登入| นารา |
ตั้งแต่วันแรกที่ฉันเริ่มเป็นเลขาคุณการันต์ จนถึงวันนี้ นับรวมๆ ก็เกือบห้าหกเดือนแล้ว ถ้าให้ประเมินตัวเอง ฉันว่าฉันตั้งใจทำงานมากๆ เลยนะ ฉันได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมงานหลายๆ คนว่า ทำงานดี ทำงานเรียบร้อย ขยัน และตั้งใจทำงาน
ขอบคุณมากนะทุกคน อย่างน้อยคำชมเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ก็เป็นแรงใจให้ฉันตั้งใจทำงานต่อไป ฉันว่าตอนนี้ ฉันเริ่มรักงานนี้เข้าแล้วสิ
ฉันยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ตอนนี้ห้าโมงกว่าๆ เป็นเวลาที่ฉันควรเตรียมเก็บของกลับบ้านเหมือนเช่นทุกวัน ช่วงนี้ดีหน่อย คุณการันต์เดินทางไปตรวจงานสาขาที่ยุโรปเกือบสัปดาห์ กว่าจะกลับมาก็อีกสองวัน ฉันเลยชิลๆ ได้
ในระหว่างที่ฉันกำลังเก็บของยัดใส่กระเป๋าอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงติ๊งแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ดังขึ้น เมื่อหยิบมือถือที่วางบนโต๊ะกดเข้าไปดู อ้อ...ปวินนั่นเอง
ปวิน : นารา คืนนี้ไปแฮงค์เอาท์กันไหม
ปวิน : เราชวนภูผากับพุดเดิ้ลมาด้วย แกจำพวกมันได้ใช่เปล่า นานๆ จะเจอเพื่อนนะนารา ถ้าสนใจก็ตามไปร้านนี้นะ Daily Movement เราน่าจะไปถึงช่วงสองสามทุ่ม
ฉันตัดสินใจชั่วครู่ก่อนพิมพ์ตอบกลับ คอนเฟิร์มนัดกับปวิน
ดีเหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มทำงาน ฉันก็ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวกลางคืนเท่าไร เพื่อนก็น้อย พอเรียนจบก็แยกย้ายกันไปทำงานต่างที่ต่างถิ่น แทบไม่ได้เจอกันเลย
ฉันรีบกลับบ้าน ดีหน่อยวันนี้รถไม่ติดมาก ถึงแม้จะเป็นวันศุกร์ก็ตาม และพอกลับถึงบ้าน ฉันก็รีบขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ พรมน้ำหอมกลิ่นโปรด คืนนี้ขอแต่งสวยแบบจัดเต็ม นานๆ จะได้ทำตัวเป็นผีเสื้อราตรีสักที
ก่อนออกจากบ้าน ฉันบอกคุณนาริน คุณแม่สุดที่รักของฉันว่า คืนนี้คงกลับดึกไม่ต้องรอ ถ้าง่วงก็นอนไปเลย แต่เปิดเสียงมือถือไว้หน่อย ถ้ากลับไม่ไหวหรือฉุกเฉิน จะได้โทรบอก
ที่ต้องทำแบบนี้ เพราะฉันเคยก่อเรื่องไว้ ตอนเด็กๆ ช่วงวัยรุ่น เคยแอบแม่ไปเที่ยวกับเพื่อน แต่ดันทำกระเป๋าตังค์หาย น่าจะโดนล้วงในผับ ทำให้ไม่มีเงินจ่ายค่าเหล้า สมัยนั้นโอนออนไลน์นี่ยังไม่มีหรอก มือถือยังเป็นแบบปุ่มกดธรรมดาอยู่เลย
ส่วนเพื่อนสาวที่ไปด้วยกันก็ดันไม่มีสตางค์อีก สุดท้ายเจ้าของร้านเลยพาเราไปสถานีตำรวจ จะโทรหาแม่ก็ไม่กล้า จนแม่โทรเข้าเครื่องฉันตอนตีสาม งานเข้าเลยทีนี้ โดนสวดยับ สวดยาวเป็นเดือน หลังจากนั้นเราแม่ลูกเลยมีข้อตกลงกันแบบนี้ และใช้มาเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันก็ยังติดการบอกแม่ก่อนไปไหนมาไหนแทบจะทุกครั้ง
ฉันเรียกแกร็บมารับ เพราะคืนนี้ถ้าเมาจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องขับรถ ก็อยากเมาบ้างอะไรบ้าง นานๆ ทีอะเนอะ แล้วงานพักหลังๆ ก็ค่อนข้างเยอะและเครียดด้วย
ไม่นานนัก พี่แกร็บก็พาฉันมาถึงหน้าร้าน ก่อนเดินเข้าไปยังโต๊ะที่ปวินจองไว้ ตอนนี้เพื่อนๆ ในวัยเยาว์นั่งยิ้มหน้าสลอนเมื่อเห็นหน้าฉัน ทั้งสามคนโบกมือให้ บ้างก็กวักมือเรียกให้รีบเดินไปหาพวกมัน จะเวอร์หน่อยก็ยัย ‘พุดเดิ้ล’ นี่แหละ วิ่งเข้ามากอดฉันแน่น ถ้าจะให้บรรยายก็คงเหมือนกระต่ายโดนงูเหลือมรัดนั่นแหละ ยัยบ้า...เล่นเอากระดูกฉันแทบหัก!!
