Войтиคีริน กิตติวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารวัย38ปี ภาคิน รัตนากร รองประธานบริษัทวัย37ปี พิมพ์ดาว วัฒนกุล เลขาชั่วคราววัย26 ปี เรื่องนี้ไม่เน้นปมใดๆดำเนินเรื่องโดยมีความสัมพันธ์ของ คีรินxภาคินxพิมพ์ดาวเป็นหลัก
Узнайте большеเช้าวันจันทร์ อาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท เค กรุ๊ปเต็มไปด้วยความเร่งรีบเหมือนทุกวัน
พนักงานหลายร้อยคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานภายใต้บรรยากาศที่เงียบขรึมและเป็นระเบียบ เพราะทุกคนรู้ดีว่าเจ้าของบริษัทแห่งนี้คือชายผู้ได้ชื่อว่าเย็นชาที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์
คีริน กิตติวัฒน์
ประธานกรรมการบริหารวัยสามสิบแปดปี ผู้มีสายตาคมกริบและบุคลิกน่าเกรงขามและคนที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอดคือ
ภาคิน รัตนากร
รองประธานบริษัทวัยสามสิบเจ็ดปี หุ้นส่วนคนสำคัญ และผู้ชายเพียงคนเดียวที่สามารถอ่านความคิดของคีรินได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ภายใต้ความสัมพันธ์ที่คนภายนอกมองว่าเป็นเพื่อนสนิทและคู่ธุรกิจ กลับมีสายใยบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นซ่อนอยู่มานานหลายปีไม่มีใครรู้และทั้งสองก็ไม่เคยคิดจะอธิบายให้ใครฟัง
เช้าวันนั้น ภายในห้องประชุมชั้นบนสุด คีรินกำลังอ่านรายงานด้วยสีหน้านิ่งสนิทร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตเดินตรงเข้ามายังลิฟต์ผู้บริหารด้วยท่าทางมั่นคงและทรงอำนาจ ฝีเท้าที่หนักแน่นสม่ำเสมอทำให้พนักงานที่เดินผ่านไปมาต้องรีบหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยราวกับรูปสลักนั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ดวงตาคมปลาบภายใต้คิ้วเข้มกวาดมองบรรยากาศอันวุ่นวายของออฟฟิศเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกดเลือกชั้นสูงสุดของตึกด้วยปลายนิ้วที่ดูแข็งแรง เขาสัมผัสได้ถึงความวุ่นวายที่เป็นปกติของเช้าวันจันทร์ แต่มันก็ไม่อาจทำให้จิตใจที่นิ่งสงบของเขาไหวติงได้เลย
"เตรียมรายงานสรุปโครงการใหม่ไว้บนโต๊ะฉันภายในสิบนาทีนี้ด้วย"
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่ชั้นบริหารระดับสูงสุด เขาจึงก้าวเดินผ่านโถงทางเดินที่เงียบสงัดกว่าชั้นอื่นๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะข่มขวัญผู้ที่พบเห็น คีรินหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องทำงานกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ได้สุดสายตา เขาถอดเสื้อสูทตัวนอกวางลงบนโซฟาอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้หนังราคาแพง พลางหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาตรวจสอบตารางงานของวันนี้ สายตาคมดุเหลือบมองไปยังบานประตู ราวกับกำลังรอคอยใครบางคนที่จะก้าวเข้ามาจัดการเรื่องยุ่งเหยิงในเช้านี้
“ถ้าไม่มีอะไรสำคัญ ก็อย่าเพิ่งให้ใครเข้ามาขัดจังหวะฉัน เข้าใจใช่ไหม”
คีรินละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ตขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับจากเลขาส่วนตัว นัยน์ตาคมดุจับจ้องไปยังอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ สายตานั้นเปี่ยมไปด้วยอำนาจและแรงกดดันจนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแทบไม่กล้าหายใจแรง
“ค่ะ คุณคีริน” เลขาสาวตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พร้อมก้มศีรษะเล็กน้อย
แม้จะได้รับคำตอบตามที่ต้องการ แต่ชายหนุ่มก็ยังคงรักษาท่าทีนิ่งเฉยเอาไว้ มุมปากหนาเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ท่าทางดูผ่อนคลายลงเพียงนิดเดียวเท่านั้น
เขาเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟดำที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบช้า ๆ กลิ่นหอมกรุ่นช่วยบรรเทาความตึงเครียดในสมองได้บ้าง แต่สายตาคมกริบยังคงจับอยู่ที่เลขาสาวไม่วางตา
“แล้วนี่เดินเข้ามาเพื่อบอกแค่นี้หรือไง” เขาถามเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ “งานที่ฉันสั่งไว้เมื่อวานตอนเย็น เรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”
เลขาสาวรีบตอบทันที “เรียบร้อยแล้วค่ะ เอกสารทั้งหมดถูกส่งไปที่อีเมลของคุณคีรินแล้ว และฝ่ายกฎหมายก็ตรวจสอบสัญญาเสร็จเรียบร้อยค่ะ” คีรินพยักหน้าช้า ๆ “ดี”
แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นสองครั้ง
ก๊อก ก๊อก
เลขาสาวหันไปมอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“คุณภาคินมาแล้วค่ะ”
ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างคุ้นเคย ร่างสูงโปร่งของภาคินก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
คีรินชะงักมือที่กำลังถือแก้วกาแฟอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ วางมันลงบนโต๊ะไม้โอ๊คอย่างเงียบเชียบ
แววตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสบเข้ากับดวงตาของอีกฝ่าย
ภาคินยกยิ้มบาง ๆ พลางมองเลขาสาวทียืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกลนัก
“ขอโทษนะครับ ผมคงไม่ได้รบกวนใช่ไหม”
เลขาสาวรีบส่ายหน้า “ไม่เลยค่ะ คุณคีรินเพิ่งคุยงานเสร็จพอดีค่ะ”
ภาคินพยักหน้ารับ “ขอบคุณครับ”
เขาหันกลับมามองเจ้าของห้องด้วยสายตาอ่อนโยนปนขบขัน
“เห็นเลขาหน้าตาตึงขนาดนี้ ผมเดาได้เลยว่าคุณคงกำลังดุเธออยู่ใช่ไหมครับ”
คีรินเลิกคิ้วเล็กน้อย “เธอทำงานพลาดหรือเปล่าล่ะ”
“เปล่าค่ะ!” เลขาสาวรีบตอบแทบจะทันที ก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ
“คุณคีรินแค่จริงจังกับงานมากค่ะ”
ภาคินหัวเราะเบา ๆ “ผมรู้ดีครับ” คีรินมองคนรักนิ่ง ๆ แม้สีหน้าจะยังคงสุขุม แต่แววตากลับอ่อนลงอย่างชัดเจน
“มีอะไร” เขาถามเสียงต่ำ ทว่าปราศจากความเย็นชาแบบที่ใช้กับคนอื่น
ภาคินเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ก่อนวางถุงกระดาษใบเล็กลงตรงหน้าเขา
“ผมเอาขนมกับแซนด์วิชมาฝาก คุณยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้าใช่ไหม”
คีรินเหลือบมองของตรงหน้า ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย
“นายรู้ดีเกินไปแล้วนะคิน”
ภาคินยิ้มอ่อน “ก็ผมเป็นคนที่รู้ใจคุณที่สุดนี่ครับ”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ
เลขาสาวมองภาพตรงหน้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะผู้ชายที่ทุกคนในบริษัทต่างเกรงกลัว กลับมีเพียงภาคินคนเดียวที่สามารถทำให้เขาอ่อนโยนลงได้อย่างง่ายดาย
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวนะคะ” เลขาสาวกล่าวอย่างรู้หน้าที่
“อืม” คีรินตอบสั้น ๆ ภาคินหันไปยิ้มให้เธอ “ขอบคุณนะครับ”
“ยินดีค่ะ”
ประตูห้องทำงานปิดลงเบา ๆ หลังเลขาสาวก้าวออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบและสายตาของคนสองคนที่มองกันอย่างเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดให้มากความ
คีรินค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ผู้บริหารตัวใหญ่ ก้าวอ้อมโต๊ะทำงานด้วยท่าทางสุขุมและมั่นคง ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าภาคินในระยะประชิด
คีรินไม่รอช้า เขาจัดการถอดเสื้อเชิ้ตออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและกล้ามเนื้อที่ผ่านการดูแลมาอย่างดีเขาผลักพิมพ์ดาวให้นอนลงบนเตียงก่อนจะตามขึ้นไปทาบทับ ร่างกายกำยำของเขาบดเบียดเข้าหาเธออย่างทรงพลัง แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความสุขุมหลงเหลืออยู่ มีเพียงสัญชาตญาณดิบของนักล่าที่ต้องการจะกลืนกินเหยื่อสาวตรงหน้าให้สิ้นซาก"วันนี้ฉันจะไม่ปรานีเธอ พิมพ์ เตรียมตัวรับความต้องการของฉันไว้ให้ดี"คีรินคำรามเสียงต่ำพร่า เขาบดจูบลงบนริมฝีปากของเธออย่างรุนแรงและกระหายหิว มือหนาซุกซนเริ่มทำหน้าที่บีบเค้นทรวงอกอิ่มอย่างหนักหน่วง จนพิมพ์ดาวต้องแอ่นกายรับสัมผัสอันเร่าร้อนนั้นด้วยความเสียวซ่านในขณะเดียวกัน ภาคินที่ยืนอยู่ปลายเตียงก็ไม่ได้นิ่งเฉย เขาจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองจนเปลือยเปล่า ก่อนจะขยับกายขึ้นมาประคองเรียวขาขาวผ่องของพิมพ์ดาวให้แยกออกกว้าง ภาคินใช้สายตาหวานฉ่ำแต่แฝงไปด้วยความหิวกระหายจ้องมองไปยังจุดอ่อนไหวที่เปียกชื้นของเธอ เขาโน้มตัวลงไปใช้ลิ้นร้อนตวัดเลียร่องรักอย่างเชี่ยวชาญ สลับกับการใช้ปลายนิ้วเรียวยาวหยอกเย้ากับจุดกระสันเบื้องล่างอย่างแม่นยำ"อา... พิมพ์ ร่างกายของคุณช่างเย้ายว
เธอรู้ดีว่าบ้านหลังนี้และความสุขสงบนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการสนับสนุนและการปกป้องจากผู้ชายทั้งสองคนนี้พิมพ์ดาวเดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มทั้งสองด้วยท่าทางร่าเริง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จากตัวเธอโชยมาแตะจมูกคีรินทันทีที่เธอขยับเข้าใกล้ เธอไม่ได้เพียงแค่ส่งยิ้มหวานให้เท่านั้น แต่ยังถือวิสาสะเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบของคีรินอย่างออดอ้อน ใบหน้าสวยซบลงที่ไหล่กว้างของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ แสดงออกถึงความสนิทสนมและความไว้วางใจที่เธอมีต่อเขาอย่างหมดหัวใจคีรินที่ตอนแรกยังคงรักษาท่าทีสุขุมนิ่งเฉย ถึงกับต้องลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เพื่อระงับความรู้สึกบางอย่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มจากร่างกายของหญิงสาวที่เบียดเสียดเข้าหาเขา ความเย็นชาที่เขามักใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองพังทลายลงทันที เขาไม่ได้ผลักไส แต่กลับเลื่อนมือหนาลงมาวางบนสะโพกมนของเธอแล้วบีบเบาๆ เป็นเชิงตอบรับสัมผัสนั้น"อ้อนใหญ่เลยนะ เมื่อเช้ายังดูเหนื่อยอยู่เลยไม่ใช่หรือไง"คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเหมือนดุ แต่ถ้าใครสังเกตดีๆ จะพบว่ามันมีความเอ็นดูและอ่อนโยนปนอยู่ในนั้นอย่างปิดไม่มิด เขาโน้มใบหน้าลงไปใกล้ขม
