Beranda / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

Share

บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

Penulis: SophiaPsp
last update Tanggal publikasi: 2026-03-16 13:17:51

ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร?

         ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้

         ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า

         ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว

         แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา”

         ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย

         “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี”

         “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง”

         “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?”

         หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีคร่ำครึ พวกเขาไม่รู้อะไรเลย... พวกเขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของ หลินซีเหยา และที่สำคัญ... พวกเขาไม่เข้าใจว่า สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนปากเหวแห่งความเป็นความตายมาตลอดอย่างข้า สิ่งที่ข้าโหยหามากที่สุดไม่ใช่สตรีที่เพียบพร้อม... แต่คือ “ความสงบ” ต่างหาก

         และหลินซีเหยา... คือความสงบหนึ่งเดียวในชีวิตข้า

         ยามดึกสงัด ณ ห้องอักษร จวนชินอ๋อง อากาศในยามค่ำคืนของฤดูหนาวหนาวเหน็บเสียจนน้ำหมึกในแท่นฝนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ข้าวางพู่กันลงหลังจากสะสางฎีกากองโตจากชายแดนเสร็จสิ้น ความเหนื่อยล้าสะสมเกาะกินไปทั่วร่างกาย ทั้งความเครียดจากการเมืองในราชสำนัก และความกดดันที่ต้องแบกรับความปลอดภัยของแผ่นดิน

         ข้ายืดตัวขึ้น บิดคอขับไลความเมื่อยขบ ก่อนจะเป่าเทียนดับไฟในห้องอักษร แล้วก้าวเท้าเดินฝ่าความมืดกลับไปยังเรือนนอน... สถานที่เดียวในโลกที่ข้ารู้สึกว่าเป็น “บ้าน” อย่างแท้จริง

         ตลอดทางเดิน หิมะโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ทหารยามก้มหัวทำความเคารพข้าด้วยความเกรงกลัว ข้าพยักหน้ารับอย่างแกนๆ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์... หน้ากากที่ข้าสวมใส่มาทั้งชีวิตจนแทบจะกลายเป็นเนื้อหนังมังสา

         แต่เมื่อข้าเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนใหญ่... หน้ากากนั้นก็เริ่มแตกร้าว ข้าผลักประตูไม้แกะสลักเข้าไปอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องหอม “กลิ่นดอกท้อ” ลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นประจำตัวของซีเหยาที่ข้าสั่งทำขึ้นพิเศษเพื่อให้เขาหลับสบาย แม้ปกติเขาจะหลับง่ายอยู่แล้วก็ตาม               แสงเทียนเล่มเล็กที่จุดทิ้งไว้มุมห้อง สาดแสงสีส้มสลัวๆ ไปยังเตียงกว้างหลังใหญ่ ภาพที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้ความแข็งกร้าวในหัวใจของข้าละลายหายไปจนหมดสิ้น ราวกับหิมะที่ถูกความร้อนจากดวงอาทิตย์แผดเผา

         บนเตียงกว้างที่ปูด้วยขนสัตว์หนานุ่ม... มี “ก้อนผ้าห่ม” นูนๆ สองก้อนนอนเบียดกันอยู่ ก้อนใหญ่... คือ หลินซีเหยา ภรรยาของข้า ก้อนเล็ก... คือ จ้าวอัน (อันอัน) บุตรบุญธรรมของข้า

         ทั้งสองนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน ท่าทางเหมือนกันราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ทั้งองศาการงอตัว การวางมือหนุนแก้ม ปากที่เผยอนนิดๆ และจังหวะการหายใจเข้าออกที่สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด “ฟี้... ครอก...” เสียงกรนเบาๆ ของซีเหยา ประสานกับเสียงหายใจฟืดฟาดเล็กๆ ของจ้าวอัน กลายเป็นดนตรีบรรเลงที่ไพเราะที่สุดสำหรับข้า

         ข้าเดินเข้าไปใกล้ๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ ปลดดาบประจำกายวางลงข้างๆ แล้วจ้องมองดูพวกเขานิ่งๆ รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนมุมปากของข้าโดยไม่รู้ตัว

         ข้าเติบโตมาในวังหลวง สถานที่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย ผู้คนรอบกายข้า ล้วนสวมหน้ากากเข้าหากัน สตรีที่เข้ามาหาข้า ล้วนมองที่ฐานะ “ชินอ๋อง” มองที่อำนาจและเงินตรา พวกนางพร้อมจะฉีกยิ้มหวานหยด แต่ในใจซ่อนมีดดาบไว้ทิ่มแทงศัตรู

         แต่หลินซีเหยา... เขาต่างออกไป เขาเป็นเหมือน “ก้อนหิน” ก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสายน้ำเชี่ยว ไม่ว่ากระแสโลกจะเชี่ยวกรากเพียงใด เขาก็ยังคงนิ่งสงบหรือหลับ อยู่ที่เดิม เขาไม่ไหลไปตามกระแส ไม่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อเอาใจข้า

         เขาไม่เคยขอเครื่องประดับ “ท่านพี่... สร้อยคอนี่หนักจะตาย ใส่แล้วเมื่อยคอ เอาไปคืนเถอะ ขอเป็นหมอนนุ่มๆ แทนได้ไหม?”