ขอเล่าเรื่องเพื่อนก่อน ยัยพุดเดิ้ลเนี่ย จริงๆ มันชื่อพุดสวรรค์ แต่เพราะชอบโวยวายเสียงดังเหมือนหมาเห่า เพื่อนเลยเรียกมันว่าพุดเดิ้ล ถือเป็นสาวแก่นหัวโจกของกลุ่มเลยก็ว่าได้ ยัยคนนี้บ้านรวย แต่ก็เกเรใช่ย่อย จนสุดท้ายไปมีเรื่องตบตีกับเด็กต่างโรงเรียน พ่อแม่มันเห็นท่าไม่ดี เลยส่งไปอยู่กับป้าที่ออสเตรเลีย
ส่วน ‘ภูผา’ เขาเป็นหนุ่มหล่อ แต่นิสัยนุ่มนิ่มหน่อยๆ ไม่เหมือนกับชื่อตัวเองเท่าไร สำหรับภูผา ฉันยังพอเห็นเขาผ่านหน้าเฟซบุ๊กอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยกันมาก เมื่อก่อนเห็นภูผาโพสต์รูปชีวิตเขาบ่อยๆ ฉันก็ไปกดไลก์ให้ตลอด แต่หลังๆ พอฉันไม่ค่อยได้เล่น เขาก็เหมือนจะหายไปจากวงโคจรซะอย่างงั้น
“โอ๊ย...อีคุณนารา เดี๋ยวนี้ทำไมแกสวยจังวะ ไปโมหน้าที่คลินิกไหนมาเนี่ย ไม่ได้เจอกันนานมาก นี่มีลูกมีผัวรึยัง?” ยัยพุดเดิ้ลถามโพล่งขึ้นมา
“อีคุณพุดเดิ้ลขา ให้ฉันหาแฟนให้ได้ก่อนไหมคะ” ฉันตอบกลับเธอไป ทำให้ทุกคนหัวเราะลั่น ฉันกับยัยนี่เรื่องเถียงกันด่ากันนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ต่างคนต่างไม่ยอม
เราสี่คนนั่งเมาท์มอยกันอย่างออกรสออกชาติ สรุปตอนนี้พุดเดิ้ลย้ายกลับมาเมืองไทยแล้ว มาดูแลกิจการร้านทองของที่บ้านมันต่อ มันแต่งงานแล้ว สามีมันหล่อมาก มีลูกสองคน ชายคนหญิงคน วัยกำลังซน
ส่วนภูผา ตอนนี้เขาเป็นอาจารย์สอนทำขนม และเป็นเชฟทำงานอยู่โรงแรมดังในกรุงเทพฯ นี่แหละ เพราะมัวแต่ทำงานงกๆ เขาเลยยังคงโสดสนิทเหมือนฉันเป๊ะ
ปวินพยายามจับคู่ให้เรา แต่อย่าเลย มันไม่สปาร์ค ชงยังไง ชิปยังไงก็ล่ม เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงภูผาจะเป็นหนุ่มหล่อหน้าใส แต่ด้วยลุคนุ่มนิ่ม เป็นผู้ชายละมุนๆ ของเขานี่แหละ ตำแหน่งเพื่อนเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว
ส่วนปวิน ก็อย่างที่ทุกคนรู้ เขาทำงานที่เดียวกับฉัน แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เขากำลังวางแผนจะแต่งงานเร็วๆ นี้
บรรยากาศการเจอเพื่อนเก่านี่ดีจัง แต่ละคนต่างหยิบเอาเรื่องทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตัวเองมาเล่าสู่กันฟัง เมาท์มอยกันไป ยกแก้วชนกันไป ดื่มไปกี่แก้วแล้ว ฉันก็ไม่ได้นับเหมือนกันแฮะ รู้แต่ว่าชอบบรรยากาศแบบนี้มากๆ
ตอนนี้เสียงเพลงเริ่มเปลี่ยนจังหวะเร็วขึ้น หลายๆ โต๊ะเริ่มลุกขึ้นมาเต้น พวกเราก็ไม่น้อยหน้าโต๊ะอื่น ฉันเต้นไปพลางดื่มไปพลางด้วยความสนุกสนาน
เป็นเวลาหลายชั่วโมง จนตอนนี้ร้านใกล้ปิดแล้ว ฉันว่าคืนนี้ฉันดื่มมากไป ฉันเมามาก จนตอนนี้ภาพทั้งหมดเหมือนกำลังจะถูกตัดใน สาม สอง หนึ่ง…!!
