LOGINณ อาคารคณะมนุษยศาสตร์ พลอยนภัส พาณิชโชติการ ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหน้าห้องพักอาจารย์ด้วยสภาพที่ดูไม่จืด เสื้อนักศึกษาที่เคยเรียบกริบยับเยินไปทั้งตัวจากการวิ่งวุ่นซ่อมเครื่องพิมพ์ที่ดื้อแพ่งมาเกือบชั่วโมง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพราวตามกรอบหน้าและเปียกชุ่มไปถึงต้นคอที่มีเส้นผมหนานุ่มปรกอยู่ เธอหอบหายใจพลางกอดปึกเอกสารวิจัยที่เพิ่งพิมพ์เสร็จหมาดๆ ไว้แนบอก
ระหว่างที่รออาจารย์ที่ปรึกษาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของ ดร.ศิริกัญญา หัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ
“รอนานไหมพลอยนภัส พอดีครูมีแขกน่ะ”
ประโยคทักทายนั้นกลายเป็นเพียงเสียงแว่วที่พลอยนภัสแทบไม่ได้ยิน เพราะวินาทีที่ร่างสูงสง่าเดินตามอาจารย์ที่ปรึกษาเข้ามาในห้อง หัวใจของเธอก็เต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก
คุณเมศวร์!!!!...
หญิงสาวบีบมือตัวเองจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อ ตัวเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขามาที่นี่เพื่ออะไร? ทำไมโลกถึงเหวี่ยงชายหนุ่มที่เธอพยายามหนีมาตลอดสี่ปีให้มายืนอยู่ตรงหน้าในตอนนี้ รูปร่างที่สูงสง่าขึ้น กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคย และท่าทางสุขุมนุ่มลึกนั่นประทับลงในความทรงจำของเธอทันที สารอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านทำให้เธอรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว และเครียดขึงขึ้นมาในพริบตา
“ด็อกเตอร์ครับ ผมลืมให้นามบัตร... โครงการวิจัยของด็อกเตอร์ ผมยินดีสนับสนุนเต็มที่ครับ ถ้าต้องการเงินทุนเพิ่มก็บอกผมได้เลยนะ”
เสียงทุ้มต่ำที่เคยกระซิบข้างหูเธอในวันวาน บัดนี้กำลังเอ่ยอย่างเป็นทางการกับอาจารย์ของเธอ ปรเมศวร์ยื่นนามบัตรสีทองหรูหราให้ก่อนจะปรายสายตามามองที่เธอ
“พลอยนภัส อาจารย์ขอแนะนำให้รู้จักผู้สนับสนุนโครงการวิจัยหลักของเรานะ นี่คือ...คุณปรเมศวร์”
“คุณเมศวร์!!...” พลอยนภัสครางชื่อเขาออกมาแผ่วเบา ราวกับละเมอ
“พลอยนภัส...” ปรเมศวร์ขานชื่อเธอตอบพร้อมพยักหน้าน้อยๆ เสียงที่เขาเรียกชื่อเธอนั้นยังคงมีอิทธิพลต่อหัวใจเธอเสมอมา
ครั้งสุดท้ายที่พบกัน เธอคือเด็กสาวมัธยมปลายผู้อ่อนต่อโลก ส่วนเขาคือนักธุรกิจหนุ่มที่มามอบทุนการศึกษา ดวงตาคมจัดดั่งเหยี่ยวและแนวกรามที่แข็งแกร่งยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน จะต่างไปก็เพียงแค่ความเย็นชาที่เคลือบแฝงอยู่ในแววตาคู่นั้น
“คุณสองคนนี่... รู้จักกันด้วยเหรอคะ?” ดร.ศิริกัญญา มองทั้งคู่สลับกันด้วยความงุนงง พลอยนภัสกรีดร้องในใจ
