登入ระยะเวลาชั่วโมงเศษๆ พี่สุเมธก็ขับรถพาเราสองคนมาถึงตึกของบริษัท เมื่อคุณการันต์ก้าวลงจากรถ เขาหันขวับกลับมา เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเอกสารสำคัญไว้ที่บ้าน
“คุณนารา เดี๋ยวคุณกลับบ้านกับพี่สุเมธ แล้วขึ้นไปเอาเอกสารสำคัญให้ผมหน่อย ผมลืมไว้ อยู่ในลิ้นชักขวามือในห้องทำงาน รหัสลิ้นชัก 2829”
ฉันงงเล็กน้อยที่ทำไมใช้ให้ฉันกลับไปเอา แทนที่จะให้คนที่บ้านไปเอามาให้ หรือให้พี่สุเมธกลับไปเอามาให้ แต่ช่างเถอะ งานเลขาก็คงต้องแบบนี้แหละ เจ้านายใช้ให้ทำอะไรก็ต้องทำแหละ ฉันเลือกได้ที่ไหนล่ะ!
ฉันเดินกลับไปขึ้นรถตู้ พี่สุเมธพาผมขับกลับไปถึงบ้าน โชคดีของฉันที่เคลียร์สรุปรายงานนั่นตั้งแต่เมื่อคืน และส่งเมลให้เลขาของผู้บริหารแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว
พอถึงบ้าน ฉันเจอกับคุณแม่บ้านจอยอีกครั้ง เลยสอบถามและขอให้เธอพาฉันไปที่ห้องทำงานของคุณการันต์ ฉันจัดแจงเปิดลิ้นชักและเอาเอกสารออกมา โดยไม่สนใจเปิดดูเอกสารข้างใน ฉันไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็น และมันก็คงไม่มีอะไรเกี่ยวกับฉันแน่นอน
เมื่อเก็บเอกสารใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงเดินออกจากห้องทำงานเพื่อที่จะเดินลงไปชั้นล่าง
ระหว่างโถงทางเดินก่อนถึงบันได ฉันสังเกตเห็นรูปภาพถูกแขวนเรียงไว้บนผนังมากมาย อารมณ์เหมือนแกลเลอรีแสดงภาพถ่าย ฉันจึงมองรูปภาพพวกนั้นแบบผ่านๆ ส่วนมากเป็นรูปครอบครัวคุณการันต์ รูปทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ และรูปเก่าๆ ของครอบครัวอีกห้าหกรูป ฉันเดินชมรูปภาพพวกนี้พลางเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ
แต่พลันสายตาดันเหลือบไปเห็นรูปรูปหนึ่ง มันคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักที่ มันเป็นรูปภาพสีฟิล์มหม่นๆ ใส่กรอบไว้อย่างดี ภาพนี้เป็นภาพเด็กผู้ชายมองหน้าและใช้สองมือโอบเด็กผู้หญิงไว้ โดยที่เด็กผู้หญิงกำลังทำหน้ายู่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง
ฉันว่าฉันเคยเห็น แต่นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน แต่ช่างมันเหอะ คิดไปก็ปวดหัวซะเปล่าๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันซะหน่อย ฉันจึงรีบเดินลงไปชั้นล่าง กล่าวลาคุณแม่บ้านจอย และขึ้นรถกลับบริษัท
วันนี้ทั้งวันมีแต่ประชุม ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว และคุณการันต์ก็ไม่มีอะไรจะเรียกใช้ฉันอีก ฉันจึงรีบกลับบ้าน ช่วงนี้คงต้องเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะไปก่อน เพราะรถของฉัน อู่เพิ่งมายกไปตอนบ่ายๆ นี่เอง ช่างบอกว่ากว่าจะซ่อมเสร็จก็น่าจะอีกสองสัปดาห์
ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศในเมืองหลวงนี่เหนื่อยจริงๆ นะ ฉันต้องขึ้นรถไฟฟ้า ต่อรถเมล์ แล้วก็ต้องต่อพี่วินแว้นเข้าซอยอีก กว่าจะถึงบ้าน เวลาหมดไปเปล่าๆ ปลี้ๆ เกือบสองชั่วโมง นี่ไม่ต้องพูดถึงถ้าวันไหนเป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ฝนตก สุดยอดไปเลยจ้า วันมหาวินาศ...รถโคตรติด!
