“ว่าแต่มีผู้ใดมาเยี่ยมข้าบ้างหรือไม่”
“นายท่านกับฮูหยินใหญ่มาต้นยามเหม่า[1] แต่ยามนั้นคุณหนูหลับอยู่บอกว่าให้คุณหนูพักรักษาตัวให้ดี”
“อย่างนั้นหรือ”
“คุณหนูอย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ นายท่านเป็นห่วงคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ เพียงแต่นายท่านต้องเข้าวัง”
“หมดแล้วหรือ”
“เอ่อส่วนคุณหนูกับคุณชายในจวน ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่ามีคำสั่งห้ามมิให้พวกเขาก้าวเหยียบเข้ามายังเรือนแห่งนี้”
คำพูดที่สาวใช้เอ่ยมากระทบใจหลี่ซูซินอย่างแรง ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวแทบจะเรียกได้ว่าไม่ถูกกัน เป็นเพราะว่าสูญเสียมารดาที่แท้จริงไปตั้งแต่แบเบาะ บิดาจึงยกฮูหยินรองขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่
ย้อนคิดถึงต้นเหตุที่ตนเองไม่สนิทใจกับครอบครัว คงเป็นเพราะนางเติบโตมาจากการเลี้ยงของแม่นมที่ติดตามมารดามาจากจวนเก่า นางถูกปลูกฝังมาให้เกลียดชังฮูหยินรองคนรักของบิดา นางเกลียดแม่เลี้ยง เกลียดบุตรสาว และบุตรชายของหญิงผู้นั้นเสียยิ่งกว่าบุตรอนุคนอื่นในจวนเสียอีก
ยิ่งคิดถึงความร้ายกาจที่ตนเองกลั่นแกล้งพวกเขาที่ผ่านมา ตั้งแต่เยาว์วัยนางแกล้งสองพี่น้องบุตรแม่เลี้ยงเสมอเมื่อมีโอกาส จะมีก็แต่ช่วงหลังที่นางเลิกสนใจพวกเขาไปสนใจชายหนุ่มอย่างเฉินอี้หานแทน
หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างปลดปลง ดูเหมือนว่าสิ่งที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างนางและครอบครัว ไม่จำเป็นต้องดีขึ้นจนก้าวกระโดด แต่ขอเพียงอย่าห่างเหินกันไปมากกว่านี้
นางทำผิดไปจริง ๆ ทั้งที่เด็กสองคนนั้นคือผู้ที่กล้าเอ่ยเตือนนางอย่างจริงใจที่สุด
ทุกความผิดที่ผู้อื่นมิกล้าเอ่ยเตือน ผู้ที่นางไม่ชอบหน้าที่สุดกลับกล้าเอ่ยเตือน แม้ผลสุดท้ายจะโดนไล่ตะเพิดไล่ตีก็ตาม
“ส่วนทางหยางซื่อจื่อส่งของบำรุงมาให้ท่านมากมายเลยเจ้าค่ะ”
“ฮึ” หลี่ซูซินเบะปากอย่างหมั่นไส้ นางมิคาดหวังว่าเขาจะมาเยี่ยมนางอยู่แล้ว
ชีวิตก่อนระหว่างนางและเขาสุดท้ายจบลงด้วยการถอนหมั้น
นางทำผิดต่อเขาก็จริง แต่เขาก็แทบจะไม่เคยทำเรื่องดี ๆ ต่อนางเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างนางและเขาไม่มีทางเดินไปด้วยกันได้
“โถ่ คุณหนูไหนว่าท่านไม่คิดจะถอนหมั้นแล้ว อย่าทำหน้าเช่นนั้นสิเจ้าคะ ผู้อื่นมาเห็นจะเข้าใจผิดนะเจ้าคะคุณหนูของเสี่ยวเม่ย”
“ไม่คิดเรื่องถอนหมั้นอีก แต่ใช่ว่าข้าต้องชอบเขานี่”
“โถ่ หยางซื่อจื่อก็ดีนี่เจ้าคะ คุณหนูจะไม่ลองเปิดใจมองหน่อยหรือเจ้าคะ”