เขาไม่ใช่แค่รู้จัก... แต่เขาคือคนที่ขโมยหัวใจของเธอไป และเป็นคนที่ทิ้งบาดแผลลึกที่สุดไว้ในใจ
“รู้จักกันตอนเรียนมัธยมปลายค่ะ” เธอตอบตะกุกตะกัก พยายามหลบสายตาคมกล้าที่จ้องเขม็งมาคล้ายจะท้าทาย
“พอดีเขาเคยมาบรรยายที่โรงเรียนน่ะค่ะ” เธอรีบกล่าวเสริมเพื่อไม่ให้อาจารย์สงสัย ทั้งที่ในใจสั่นรัว เขาเป็น อดีตคนรัก และเป็นการพรากจากกันก็เป็นเรื่องเจ็บปวดที่สุด แม้เวลาจะผ่านไปเกือบสี่ปี แต่เธอก็ไม่เคยลืมอ้อมกอดของเขาได้เลย
“โอ้ โลกกลมจริงๆ เลยนะคะ” อาจารย์ที่ปรึกษาอุทานอย่างประหลาดใจ
“จริงด้วยครับ... กลมจนน่าเหลือเชื่อ” ปรเมศวร์ตอบ เสียงเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยนัยบางอย่าง
“เดี๋ยวอาจารย์ขอตัวก่อนนะ มีสอนคาบต่อไปพอดี... พลอยนภัส ตอนเย็นเธอมาหาครูอีกรอบนะ ส่วนคุณปรเมศวร์ ดิฉันจะติดต่อไปเรื่องรายละเอียดทุนนะคะ” ดร.ศิริกัญญา รีบร้อนเดินออกจากห้องไป ทิ้งความเงียบที่แสนอึดอัดไว้เบื้องหลัง
“ฉัน... ฉันก็มีเรียนพอดีค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” พลอยนภัสพยายามจะก้าวออกจากห้องที่เหมือนจะขาดอากาศหายใจ แต่เพียงแค่เธอจะขยับ ข้อมือเล็กก็ถูกมือหนาคว้าหมับไว้ทันที
“นั่งลงก่อนสิ” คำสั่งสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยอำนาจทำให้เธอชะงัก เขาไม่เคยใช้เสียงแบบนี้กับเธอมาก่อน ในอดีตเขามักจะอบอุ่นและตามใจ แต่ตอนนี้เขากลับดูเหมือน ‘เจ้าขุนมูลนาย’ ที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม
“เชิญคุณนั่งเถอะค่ะ ฉันก็จะยืนคุยแบบนี้” เธอพยายามรวบรวมความกล้า
“ฉันจะสบายใจกว่า... ถ้าเธอยอมนั่งลง” เขาไม่ได้ขอร้อง แต่มันคือกดดันผ่านสายตา พลอยนภัสจำใจนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม
“เรื่องงบทำวิจัย ถ้าฉันกับอาจารย์สรุปได้เมื่อไหร่ จะแจ้งให้คุณทราบอีกทีนะคะ”
“เธอจะรีบไปไหน... อยู่คุยกันก่อนสิ” เขายิ้มที่มุมปากอย่างรู้ทัน
“ฉันบอกแล้วไงคะว่ามีเรียน” เธอโกหก ทั้งที่ความจริงวันนี้เธอว่างและเตรียมตัวจะไปฝึกสอนในวันพรุ่งนี้
“คุณไม่จำเป็นต้องบริจาคเงินหรอกค่ะ ฉันกับเพื่อนๆ พอจะหางบกันเองได้”
“ถ้าหากว่าเธอยอมช่วยฉัน ฉันยินดีจะให้ทุนในโครงการนี้”
พลอยนภัสรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มากดทับที่หน้าอก เธอพยายามบังคับลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติที่สุด
“คุณต้องการความช่วยเหลืออะไรจากฉันคะ? เราไม่มีอะไรติดค้างกันมาตั้งหลายปีแล้วนะคะคุณเมศวร์”
เธอมองหน้าเขาตรงๆ แม้ในใจจะพ่ายแพ้ต่อสายตาคู่นั้นไปแล้วก็ตาม ความสัมพันธ์ที่จบลงในวันที่เขาแต่งงาน... วันที่เธอเดินออกมาพร้อมน้ำตา วันนี้เขากลับมาทวงถามอะไรจากเธออีก?
