LOGINการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
จ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตร
ยามสาย ณ ศาลาริมสระบัว
หลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมา
ท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย
"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า
"หือ?"
"ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?"
"เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก"
"อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"
บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบ
ทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม
"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี้เปิ่นหวางจะถ่ายทอดวรยุทธ์!"
"วรยุทธ์?" หลินซีเหยาทำหน้ามุ่ย "ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าสายบุ๋น (บุ๋นแบบนอน) "
"เจ้ามิต้อง... แต่ลูกต้องฝึกฝน" จ้าวจินหลงชี้ปลายดาบไปที่จ้าวอัน "เขาเป็นบุตรบุญธรรมของชินอ๋อง จะให้อ่อนแอมิได้ อย่างน้อยต้องมีวิชาป้องกันตัวติดกาย"
จ้าวอันลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาปรือปรอย
"ท่านพ่อ... ข้าไม่อยากฝึกดาบ... มันหนักอึ้ง"
"มิได้!" จ้าวจินหลงเสียงเข้ม "ลุกขึ้นมาจับดาบ! วันนี้หากฟันหุ่นฟางไม่ครบหนึ่งร้อยครั้ง อดกินขนม!"
จ้าวอันหันไปมองหน้าหลินซีเหยาเพื่อขอความช่วยเหลือทางสายตา
หลินซีเหยาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลุกขึ้นนั่ง
"ท่านพี่... การฝึกเด็กน่ะ ต้องดูแววด้วย อันอันเขามิใช่สายพละกำลังเยี่ยงท่าน... เขาเป็นสาย 'ชั้นเชิง'"
"ชั้นเชิง?"
"ถูกต้อง..." หลินซีเหยากวักมือเรียกจ้าวอัน "อันอัน... ท่านพ่อจะฟันเจ้า เจ้าจะทำเยี่ยงไร?"
จ้าวจินหลงเลิกคิ้ว "ข้าจะฟันลูกเพื่อเหตุใด?"
"สมมติสิสมมติ!" หลินซีเหยาดุ "เอ้า ท่านพี่... ลองง้างดาบไม้ฟันเขาดู"
จ้าวจินหลงง้างดาบไม้ไผ่ขึ้น ทำท่าจะฟันลงมาเบาๆ
หลินซีเหยากระซิบข้างหูจ้าวอัน "ทิ้งตัว"
ทันทีที่ดาบวาดลงมา จ้าวอันก็ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นธรณีทันที!
ดาบของจ้าวจินหลงวืดผ่านอากาศไปอย่างงุนงง
"เห็นหรือไม่!" หลินซีเหยาปรบมือ "นี่คือวิชา 'รากไม้ยึดดิน' (การทิ้งตัวนอน) ศัตรูจะฟันมิโดน เพราะเป้าหมายหายไปจากระดับสายตา!"
จ้าวจินหลงกุมขมับ "นี่มันมิใช่การหลบหลีก! นี่มันการลงไปนอนดื้อๆ!"
"ได้ผลหรือไม่เล่า?" หลินซีเหยายักคิ้ว "ในสนามรบ ผู้ใดยืนเด่นเป็นเป้าธนู... คนนอนต่างหากที่รอดชีวิต"
จ้าวจินหลงมองดูจ้าวอันที่นอนกลิ้งหลบไปมาบนพื้นหญ้าอย่างคล่องแคล่วเพราะขี้เกียจลุกขึ้นยืน แล้วก็ต้องยอมรับในใจลึกๆ ว่า...
มันก็พลิ้วไหวจริงๆ นั่นแล
"เอาเถิด..." ท่านอ๋องถอนหายใจ "วิชานี้เอาไว้ใช้ยามคับขัน... แต่พื้นฐานร่างกายต้องแข็งแรง พ่อบ้านฟู่! นำ 'ยาขยายเส้นเอ็น' มาให้คุณชายน้อยกินบำรุงเสียหน่อย!"
...
ขณะที่กำลังวุ่นวายกับการฝึก (อู้งาน) ของจ้าวอัน
อาเป่าก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
"พระชายาขอรับ! มีคนจากสำนักราชเลขาธิการมาขอเข้าพบ แจ้งว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 'ป้ายหยก' ที่ติดตัวคุณชายน้อยมาเมื่อครายังอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าขอรับ!"
หลินซีเหยาและจ้าวจินหลงหันมาสบตากัน
ยามที่รับจ้าวอันมา ผู้ดูแลแจ้งว่ามีป้ายหยกเก่าคร่ำครึชิ้นหนึ่งติดตัวเด็กมาตั้งแต่ถูกทิ้งหน้าประตูสถานสงเคราะห์ แต่สภาพมันเก่าแก่จนดูไม่ออกว่าเป็นของตระกูลใด
"เชิญเข้ามา" จ้าวจินหลงสั่งเสียงเครียด
ชายชราชุดขุนนางเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม แต่แววตาตื่นเต้นระคนตระหนก
"ถวายบังคมท่านอ๋อง พระชายา... กระหม่อมคือราชเลขาฯ ฝ่ายทะเบียนราษฎร์... หลังจากที่ท่านอ๋องส่งป้ายหยกนั้นมาให้ตรวจสอบ กระหม่อมได้ขัดล้างคราบไคลและส่องดูด้วยแว่นขยายแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วมันเป็นของมีตระกูลใด?" หลินซีเหยาถามพลางอุ้มจ้าวอันมานั่งบนตัก
"มันคือป้ายหยกประจำตระกูล 'กู้' พ่ะย่ะค่ะ!"
