เข้าสู่ระบบท่ามกลางความเงียบในห้องเรียนที่ไร้ผู้คน พลอยนภัสพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา เธอรู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบของปรเมศวร์ที่กำลังกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มันไม่ใช่สายตาที่ว่างเปล่า แต่มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยการประเมินและร่องรอยบางอย่างที่ทำให้เธอหน้าร้อนผ่าว เหงื่อซึมชื้นที่ฝ่ามือจนเปียกโชก
“คุณอยากให้ฉันช่วยเรื่องอะไรคะ” เธอถามออกไป เสียงสั่นพร่าเล็กน้อย
“เรื่องที่เธอทำได้ดีที่สุดน่ะสิ”
เขาตอบพร้อมกับสาวเท้าเข้าหาเธออย่างช้าๆ แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ที่คืบคลานเข้ามาทำให้พลอยนภัสก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะ เธอพยายามเตือนตัวเองให้นึกถึงสถานะในปัจจุบัน มากกว่าความถวิลหาในอดีตที่กำลังตีตื้นขึ้นมา
“ที่นี่สถานศึกษานะคะคุณเมศวร์” เธอเตือนสติเขา เมื่อใบหน้าคมเข้มโน้มลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ
“ใช่... ฉันรู้” เขาขยับเข้ามาชิดจนเงาทาบทับร่างเธอไว้มิด
“ทำไม? เดี๋ยวนี้เธอไม่ไว้ใจฉันแล้วเหรอ”
“เปล่าค่ะ...” พลอยนภัสทวนคำนั้นแผ่วเบา ภาพจำในอดีตพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจ เธอทุ่มเทเวลาสามปีไปกับการเรียนอย่างหนักเพื่อลบเลือนสัมผัสของเขา แต่เพียงแค่เขาเข้าใกล้แค่นี้ กำแพงที่เธอสร้างไว้กลับพังทลายลงอย่างง่ายดาย
“อย่าค่ะ!” เธอประท้วงเมื่อเห็นมือหนาเอื้อมมาหา
“ใจเย็นๆ สาวน้อย... ฉันแค่จะเช็ดรอยหมึกที่คางให้เธอเฉย ๆ ” ปรเมศวร์ใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดบรรจงเช็ดรอยเปื้อนออกให้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะชูรอยหมึกสีดำบนผ้าให้เธอชมเป็นหลักฐาน
“ขอบคุณค่ะ” เธอพึมพำ ก้มหน้าหลบสายตาที่ดูเหมือนจะแผดเผาเธอได้ทุกเมื่อ
“ช่วยบอกงานของคุณมาเถอะค่ะ ฉันจะได้พิจารณาว่าทำได้ไหม”
“งานนี้เธอถนัดอยู่แล้วพลอย” น้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเรียบเฉยแต่กลับแฝงความน้อยใจลึกๆ ทำให้หัวใจของเธอไหววูบ ความโกรธที่ไร้เหตุผลปะทะกับหยาดน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมา
“แล้วมันคืองานอะไรล่ะคะ!” เธอโพล่งออกมาอย่างเหลืออด ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาวาวโรจน์ขึ้นทันที บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบระเบิด
“บอกไป....เธอจะรับข้อเสนอของฉันหรือเปล่าล่ะ?” เขาถามย้ำ คล้ายกับการหยั่งเชิงในสนามรบ
“ฉันยังไม่รู้งานของคุณเลยด้วยซ้ำ!” พลอยนภัสเค้นเสียงผ่านไรฟัน
“และอีกอย่าง... อะไรทำให้คุณถ่อมาถึงที่นี่ คุณปรเมศวร์!”
การเรียกชื่อจริงเต็มยศทำให้ชายหนุ่มกรามกระตุก เขาหรี่ตามองเธอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
“ฉันบอกไปแล้ว... ฉันมาเพื่อเสนองานเท่านั้น”
“ฉันไม่ว่างค่ะ” เธอยืนกรานเสียงแข็ง
“เธอแบ่งเวลาเก่งอยู่แล้วนี่ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเหมือนเมื่อก่อนไง” คำพูดประชดประชันนั่นเหมือนตบหน้าเธอเข้าฉาดใหญ่ พลอยนภัสเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
“ขอบคุณที่ชมค่ะ แต่ฉันขอปฏิเสธ”
“ฉันจะโอนเงินเข้าบัญชีให้เธอทันทีถ้าเธอยอมตกลง... ฉันได้ข่าวว่าแม่เธอไม่สบายมิใช่รึ”
คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ความกตัญญูบีบคั้นหัวใจเธอ แต่ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ทำให้เธอยังคงเชิดคางท้าทาย
“ไม่ค่ะ!” พลอยนภัสรีบปฏิเสธและพทำท่าจะลุกหนี แต่ปรเมศวร์ไวกว่า เขากระชากกระเป๋าสะพายและปึกเอกสารในมือเธอไปถือไว้เสียเอง
“ไปกันเถอะ” เขาไม่พูดเปล่า แต่กลับคว้าข้อมือบางแล้วฉุดให้เดินตามไปยังรถยนต์คันหรูที่จอดเด่นอยู่หน้าอาคาร
“ปล่อยนะ! ฉันกลับเองได้!”
