LOGINห้าปีล่วงเลยผ่านไป...
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบ
ยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่น
เปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืน
ก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้ม
ก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลม
ก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก
"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง..."
"ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก่อน... ประเดี๋ยวบิดาเจ้ามาปลุกเองนั่นแหละ"
"อือ..."
บทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ มีเพียงเสียงสายลมพัดใบไม้และเสียงกรนแผ่วเบา
...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังใกล้เข้ามา
จ้าวจินหลง ชินอ๋องผู้มีอำนาจบารมีล้นฟ้า เป็นรองเพียงองค์จักรพรรดิ เดินเข้ามาในสวนด้วยชุดขุนนางเต็มยศ เขาเพิ่งกลับจากราชการที่ชายแดนเป็นเวลาสามเดือนเต็ม
ความคิดถึงคะนึงหาที่มีต่อภรรยาและบุตรทำให้เขารีบเร่งควบม้ากลับมาโดยมิพัก
แต่ภาพที่ประจักษ์แก่สายตา... ทำเอารอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าคมเข้ม
"นี่ข้าไม่อยู่เพียงสามเดือน... พวกเจ้าเปลี่ยนสวนข้าเป็นป่าช้าหรืออย่างไร? เงียบเชียบยิ่งนัก"
จ้าวจินหลงเดินเข้าไปที่เปลญวน ก้มลงจุมพิตหน้าผากภรรยา หอมแก้มบุตรชาย และเกาพุงสุนัขคู่ใจ
"ท่านพี่!" หลินซีเหยาลืมตาปรือๆ ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้ม "กลับมาแล้วหรือ? ...ของฝากเล่า?"
"ประโยคแรกก็ถามหาของฝากเลยเชียว" จ้าวจินหลงบ่นมิได้จริงจัง แต่ก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกล่องไม้แกะสลักใบงามออกมา
"นี่... 'ไข่มุกราตรี' จากทะเลตงไห่ ยามรัตติกาลมันจะส่องแสงนวลตา... เจ้าจะได้มิต้องจุดเทียนยามลุกมาเข้าห้องสุขา"
หลินซีเหยารับมาถือไว้ "โอ้... สะดวกดียิ่ง ข้าขี้เกียจจุดไฟพอดี"
"ส่วนเจ้า... อันอัน" จ้าวจินหลงหันไปหาบุตรชาย "พ่อจำ 'คัมภีร์ยุทธ์ไร้เงา' มาฝาก เน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและใช้แรงน้อย... เหมาะกับเจ้ายิ่งนัก"
"ขอบคุณท่านพ่อ!" จ้าวอันตาโตเป็นประกาย วิชาที่ใช้แรงน้อยคือของโปรด
...
ในยามค่ำคืน งานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ภายในครอบครัวถูกจัดขึ้น
จ้าวจินหลงนั่งจิบสุรา ทอดสายตามองภรรยาและบุตรชายแข่งกันคีบหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอย่างมีความสุข
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ข่าวลือเรื่อง "บุปผาราคี" ของหลินซีเหยา ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้นดุจควันไฟ
ถูกแทนที่ด้วยตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม:
"พระชายาผู้ทรงศีล" ชาวบ้านลือกันว่าพระชายาเข้าฌานสมาธิ (นอนหลับ) วันละ 12 ชั่วยาม เพื่อสวดมนต์ภาวนาให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น
"นางพญาผู้กุมหัวใจมังกร" ลือกันว่าท่านอ๋องจ้าวจินหลงเกรงใจภรรยายิ่งนัก มิเคยมีอนุภรรยา มิเคยเที่ยวหอนางโลม เลิกงานตรงเวลาเพื่อกลับไปนวดเท้าให้ภรรยา
"มารดาผู้ประเสริฐ" แม้จ้าวอันจะเป็นบุตรบุญธรรม แต่พระชายาก็เลี้ยงดูด้วยความรัก (แบบเกียจคร้าน) จนเด็กเติบโตมาเป็นคนใจเย็น มีสติปัญญา และรู้จักหาหนทางลัดในการแก้ปัญหา
"ซีเหยา..." จ้าวจินหลงเรียกชื่อแผ่วเบา
"หือ?" หลินซีเหยาเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากมันแผล็บ
"มีความสุขหรือไม่?"
หลินซีเหยาวางตะเกียบลง กวาดสายตามองไปรอบกาย
จวนที่โอ่อ่า หรูหรา สะดวกสบาย...
บุตรชายที่น่ารักและเชื่อฟัง...
สามีที่หล่อเหลา มั่งคั่ง แข็งแกร่ง และตามใจเขาเยี่ยงราชา...
