Mag-log inลู่เส้าถิงยืนอยู่รอบนอกสุดของฝูงชน มองไปยังเวทีไกล ๆ ผ่านศีรษะผู้คนที่ขยับขวักไขว่โจวเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างฉันก็มองเห็นเขาเช่นกัน ร่างกายชะงักไปชั่วขณะจนแทบสังเกตไม่เห็นแต่ไม่นาน เขาก็กุมมือฉันแน่นขึ้นสายตาของลู่เส้าถิงตกลงบนตัวฉัน ก่อนจะเลื่อนไปยังมือของฉันกับโจวเยี่ยนที่กุมกันอยู่ทั้งร่างของเขาราวกับถูกบางสิ่งกระทบเข้าเบา ๆ ไหล่สั่นไหวเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่เดินจากไปดวงตาคู่นั้นที่เคยสุขุมและเรียบเฉย เวลานี้กลับมีประกายชื้นบาง ๆเขาเห็นฉันในชุดแต่งงานแล้วเขาเห็นนิ้วมือของโจวเยี่ยนที่สั่นเล็กน้อยตอนสวมแหวนให้ฉัน เห็นท่าทางเปิ่น ๆ ของโจวเยี่ยนที่ขอบตาแดงก่ำแต่ยังพยายามกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง และเห็นความสนิทสนมที่เผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติตอนฉันยิ้มพลางจัดเนกไทให้โจวเยี่ยนทุกสิ่งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมี แต่กลับเป็นคนผลักไสมันออกไปด้วยมือตัวเองตอนนี้ทั้งหมดกลายเป็นของคนอื่นไปแล้วบนเวที พิธีกรประกาศว่าพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาวเสร็จสิ้นลงแล้วโจวเยี่ยนหันมากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูฉัน ฉันหัวเราะแล้วทุบเขาไปทีหนึ่งเขาจับมือที่กำเป็นหมัดของฉันไว้ แล้วยกขึ้นมาจูบลู่เ
คืนนั้นพอป้าจ้าวรู้ว่าเราตัดสินใจจะแต่งงานกัน ก็ดีใจจนลุกมานึ่งซาลาเปาสองเข่งกลางดึกแล้วเอามาให้ แถมยังจับมือฉันร้องไห้อยู่นานโจวเยี่ยนถูกแม่ไล่เข้าครัวไปล้างจาน ระหว่างล้างก็ยังตะโกนออกมาว่า “แม่! ตกลงใครกันแน่ที่เป็นลูกแท้ ๆ ของแม่!”ป้าจ้าวไม่สนใจเขาสักนิด เอาแต่จับมือฉันแล้วพูดไม่หยุด “จืออี้ ต่อไปถ้าเจ้าลูกคนนี้กล้ารังแกเธอ มาบอกป้านะ ป้าจะตีขามันให้หักเลย”โจวเยี่ยนโผล่ศีรษะออกมาจากครัวครึ่งหนึ่ง “ผมจะกล้ารังแกเธอได้ยังไง แค่เธอไม่รังแกผมก็บุญแล้ว!”ฉันยิ้มพลางชูกำปั้นใส่เขา เขาจึงรีบหดหัวกลับไปล้างจานต่องานแต่งกำหนดไว้ในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงที่หนานเฉิงสวยที่สุด กลิ่นดอกหอมหมื่นลี้หอมฟุ้งไปทั่วเมืองเดิมทีฉันอยากจัดงานเรียบง่าย เชิญแค่คนสนิท แล้วหาลานบ้านเล็ก ๆ แถวถนนเก่าจัดโต๊ะเลี้ยงสักไม่กี่โต๊ะก็พอ แต่โจวเยี่ยนไม่ยอม ยังไงก็ยืนยันว่าจะต้องจัดงานให้ฉันได้แต่งออกไปอย่างสง่างามและมีหน้ามีตา“งานแต่งครั้งก่อนของเธอ” ตอนพูดเรื่องนี้ เขาก็เก็บสีหน้าขี้เล่นลงอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น “ถูกคนอื่นทำจนเละเทะไปหมด แต่ครั้งนี้เป็นงานแต่งของเราสองคน ฉันต้องจัดให้ดี”ฉันรู้สึกตื้น