พายุสิเน่หาที่โหมกระหน่ำอยู่ภายในห้องหอสุดหรูยังคงไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลงง่าย ๆ มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นตามแรงปรารถนาของเจ้าบ่าวหนุ่ม พลอยนภัส บิดเร่าร่างกายไปมาอย่างทรมานปนซ่านสยิว กระแสความร้อนรุ่มลุกลามไปทั่วทุกอณูผิว เมื่อปลายนิ้วร้ายของ ปรเมศวร์ หยอกเย้าอยู่กับยอดถันไม่ยอมห่าง ในขณะที่ริมฝีปากหนาพรมจูบไปทั่วซอกคอระหง ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมายังเนินอกคู่อวบ สูดดมความหอมกรุ่นที่เขาแสนโหยหามานานนับเดือนชายหนุ่มจ้องมองผลเชอร์รีสีหวานที่ชูชันเชื้อชวนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่ลุกโชน ก่อนจะอ้าปากครอบครองกลืนกินอย่างเมามัน เขาใช้ลิ้นตวัดรัวระริกหยอกล้อกับยอดปทุมถันจนร่างกายหญิงสาวดิ้นพล่าน ความปรารถนาที่สะสมมานานแตกกระจายดั่งพลุไฟ สาดประกายความเสียวซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ก่อนจะไปหลอมรวมกันเป็นกลุ่มก้อนความร้อนระอุที่ใจกลางความสาวภายในห้องหอที่สว่างไสวด้วยแสงไฟสีสลัว บรรยากาศนวลตาชวนให้ลุ่มหลง ปรเมศวร์ยังคงไม่หยุดปรนเปรอเจ้าสาวของเขา ร่างสูงสง่าคุกเข่าลงแทรกกายอยู่กลางเรียวขาสวยที่แยกออกกว้าง สายตาคมกริบจ้องมองความสวยงามตรงหน้าด้วยความคลั่งไคล้ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปมอบสัมผัสที่ทำให้พลอยนภัสต้องสะ
ณ โรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักและความสำเร็จ ปรเมศวร์ เจ้าบ่าวผู้สง่างามในชุดไทยประยุกต์สีครีม ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าขบวนขันหมาก ใบหน้าคมเข้มนั้นประดับด้วยรอยยิ้มกว้างจนปิดไม่มิด แววตาของเขาฉายประกายแห่งความภาคภูมิใจและเป็นสุขล้นปรี่ ขณะก้าวเดินนำขบวนที่พรั่งพร้อมไปด้วยสินสอดทองหมั้นและพานพุ่มคาวหวานที่ถูกประดิษฐ์อย่างวิจิตรบรรจง เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ขอ พลอยนภัส ผู้เป็นดวงใจเพียงหนึ่งเดียวภายในห้องพักเจ้าสาวที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ พลอยนภัสในชุดไทยศิวาลัยสีนวลมุกนั่งรุ่มรื่นด้วยหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะกลอง เธอชะเง้อคอมองผ่านประตูบานสูงหุ้มกำมะหยี่อย่างจดจ่อ ยิ่งเสียงโห่ร้องก้องกังวานของขบวนขันหมากใกล้เข้ามาเท่าไหร่ หัวใจของเธอก็ยิ่งพองโตจนแทบจะล้นอก“มาแล้วครับ! พี่พลอย ขบวนเจ้าบ่าวมาโน่นแล้วครับ!” เพชรน้องชายตัวแสบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาบอกพี่สาวด้วยท่าทางตื่นเต้นพลางทำท่าเย้าแหย่“มาใกล้ ๆ ถึงแล้วค่อยมาบอกซิ” เธอบอกน้องชายเสียงแผ่ว ใบหน้าหวานแดงระเรื่อ“พี่เขยผมสายเปย์สุดๆ ครับพี่พลอย ด่านประตูเงินประตูทองกว่าสามสิบด่าน พี่เมศวร์ก็ฝ่า