         เขาไม่เคยขอกำลังทหารหรืออำนาจบารมี “เป็นฮูหยินแม่ทัพต้องออกงานสังคมด้วยเหรอ? ข้าลาป่วยได้ไหม? บอกว่าข้าเป็นโรคแพ้แสงแดดก็ได้”

         เขาไม่เคยเรียกร้องความสนใจแบบไร้สาระ เพราะสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด คือการที่ข้าปล่อยให้เขานอนเงียบๆ!

         ความ “ขี้เกียจ” ของเขา คือความบริสุทธิ์ใจที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอ ในวันที่ข้ากลับมาจากสนามรบด้วยเสื้อผ้าเปื้อนเลือด จิตใจบอบช้ำจากการฆ่าฟัน คนที่รอข้าอยู่ไม่ใช่สตรีที่ร้องไห้ฟูมฟาย หรือถามไถ่ถึงชัยชนะ แต่เป็นซีเหยา... ที่นอนกลิ้งอยู่บนตั่ง แล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดว่า “กลับมาแล้วเหรอ? ...อาบน้ำเถอะ ตัวเหม็นคาวเลือดชะมัด... อ้อ อาบเสร็จแล้วมานอนกอดข้าหน่อยนะ วันนี้อากาศหนาว ข้าไม่อยากใช้ถุงน้ำร้อน”

         คำพูดห้วนๆ ที่แสนธรรมดาเหล่านั้น กลับเยียวยาจิตใจของข้าได้ดียิ่งกว่ายาวิเศษ เขาทำให้ข้ารู้สึกว่า... ข้าเป็นเพียง “สามี” ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ใช่เทพสงคราม ไม่ใช่ท่านอ๋อง เป็นแค่ “ไอ้อุ่น” เคลื่อนที่ของเขา... และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับข้า

         กลับมาที่ปัจจุบัน... “อือ...” เสียงละเมอเบาๆ ดังขึ้น หลินซีเหยาขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเหมือนกำลังฝันร้าย ข้ารีบเอื้อมมือไปลูบแผ่นหลังบางของเขาเบาๆ

         “ชู่ว... ข้าอยู่นี่ ซีเหยา... หลับเสีย”

         สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงทันทีที่สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือข้า มือเรียวข้างหนึ่งควานสะเปะสะปะหาข้อมือข้า แล้วดึงไปกอดไว้แนบอกราวกับข้าเป็นหมอนข้างใบโปรดที่เขาขาดไม่ได้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง ข้าเห็นเขาเอื้อมไปตบก้นเจ้าก้อนแป้งจ้าวอันเบาๆ เป็นจังหวะกล่อม แปะ... แปะ... แปะ...

         ภาพนี้ทำให้ข้าต้องกลั้นยิ้มจนแก้มปวด ใครบอกว่าเขาไม่ใช่แม่ที่ดี? จริงอยู่ที่เขาไม่ได้ตื่นมาทำกับข้าวให้ลูกกินทุกเช้า จริงอยู่ที่เขาไม่ได้เย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าให้ลูกใส่ แต่เขาสอนให้จ้าวอันรู้จัก “ความสุขของการใช้ชีวิต” เขาสอนให้จ้าวอันรู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่การแข่งขัน เขาสอนว่า... ‘อันอัน... ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าหิวก็กิน ถ้าใครรังแกก็บอกพ่อเจ้า ให้ไปฆ่ามัน ชีวิตคนเราสั้นนัก จงใช้เวลานอนให้คุ้มค่า’

         ผลผลิตที่ได้คือ... จ้าวอันเติบโตมาเป็นเด็กที่มีจิตใจดี อารมณ์ดี แม้จะขี้เซาไปหน่อย และรักครอบครัวยิ่งชีพ และที่สำคัญ... เขารัก “ท่านแม่” คนนี้มาก มากจนบางทีข้ายังแอบอิจฉา เวลาที่เห็นสองแม่ลูกนอนกอดกันกลมโดยทิ้งข้าให้นั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว

         ข้าค่อยๆ โน้มตัวลงไป จรดริมฝีปากจูบลงบนหน้าผากเนียนของภรรยาอย่างแผ่วเบา และเลื่อนไปจูบที่แก้มยุ้ยๆ ของลูกชาย

         กู้เหยียน... หากเจ้ามองลงมาจากสวรรค์ เจ้าคงวางใจได้แล้ว ลูกชายเจ้าเติบโตมาอย่างดี... ภายใต้การดูแลของแม่เลี้ยงที่แปลกประหลาดที่สุดในแผ่นดิน แต่ข้าสาบาน... ข้าจะปกป้องรอยยิ้ม (และเวลานอน) ของคนสองคนนี้ด้วยชีวิตและวิญญาณของข้า ใครหน้าไหนที่กล้ามารบกวนการนอนของพวกเขา... มันผู้นั้นจะได้เห็นนรกบนดิน!