น้ำตาแตกไหมให้ทาย…!? ไม่เหลือรอดหรอก คุณการันต์เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ซึ้งขนาดนั้น มีหรือที่หญิงสาวผู้อ่อนไหวอย่างนาราจะไม่รู้สึกอะไร ขอถอนคำพูดเรื่องการขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติก บ้าจริง...จดหมายฉบับนี้ทำให้เธอทั้งหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน แขนเสื้อด้านซ้ายปาดซับน้ำตา ในขณะที่ในคอยังหัวเราะขำกับอารมณ์ขันเล็กๆ ในจดหมายนั่นนาราพับจดหมายจะเก็บเข้าซอง แต่พลันเห็นกระดาษอีกแผ่นในซอง เมื่อดึงออกมา ก็พบว่ามีข้อความเขียนเอาไว้‘ถ้าคุณตอบตกลง…เปิดลิ้นชักชั้นบนสุดนะครับ’จริงๆ เรื่องตอบตกลงเกี่ยวกับที่อีกคนขอเธอแต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย เธอเซย์เยสในใจไปตั้งแต่บนเตียงคืนที่ภูเก็ตนั้นแล้วเมื่อลิ้นชักชั้นบนสุดตามที่เขียนในกระดาษใบเล็กนั้นถูกเปิดออก เธอเห็นกล่องเครื่องประดับบุหนังสีแดงกล่องเล็กๆ ด้านบนประทับชื่อแบรนด์สีทองสวยงาม มันทาบทับอยู่บนกระดาษขนาดและสีเหมือนกันกับแผ่นก่อนหน้า นาราเลือกที่จะอ่านข้อความที่กระดาษ ก่อนที่จะเปิดกล่องสีแดงกล่องนั้น‘แหวนวงนี้มันอยู่ตรงนี้มาตลอด มันอยู่รอเจ้าของของมันมานานแล้ว ถ้าคุณมั่นใจ...และตัดสินใจที่จะอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต โปรดสวมมันไว
หมดจากการพักผ่อนยาวๆ ที่ภูเก็ต วันจันทร์...วันเริ่มต้นสัปดาห์ การันต์กับนารามาทำงานพร้อมกัน โดยมีพี่สุเมธขับรถตู้คันหรูมาส่ง แต่พอรถจอดตรงหน้าบริษัทปุ๊บ ท่านประธานของบริษัทก็หันไปบอกกับเลขาของเขาทันทีเหตุการณ์มันเหมือนวันนั้นเป๊ะๆ เช้าหลังจากคืนนั้นที่เจ้านายหอบหิ้วเลขาตัวเองกลับบ้านแบบงงๆ“คุณเลขาครับ สงสัยคุณต้องกลับไปเอาของที่บ้านให้ผมแล้วแหละ ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ ดันลืมเอกสารสำคัญไว้ในลิ้นชักห้องทำงาน เดี๋ยวให้พี่สุเมธไปส่ง รหัสเดิมนะ”“เดี๋ยวค่ะท่านประธาน...เอกสารอะไร วันนี้ไม่เห็นมีประชุม หรือนัดเซ็นงานสำคัญอะไรเลยนี่นา ไว้ไปเอาพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอ”นาราเริ่มอิดออด เพิ่งมาถึงบริษัท ยังไม่ทันได้ก้าวขาลงจากรถ ก็มีอันต้องกลับไปเอาของที่บ้านอีกแล้ว แต่ด้วยวันนี้อารมณ์ดี จิ๊ปากทำหน้ามู่จู้ใส่ผู้เป็นเจ้านายควบตำแหน่งคนรักเสร็จ ก็ไล่เขาลงรถไป และให้พี่สุเมธออกรถกลับบ้านทันทีด้วยความที่เป็นขาออกเมือง ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่นานนักก็ถึงบ้านหรูย่านรามอินทรา ก่อนที่คุณเลขาจะเดินเข้าไปยังห้องทำงาน ใส่รหัสปลดล็อกลิ้นชัก ก่อนเปิดออกมาเห็นของอะไรบางอย่าง ในลิ้นชักไม่มีอะไรเลยนอกจากจดหมายหนึ่งฉบับไม่ได