เขาจำได้ว่าเมื่อกาลก่อน ความฝันสูงสุดของเขาคือ "เก็บครั้งแรกไว้ให้สามี แล้วนอนเฉยๆ ให้สามีเลี้ยงดู"
บัดนี้... ความฝันนั้นมิได้เป็นเพียงความจริง แต่มันเกินฝันไปมากโข
เขามิได้เพียงแค่นอนเฉยๆ แต่เขากลายเป็น "ดวงหทัย" ของบ้านที่ทุกคนหมุนรอบตัว
"มีความสุขสิ" หลินซีเหยายิ้มกว้างจนตาหยี "มีความสุขจนเกียจคร้านจะอรรถาธิบายเลยเทียว"
จ้าวจินหลงหัวเราะ เอื้อมมือไปเช็ดมุมปากให้
"เช่นนั้นก็มิต้องอธิบาย... เพียงแค่อยู่เคียงข้างข้าเช่นนี้ตลอดไปก็พอ"
"แน่นอน..." หลินซีเหยาขยับกายเข้าไปซบไหล่สามี "ข้าจะเกาะท่านประดุจปลิงเลยเชียว... ต่อให้ท่านขับไล่ ข้าก็ขี้เกียจเดินหนีแล้ว"
"หึ... ผู้ใดจะกล้าขับไล่" จ้าวจินหลงกระซิบ "ข้าหลงใหลเจ้าจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว... แม่กระต่ายขี้เซา"
...
ดึกสงัด จ้าวอันเข้านอนแล้ว หลับภายในสามอึดใจตามสถิติ
ในห้องหอที่อบอุ่นด้วยแสงนวลจากไข่มุกราตรี...
หลินซีเหยานอนหนุนแขนจ้าวจินหลง นิ้วเรียววนเวียนเล่นอยู่ที่แผงอกแกร่ง
"ท่านพี่..."
"ว่าอย่างไร?"
"ข้าเคยสัญญากับตนเองว่า... จะมอบทุกสิ่งที่เป็น 'ครั้งแรก' ให้กับสามี" หลินซีเหยาเอ่ยเสียงเบา "จุมพิตแรก... อ้อมกอดแรก... สัมผัสแรก..."
"ข้าได้รับมันหมดสิ้นแล้ว และข้าจะรักษามันไว้อย่างดีที่สุด" จ้าวจินหลงจูบขมับภรรยา
"แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง... ที่ข้าอยากให้ท่านเป็นคนแรกและคนเดียว"
"สิ่งใด?" ท่านอ๋องสงสัย
หลินซีเหยายิ้มเจ้าเล่ห์
"เป็นคนแรก... และคนเดียว... ที่ข้าจะยอม 'ตื่นเช้า' มาทำข้าวต้มให้กิน... ในวันคล้ายวันเกิดของท่านปีหน้า"
จ้าวจินหลงเบิกตาโพลง แทบไม่เชื่อหูตนเอง
"เจ้า? ตื่นเช้า? เข้าครัว?"
"เพียงปีละครั้งพอนะ!" หลินซีเหยารีบดักคอ "มากกว่านั้นข้าคงสิ้นใจแน่"
จ้าวจินหลงหัวเราะเสียงดังด้วยความปิติ กอดรัดร่างนุ่มนิ่มจนจมอก
"เพียงปีละครั้งก็เกินพอแล้ว... ข้าจะรอวันนั้น"
"แต่ยามนี้..." หลินซีเหยาพลิกตัวขึ้นมาคร่อมทับท่านอ๋อง
"ข้าตื่นแล้ว... และไข่มุกราตรีนี่ก็งดงามดี..."
เขาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปาก
"เรามาทำกิจกรรมที่ 'มิต้องใช้ความขยัน' แต่ใช้ 'ความรัก' กันดีกว่าหรือไม่?"
จ้าวจินหลงยิ้มรับด้วยความเต็มใจ พลิกกายกดภรรยาลงใต้ร่าง
"ตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ... พระชายา"
ม่านมุ้งถูกปลดลง...
แสงไฟจากไข่มุกส่องสว่างนวลตา
เงาของคนสองคนทาบทับและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
ชีวิตของหลินซีเหยา... จากเด็กหนุ่มที่ถูกตราหน้าว่าบุปผาราคี
สู่อภิมหาพระชายาผู้เสวยสุขบนกองเงินกองทองและความรักอันมั่นคง
บทพิสูจน์ที่ว่า "ความเกียจคร้านก็ชนะโลกหล้าได้... หากเลือกสามีถูกคน!"
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