ฉันเคยคิดนะ อยากจะเปิดร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่เล็กๆ แถวบ้าน แต่ก็นั่นแหละ ติดที่เงินลงทุนนี่แหละ ฉันก็เลยต้องมาทำงานอยู่ที่นี่ เพราะเรียกเงินเดือนได้สูงสุดจากหกบริษัทก่อนหน้าที่ฉันร่อนใบสมัครไป
ฉันผจญภัยฝ่าด่านการจราจรที่ติดขัดจนถึงบ้านเสียที เข้าบ้านมาก็ได้ยินเสียงแม่ทำกับข้าวอยู่ในครัว ฉันกล่าวทักทายแม่ ก่อนเดินขึ้นชั้นสอง เปลี่ยนชุดทำงานเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ง่ายๆ สบายๆ
ฉันหยิบเสื้อผ้าในตู้ออกมา นึกถึงบางอย่างที่ติดค้างในใจ เลยเขย่งเท้า เอื้อมมือเกือบสุดปลายแขนเพื่อหยิบกล่องใบหนึ่งที่อยู่ตรงมุมลึกสุดของตู้ออกมา
กล่องใบนี้ ฉันเรียกมันว่ากล่องกาลเวลา มันเป็นกล่องเหล็กใบเก่าๆ ที่รวมเรื่องราวตอนเด็กๆ ของฉันไว้ ไม่ว่าจะเป็นฟันน้ำนมอันแรกที่หลุด ตุ๊กตากระดาษที่สะสมไว้ รวมถึงสมุดเฟรนด์ชิปตอนประถม
ใช่...ฉันกำลังค้นหารูปภาพที่คุ้นตาตอนอยู่ที่บ้านเจ้านาย
รูปปึกใหญ่ถูกหยิบออกมาจากกล่องกาลเวลา ก่อนที่ฉันจะค่อยๆ เลื่อนสลับดูรูปไปเรื่อยๆ เกือบหมดปึก
“เฮ้ย...รูปนี้แหละ!!” ฉันตะโกนขึ้นมาด้วยความดีใจ เจอแล้ว รูปถ่ายจากกล้องฟิล์ม สีหม่นๆ และมีเด็กสองคนเหมือนกับรูปนั้นเป๊ะ จะต่างกันก็ตรงเด็กที่ร้องไห้หน้ายู่ ตอนนี้เธอหันมายิ้มให้กล้อง ฉันรีบหยิบรูปนั้นออกมาจากรูปปึกใหญ่ วิ่งลงไปหาแม่ชั้นล่าง
“ลงมาพอดีเลยนารา มากินข้าวเร็ว แม่หิวแล้ว”
ตอนแรกฉันกะจะถามแม่ตอนนั้นเลย แต่รอกินข้าวเสร็จก่อนดีกว่า ไม่อยากให้แม่ทนหิวนานเพราะเรื่องไร้สาระของฉัน
ฉันรีบเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร วันนี้มีผัดผักรวม แกงมัสมั่น และไข่เจียวหมูสับ ฉันกับแม่นั่งกินข้าวจนอิ่มกันทั้งคู่ ก่อนที่ฉันจะเอารูปที่เพิ่งค้นเจอมาให้แม่ดู แล้วถามแม่ว่า เด็กผู้ชายในรูปคือใคร
แต่เมื่อแม่เห็นรูปถ่ายใบนั้น อยู่ๆ นัยน์ตาของแม่ก็เหมือนมีน้ำตารื้นขึ้นมา แม่พูดสั้นๆ ว่าจำไม่ได้ แต่ฉันรู้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ฉันจึงเก็บรูปใส่กระเป๋ากางเกง เก็บจานชามไปล้าง นั่งดูทีวีกับแม่สักพักใหญ่ ก่อนจะขึ้นไปชั้นบน
ฉันต้องรู้ให้ได้...ว่ารูปนี้มันสำคัญยังไงกันแน่ ทำไมบ้านนั้นถึงมีรูปนี้เหมือนกันกับรูปในกล่องกาลเวลาของฉัน
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม




![ทะลุมิติมาเป็นทาสรักคุณหมอสาย S [NC20+/SM]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