“เรื่องแรก บ้านคุณมีสมบัติเยอะเกินไป นาราไม่สบายใจ ถ้าจดทะเบียนแล้วหมายถึงการที่นาราจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวเตชะกุลธร...นาราไม่อยากแต่ง แค่นี้นาราก็โดนเหน็บแนมจนหัวหมุนไปหมดแล้ว ส่วนข้อสองคือเรื่องแม่ ถ้าแต่งงานแล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ด้วยกัน แต่แม่อาจต้องอยู่คนเดียว นาราไม่ค่อยโอเค แม่แก่ตัวลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้แกเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยด้วย”“...”“ข้อสาม นาราไม่อยากจัดงานแต่งงาน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ นารารู้ว่าคุณการันต์ไม่ทิ้งนาราไปไหน และนาราเองก็ไม่ทิ้งคุณไปไหนเช่นกัน กลัวว่าถ้าแต่งงานแล้ว ชีวิตมันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แบบนั้นนาราไม่อยากแต่งเลย ขออยู่แบบนี้ดีกว่า”“โอเค เข้าใจละ ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน แต่พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอเลยดีกว่า ผมตัดสินใจแล้ว”“โอ๊ย...คุณการันต์คะ ที่นาราบอกเมื่อกี้นี้ คุณไม่เข้าใจสักนิดเลยเหรอไง...ฮึ” นาราจิ๊ปากหนึ่งทีพร้อมถอนหายใจยาว ก่อนที่อีกคนจะจับประคองใบหน้าเธอให้หันมาและกอบกุมมือเล็กเรียวของเธอไว้“นาราครับ..คุณฟังผมนะ ผมจะตอบคำถามทุกข้อที่คุณยังติดใจสงสัย ข้อแรก ป๊าม้าผมดีใจมากนะ ที่นาราจะมาเป็นส
“แต่ตอนนี้เหมือนผมจะโดนนาราดุทุกวันเลยนะ คนอะไรดุชะมัด” การันต์หยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนจากท่านอนเอนสบาย มาเป็นท่านั่ง แล้วหันหน้าหันตัวไปคุยกับคนข้างๆ ด้วยท่าทางที่จริงจัง“นาราครับ เรามาแต่งงานกันไหม”หืม...!! มาร์การิต้าที่กำลังจิบแทบพุ่ง นี่เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม คุณการันต์เขาเป็นอะไร อยู่ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมา“จัดงานแต่ง แล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยเลย”หืม!! จดทะเบียนสมรสด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา ใช้ชีวิตร่วมกันมา เรื่องแต่งงานไม่เคยอยู่ในหัวนาราเลย เพราะเธอโอเคกับที่เป็นอยู่ ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ขอแค่การันต์รักและซื่อสัตย์กับเธอ แค่นั้นก็เกินพอ“คุณการันต์คิดจะจริงจังกับนาราแล้วเหรอคะ”“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ผมก็จริงจังมาตั้งแต่คืนนั้นแล้วนะ ใครก็ไม่รู้ หน้าไม่อาย อยู่ดีๆ ก็มานอนห้องคนอื่นเฉยเลย”“อย่าแซวสิ นาราไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นห้องเจ้านายอะ”“นะๆๆ แต่งงานกันนะ อยากแต่ง อยากมีเมียจนตัวสั่นหมดแล้วเนี่ย”“ไหนอะแหวน”“เดี๋ยวซื้อให้”“ไม่เห็นโรแมนติกเหมือนตอนขอเป็นแฟนเลย”“ผมใจร้อน...จริงๆ อยากพาไปจดทะเบียนวันนี้เล