         “ท่านพี่...” จู่ๆ เสียงงัวเงียแหบพร่าก็ดังขึ้น หลินซีเหยาปรือตาขึ้นมาข้างหนึ่ง ย้ำว่าข้างเดียวจริงๆ เพื่อประหยัดพลังงานในการยกเปลือกตา ดวงตาดอกท้อคู่นั้นมองมาที่ข้าอย่างสะลึมสะลือ “ท่านกลับมาแล้วเหรอ...”

         “อืม... ข้ากลับมาแล้ว” ข้าตอบเสียงกระซิบ เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ปรกหน้าเขาออก

         “หิวน้ำ...” เขาบ่นพึมพำ ริมฝีปากแห้งผากเผยอขึ้นเล็กน้อย

         ข้าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ หากเป็นคนอื่น...ที่นอนให้สามีไปรินน้ำให้คงถูกตราหน้าว่าเกียจคร้านและไม่รู้จักหน้าที่ แต่สำหรับข้า... นี่คือเกียรติยศสูงสุด ข้ารีบลุกไปที่โต๊ะน้ำชา รินชาอุ่นๆ ที่ข้าใช้พลังปราณอุ่นไว้ตลอดเวลา ใส่ถ้วยกระเบื้องเคลือบ แล้วเดินกลับมาประคองร่างบางให้ลุกขึ้นพิงอกข้า

         “ค่อยๆ จิบนะ...” ข้าจรดถ้วยชาที่ริมฝีปากเขา

         ซีเหยางับขอบถ้วยเหมือนแมว แล้วดื่มน้ำอึกๆ จนหมดถ้วย

         “ฮ้า... ชื่นใจ...” เขาทิ้งตัวลงนอนต่อทันทีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ราวกับสวิตช์ไฟที่ถูกปิด “ขอบใจ... มานอนเร็ว... ข้าหนาว...”

         คำชวนนั้น... ช่างมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงยิ่งนัก “อืม...ข้าจะนอนเดี๋ยวนี้”

         ข้าถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก วางพาดไว้ที่ราว แล้วสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนหนา ข้าแทรกตัวเข้าไปตรงกลางระหว่างก้อนแป้งใหญ่และก้อนแป้งเล็ก ซึ่งต้องใช้ความพยายามเล็กน้อยเพราะพวกเขาเกาะกันแน่น ข้าดึงซีเหยาเข้ามาในอ้อมกอดด้านซ้าย ให้ศีรษะเขาวางบนท่อนแขนข้า และดึงจ้าวอันเข้ามาซุกที่เอวด้านขวา

         กลิ่นกายหอมละมุนของซีเหยา ผสมกับกลิ่นแป้งเด็กและกลิ่นนมของจ้าวอัน... มันคือกลิ่นของ “ความสุข” กลิ่นที่ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการงาน ความเครียดจากการรบ และความกังวลทั้งปวง หายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง

         ซีเหยาขยับตัวยุกยิกหามุมสบาย ก่อนจะเอาขาข้างหนึ่งก่ายมาบนตัวข้าอย่างถือวิสาสะ “อุ่นจัง... หมอนข้างรุ่นนี้ดีที่สุดเลย...” เขาละเมอพึมพำ

         ข้ายิ้มกว้างท่ามกลางความมืด กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

         “ใช่... ข้าจะเป็นหมอนข้างให้เจ้าตลอดไป”

         นี่แหละ... เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน” ก้อนนี้ ไม่ใช่เพราะเขางามล่มเมือง ไม่ใช่เพราะเขาเก่งกาจ แต่เพราะเขาคือ “บ้าน” เขาคือสถานที่ที่มังกรอย่างข้า สามารถถอดเกล็ด ถอดเล็บ และนอนหลับได้อย่างสนิทใจที่สุด

         ต่อให้ต้องแลกด้วยทรัพย์สินทั้งหมดในท้องพระคลัง ต่อให้ต้องสละตำแหน่งชินอ๋อง เพื่อแลกกับการได้ซื้อหมอนนุ่มๆ ขาหมูอร่อยๆ และรักษาช่วงเวลานี้ให้คงอยู่ตลอดไป... ข้า จ้าวจินหลง ก็คิดว่า... มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตแล้ว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status