“มาให้ผัวทำโทษซะดี ๆ ที่รัก...” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าของ ปรเมศวร์ ไม่ใช่คำขออนุญาต แต่มันคือคำสั่งประกาศสิทธิ์ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อพับขาเนียนนุ่มแล้วรั้งแยกออกกว้างอย่างรวดเร็ว ปรเมศวร์ในเวลานี้ดูดิบเถื่อนและคุกคามจน พลอยนภัส หายใจติดขัด เขาไม่เสียเวลาเล้าโลมให้มากความ แต่ก้มใบหน้าคมเข้มเข้าหาความเร้นลับที่แสนหอมหวานในทันที“อุ๊ย! พี่เมศวร์...” หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังไม่ติดพื้นเตียง เมื่อความเจ็บปนเสียวแปลบแล่นปราดเข้าสู่ใจกลางความรู้สึก เส้นไหมนุ่มสีอ่อนถูกมือหนาขยุ้มรั้งจนตึงแน่น บังคับให้เธอต้องแอ่นหยัดรับสัมผัสจากเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ฟันขาวสะอาดของสามีหนุ่มขบกัดลงบนติ่งเกสรสีระเรื่ออย่างมันเขี้ยว เน้นย้ำความรุนแรงที่เป็นดั่งการทำโทษอันแสนหวาม สะโพกกลมมนลอยเด่นขึ้นจากที่นอน พลอยนภัสสะบัดหน้าไปมา เส้นผมกระจายเต็มหมอน ร่างกายตอบโอนอ่อนพ่ายแพ้ต่อบทรักที่แสนดุดันนี้อย่างราบคาบ“อื้อ!!! พี่เมศวร์ขา... อื้อๆ ๆ... อ่าห์...” เสียงครางหวานใสดังระงมไม่ขาดสาย มือบางจิกแน่นลงบนที่นอนจนยับย่น ก่อนจะเปลี่ยนมาสอดเข้าไปในกลุ่มผมดกหนายาวประบ่าของเขา ขยำระบายความซ่านสยิวที่โถมเข้าใส่ จม
“อย่าค่ะพี่เมศวร์... นี่มันระเบียง...” เสียงของพลอยนภัสสั่นพร่า แม้แต่เจ้าตัวยังไม่แน่ใจว่าเสียงประท้วงที่หลุดรอดริมฝีปากออกมานั้นเป็นความต้องการที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการห้ามปรามตามสัญชาตญาณกันแน่ ลมทะเลที่พัดจัดอยู่เบื้องนอกกลับไม่ได้ช่วยให้ความร้อนระอุในกายที่กำลังถูกปลุกปั่นลดน้อยลงเลย“ไม่มีใครเห็นหรอกน่า...” ชายหนุ่มยังคงเอาแต่ใจตามประสานักรักผู้เชี่ยวชาญ เขาซุกใบหน้าลงกับผิวเนื้อนวลละเอียด ไต่นำร่องด้วยจุมพิตร้อนแรงไปตามลำคอระหง กลิ่นหอมกรุ่นจากผิวกายสาวผสานกับกลิ่นไอทะเลกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ลุกโชน พลอยนภัสพยายามยกมือขึ้นผลักไสแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามแข็งแกร่งนั้นออกอย่างอ่อนแรง ทว่าสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่กำลังลูบไล้บีบเค้นช่วงเอวคอดกิ่วกลับทำให้เรี่ยวแรงของเธอละลายหายไปประดุจฟองคลื่น“ไม่เอาค่ะ... หยุดเถอะนะคะ พี่เมศวร์... เดี๋ยวก็มีคนแอบถ่ายไปลงโซเชียลกันพอดี” ถ้อยคำแกมขอร้องที่ปนเปมากับเสียงหอบสะท้านในตอนท้ายทำให้ปรเมศวร์ชะงักการกระทำลง เขาขบเม้มติ่งหูเธอเบาๆ เป็นการคาดโทษ ก่อนจะครางเสียงแหบพร่าในลำคอคล้ายคนเจ็บปวดนักที่ถูกขัดจังหวะกลางคัน“ต่อจากนี้... พี่จะไม