ตั้งแต่กลับจากยุโรป ท่านประธานใหญ่ของเดอะมาสเตอร์เอาแต่นั่งคิดนอนคิดทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และมีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จะทำอย่างไรให้หวานใจของเขาไม่ต้องรับศึกหนักจากงานที่ม้ากับป๊าขอให้นารารับผิดชอบ และทำยังไงให้ตัวเขาเองได้มีเวลาอยู่กับคุณเลขาของเขามากขึ้นหลังอาบน้ำเสร็จ รออีกคนเป่าผมให้เขาจนแห้ง การันต์จึงเอ่ยถามเรื่องซีเรียสที่เขาขบคิดมาหลายวันกับนาราทันที“นาราครับ ถามหน่อยสิ ตอนนี้คุณต้องรับผิดชอบงานอะไรตรงไหนบ้าง เล่าให้ผมฟังหน่อย”“อืม…นอกจากต้องดูแลตารางงานของคุณ ที่เพิ่มมาก็ดูแลเรื่องอนุมัติงบของฝ่ายจัดซื้อ ดูแลฝ่ายบุคคล ดูแลฝ่ายอาคาร ดูแลฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชี อ้อ…ดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ด้วย ต้องเข้าไปตบๆ ให้มันเป็นระบบระเบียบมากขึ้นน่ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามขึ้นมาล่ะคะ”“ก็เห็นนาราทำงานเยอะเกินไปไง อย่างวันนั้นก็ทำงานจนปวดหัวทั้งวัน เฮ้อ...ม้านะม้า!! ส่งงานมาให้แฟนลูกชายตัวเองเยอะแยะขนาดนี้ได้ไงกัน”“เอาหน่า ยังไงนาราก็เป็นเจ้าของบริษัทนี้เหมือนกัน นาราก็ต้องช่วยทำงานแบบนี้แหละ...ถูกแล้ว”“ไม่เอาอะ เราสองคนทำงานเยอะเกินไป แทบไม่มีเวลาสวีทกันเลย ผม
| การันต์ |ให้ตายเหอะ...ภาพที่ผมเห็นตรงหน้า มันทำให้ใจของผมสั่นจนแทบจะหัวใจวายตาย เมียผมกำลังเล่นกับของเล่นที่เพิ่งซื้อให้ไปเมื่อวันก่อน มือหนึ่งของเธอจับมือถือเอาไว้ เหมือนกำลังดูอะไรค้างไว้อยู่ อีกมือก็กำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจบยับย่น หายใจหอบถี่ ตาหลับพริ้มล่องลอยไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวใดๆ พร้อมกับเนื้อตัวเธอที่บิดเร่าแอ่นไปมาจากความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นผมไปไม่เป็นเลยทีเดียว ภาพตรงหน้ามันทำให้เจ้าการันต์น้อยตื่นตัวแทบจะทันที ตอนนี้สองมือของผมค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ค่อยๆ ปิดประตูด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเดินตรงไปยังเตียง นั่งคุกเข่าลงข้างๆ และสิ่งที่ผมเห็นในหน้าจอมือถือ ทำให้ผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก มันคือทุกอิริยาบถของผมเมื่อสองวันก่อน เธอแอบอัดมันเอาไว้ แสบจริงๆ!!“ทำแบบนี้แล้วหายปวดหัวเหรอครับ”“อื้อ~” เมื่อผมกระซิบเข้าที่ข้างหูเบาๆ จนเจ้าตัวครางอือตอบกลับมา คาดว่าความเสียวเข้าควบคุมร่างกายและจิตใจของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอคงคิดว่าเสียงพูดที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงแว่วจากจินตนาการที่สร้างขึ้นมาเองผมเห็นรีโมทของเล่นชิ้นนี้วางอยู่ข้างๆ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาพลันกดปุ่ม







