หน้าหลัก / รักโบราณ / ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด / ได้สัตว์เลี้ยงตัวน้อย (2)

แชร์

ได้สัตว์เลี้ยงตัวน้อย (2)

ผู้เขียน: ดาราดา
last update วันที่เผยแพร่: 2026-07-02 08:45:42

เขากล่าวถึงคำเตือนของเจ้าของร้าน และถามไป๋เสวี่ยอย่างจริงจังด้วยกลัวว่ามันจะทำให้นางต้องเจ็บตัว

“ข้าย่อมแน่ใจ ข้าเลี้ยงได้แน่นอนท่านอย่าได้กังวล” ไป๋เสวี่ยยิ้มและยื่นมือไปรับกรงขังมาจากไป๋ซาน

นางมองจ้องกระต่ายที่อยู่ในกรงนิ่ง ก่อนจะถามออกมาเสียงแผ่วเบาว่า

“อยากไปอยู่กับข้า หรืออยากกลับไปอยู่ในป่า”

กระต่ายน้อยมองตอบและกระโดดมาด้านหน้าเล็กน้อย ไป๋เสวี่ยก็เข้าใจทันทีว่ามันตกลงที่จะไปอยู่กับนาง

“ต่อไปนี้เจ้าชื่อ ‘ไป๋ทู่’ ก็แล้วกัน เจ้ากระต่ายน้อยสีขาวของข้า” คนตัวเล็กยิ้มกว้าง พลางเปิดกรงและช้อนตัวของไป๋ทู่ขึ้นมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน นางกระชับกอดไป๋ทู่แน่น จากนั้นก็เดินตามไป๋ซานและคนอื่น ๆ มาที่รถม้า

ภาพเด็กน้อยผิวขาวตัวเล็กกำลังอุ้มกระต่ายน้อยน่ารักอยู่ในอ้อมแขน ช่างเป็นภาพที่ใครเห็นก็ต้องรู้สึกเอื้อเอ็นดูไปตาม ๆ กัน

ไป๋เสวี่ยดูน่ารักมาก แต่นางไม่ได้สนใจผู้ใดเลยนอกจากกระต่ายตัวน้อยที่อยู่กับนางในตอนนี้

เวลาต่อมาไป๋ซานก็พาทุกคนกลับมาถึงบ้าน ท่านปู่เองก็กลับมาจากสวนสมุนไพรแล้ว และกำลังเก็บสมุนไพรที่วางตากแดดไว้เข้าไปในกล่องไม้ ที่สร้างมาเพื่อเก็บสมุนไพรโดยเฉพาะ

“ท่านปู่ทวด! ข้ากลับมาแล้ว!” 

“ท่านปู่ทวด หลันเอ๋อร์กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

ร่างกลมของเด็กแฝดทั้งสองวิ่งไปหาผู้เฒ่าไป๋หลิงก่อนจะกระโดดกอดแข้งขาเขาราวกับลูกลิงตัวอ้วน แม้ว่าไป๋หลิงจะอายุราวร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงดีเพราะเขามีพลังปราณถึงระดับสูงขั้นต่ำ

ส่วนไป๋ซานเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเช่นกัน แต่เขานั้นอยู่ขั้นสูงที่ใกล้จะเลื่อนไประดับจิตวิญญาณ

อายุเพียงยี่สิบห้า อีกทั้งยังไม่ใช่คุณชายจากตระกูลสูง แต่กลับมีความสามารถถึงเพียงนี้ ไป๋ซานก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งเช่นกัน

และเพราะว่าไป๋ซานเป็นผู้ใช้ธาตุดิน ร่างกายของเขาจึงแข็งแรงมาก พอต้องเข้าไปหาสมุนไพรและแก่นชีวิตสัตว์อสูรในป่าร้อยอสูรทุกวัน นี่จึงถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งสำหรับไป๋ซาน ด้วยเหตุนี้เขาจึงแข็งแกร่งกว่าไป๋หลิงทั้ง ๆ ที่อายุน้อยกว่า

ตัวไป๋ซานที่ไม่ได้มีธาตุพฤกษาเหมือนไป๋หลิงและไป๋เสวี่ยแต่เขาก็ไม่เคยคิดน้อยใจและยังชอบที่ตนถือครองธาตุดินมากกว่า อีกทั้งเขายังตั้งใจฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งเพื่อปกป้องทุกคน

นับว่าเป็นคนที่น่าชื่นชมมากอย่างแท้จริง

“เสวี่ยเอ๋อร์เจ้าเองก็ออกไปเที่ยวมาด้วยรึ?” ไป๋หลิงหันไปถามหลานสาวที่ยืนอุ้มกระต่ายอยู่เบื้องหลัง

“เจ้าค่ะท่านปู่ มีหลายสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้วันนี้” ไป๋เสวี่ยตอบและยิ้มบาง

“แล้วกระต่ายตัวนั้น...”