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เขาหยุดเดินแล้วหันมาจ้องหน้าเธอเขม็ง ไล่สายตาตั้งแต่วงหน้ารูปไข่ที่ซีดเผือดไปจนถึงคางที่เชิดขึ้นอย่างดื้อรั้น
“ไปกับฉัน”
“แต่ฉันอยากไปรถเมล์มากกว่า”
ปรเมศวร์รู้สึกเหมือนถูกไม้ฟาดเข้าที่หัว ความเจ็บที่ถูกปฏิเสธวิ่งพล่านไปทั่วอก แต่เขากลับซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มเย็นชาที่ดูเหมือนคนเถื่อน
“ฉัน-จะ-ไป-ส่ง เธอได้ยินมั้ย”
พลอยนภัสเลิกคิ้ว สบตาเขาอย่างไม่ลดละ เธอโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วกระซิบชิดใบหูเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ฉันไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งคุณ เพราะฉันไม่ได้เป็นอะไรกับคุณ... เราจบกันไปนานแล้วค่ะ”
ภาพในอดีตย้อนกลับมาเตือนใจ... เขาจำได้ดีถึงวันที่รู้จักเธอครั้งแรก พลอยนภัสในตอนนั้นเป็นเพียงเด็กสาวที่น่าเวทนา เธอสู้ชีวิตเพียงลำพังกับมารดา ปากกัดตีนถีบเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนจนเขาอดใจที่จะยื่นมือเข้าไปโอบอุ้มไว้ไม่ได้ ทว่าความสงสารกลับแปรเปลี่ยนเป็นความรักที่หยั่งรากลึก ตอนที่เธอได้รับทุนเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ เขามีกำลังมากพอที่จะสนับสนุนฝันของเธอให้เป็นจริง แต่เขากลับเลือกที่จะนิ่งเฉย... เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวที่ไม่อยากให้เธอจากไปไหนไกลตา เขาทำลายอนาคตที่ควรจะรุ่งโรจน์ของเธอด้วยน้ำมือของตัวเอง เพียงเพื่อจะกักขังเธอไว้ในกรงขังที่เขาเรียกว่าความรัก
“อย่าค่ะพี่เมศวร์... นี่มันระเบียง...” เสียงของพลอยนภัสสั่นพร่า แม้แต่เจ้าตัวยังไม่แน่ใจว่าเสียงประท้วงที่หลุดรอดริมฝีปากออกมานั้นเป็นความต้องการที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการห้ามปรามตามสัญชาตญาณกันแน่ ลมทะเลที่พัดจัดอยู่เบื้องนอกกลับไม่ได้ช่วยให้ความร้อนระอุในกายที่กำลังถูกปลุกปั่นลดน้อยลงเลย“ไม่มีใครเห็นหรอกน่า...” ชายหนุ่มยังคงเอาแต่ใจตามประสานักรักผู้เชี่ยวชาญ เขาซุกใบหน้าลงกับผิวเนื้อนวลละเอียด ไต่นำร่องด้วยจุมพิตร้อนแรงไปตามลำคอระหง กลิ่นหอมกรุ่นจากผิวกายสาวผสานกับกลิ่นไอทะเลกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ลุกโชน พลอยนภัสพยายามยกมือขึ้นผลักไสแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามแข็งแกร่งนั้นออกอย่างอ่อนแรง ทว่าสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่กำลังลูบไล้บีบเค้นช่วงเอวคอดกิ่วกลับทำให้เรี่ยวแรงของเธอละลายหายไปประดุจฟองคลื่น“ไม่เอาค่ะ... หยุดเถอะนะคะ พี่เมศวร์... เดี๋ยวก็มีคนแอบถ่ายไปลงโซเชียลกันพอดี” ถ้อยคำแกมขอร้องที่ปนเปมากับเสียงหอบสะท้านในตอนท้ายทำให้ปรเมศวร์ชะงักการกระทำลง เขาขบเม้มติ่งหูเธอเบาๆ เป็นการคาดโทษ ก่อนจะครางเสียงแหบพร่าในลำคอคล้ายคนเจ็บปวดนักที่ถูกขัดจังหวะกลางคัน“ต่อจากนี้... พี่จะไม
