LOGIN“เจ้าพูดจริงหรือ!” คำตอบของนาง ทำให้ผู้เป็นพี่ชายยิ้มกว้างอย่างไม่อาจควบคุม
“ข้าพูดจริง คร
ไม่เว้นแม้แต่ไป๋เสวี่ยที่เดินหายเข้าไปในเรือนหวงหลาน แม้ว่านางจะไม่ได้ดูอ่อนหวานเช่นจื่อถิง และไม่ได้ดูเย้ายวนใจเช่นเฟิ่งจิ่ว แต่พวกเขาก็ไม่อาจลืมใบหน้าและรอยยิ้มที่แสนจะบริสุทธิ์เช่นนั้นได้แม้จะยังไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ใช้โอสถ แต่ตอนนี้ความสนใจทั้งหมด ก็ได้ตกไปอยู่ที่คนทั้งสี่แล้ว...เพราะว่าคนดีเหล่านี้ พวกเขาอยากรู้จัก!ไป๋เสวี่ยไม่ได้ล่วงรู้ถึงความคิดของผู้อื่น นางเดินตามหูเจียนเข้ามาในเรือนหวงหลาน โดยที่ไม่ได้ให้คนของนางติดตามเข้ามาด้วย เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นเรือนนอนของสตรีแม้ว่าคุณหนูตระกูลหูที่ป่วยจะยังเป็นเด็กอยู่ แต่ไป๋เสวี่ยก็ต้องรักษามารยาทขั้นพื้นฐาน และไม่ปล่อยให้เกิดคำครหาใดขึ้นได้ ถึงอย่างไรมีนางเพียงคนเดียวก็พอแล้วในเรือนหวงหลานนั้นเงียบสงบ เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ไป๋เสวี่ยจึงได้พบกับบุรุษสองคนที่กำลังยืนรออยู่คนแรกนางรู้จักเพราะเขาคือหูอี้เทียนส่วนอีกคนเป็นชายวัยกลางคนที่ดูแข็งแกร่ง มีใบหน้าคล้ายคลึงกับหูอี้เทียนและหูเจียนมากถึงหกเจ็ดส่วน ความเหมือนที่ถอดแบบกันมาถึงเพียงนี้ ไม่ต้องเดาให้ยากก
คนคนนี้พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นตั้งแต่แรก เนื่องจากจื่อซู่นั้นไม่ได้นั่งมาด้วยในรถม้า เพราะเขานั่งอยู่กับคนขับรถม้าด้านนอกมาตั้งแต่ต้นเพียงแต่ว่าจื่อซู่ได้แอบสลักอักขระพรางตาเอาไว้ทำให้หากไม่จ้องมองดี ๆ ก็ไม่อาจมองเห็นเขาได้โดยง่าย“เจ้ามาทำอันใดตรงนี้?”ระหว่างที่กำลังละล้าละลังทำตัวไม่ถูก ในที่สุดคุณชายใหญ่หูเจียนก็ปรากฏตัว นั่นจึงทำให้ข้ารับใช้ของตระกูลหูวางใจลงมาได้บางส่วน ก่อนจะรีบหันไปตอบคุณชายของตนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลว่า“คุณหนูอาการทรุดอีกแล้วขอรับ นายท่านจึงสั่งให้ข้ามารอรับผู้ใช้โอสถ เพื่อนำทางไปยังเรือนหวงหลานให้เร็วที่สุด”“เช่นนั้นก็รีบไป!” หูเจียนเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ก็รีบร้อนเดินนำเข้าไปภายในจวน ลืมสิ้นแล้วมารยาทที่ควรจะมีส่วนไป๋เสวี่ยเองก็หาได้เคร่งครัด นางเดินตามบุรุษต่างวัยทั้งสองไปเงียบ ๆ โดยที่มีคนของนางเดินตามมาเงียบ ๆ เช่นกันเรือนหวงหลานยามนี้ด้านหน้าเรือนมีบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งกำลังรอคอยและแอบมองไปยังทางเดิน เช่นเดียวกับเหล่าเวรยามที่กำลังทำหน้าที่ของตน แต่ก็ส่งสายตามองไปในทิศทา