ทางด้านคีริน เขาไม่ได้ละสายตาไปจากใบหน้าของพิมพ์ดาวแม้แต่วินาทีเดียว เขามองดูผลงานแห่งการปรนเปรอของเขาและภาคินด้วยความพึงพอใจอันดิบเถื่อน มือหนาที่เคยบีบเค้นทรวงอกเปลี่ยนมาเป็นลูบไล้แก้มเนียนที่ยังคงแดงระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ เขาโน้มตัวลงไปหาเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การรุกรานที่ดุดัน แต่เป็นการกดจูบลงบนริมฝีปากที่สั่นระริกของเธออย่างหนักแน่นและมั่นคง เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาคือผู้ครอบครองเธอในทุกช่วงเวลา ทั้งในยามที่เธอกำลังมีความสุขที่สุดเช่นนี้"แตกออกมาให้หมดให้มันเป็นเครื่องยืนยันว่าคุณเป็นของพวกเรา"คีรินสั่งเสียงต่ำพร่า แววตาคมกริบยังคงวาวโรจน์ด้วยไฟราคะที่ยังไม่ดับมอดลงง่ายๆ เขามองดูร่างกายที่อ่อนระทวยของหญิงสาวใต้ร่าง และมองสบตากับภาคิน ทั้งคู่รู้ดีว่า แม้พายุลูกแรกจะสงบลง แต่พายุแห่งความปรารถนานี้ เพิ่งจะเริ่มต้นบทเพลงบทใหม่เท่านั้นความเงียบสงบหลังพายุลูกแรกพัดผ่านไปเพียงชั่วครู่ แต่มันกลับเป็นเพียงความสงบก่อนที่คลื่นยักษ์ลูกใหม่จะโถมเข้าใส่ คีรินไม่ได้ปล่อยให้ความอ่อนระทวยของพิมพ์ดาวได้พักผ่อนนานนัก ความต้องการอันดิบเถื่อนในกายเขายังคงพุ่งพล่าน และครั้งนี้เขาต้องการสัมผัสกั
ขณะเดียวกัน ภาคินก็ไม่ได้ปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับความเร่าร้อนเพียงลำพัง เขาขยับกายเข้ามาประกบอีกด้านหนึ่ง มือเรียวสวยที่เคยอ่อนโยน บัดนี้กลับลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าของเธออย่างเชี่ยวชาญ ภาคินก้มลงจูบปลอบประโลมริมฝีปากของเธออย่างนุ่มนวลเพื่อลดทอนความรุนแรงจากคีริน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ใช้มืออีกข้างปรนเปรอจุดอ่อนไหวของเธออย่างรู้จังหวะ ทำให้พิมพ์ดาวต้องแอ่นกายรับสัมผัสอย่างไม่อาจขัดขืน"อา... พิมพ์... คุณสวยเหลือเกิน... สวยจนพวกเราแทบคลั่ง"ภาคินกระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาทำให้พิมพ์ดาวแทบละลาย คีรินเงยหน้าขึ้นจากซอกคอขาวผ่อง สายตาคมกริบดุจนักล่าประสานเข้ากับสายตาหวานฉ่ำที่เต็มไปด้วยราคะของพิมพ์ดาว เขาใช้มือหนารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือศีรษะ บังคับให้เธอนอนราบอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ"มองฉัน... พิมพ์ดาว... มองแค่ฉันกับคินเท่านั้น"คีรินสั่งเสียงต่ำพร่า แววตาเต็มไปด้วยความต้องการอันแรงกล้า เขาเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ที่เหลืออยู่ออกอย่างไม่รีบร้อนแต่เต็มไปด้วยความกระหาย ความแตกต่างระหว่างความดุดันเด็ดขาดของคีริน และความพลิ้วไหวช่ำชองของภาคิน

