ดวงตะวันรำไรสีส้มแก่ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยลงต่ำจนเกือบจะจมหายไปในผืนน้ำสีคราม เมื่อทุกคนขึ้นจากน้ำทะเลที่เริ่มเย็นจัด หนูนาหันกลับไปมองผืนน้ำกว้างด้วยสายตาครุ่นคิดฉงนสงสัย จนพลอยนภัสต้องเอ่ยทัก“มองอะไรเหรอคะหนูนา?”“ทำไมในทะเลไม่เห็นมีปลาซักตัวเลยล่ะคะ ไม่เหมือนในทีวีเลย” ปรเมศวร์ที่เดินตามมาหัวเราะจนเห็นฟันเรียงสวย“มีสิครับ แต่เขาอยู่ลึกๆ ไว้หนูนาโตกว่านี้อีกหน่อย ลุงจะพาไปดำน้ำดูปลาตัวเป็นๆ เลยนะ”“จริงนะค้า!” เด็กน้อยตาโตด้วยความตื่นเต้น“จริงซี” ปรเมศวร์รับคำพลางหิ้วถังของเล่น ปล่อยให้ห่วงยางอยู่ในมือพลอยนภัส ภาพของทั้งสามคนที่เดินจูงมือกันกลับที่พัก โดยมีเด็กน้อยเดินกึ่งกระโดดอยู่ตรงกลางกุมมือลุงเมศวร์และครูพลอยไว้คนละข้าง ดูไม่ต่างจากภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกที่แสนอบอุ่นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า กลิ่นหอมสะอาดของสบู่และแชมพูอบอวลไปทั่วห้องพัก ปรเมศวร์ในชุดลำลองสวมสบายกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนกายอยู่บนเตียงหนานุ่ม สายตาคมกริบที่มักจะดูเคร่งขรึมเสมอ บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนขณะทอดมองภาพตรงหน้าพลอยนภัสกำลังใช้ไดร์เป่าผมให้หนูนาอย่างเบามือ เสียงไดร์ดังหึ่งๆ สลับกับเสียงหัว
ยิ่งเห็นอาการเขินอาย ปรเมศวร์ก็ยิ่งได้ใจ เขาเริ่มแกล้งหยิบชุดที่ทวีความเซ็กซี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชุดบิกินี่ตัวจิ๋วหรือวันพีซแหวกหลังลึก จนในที่สุดพลอยนภัสก็ทนไม่ไหว แจกค้อนวงโตให้เขาไปหนึ่งทีใหญ่ๆ“พี่เมศวร์! เลือกดีๆ สิคะ ชุดพวกนั้นพลอยใส่ไม่ได้หรอกค่ะ!”ชายหนุ่มหัวเราะเสียงต่ำในลำคออย่างมีความสุข แววตาที่เขาทอดมองหญิงสาวในเวลานี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้งที่ซ่อนไว้ไม่มิด ปรเมศวร์เองก็แปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน นอกจากมารดาแล้ว เขาไม่เคยเสียเวลาเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยให้ผู้หญิงคนไหนเลย แม้แต่อดีตภรรยาอย่างนิรนาทที่เขาก็ปล่อยให้เธอจัดการเองทุกอย่างแต่กับพลอยนภัส... เขากลับรู้สึกอยากเอาอกเอาใจ อยากเห็นเธอสวมชุดสวยๆ ที่เขาตั้งใจเลือกให้ด้วยมือตัวเอง ความรู้สึกปกป้องและทะนุถนอมมันเอ่อล้นจนชัดเจนขึ้นทุกทีว่า... เขาไม่ได้มองเธอเป็นเพียงแค่ครูของหลานสาวอีกต่อไป แต่เขาปรารถนาให้เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มครอบครัวของเขาให้สมบูรณ์อย่างแท้จริงปรเมศวร์ค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่า การเลือกซื้อเสื้อผ้ากับผู้หญิง