ฉันกำลังเช็ดแจกันลายครามอยู่ มือดันลื่นจนเกือบทำแจกันของคนอื่นหล่นแตก“นายว่าอะไรนะ?”“ฉันบอกว่า” เขายืดตัวตรง เดินเข้ามาสองก้าว ใช้สองมือเท้าเคาน์เตอร์ ก่อนโน้มตัวเข้ามาใกล้ฉันเล็กน้อย “เราแต่งงานกันเถอะ”ระยะห่างใกล้เกินไป ใกล้จนฉันมองเห็นเงาขนตาของเขาที่ทอดลงใต้แสงไฟ และได้กลิ่นผงซักฟอกจาง ๆ จากตัวเขาลำคอฉันตีบแน่นขึ้นเล็กน้อย “...นายไปดื่มเหล้าที่ไหนมาอีกหรือเปล่า?”“ไม่ได้ดื่ม” เขามองฉันอย่างจริงจัง “มีสติครบถ้วนดี”“แล้วทำไมจู่ ๆ นายถึง...”“ไม่ได้กะทันหัน” เขาพูดแทรก “ฉันรอมาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่วันที่ยัดเหรียญนั้นใส่มือเธอ ฉันก็รอมาโดยตลอด”“ตอนนี้เธอตกลงเป็นแฟนฉันแล้ว ฉันก็คิดว่า ในเมื่อเลื่อนขั้นแล้ว ก็เลื่อนไปให้ถึงขั้นสุดท้ายเลยดีกว่า ยังไงไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องแต่งงานกัน แต่งเร็วก็สบายใจเร็ว”“สบายใจเรื่องอะไร?”เขาเอียงคอเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “สบายใจว่าจะไม่มีไอ้คนไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือที่ไหนมาคว้าตัวเธอไปอีก”คำพูดของเขาทำเอาฉันทั้งโมโหทั้งขำ จึงยกมือตบหน้าผากเขาเบา ๆ “นายจะโรแมนติกกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?”“งั้นฉันพูดใหม่” เขากระแอม ปรับสีหน้าให
ฉันชะงักไปเล็กน้อย “แน่นอนสิ”โจวเยี่ยนสูดหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ก่อนจะล้วงบางอย่างออกจากกระเป๋า แล้วยื่นมาตรงหน้าฉันมันคือเหรียญเก่า ๆ เหรียญหนึ่งฉันจ้องเหรียญนั้นอยู่หลายวินาที ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ตอนเด็ก ๆ ตรงปากซอยมีตู้กาชาปองอยู่ตู้หนึ่งฉันอยากได้จี้กระต่ายที่อยู่ข้างใน แต่ค้นจนทั่วกระเป๋าก็มีเงินแค่ห้าบาทโจวเยี่ยนยัดเหรียญสุดท้ายที่เหลืออยู่ของตัวเองให้ฉันแล้วพูดว่า“ให้เธอ แต่เธอต้องคืนอะไรฉันอย่างหนึ่งนะ”“อะไรเหรอ?”“ไว้ทีหลังฉันจะบอก”หลังจากนั้นฉันรอมาหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลยฉันนึกว่าเขาลืมไปนานแล้วเสียอีก“...นายยังเก็บไว้อีกเหรอ?”“ถามได้” โจวเยี่ยนหันหน้าหนี ใบหูแดงก่ำจนแทบหยดเป็นเลือด แต่กลับจงใจทำน้ำเสียงเหมือนไม่ใส่ใจ“รอมาสิบกว่าปี ดอกเบี้ยแทบจะทบเป็นสองเท่าแล้ว”“ตกลงเธอจะคืนอะไรให้ฉันกันแน่?”ในที่สุดเขาก็หันกลับมามองฉันแสงอาทิตย์ยามเย็นอาบดวงตาของเขาด้วยแสงสีอำพันอบอุ่นในดวงตาคู่นั้นสะท้อนเงาของฉันอยู่มีเพียงฉันคนเดียว“เสิ่นจืออี้ เธอยังติดหนี้ฉันอยู่หนึ่งอย่าง—มาเป็นแฟนฉัน”“ติดมาตั้งแต่สมัยประถ