“หากรักแล้วต้องเจ็บปวดไยต้องใฝ่คว้ามันด้วยเล่า”
เจ้านายสาวส่ายหน้าให้กับความคิดสาวใช้ นางมิคิดหาเรื่องให้ตนเองหรอก หากผู้ที่นางรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายเขาจะไม่มีวันหันมารักนาง เหตุใดนางต้องเปิดใจอีก
หยางเฟยหลง คู่หมั้นในยามนี้ อย่างไรภายภาคหน้าเขาก็ไม่มีวันรักนาง
ผ่านมาหนึ่งชีวิตสิ่งที่แน่นอนคือดวงใจบุรุษมิได้มีไว้เพื่อรักนาง
หลี่ซูซินเมื่อกินยาเข้าไปสักพักก็เริ่มรู้ดีขึ้น จึงลุกออกจากเตียงเดินออกนอกห้องไป ไม่ทันที่จะได้เปิดประตูเรือนกลับถูกขัดขวางจากคนใกล้ตัวเสียก่อน
“ออกไปไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านหมอห้ามมิให้คุณหนูต้องความเย็น”
“แต่ข้าเบื่อนี่”
“เบื่อก็ต้องอดทนนะเจ้าคะ เพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น”
เพียงแค่คิดว่าจะต้องอดทนอดอู้อยู่แต่ในเรือน ก็น่าเบื่อหน่ายไม่น้อย นางกลับมาเพื่อใช้ชีวิต
“เจ้าไปตามคุณหนูรองมา บอกให้นางมาบรรเลงพิณให้ข้าฟังแก้เบื่อเสีย”
“คุณหนูร่างกายท่านยังไม่หายดีจะกลั่นแกล้งผู้อื่นอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“ข้าบอกให้ไป เจ้าก็ไปสิ” หลี่ซูซินกล่าวสั่งเสียงเข้ม จนสาวใช้ตัวน้อยรีบวิ่งออกไปโดยไว ใครว่านางจะกลั่นแกล้งผู้อื่นกัน
นางกำลังปรับปรุงตัว
ระหว่างที่รอนักดนตรีมาบรรเลงเพลงให้ฟัง ภายในหัววางแผนการที่คิดจะทำ
เรือนคุณหนูรอง
“คุณหนูรองเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ส่งสาวใช้มาตามคุณหนูรองบอกให้คุณหนูรองไปบรรเลงพิณให้ฟังเจ้าค่ะ”
“พี่หญิงใหญ่เรียกข้าหรือ”
“เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าครานี้คุณหนูใหญ่คิดจะกลั่นแกล้งคุณหนูอย่างไรอีก คุณหนูต้องระวังนะเจ้าคะ”
หลี่ซูเจินมิได้ฟังคำเตือนที่สาวใช้บอกแต่อย่างใด หญิงสาวรีบเดินไปหยิบพิณตัวโปรดแล้วเดินไปยังเรือนพี่สาวอย่างรวดเร็ว
ในใจของหลี่ซูเจินมิได้คิดสิ่งใดซับซ้อน พี่สาวอยากให้นางทำสิ่งใดนางย่อมทำให้ได้ หากอยากกลั่นแกล้งนาง หากไม่มากเกินไปนักนางล้วนปล่อยให้อีกฝ่ายได้สมปรารถนา
ใครใช้ให้หลี่ซูซินเป็นพี่สาวนางกัน ถึงจะคนละมารดากันก็ตาม อีกเหตุผลหนึ่งที่หลี่ซูเจินชื่นชอบที่จะไปให้อีกฝ่ายได้กลั่นแกล้งเล็ก ๆ น้อย ใบหน้าพี่สาวยามได้กลั่นแกล้งผู้คนได้สำเร็จปรากฏร่องรอยของความสุข
หญิงสาวยืนรออยู่หน้าเรือนไม่นานก็มีเสียงตอบรับให้เข้าไปยังเรือนที่ถูกหวงห้ามที่นางแทบจะมิเคยได้ย่างก้าวเข้ามา
ภายในเรือนแห่งนี้ถูกตกแต่งไปด้วยของมีค่าละลานตา เนื่องจากความชอบของผู้เป็นเจ้าของเรือน