“ข้าขอให้พี่ชายซื้อให้”

“เจ้าซื้อมารึ ในป่าก็มีอยู่ตั้งมากมายไม่ใช่หรือ” ไป๋หลิงถามด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดต้องเสียเงินซื้อของที่มีอยู่เต็มป่า หากอยากได้ก็ให้ไป๋ซานเข้าไปจับในป่าก็สิ้นเรื่อง ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเหรียญตราเช่นนี้

“เพราะข้าชอบ”

“ให้พี่เจ้าไปจับมาให้ก็ได้ จะเอาสักกี่สิบตัวเล่า”

“ข้าชอบตัวนี้” ร่างเล็กยืนยันอย่างจริงจัง สุดท้ายไป๋หลิงก็ยอมแพ้และไม่ได้กล่าวอันใดถึงเรื่องกระต่ายอีก

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   จวนตระกูลซุน (3)

    หลังจากจัดการมอบของขวัญล้ำค่าให้ซุนฉือเฉินและอี้หลิงฟางแล้ว ไป๋เสวี่ยก็พาตนเองมาที่เรือนอีกหลังซึ่งตั้งอยู่ไกลจากเรือนของทุกคนในตระกูลซุนแต่เรือนหลังนี้กลับได้รับการปกป้องดูแลและเต็มไปด้วยของล้ำค่ามากที่สุดซึ่งนี่ก็คือเรือนของ ‘ซุนเหว่ย’ คุณชายใหญ่ตระกูลซุน บุตรชายคนโตของซุนซูเย่ ผู้ที่จะสืบทอดฐานะเจ้าครองเมืองคนต่อไปไป๋เสวี่ยรู้ดีว่าที่เรือนหลังนี้มีองครักษ์และเวรยามคอยเฝ้าตรวจตรามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นางลำบากมากนัก เพราะอย่างไรพลังของนางก็อยู่สูงกว่าคนทั้งหมดอยู่แล้วร่างเล็กกระโดดหายเข้าไปในความมืด เพียงเสี้ยวลมหายใจเดียวก็ไปโผล่อยู่ในเรือนนอนของซุนเหว่ยราวกับสายลมที่พัดผ่านไป ความเร็วของไป๋เสวี่ยในเวลากลางคืน ไม่ได้ต่างอันใดจากสัตว์ที่กำลังล่าเหยื่อแม้แต่น้อยแต่ทันทีที่ปลายเท้าของนางก้าวเหยียบลงบนพื้น ซุนเหว่ยที่ยังไม่ได้หลับดีก็รู้ตัวและสะบัดมีดบินเข้าใส่ไป๋เสวี่ยอย่างรวดเร็วฉับไว“ฝีมือเจ้าไม่ธรรมดาจริง ๆ”ไป๋เสวี่ยเอ่ยชมซุนเหว่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งไม่ได้ตื่นตระหนก แม้ว่ามีดบินของซุนเหว่ยจะพึ่งลอยผ่านศีรษะของนางไ

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   จวนตระกูลซุน (2)

    แผนการสำเร็จ ซุนซูเย่จำเป็นต้องแต่งอี้หลิงฟางเข้ามาเป็นฮูหยินรอง ด้วยเห็นแก่หน้าตระกูลอี้ เพราะตระกูลซุนและตระกูลอี้ ก็นับได้ว่าเป็นญาติห่าง ๆ กัน แต่ถึงจะแต่งอี้หลิงฟางเข้ามาแล้ว ซุนซูเย่ก็ไม่เคยมาเยือนที่เรือนของนางอีกเลย คนในตระกูลซุนทุกคนเองก็ไม่เคยปฏิบัติตนเคารพนาง ด้วยรู้ดีว่านางเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรสุดท้ายแล้วรักก็เปลี่ยนเป็นแค้น และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของอี้หลิงฟางกับซุนฉือเฉินไป๋เสวี่ยได้ฟังก็อยากที่จะหัวเราะจริง ๆ เพราะชายหญิงสองคนนี้ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก คนหนึ่งก็เลวมากกล้าหักหลังได้แม้กระทั่งพี่ชายแท้ ๆ ของตนเอง ส่วนอีกคนก็ร้ายกาจ อยากจะได้ผู้ชายของคนอื่น พอไม่ได้ตามที่ใจหวังก็โทษผู้อื่น แทนที่จะโทษตนเองอีกคนที่น่าผิดหวังไม่น้อยก็คือซุนซูเย่ คนผู้นี้มีดีทุกอย่างทั้งนิสัยใจคอและความรักเดียวใจเดียว แต่เขานั้นไว้ใจซุนฉือเฉินมากเกินไป จนมองข้ามเรื่องสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่คุณหนูรองซุนจางหง หาใช่บุตรีของตนไม่ช่างโง่งมไม่สมกับที่เป็นถึงเจ้าครองเมืองเลยจริง ๆ“อา...”“อืม”เสียงร้องครวญครางในเรือนนอนข

