเสียสิ้น..."

         บานประตูห้องนอนปิดลง... ตัดขาดจากโลกภายนอก ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะคิกคักและเสียงหยอกล้อที่แสนหวานของคู่ยวนยางที่น่าอิจฉาที่สุดในแผ่นดิน ราตรีแห่งคิมหันตฤดูที่เคยร้อนอบอ้าว... บัดนี้กลับกลายเป็นค่ำคืนที่เร่าร้อนและหวานฉ่ำยิ่งกว่าแตงโมแช่เย็นเสียอีก!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status