ผู้คนในเกาะสายลมอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน บ้านเรือนของชาวบ้านไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ดูแล้วช่างให้ความอบอุ่นยิ่งนัก จวนที่ใหญ่ที่สุดในเกาะสายลม เป็นจวนตระกูลหูที่เป็นผู้ปกครองดูแลเกาะแห่งนี้อีกทั้งบรรพบุรุษของตระกูลหูก็เป็นคนตั้งรกรากที่เกาะสายลมเมื่อหลายร้อยปีก่อนเป็นคนแรกกล่าวว่าบรรพบุรุษตระกูลหูเป็นผู้ใช้โอสถที่มีจิตใจดีงาม เขาสร้างที่แห่งนี้ขึ้นเพื่อให้คนชนชั้นต่ำและเหล่าผู้ยากไร้ได้มีที่พึ่งพิงในยามทุกข์ยากนี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้คนภายนอกต่างก็เรียกขานเกาะสายลมว่าเกาะของคนชนชั้นต่ำแต่ความเป็นจริงแล้ว ภายในเกาะสายลมหาได้เป็นอย่างที่คนภายนอกคิด เพราะพวกเขาต่างก็มีฝีมือที่ไม่เป็นสองรองใคร บุรุษและสตรีหลายคนเป็นยอดฝีมือ ที่รักเกาะสายลมยิ่งชีพแต่อย่างไรก็ตามจำนวนคนในเกาะสายลมส่วนมาก ก็มักจะเป็นคนที่ไร้พลังธาตุ ถูกทำลายเส้นปราณจนไม่อาจฝึกฝนพลังได้ คนที่บาดเจ็บและคนที่ต้องพิษ พวกเขาทั้งหมดจึงจำเป็นต้องปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามัญออกล่าสัตว์ป่า ทำการเกษตรและการประมงชีวิตเช่นนี้ไป๋เสวี่ยก็คิดว่ามันไม่ได้ต่างอันใดกับผู้คนในชาติก่อนของนาง แ
“ท่าน...มาทำอันใดที่เกาะสายลมแห่งนี้ขอรับ” คุณชายสกุลหูส่งมอบขวดโอสถคืนกลับไปให้ไป๋เสวี่ยและถามขึ้นมาอย่างสุภาพ ตอนนี้คล้ายกับว่าเขาลืมเลือนไปแล้วว่าตนอาวุโสกว่าสตรีเบื้องหน้าเกาะสายลมซึ่งเป็นที่อยู่ของคนชนชั้นต่ำที่ผู้คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนแล้วแต่รังเกียจเดียดฉันท์ เหตุใดคนที่มีตัวตนสูงส่งถึงเพียงนี้ จึงมาปรากฏกายที่นี่กัน“ข้าบอกหูอี้เทียนไปแล้ว” ไป๋เสวี่ยตอบกลับโดยที่ไม่สนใจสีหน้าตื่นตะลึงจนน่าขันของหูเจียน“ถ้าเช่นนั้นท่านจะบอกข้าด้วยได้หรือไม่ขอรับ”“ย่อมได้ข้าแค่มาหาองครักษ์เพิ่มก็เท่านั้น”ชะงักคำตอบของไป๋เสวี่ย แน่นอนว่ามันต้องทำให้หูเจียนยืนนิ่งไป ดังเช่นที่หูอี้เทียนและคนจากเกาะสายลมคนอื่น ๆ เป็น แต่ไป๋เสวี่ยก็หาได้สนใจกิริยาเช่นนั้นและมองสบตาของหูเจียนตรง ๆ“แต่ที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของคนชนชั้นต่ำ” หูเจียนกล่าวแย้งสถานที่แห่งนี้คนภายนอกกล่าวว่าเป็นที่อยู่อาศัยของคนชนชั้นต่ำ แล้วจะมีคนที่มีฝีมือร้ายกาจพอที่จะติดตามรับใช้ผู้ใช้โอสถระดับเทพได้อย่างไรกัน เรื่องนี้เขาไม่เข้าใจนัก“พวกเจ้าต่างก็พูดเหมือน