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   จวนตระกูลซุน (1)

    ไป๋เสวี่ยไม่อาจให้เสี่ยวหงบินไปจนถึงสำนักเฟิ่งเยี่ยนได้ นางจำเป็นต้องผ่านเมืองพิรุณก่อนเท่านั้น เพราะเหตุนี้ยามนี้ไป๋เสวี่ยจึงกำลังยืนอยู่ที่ด้านหน้าประตูเมืองพิรุณ พร้อมด้วยคนของนางทั้งสี่ และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็โดดเด่นเหลือเกินในทุก ๆ เมืองจะต้องจ่ายค่าผ่านทาง แน่นอนว่าเมืองพิรุณก็เช่นกัน ไป๋เสวี่ยไม่ได้ติดใจเรื่องนี้และมอบหน้าที่ให้จื่อซู่เป็นผู้จัดการคนทั้งห้ารวมทั้งไป๋เสวี่ยเมื่อเข้ามาภายในเมืองต่างก็ถูกจับจ้องมองเพราะความโดดเด่นที่มีจื่อซู่และฝูจิ้นนั้นรูปงามดุจเทพบุตร ส่วนจื่อถิงกับเฟิ่งจิ่วเองก็ดูงดงามดั่งเทพธิดา แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเด็กสาวที่กำลังเดินนำหน้าคนเหล่านั้นต่างหากนางมีใบหน้าอ่อนหวานดูไร้เดียงสา ช่างบอบบางและน่าทะนุถนอมยิ่งนัก แต่คนที่เดินตามหลังนางมากลับปฏิบัติต่อนางอย่างเคารพและยำเกรง ท่าทางเช่นนี้ช่วยบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านางคือคนที่สำคัญที่สุดในกลุ่มอย่างแท้จริง“เราพักกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปสำนักเฟิ่งเยี่ยนก็แล้วกัน” ไป๋เสวี่ยกล่าวออกมา ไม่ได้สนใจสายตาของคนที่มองมา ความจริงแล้วไป๋เสวี่ยสามารถเดินทางไปที่

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   มุ่งสู่สำนักเฟิ่งเยี่ยน (3)

    สุดท้ายก็เป็นไป๋หลิงที่เอ่ยอธิบายแม้ว่าไป๋เสวี่ยจะไม่ได้หมายความเช่นนั้นก็ตาม นางเพียงกลัวว่าหมีในป่าร้อยอสูรจะสูญพันธุ์ไปจริง ๆแต่เพราะว่าไป๋หลิงเป็นผู้อธิบาย ไป๋เสวี่ยจึงไม่ได้คัดค้านคำพูดของท่านปู่ของตน“สายมากแล้ว เจ้าไปเถิดเสวี่ยเอ๋อร์ ไม่ต้องเป็นห่วงที่นี่ เพียงดูแลตนเองให้ดีก็พอ” เมื่อทุกคนเงียบลง ชายชราก็หันมาพูดกับหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เจ้าค่ะ” ไป๋เสวี่ยพยักหน้าและยิ้มออกมา“ส่วนเรื่องนั้น...อย่าได้รีบร้อน มีสติให้มาก”คำกล่าวเตือนเช่นนี้คงหมายถึงเรื่องของซุนฉือเฉิน ไป๋เสวี่ยเข้าใจ แน่นอนว่าไป๋ซานย่อมต้องเข้าใจเช่นกัน จึงหันมามองนางอย่างเห็นด้วยส่วนโอวหยางฉีที่ไม่เข้าใจและไม่ได้สนใจก็เอ่ยออกมาบ้าง พร้อมกับมอบของสิ่งหนึ่งให้ไป๋เสวี่ย“ที่สำนักเฟิ่งเยี่ยน สหายของอาจารย์อาศัยอยู่ที่นั่น หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ก็ให้นำป้ายไม้ของอาจารย์ออกมาแสดง แล้วจะไม่มีผู้ใดกล้าสร้างปัญหาต่อเจ้าอย่างแน่นอน”ไป๋เสวี่ยไม่ได้ถามต่อ นางเพียงแค่รับป้ายไม้มาและเก็บเข้าไปในแหวนมิติพร้อมกับเอ่ยขอบคุณโอวหยางฉี ก่อนจะหันไปสบตากับคนอื่น