ฉันรู้ว่าคนที่ลู่เส้าถิงพูดถึงคือโจวเยี่ยนจึงไม่ได้พูดอะไรต่อลู่เส้าถิงหลุบตาลง มุมปากฝืนยกขึ้นเป็นเส้นโค้งจาง ๆมันไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เหมือนการยอมรับความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียมากกว่าดูเหมือนเขาจะพูดทุกสิ่งที่อยากพูดออกมาจนหมดแล้วฉันวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน“ลู่เส้าถิง”เขาเงยหน้าขึ้น“ต่อจากนี้ เราก็เป็นแค่คนไม่รู้จักกันแล้ว”ตอนที่พูดประโยคนี้ น้ำเสียงของฉันมั่นคง ไม่สั่นแม้แต่น้อยลูกกระเดือกของลู่เส้าถิงขยับขึ้นลง“ขอให้คุณมีความสุข”ฉันหันหลังเดินออกจากร้านเล็ก ๆ แห่งนั้นด้านนอก โจวเยี่ยนยืนพิงต้นอู๋ถงฝั่งตรงข้าม รอฉันอยู่พอเห็นฉันเดินออกมา เขาก็เดินเข้ามาหา“คุยเสร็จแล้วเหรอ?”ฉันยิ้มพร้อมกับพยักหน้าเขามองฉันแวบหนึ่ง แล้วไม่ได้ถามอะไรต่อเขายื่นมือมารับกระเป๋าของฉันไปสะพายไว้บนไหล่อย่างเคยชินจากนั้นก็ล้วงมือข้างหนึ่งเข้ากระเป๋ากางเกง ชะลอฝีเท้าลงรอให้ฉันเดินตามทัน“ไปกันเถอะ แม่ฉันตุ๋นซุปปลาไว้ บอกให้เธอกลับไปกินตอนยังร้อน ๆ”ฉันเดินเคียงข้างเขาไปได้ไม่กี่ก้าว ก่อนพูดขึ้นว่า “แต่ฉันเพิ่งกินอิ่มมานะ”“งั้นก็ต้องกลับไปชิมสักหน่อยอยู่ดี”โจวเยี่ยน
ลู่เส้าถิงแข็งทื่อไปทั้งตัว ราวกับชีวิตชีวาเสี้ยวสุดท้ายถูกพรากไปจนหมดเขานอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสามวันบ่ายวันที่สาม ฉันได้รับข้อความจากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย「จืออี้ มะรืนนี้ผมจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว เตรียมกลับเป่ยเฉิง ก่อนจะไป เรากินข้าวด้วยกันสักมื้อได้ไหม?」「เป็นครั้งสุดท้าย」ฉันมองข้อความสั้น ๆ นั้นอยู่เงียบ ๆ เป็นเวลานานพอดีโจวเยี่ยนกลับมาจากข้างนอก เห็นฉันจ้องโทรศัพท์อย่างเหม่อลอย เขาจึงขยับเข้ามาชำเลืองดูหน้าจอแวบหนึ่ง“จะไปไหม?”โจวเยี่ยนยืนพิงกรอบประตู กอดอกมองฉันผ่านไปพักหนึ่ง เขาก็ยักไหล่“ไปเถอะ คุยกันให้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องโดนเขามารบกวนอีกทีหลัง”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเสริมว่า “แต่ฉันจะไปส่งเธอ แล้วก็ไปรับเธอกลับเอง”ฉันยิ้ม “ได้”เรานัดกันที่ร้านอาหารเล็ก ๆ เงียบสงบแห่งหนึ่งย่านถนนเก่าหนานเฉิงตอนที่ฉันไปถึง ลู่เส้าถิงก็นั่งรออยู่ข้างในแล้วเขาสวมเสื้อไหมพรมสีเทาเข้ม แต่งตัวสบาย ๆ กว่าวันที่มาหนานเฉิงในชุดสูทมากใบหน้าของเขายังคงซีดเซียว แนวกรามดูซูบลงไปมาก แต่โดยรวมดูสงบกว่าก่อนหน้านี้เมื่อเห็นฉันเดินเข้ามา เขาก็ลุกขึ้น ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ราวกับอย