ใช่แล้ว ตอนนี้ไป๋เสวี่ยเป็นผู้ใช้โอสถระดับเทพแล้ว ในเมื่อบุรุษเบื้องหน้าจริงใจมา นางก็ต้องจริงใจตอบเช่นกัน“นี่คือระดับพลังของข้า” ไป๋เสวี่ยกล่าวสั้น ๆเรื่องระดับพลังนั้นอย่างไรก็ไม่ใช่ความลับ เพียงแต่ที่ต้องปกปิด เพราะว่ามันจะนำพาความวุ่นวายมาให้นางมากเกินไปตอนนี้ตระกูลไป๋ยังแข็งแกร่งไม่พอที่จะสู้รบกับผู้ใด หากว่ามีคนล่วงรู้ถึงตัวตนของนางและต้องการให้นางไปรักษาโดยใช้ตระกูลไป๋เป็นเครื่องมือต่อรอง หรือการเข้าร่วมเป็นขุมอำนาจที่อยู่ภายใต้กฎบัญญัติ ไป๋เสวี่ยคงจะขยับตัวลำบากนางไม่ต้องการให้เรื่องเป็นเช่นนั้น จนกว่าตระกูลไป๋จะแข็งแกร่งมากพอ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นขุมอำนาจที่อยู่ภายใต้บารมีของผู้ใดและไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ผู้ใดเช่นสำนักเฟิ่งเยี่ยนจนกว่าจะถึงวันนั้น วันที่ตระกูลไป๋พร้อม ไป๋เสวี่ยไม่คิดจะเปิดเผยตัวตนของตนเองเด็ดขาดแต่ที่ไป๋เสวี่ยเลือกบอกหูเจียนไปตามตรง อีกหนึ่งเหตุผลเป็นเพราะว่าเกาะสายลมเป็นเกาะปิด คนเหล่านี้เกลียดโลกภายนอก เรื่องระดับพลังของนางอย่างไรก็คงจะไม่ถูกแพร่งพรายออกไปอีกทั้งหูอี้เทียนและหูเจียน บุรุษตระก
“ช่างเถิด ตัวข้าให้สัญญากับเด็กคนนั้นเอาไว้แล้วว่าจะปรุงโอสถเพื่อช่วยรักษาน้องสาวของเขาให้ ในเมื่อยามนี้ข้าไม่อาจเข้าไปในเกาะสายลมได้ เช่นนั้นท่านก็บอกมาเถิดว่าน้องสาวของพวกท่านป่วยเป็นโรคใด ข้าจะได้ปรุงโอสถรักษาโรคได้ถูกต้อง” ไป๋เสวี่ยกล่าวออกมาด้วยท่าทีเกียจคร้านนางหาได้โมโหหรือมีโทสะแต่อย่างใด เพราะว่าไป๋เสวี่ยพอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปภายในเกาะสายลมพวกเขาต้องปกป้องตนเอง เหมือนกับที่นางใช้ทุกวิธีเพื่อปกป้องตระกูลไป๋เช่นกัน ทั้งตรานิลกาฬ ทั้งพืชพิษนานาพันธุ์และอักขระป้องกันยังไม่นับรวมหยกพกที่เป็นดั่งกุญแจและป้ายประจำตัวของคนในตระกูลอีก ไป๋เสวี่ยยังรู้สึกว่าตนออกจะขี้โกงอยู่บ้างที่นำชีวิตคนสำคัญของพวกเขามาเป็นเดิมพันเช่นนี้ส่วนหูเจียนพอได้เห็นท่าทีของไป๋เสวี่ย ก็ยิ่งตอกย้ำให้เขาได้รู้ว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แม้นางจะวางตัวไร้การป้องกันต่อหน้าเขา แต่คนคนนี้กลับน่าเกรงขามแม้จะดูเป็นเด็กที่ไร้พิษสง แต่เขากลับไม่สามารถรู้ได้ว่าคนตรงหน้ามีพลังอยู่ในระดับใดทั้งที่ปกติแล้วระดับพลังของผู้ใช้โอสถมักจะไม่สูง