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   มุ่งสู่สำนักเฟิ่งเยี่ยน (2)

    แม้จะรู้ว่าเป็นเช่นนี้ แต่อย่างไรเขาก็ยังแทนตนว่าอาจารย์กับไป๋เสวี่ยอยู่ดี และมีเพียงแค่ไป๋เสวี่ยเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์นี้โอวหยางฉีไม่จำเป็นต้องสั่งสอนทุกคน คนจำนวนห้าพันคน มีองครักษ์รุ่นแรกที่ผลัดกันมาฝึกฝนให้อยู่แล้ว เขาเพียงแค่ช่วยแนะนำในบางครั้งเท่านั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใดมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ละเลยมีสิ่งหนึ่งที่โอวหยางฉีชอบมากที่สุดในตระกูลไป๋ นั่นก็คือนิสัยของคนที่นี่ คนตระกูลไป๋ไม่อิจฉาริษยากัน มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และไม่โลภโมโทสัน ที่สำคัญที่สุดคือจงรักภักดีมาก ทุกคนที่นี่ล้วนเทิดทูนนายของตนด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่มีความคิดที่จะทรยศและเพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ จึงยิ่งทำให้พลังวิญญาณของสถานที่แห่งนี้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นด้วยความสามารถของตรานิลกาฬ ทุกคนที่นี่ย่อมรู้เรื่องตรานิลกาฬ และความสามารถของมันดีแม้ความสามารถในการเพิ่มพลังวิญญาณให้หนาแน่นมากยิ่งขึ้นจะเป็นที่ประจักษ์แต่ความสามารถในเรื่องการจัดการคนที่คิดร้ายนั้นยังไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะคนที่นี่ต่างก็ไม่มีจิตคิดเป็นอื่นสำหรับโอวหยางฉีที่มีอายุมาแล้วหลายร้อย

  • ข้าไม่ใช่ตัวประหลาด   มุ่งสู่สำนักเฟิ่งเยี่ยน (1)

    ไป๋เสวี่ยรู้ว่าไป๋หลิงในตอนนี้ไม่อยากให้นางและพี่ชายเข้าไปข้องเกี่ยวกับความแค้นในอดีต และตัวนางเองก็เข้าใจความรู้สึกของท่านปู่ดี เพียงแต่ว่าไป๋เสวี่ยคิดว่าไป๋หลิงคงจะลืมบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไปบิดามารดาของนางอย่างไรเล่าเมื่อไป๋เสวี่ยเอ่ยถึงบิดาและมารดาของตน ไป๋หลิงก็พูดคำใดไม่ออกยามนี้ไป๋หลงและหวังฟางจะเป็นเช่นไรเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ รู้ดีว่าไป๋เสวี่ยให้คนตามสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับทั้งสองคนนั้นแล้ว แต่เรื่องทุกอย่างก็ไปจบลงที่ซุนฉือเฉินตามเดิมไป๋หลิงไม่รู้ว่าลูกชายและลูกสะใภ้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และหากมีชีวิตอยู่จริง ๆ ไม่ใช่ว่าตอนนี้กำลังถูกซุนฉือเฉินทรมานอยู่หรือ เช่นนั้นก็ยิ่งสมควรจะตามหาให้พบให้เร็วที่สุด แต่ถ้าหากไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เขาก็อยากจะรู้ว่าลูกชายเพียงคนเดียวของตนตายอย่างไร และศพถูกทิ้งไว้ที่ใดไป๋หลิงตั้งใจว่าอย่างไรก็ต้องตามหาให้เจอพอคิดมาถึงตอนนี้ เรื่องราวที่ตนอยากจะรู้ทั้งหมด สุดท้ายก็หมุนวนกลับไปข้องเกี่ยวกับซุนฉือเฉินอยู่ดีสองคนปู่หลานมองหน้ากัน ไป๋เสวี่ยก็สำคัญแต่ไป๋หลงเองก็สำคัญเช่นกัน หัวใจของชายชราหน

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status