ตระกูลกู้!?
จ้าวจินหลงเบิกตาโพลง
"กู้... อย่าบอกนะว่า 'แม่ทัพกู้เหยียน' สหายร่วมสาบานของข้าที่หายสาบสูญไปในสงครามชายแดนเมื่อสี่ปีก่อน?"
"มีความเป็นไปได้สูงพ่ะย่ะค่ะ! ลวดลายนี้มีเพียงสายเลือดหลักของตระกูลกู้เท่านั้นที่ครอบครอง!"
บรรยากาศในศาลาเงียบกริบลงทันควัน จ้าวจินหลงมองหน้าจ้าวอันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความเอ็นดู กลายเป็นความโศกเศร้าอาลัยและตื้นตันใจ
"กู้เหยียน... เจ้ามิได้ตายเปล่าสินะ... เจ้าทิ้งสายเลือดเอาไว้"
หลินซีเหยาที่แม้จะไม่รู้ความเรื่องการเมืองมากนัก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้
เขากระชับกอดจ้าวอันแน่นขึ้น
"ท่านพี่... หมายความว่าอันอัน... มีบิดามารดาที่แท้จริงกระนั้นหรือ?"
"บิดาของเขาคือวีรบุรุษ..." จ้าวจินหลงเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "กู้เหยียนสละชีพเพื่อถ่วงเวลาให้กองทัพข้าถอยร่น... ข้าตามหาศพเขาไม่พบ และมินึกว่าลูกเมียเขาจะกระจัดกระจายจนบุตรชายต้องไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า"
จ้าวอันเงยหน้ามอง "ท่านพ่อ... ท่านร้องไห้หรือ?" มือน้อยๆ เอื้อมไปเช็ดหยาดน้ำตาที่หางตาของท่านอ๋อง
จ้าวจินหลงกุมมือน้อยนั้นมาจูบเบาๆ
"พ่อมิได้ร้อง... พ่อเพียงแค่ดีใจ... ดีใจที่ได้พบเจ้า"
"แล้ว..." หลินซีเหยาถามเสียงแผ่ว "ท่านจะส่งเขาคืนให้ญาติฝ่ายตระกูลกู้หรือไม่?"
คำถามนี้แทงใจดำยิ่งนัก ตระกูลกู้ยังมีญาติห่างๆ หลงเหลืออยู่ หากพวกเขาล่วงรู้ว่ามีทายาทสายตรงปรากฏตัว ย่อมต้องมาทวงสิทธิ์เพื่อผลประโยชน์และมรดกเป็นแน่แท้
จ้าวจินหลงเงยหน้าขึ้น แววตากลับมาแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว
"ไม่มีทาง!"
ท่านอ๋องประกาศก้อง
"จ้าวอันคือบุตรของข้า! คือบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายของชินอ๋อง! ข้าจักไม่ยอมให้ผู้ใดมาพรากเขาไป... โดยเฉพาะพวกญาติแร้งกาที่หวังสมบัติ!"
เขาหันไปสั่งราชเลขาฯ
"เรื่องป้ายหยก... ให้เก็บเป็นความลับสุดยอด ห้ามแพร่งพรายว่าเขาคือทายาทตระกูลกู้... ให้ใต้หล้ารู้เพียงว่า เขาคือ 'จ้าวอัน' โอรสของจ้าวจินหลงและหลินซีเหยา... เข้าใจหรือไม่!"
"ระ... รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!" ราชเลขาฯ รับคำแล้วรีบถอยออกไป
จ้าวจินหลงหันกลับมามองสองแม่ลูก
"ซีเหยา..."
"หือ?"
"ขอบใจนะ..."
"ขอบใจอันใด?"
"ขอบใจที่เจ้าเลือกเขา... ขอบใจสัญชาตญาณความเกียจคร้านของเจ้า ที่ทำให้ข้าได้พบบุตรชายของสหายรัก"
หลินซีเหยายิ้มบางๆ ลูบศีรษะจ้าวอัน
"มันเป็นวาสนาต่างหาก... หรือไม่ก็... วิญญาณบิดาเขาคงดลใจให้ข้าไปพบเด็กที่นอนขี้เซาเหมือนข้า"
จ้าวอันมองหน้าบิดามารดางุนงง
"สรุปแล้วข้าเป็นลูกผู้ใด?"
"เป็นลูกของพ่อกับแม่นี่อย่างไรเล่า..." หลินซีเหยาจูบแก้มยุ้ยๆ "และเป็น 'ก้อนหินน้อย' ที่จะไม่มีผู้ใดมากลิ้งเจ้าไปที่ใดได้ ตราบใดที่พ่อเจ้ายังถือดาบอยู่"
จ้าวจินหลงโอบกอดทั้งสองคนไว้แน่น ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว... มิใช่ด้วยสายเลือด แต่ด้วยความรักและชะตาลิขิต
"เอาล่ะ..." จ้าวจินหลงปาดน้ำตา "เรื่องโศกเศร้าจบสิ้นแล้ว... ไปกินข้าวกันเถิด วันนี้พ่อสั่งทำ 'หมูหัน' ฉลองรับขวัญอันอันอย่างเป็นทางการ!"
"เย้! หมูหัน!" จ้าวอันและหลินซีเหยาร้องประสานเสียงพร้อมเพรียง เรื่องกินนี่สามัคคีกันดียิ่งนัก
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