ดวงตะวันรำไรสีส้มแก่ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยลงต่ำจนเกือบจะจมหายไปในผืนน้ำสีคราม เมื่อทุกคนขึ้นจากน้ำทะเลที่เริ่มเย็นจัด หนูนาหันกลับไปมองผืนน้ำกว้างด้วยสายตาครุ่นคิดฉงนสงสัย จนพลอยนภัสต้องเอ่ยทัก“มองอะไรเหรอคะหนูนา?”“ทำไมในทะเลไม่เห็นมีปลาซักตัวเลยล่ะคะ ไม่เหมือนในทีวีเลย” ปรเมศวร์ที่เดินตามมาหัวเราะจนเห็นฟันเรียงสวย“มีสิครับ แต่เขาอยู่ลึกๆ ไว้หนูนาโตกว่านี้อีกหน่อย ลุงจะพาไปดำน้ำดูปลาตัวเป็นๆ เลยนะ”“จริงนะค้า!” เด็กน้อยตาโตด้วยความตื่นเต้น“จริงซี” ปรเมศวร์รับคำพลางหิ้วถังของเล่น ปล่อยให้ห่วงยางอยู่ในมือพลอยนภัส ภาพของทั้งสามคนที่เดินจูงมือกันกลับที่พัก โดยมีเด็กน้อยเดินกึ่งกระโดดอยู่ตรงกลางกุมมือลุงเมศวร์และครูพลอยไว้คนละข้าง ดูไม่ต่างจากภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกที่แสนอบอุ่นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า กลิ่นหอมสะอาดของสบู่และแชมพูอบอวลไปทั่วห้องพัก ปรเมศวร์ในชุดลำลองสวมสบายกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนกายอยู่บนเตียงหนานุ่ม สายตาคมกริบที่มักจะดูเคร่งขรึมเสมอ บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนขณะทอดมองภาพตรงหน้าพลอยนภัสกำลังใช้ไดร์เป่าผมให้หนูนาอย่างเบามือ เสียงไดร์ดังหึ่งๆ สลับกับเสียงหัว
ยิ่งเห็นอาการเขินอาย ปรเมศวร์ก็ยิ่งได้ใจ เขาเริ่มแกล้งหยิบชุดที่ทวีความเซ็กซี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชุดบิกินี่ตัวจิ๋วหรือวันพีซแหวกหลังลึก จนในที่สุดพลอยนภัสก็ทนไม่ไหว แจกค้อนวงโตให้เขาไปหนึ่งทีใหญ่ๆ“พี่เมศวร์! เลือกดีๆ สิคะ ชุดพวกนั้นพลอยใส่ไม่ได้หรอกค่ะ!”ชายหนุ่มหัวเราะเสียงต่ำในลำคออย่างมีความสุข แววตาที่เขาทอดมองหญิงสาวในเวลานี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้งที่ซ่อนไว้ไม่มิด ปรเมศวร์เองก็แปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน นอกจากมารดาแล้ว เขาไม่เคยเสียเวลาเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยให้ผู้หญิงคนไหนเลย แม้แต่อดีตภรรยาอย่างนิรนาทที่เขาก็ปล่อยให้เธอจัดการเองทุกอย่างแต่กับพลอยนภัส... เขากลับรู้สึกอยากเอาอกเอาใจ อยากเห็นเธอสวมชุดสวยๆ ที่เขาตั้งใจเลือกให้ด้วยมือตัวเอง ความรู้สึกปกป้องและทะนุถนอมมันเอ่อล้นจนชัดเจนขึ้นทุกทีว่า... เขาไม่ได้มองเธอเป็นเพียงแค่ครูของหลานสาวอีกต่อไป แต่เขาปรารถนาให้เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มครอบครัวของเขาให้สมบูรณ์อย่างแท้จริงปรเมศวร์ค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่า การเลือกซื้อเสื้อผ้ากับผู้หญิง
บรรยากาศภายในบ้านของปรเมศวร์คึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าตรู่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่สาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้เข้ามา ดูเหมือนจะสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมา กิจกรรมการเรียนการสอนที่เคยเคร่งครัดถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้กับทริปท่องเที่ยวทะเลหัวหินที่ทุกคนเฝ้ารอคอยหลังจากส่งปรเมศวร์ออกไปทำงาน หนูนา ตัวน้อยที่อยู่ในชุดลำลองพร้อมลุย ก็รีบจูงแขนพลอยนภัสขึ้นมาขลุกอยู่ในห้องนอนทันที กระเป๋าเดินทางใบเล็กสีหวานถูกเปิดกางหราอยู่บนเตียงกว้าง โดยมีเจ้าของกระเป๋ายืนวุ่นวายอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าไม้แกะสลักกับพี่เลี้ยง เพื่อเลือกสรรอาภรณ์ชิ้นที่สวยที่สุดสำหรับการเดินทางครั้งสำคัญนี้“เอาชุดนั้นด้วยค่า! สีชมพูๆ ที่มีโบว์ใหญ่ๆ” นิ้วเล็กป้อมชี้ไปยังชุดกระโปรงตัวเก่งที่แขวนอยู่ใกล้มือพี่เลี้ยง แววตาของเด็กน้อยเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น“แหม... ชุดนี้น่ารักเชียวค่ะหนูนา ไว้ใส่เดินเล่นบนชายหาดคู่กับคุณครูพลอยน่าจะเหมาะที่สุดเลยนะคะ” พี่เลี้ยงเอ่ยแซวพลางคลี่ชุดออกโชว์“เอาด้วย! เอาด้วย! หนูนาจะใส่คู่กับครูพลอย”พลอยนภัสยืนกอดอกยิ้มละไมมองดูภาพนั้นด้วยความเอ็นดูลึกๆ ในหัวใจ ความสดใสของ
เสียงไซเรนของรถตำรวจดังกึกก้องไปทั่วบริเวณบ้านพักตากอากาศ แรงกระแทกจากการพังประตูจู่โจมทำให้นิรนาทที่กำลังขวัญผวาถึงกับสะดุ้งสุดตัว ทันทีที่เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาถึงห้องกักขัง ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือหญิงสาวที่นอนคุดคู้อยู่บนเตียงด้วยสภาพที่บอบช้ำอย่างหนัก เสื้อผ้าหลุดลุ่ยและตามผิวกายขาวนวลเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงจากการถูกตีตราจองอย่างป่าเถื่อนนิรนาทถูกช่วยเหลือออกมาจากขุมนรกของเสี่ยมงคลในสภาพกึ่งมีสติ แววตาที่เคยถือดีบัดนี้เลื่อนลอยและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจร่างกายและเฝ้าระวังอาการช็อกที่อาจเกิดขึ้นจากความเครียดสะสมการประชุมเครียดของปรเมศวร์สิ้นสุดลงในช่วงเวลาใกล้เลิกงาน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องประชุม เขาก็ได้รับสายจากนายตำรวจเพื่อนสนิท“เมศวร์... เราช่วยนิรนาทออกมาได้แล้วนะ ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้วก็กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”ปรเมศวร์ยืนกำโทรศัพท์แน่น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองอยู่นานเพื่อจะโทรแจ้งคุณหญิงนาถลดา แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะคิดว่าตำรวจคงจัดการแล้ว สุดท้ายเยื่อใยจางๆ ในฐานะอดีตคนเคยรักก็ทำให้เขาเ
เสี่ยมงคลไม่รอช้า เขากระชากอาภรณ์ของตนทิ้งจนหมดสิ้น เผยร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจางๆ จากอดีตที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเจ้าพ่อผู้โหดเหี้ยม เขาตามลงไปทาบทับร่างเล็กที่นอนหอบสะท้าน ก่อนจะโน้มกายลงไปฝังจมูกสูดดมกลิ่นอายสาวจากกลีบกุหลาบที่บอบช้ำจากการผ่านศึกหนักมาอย่างโชกโชนมงคลใช้ลิ้นร้อนละเลียดชิมน้ำหวานที่รินไหลออกมาจนชุ่มโชก ปลายลิ้นที่ช่ำชองสอดแทรกเข้าไปทักทายภายในโพรงเนื้อนุ่มที่เริ่มผลิบานสั่นระริกตามจังหวะการปรนเปรอที่ดุดัน มือข้างหนึ่งขยับไปบี้เค้นเกสรน้อยที่แข็งชันจนมันชูชันขานรับสัมผัสอย่างเร่าร้อน“อ๊ะๆๆ อื้อออ... พอแล้ว! อย่าพอ ฮื้อๆๆ!” นิรนาทเม้มปากแน่น พยายามกลั้นเสียงครางที่น่าอับยศสุดกำลัง ร่างกายบิดเร่าส่ายหน้าไปมาด้วยความทรมานจากการขัดแย้งระหว่างศีลธรรมที่ยังหลงเหลือกับความต้องการที่พุ่งสูงจนแทบคลั่ง ยามที่ปลายลิ้นของมงคลตวัดรัวเร็วอยู่บนจุดอ่อนไหวที่สุด“เธอยั่วฉันเองนะมิ้น... ตอนนี้จะมาร้องไห้ทำไม ในเมื่อเธอเป็นคนบอกให้ฉันทำเอง ชั้นในเธอก็ถอดเองกะมือ” มงคลเงยหน้าขึ้นจากร่องรักพลางกระซิบเสียงพร่าชิดผิวเนื้อนุ่มที่เปียกชื้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหิ







