로그인‘หลินซีเหยา’ถูกตราหน้าว่าเป็น “บุปผาราคี” ที่เลวทราม... แต่ความจริงคือเขาแค่ “ขี้เกียจ”! พระชายาผู้รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ ต้องมาอยู่กับท่านอ๋อง ‘จ้าวจินหลง’สายเปย์ผู้บ้าพลัง เมื่อสมรสพระราชทานเหวี่ยงคนทั้งคู่มาเจอกัน ใครๆ ก็พนันว่าคืนเข้าหอต้องมีคนนองเลือด! แต่ทว่าความจริงกลับตาลปัตร... เมื่อท่านอ๋องเปิดประตูมาพบเจ้าสาว ที่นอนน้ำลายยืด กอดหมอนข้างแน่น และเอ่ยปากไล่เขาว่า “ท่านอ๋อง... พิธีเสร็จหรือยัง? ข้าหิวแล้ว และข้าก็ง่วงมาก... ถ้าจะฆ่าข้า รบกวนช่วยแทงทีเดียวให้ตายเลยนะ ข้าขี้เกียจเจ็บ จากที่เตรียมรับมือจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ กลับได้ “ก้อนแป้งขี้เซา” มาแทน ภารกิจของท่านอ๋องจึงเปลี่ยนไป...จากจับดาบฆ่าศัตรู สู่การ “อุ้มเมียไปกินข้าว” และ “เปย์ไม่อั้น” เพื่อแลกกับรอยยิ้มหวานๆ ตอนตื่นของเมีย!
더 보기ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ความโกลาหลภายในห้องหอเรือน ‘เหมันต์พิสุทธิ์’ ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านประหนึ่งสมรภูมิรบ... มิใช่การต่อสู้ด้วยคมดาบหรือเพลงยุทธ์ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “ความอดทนอันสูงส่งของท่านอ๋อง” กับ “ความมือไวใจเร็วของคนเมาโอสถปลุกกำหนัด”“อาเป่า! น้ำเย็น! ข้าสั่งให้ไปนำน้ำเย็นมา! นำน้ำแข็งมาด้วย!”ท่านอ๋
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปสามทิวาราตรี รวดเร็วดุจกะพริบตา...สำหรับ หลินซีเหยา นี่คือช่วงเวลาสามวันแห่งสรวงสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาได้เสพสุขกับการกินอิ่มนอนอุ่น และกอบโกยการพักผ่อนตุนยอดคงเหลือไว้อย่างเต็มเปี่ยม ชนิดที่ว่าสามารถนอนเผื่อแผ่ไปถึงชาติภพหน้าได้เลยทีเดียวแต่สำหรับ จ้าวจินหลง ชินอ๋องผู้ยิ่
บรรยากาศภายในเรือนหอ ‘เหมันต์พิสุทธิ์’ ในยามวิกาล ตึงเครียดเสียจนแทบจะจุดไฟติด อากาศที่เย็นยะเยือกจากลมหนาวภายนอกที่พัดกรูเข้ามาทางหน้าต่าง ดูเหมือนจะร้อนระอุขึ้นมาทันควันจากแรงปะทะของสองร่างบนเตียงจ้าวจินหลง ชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร โน้มกายลงทาบทับร่างโปร่งบางที่นอนแผ่หราอยู่บนกองขนจิ้งจอกนุ่ม
ณ ใจกลางมหานครแห่งแคว้นจ้าว ยามเมื่อดวงตะวันทอแสงแรงกล้า โรงน้ำชา ‘หอหมื่นอักษร’ อันเลื่องชื่อกลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ เสียงจอแจอื้ออึงดั่งฝูงผึ้งแตกรังดังระงมไปทั่วโถงไม้สักขนาดใหญ่ กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นดีเคล้าคลอไปกับกลิ่นสุรารสแรงและกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่าบุรุษที่จับกลุ่มสนทนาทว่าท