คลื่นรัก  ใต้เงาใจ

คลื่นรัก ใต้เงาใจ

last updateDernière mise à jour : 2025-09-20
Par:  ยัยวารินEn cours
Langue: Thai
goodnovel4goodnovel
Notes insuffisantes
1Chapitres
267Vues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

หม่อมหลวงกฤติเดช ธิติวรารักษ์ หนุ่มอารมณ์ดี จิตใจดี มาพักผ่อนเพื่อหลบเลี่ยงจากปัญหาครอบครัวในโรงแรมแห่งนึงโดยมีลูกพี่ลูกน้องตามมาช่วยคอยดูแลทั้ง 2 คนได้เจอกับเจ้าของโรงแรมหญิงและผู้ช่วยสาวที่ดูห้าวและหวงเจ้านายมาก จึงทำให้กฤติเดชอยากต่อปากต่อคำด้วยตลอดเวลา ส่วนเขตต์ธาดาก็รู้สึกดีกับสุฑัตตาที่เป็นเจ้าของโรงแรม แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขตต์ธาดาต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ เรื่องราวจะเป๋นอย่างไรต่อไป ทั้ง 4 คนจะลงเอ่ยกันแบบไหนโปรดติดตามได้ในนิยายเรื่องนี้ได้เลย

Voir plus

Chapitre 1

คลื่นแรกแห่งโชคชะตา

                   เสียงคลื่นกระทบชายหาดดังซัดเข้ามาเป็นจังหวะเบา ๆ รับกับสายลมทะเลที่พัดพาเอากลิ่นไอเค็มอ่อน ๆ มาแตะจมูก ผู้คนจำนวนหนึ่งพักผ่อนกันอยู่รอบ ๆ โรงแรมหรูริมชายหาดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนตากอากาศ

                   บริเวณท่าเทียบเรือเล็กของ “โรงแรมฮีลอินไซด์”  (Heal Inside) โรงแรมชื่อดังอันดับต้น ๆ ของเกาะเสม็ด เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคักพลางแย่งกันขึ้นไปนั่งบนเรือไม้เก่า ๆ ที่ผูกไว้กับเชือก พื้นเรือมีรอยแตกเป็นทางยาว แผ่นไม้ด้านข้างถูกน้ำทะเลกัดกร่อนจนเผยเนื้อผุพังออกมา หากมองเพียงผิวเผินก็คงคิดว่าเป็นเพียงเรือไม้ธรรมดา แต่คนที่ชินตากับทะเล ย่อมมองออกทันทีว่ามันไม่ปลอดภัยแม้แต่น้อย

“เฮ้ย! อย่าเล่นกับเรือลำนี้นะ มันผุแล้ว เดี๋ยวมันแตกกลางน้ำเอาหรอก!”

          เสียงหญิงสาววัย 20ต้น ๆ รูปร่างผอมเพรียว สูงไม่เกิน 170 แต่ดูทะมัดทะแมน ผมยาวรวบหางม้า ก้าวฉับเข้ามาพร้อมตะโกนเสียงดุดัน เธอคือ รุ่งฟ้าสาง ลูกสาวคนโตของคนขับรถประจำตระกูลผู้เป็นเจ้าของโรงแรมนี้นั่นเอง

          ดวงตาคมสวยของเธอจ้องเด็ก ๆ อย่างจริงจัง จนพวกเด็กที่เพิ่งหัวเราะสนุกสนานเมื่อครู่พากันนิ่งค้างไป ก่อนจะรีบกุลีกุจอวิ่งลงจากเรือ ทิ้งไว้เพียงเรือไม้เก่าที่โยกเยกตามแรงคลื่นเบา ๆ

“ไม่รู้หรือไงว่าของมันจะพังอยู่แล้ว ยังจะไปเล่นกันอีก! ถ้าเกิดโดนไม้ทับจะเป็นยังไงกัน” เธอบ่นตามหลังเด็ก ๆ อย่างหัวเสีย

          ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มนุ่มแฝงแววขี้เล่นก็ดังขึ้นจากด้านข้าง...

“โห…เสียงดังขนาดนี้ นี่คุณเป็นเจ้าของท่าเรือนี้หรือไง ถึงได้หวงเรือจนห้ามไม่ให้เด็ก ๆ เล่น?”

          รุ่งฟ้าสางหันขวับไปทันที ดวงตาเจอกับร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวพับขึ้นถึงข้อศอก กางเกงสีน้ำตาลอ่อนสบายตา ชายหนุ่มคนนั้นยืนยิ้มกวน ๆ อยู่ไม่ห่างนัก แววตาคมกริบจับจ้องมาเหมือนกำลังท้าทาย

หม่อมหลวงกฤติเดช ธิติวรารักษ์

“แล้วคุณเป็นใครเหรอ ถึงได้มายุ่ง วุ่นวาย แถวนี้ ถ้าไม่รูเรื่องอะไรก็อย่ามาจุ้นจ้านแถวนี้ดีกว่า” รุ่งฟ้าสางแค่นเสียงถาม ดวงตาจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้

          กฤติเดชยักไหล่อย่างไม่ทุกข์ร้อน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ผมก็แค่แขกที่มาพักที่นี่… เห็นคนมาข่มขู่เด็ก ๆ ที่กำลังเล่นกันสนุกสนาน ผมก็ไม่สบายใจเท่าไร”

“แขก?” รุ่งฟ้าสางเลิกคิ้วสูง “ก็ถ้าเป็นแค่แขกก็ไม่น่าจะต้องเข้ายุ่งวุ่นวายกับเรื่องที่ตัวเองไม่รู้จริงดีกว่านะ” เสียงห้วน ๆ ของรุ่งฟ้าสางพูดโต้กลับไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

“อ้าว…แล้วผมต้องรู้เรื่องจริงอะไรอีกหรอ ในเมื่อสิ่งที่ผมเห็นก็คือคุณกำลังตะวาดแล้วไล่เด็กที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานออกไป ผมก็ต้องนึกว่าคุณเป็นเจ้าของหาดน่ะสิ”

“แล้วคุณไม่เห็นรึงัย ว่าเรือที่เด็กกำลังเล่นอยู่มันผุพังไปถึงไหนแล้ว ถ้ามันแตก หัก หรือหล่นมาล้มทับเด็กขึ้นมาจะเป็นยังไง คุณจะรับผิดชอบไหมล่ะ” รุ่งฟ้าสางสวนกลับไปอย่างทันควัน

 กฤติเดชหัวเราะเบา ๆ “ผมก็ไม่ได้บอกให้พวกเด็กลงเรือสักหน่อย แล้วคุณจะมาเรียกหาความรับผิดจากผมได้ยังไง” พูดพลางทำสีหน้ายั่วยวนไปพลาง “ผมก็ไม่คิดว่าคนหน้ายักษ์จะมาเป็นห่วงเด็ก ๆ ได้” กฤติเดชทำพูดในลำคอ แต่ไม่วายที่รุ่งฟ้าสางก็ดันได้ยิน

“คุณ!” รุ่งฟ้าสางกำมือแน่น อยากเถียงกลับแต่ก็กลัวเสียงดังจนคนรอบ ๆ หันมามอง “มันไม่ใช่เรื่องน่าขำนะ คนอย่างคุณก็ได้แต่พูดแระ ต่อให้เกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ แน่ใจหรอว่าคุณจะรับผิดชอบ?” รุ่งฟ้าสางหันหนีไปทางเรือไม้ที่ยังโคลงเคลงอยู่ แต่ในใจกลับเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว

          กฤติเดชมองหน้าเธอเต็มตา ยิ่งเห็นเวลาหญิงสาวโกรธ ดวงตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวก็ยิ่งดูมีเสน่ห์จนเขาเผลอยิ้มมุมปากออกมา และยิ่งทำให้เขาอยากจะยั่วโมโหเธอขึ้นอีกเรื่อย ๆ

         

          รุ่งฟ้าสางสูดหายใจแรง เธอพยายามกดอารมณ์ไม่ให้ปะทุออกมามากกว่านี้ เพราะไม่อยากเสียมารยาทต่อหน้าแขกของโรงแรม แต่ท่าทางกวนประสาทของชายแปลกหน้าตรงหน้ากลับทำให้ยิ่งหงุดหงิด

“คุณนี่มัน…” เธอเม้มปากแน่น “อยากจะลองดีใช่มั้ย?”

          กฤติเดชหัวเราะเบา ๆ พลางกอดอก เอียงคอมองเธอด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “เปล่าสักหน่อย แค่เห็นคุณจริงจังเกินเหตุ…มันก็น่าขัดคอเล่นเท่านั้นเอง”

“นี่มันเรื่องความปลอดภัยนะคะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!” รุ่งฟ้าสางจ้องตาเขาอย่างเอาเรื่อง

“โอเค ๆ ถ้างั้น…” กฤติเดชทำท่าเหมือนยอมแพ้ แต่ปากยังไม่หยุด “งั้นต่อไปนี้ถ้าผมจะพูดอะไร ต้องขออนุญาตคุณเจ้าถิ่นก่อนรึเปล่า?

          เมื่อกฤติเดชยังไม่ยอมหยุด ยังคอยพูดยียวนกวนประสานรุ่งฟ้าสางขึ้นอีก นั่นเลยทำเอารุ่งฟ้าสางแทบระเบิด ยิ่งคำว่า “เจ้าถิ่น” ทำให้เธอกัดฟันแน่นอย่างพยายามควบคุมตนเอง แต่คนตรงหน้ายิ่งพูด ยิ่งยั่วให้เลือดในกายสูบฉีด

“คุณนี่มัน…” เธอหรี่ตา “ปากดีนักนะ!”

          เสียงกระแทกของเท้ารุ่งฟ้าสางที่ก้าวเข้าหา ทำเอาคนรอบ ๆ บริเวณท่าเรือเริ่มหันมามอง บางคนหยุดถ่ายรูปวิวทะเลแล้วหันกล้องมาทางทั้งคู่แทน

          กฤติเดชเห็นเข้าก็ยิ่งยิ้มกว้าง “อ้าว ๆ มีคนมองแล้วนะครับ ถ้าคุณโวยวายต่อไป คนอาจเข้าใจผิดว่าเจ้าถิ่นอย่างคุณกำลังข่มขู่นักท่องเที่ยวอย่างผมนะครับ”

“อะไรนะ?” คำพูดนั่นทำให้รุ่งฟ้าสางเดือดดานอย่างไม่รู้ตัว ตอนนี้เธออยากจะเข้าไปตั๊นหน้าของกฤติเดชอย่างจังซะเหลือเกิน หน้าแดงระเรื่อด้วยความโมโห แต่ก็ได้แต่อดทนเอาไว้ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา

          กฤติเดชฉวยโอกาสก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ก้มศีรษะลงมาเล็กน้อยจนระยะห่างระหว่างทั้งคู่แคบลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นใกล้หูเธอ

“หน้าแดงขนาดนี้ อย่าบอกว่ากำลังหลงเสน่ห์ผมอยู่น๊า?”

“บ้าไปแล้ว!!” รุ่งฟ้าสางผลักอกเขาออกแรงจนชายหนุ่มเซถอยไปครึ่งก้าว ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธและความเขินที่แทรกเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว

          คนรอบ ๆ เริ่มหัวเราะคิกคัก บางคนกระซิบกับเพื่อน ๆ ราวกับกำลังดูละครน้ำเน่าฟรี ๆ กลางทะเล

          เสียงหัวเราะคิกคักจากผู้คนรอบ ๆ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดที่ท่าเรือแปรเปลี่ยนเป็นความน่าสนใจราวกับกำลังดูละครสด แต่ก่อนที่รุ่งฟ้าสางจะทันได้โต้ตอบอะไรเพิ่ม เสียงหวานนุ่มอ่อนโยนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ฟาง… เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” หญิงสาวร่างบอบบางในชุดเดรสสีฟ้าอ่อนเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ดวงตากลมโตเปล่งประกายด้วยความเป็นห่วง เธอคือ สุฑัตตา ลูกสาวเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ และยังเป็นเจ้านายที่รุ่งฟ้าสางสัญญากับตัวเองว่าจะคอยปกป้องไม่ให้ใครมารังแก

          ทันทีที่กฤติเดชหันมา…เขาก็เหมือนถูกกระแทกด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดเข้าตาโดยไม่ทันตั้งตัว ความงดงามเรียบง่ายของสุฑัตตาทำให้เขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมที่เคยทอประกายขี้เล่นบัดนี้กลับมองเธออย่างเผลอไผล ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อให้ได้ชมภาพตรงหน้าเพียงหนึ่งเดียว

สวย…อย่างที่ไม่ควรจะละสายตา

          กฤติเดชเผลอขยับยิ้มบาง ก่อนจะปรับท่าทีให้ดูเป็นปกติ แต่แววตากลับยังมีประกายบางอย่างที่บ่งบอกถึงความประทับใจแรกพบ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณแซน” รุ่งฟ้าสางรีบตอบแทน น้ำเสียงยังคงติดหงุดหงิด “แค่ฟางเจอคนบางคน…ชอบหาเรื่องกวนประสาทเท่านั้นเอง”

          เมื่อกฤติเดชได้ฟังสิ่งที่รุ่งฟ้าสางเอ่ยออกไป สมองจึงประมวลผลอย่างรวดเร็วและจึงจับใจความได้ว่าคนสวยที่กำลังอยู่หน้าเขาน่าจะเป็นเจ้านายของคนที่เขากำลังปะทะคารมด้วย

“เอ้า...คุณคนสวยคนนี้เป็นเจ้านายของคุณหรา ผมก็นึกว่าคุณเป็นเจ้าของหาด เห็นทำท่าทางวางกล้ามซะใหญ่โต ที่แท้...” ท่าทางกฤติเดชยังยียวนไม่เลิก พร้อมหันไปยิ้มให้สุฑัตตาโดยตรง รอยยิ้มเจือเสน่ห์บางอย่างที่ไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาทเหมือนตอนเถียงกับรุ่งฟ้าสางเมื่อครู่

“สวัสดีครับ… ผมกฤติเดช เป็นแขกที่มาพักที่นี่ ไม่ทราบว่าคุณคือ...” น้ำเสียงกฤติเดชสุภาพ อ่อนน้อม แต่สายตาที่ทอดมองกลับแฝงความเจ้าชู้จาง ๆ จนรุ่งฟ้าสางที่ยืนข้าง ๆ รู้สึกเสียวสันหลัง

เดี๋ยวนะ… ไอ้หมอนี่มันกำลังหยอดเจ้านายฉันอยู่เหรอ!?

“ฉัน...สุฑัตตา ค่ะ เป็นผู้ดูแลโรงแรมนี่ค่ะ” สุฑัตตาแนะนำตัวเองอย่างสุภาพ

“โอโห...ผมไม่คิดว่าโรงแรมที่สวยขนาดนี้ วิวดี บรรยาเลิศขนาดนี้ เจ้าของโรงแรมยังสวยกว่าเป็นไหน ๆ”

          สุฑัตตาฝืนยิ้มบาง เพราะด้วยมารยาทเธอไม่อาจแสดงความไม่พอใจออกมาตรง ๆ ได้ แม้ในใจจะรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อยที่ชายแปลกหน้าทักเธอแบบนั้นตรง ๆ

กฤติเดชมองรอยยิ้มของสุฑัตตาแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อย “ถ้ารู้ว่าที่นี้ จะมีสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยที่มาพัก...เอ่อที่นี้”

          คำพูดนั้นทำเอาสุฑัตตาชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าสวยมีสีแดงระเรื่อจาง ๆ แต่ก็ยังยิ้มรับไว้ตามมารยาท

ขณะที่รุ่งฟ้าสางแทบจะกรี๊ดออกมา เธอกัดฟันแน่น หันไปจ้องกฤติเดชเขม็ง

“พอได้แล้วคุณ! จะกวนฉันไม่พอ ยังจะมากวนคุณแซนอีกเหรอ?”

กฤติเดชหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสมือนกำลังเพลิดเพลินกับการเห็นหญิงสาวทั้งสองแสดงท่าทีแตกต่างกันออกไป

         

          บรรยากาศที่ริมชายหาดเหมือนกำลังจะคลี่คลาย หลังจากเหตุการณ์ปะทะเดือดของกฤติเดชกับรุ่งฟ้าสาง กลายเป็นหัวข้อสนทนาแซวเล่นกันของนักท่องเที่ยวและแขกของโรงแรมที่เห็นเหตุการณ์ ถึงแม้สุฑัตตาจะจัดการให้บรรยากาศเริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว แต่ก็ไม่วายก็ยังมีแววประกายไฟเล็ก ๆ ที่พร้อมจะลุกโชนได้ทุกเมื่อ

กฤติเดชยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ขณะเอียงศีรษะมองไปทางสุฑัตตาอีกครั้ง

“คุณนี่…สวยจนคนมองเผลอพลาดเรือแตกเอาง่าย ๆ เลยนะครับ” น้ำเสียงเจือแววหยอกล้อและออกแนวเจ้าชู้ชัดเจน

สุฑัตตาขมวดคิ้วนิด ๆ แต่ยังคงเก็บรอยยิ้มสุภาพเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือแขกของรีสอร์ต

“คุณพูดเกินไปแล้วค่ะ” เธอตอบเรียบ ๆ แต่แววตาก็มีความไม่ชอบใจที่ถูกชมแบบเปิดเผยเกินงาม

รุ่งฟ้าสางที่ยืนข้าง ๆ ถึงกับสะอึก เขารีบก้าวมาขวางเล็กน้อยเหมือนจะบังเจ้านายสาว

“เฮ้ย คุณนี่…อย่าพูดจาอะไรไม่เข้าท่าแบบนั้นได้ไหม คุณสุฑัตตาไม่ใช่คนที่ใครจะมาพูดเล่น ๆ ได้”

กฤติเดชเลิกคิ้ว หันมาหัวเราะเบา ๆ

“ทำไมล่ะ? หรือว่าลูกค้าที่นี้จะพูดอะไรไม่ได้เลยหรอ? จะต้องอนุญาติก่อนเท่านั้นหรอครับ”

เขาแกล้งหันไปสบตาสุฑัตตาอีกที “ว่าไงครับ คุณเจ้าของโรงแรมคนสวย?”

          สุฑัตตาไม่ตอบทำได้เพียงแต่ยิ้ม แต่ใจจริงกลับรู้สึกอึดอัดที่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการโต้เถียง

รุ่งฟ้าสางเริ่มหงุดหงิด เสียงสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“คุณ! จะลูกค้าหรือไม่ลูกค้าก็ควรให้เกียรติคนอื่นด้วย เข้าใจคำว่า มารยาท ไหม”

กฤติเดชยักไหล่ แววตาเป็นประกายเหมือนกำลังสนุกกับการยั่วอีกฝ่าย

“ก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่นา แค่พูดชม…เท่านั้นเอง หรือว่าโรงแรมนี้ ลูกค้าจะพูดอะไรไม่ได้เลยหรอคับ ?”

          เสียงทั้งสองคนเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง จนคนงานที่เดินผ่านแถวนั้นหันมามองอย่างงุนงง

          สุฑัตตาพยายามจะเข้ามาห้าม แต่จังหวะที่ทั้งสองเถียงกัน ต่างฝ่ายต่างเผลอขยับก้าวเข้าหากันแรงเกินไป แขนของรุ่งฟ้าสางไปชนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ที่วางน้ำชาอยู่

แก้วน้ำหนึ่งใบล้มลงอย่างรวดเร็ว และเศษแก้วน้ำที่ตกลงมาก็กระเด็นมาถูกแขนของสุฑัตตาพอดี

“โอ๊ะ!” เธอร้องเบา ๆ พลางถอยหลัง แต่เพราะแก้วน้ำที่ตกมีน้ำอยู่พื้นไม้ตรงนั้นก็เลยเปียก ทำให้เธอเสียหลักไปนิดนึง กฤติเดชที่ยืนใกล้ที่สุดรีบก้าวมาคว้าแขนสุฑัตตาไว้ทัน

“ระวังนะครับ ผมไม่อยากให้คนสวย ๆ แบบคุณเจ็บ” เขาพูดด้วยเสียงนุ่ม แต่ยังไม่วายแฝงแววเจ้าชู้

สุฑัตตาเม้มปากแน่น ใบหน้าฉายแววทั้งเกรงใจและขุ่นเคืองไปพร้อมกัน

“ขอบคุณค่ะ…แต่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแบบนั้นก็ได้”

          รุ่งฟ้าสางรีบเข้ามาแย่งคว้าแขนสุฑัตตาจากกฤติเดชเพื่อไปประคองเจ้านายทันที แต่สายตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจสุดขีดที่เห็นกฤติเดชแตะต้องสุฑัตตา

“นี่! ถ้าคุณไม่กวนประสาท ฉันกับคุณก็คงไม่เถียงกันจนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก!”

          กฤติเดชหันมาแล้วเหลือบเห็นที่แขนสุฑัตตามีเลือดไหลซิบๆออกมา สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเป็นตกใจในทันควัน

“โทษทีนะครับคุณสุฑัตตา ผมไม่คิดว่าจะทำให้คุณเจ็บตัว”

          สุฑัตตาถอนหายใจยาว เธอสบตาทั้งสองคนทีละคน ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แต่แฝงความเคร่งขรึม

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้าให้ดีคุณกับฟางก็อย่ามาตีกันตรงนี้ได้ไหมคะ? ฉันไม่อยากให้แขกคนอื่นตกใจกันไปมากกว่านี้น่ะคะ”

          กฤติเดชกับรุ่งฟ้าต่างก็มีสีหน้ารู้สึกผิดที่ทำให้สุฑัตตาเจ็บตัวแบบนี้ แต่ก็มีบางครั้งที่ทั้งสองบังเอิญมาสบตากันก็ยังถลึงตาให้กันอย่างเนื่อง ๆ

          อารมณ์ของรุ่งฟ้าสางตอนนี้คืออยากจะลากฤติเดชออกไปจากโรงแรมให้พ้น ๆ

แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันแน่นเหมือนจะกลืนคำพูดทั้งหมดลงไป

          และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความชุลมุน ที่ดูเหมือนจะไม่จบง่าย ๆ

          บรรยากาศริมทะเลคลี่คลายไปบ้างหลังเหตุชุลมุน สุฑัตตาพยายามดึงรอยยิ้มกลับคืนมา แม้จะมีรอยถลอกเล็กน้อยตรงแขน แต่เธอก็ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่

“งั้น…เรากลับไปที่ล็อบบี้กันก่อนนะคะ” สุฑัตตาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ อ่อนโยน แต่แฝงด้วยความเด็ดขาด

“คุณกฤติเดชเองก็คงอยากพักผ่อนมากกว่าให้ใครมามุงดูต่อ…ฟาง ช่วยอย่าเสียงดังหรือเถียงกับแขกของรีสอร์ตอีกได้ไหม แขกคนอื่นจะเข้าใจผิดเอาได้”

          รุ่งฟ้าสางหันไปสบตาเจ้านายอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยอมกัดฟันพยักหน้า

“…ค่ะ คุณแซน” กฤติเดชยกมือขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะช่วยแก้ต่าง

“ไม่หรอกครับ ผมผิดเอง ที่ไปกวนคุณฟางก่อน”

น้ำเสียงครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม—ไม่มีแววประชดหรือแหย่ แต่เป็นการยอมรับจริง ๆ

สุฑัตตายิ้มบาง ๆ “ถ้างั้นก็ดีแล้วค่ะ”

          ทั้งสามจึงเดินเรียงกันกลับไปยังล็อบบี้ รุ่งฟ้าสางเดินนำหน้าอย่างแข็งกร้าว กอดอกแน่น ส่วนกฤติเดชเดินทอดน่องสบาย ๆ อยู่ตรงกลาง และสุฑัตตาเดินตามมาด้านหลังอย่างสงบ

          กฤติเดชเหลือบตามองแผ่นหลังของรุ่งฟ้าสางเป็นพัก ๆ แม้สีหน้าเธอจะบึ้งตึง แต่ท่าทางที่ยืนเท้าสะเอว พูดจาโผงผางเมื่อครู่ กลับติดตาเขาอย่างประหลาด

น่ารักดี…เวลาหน้างอเหมือนเด็กที่ไม่อยากยอมใคร ริมฝีปากของกฤติเดชยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

“ยิ้มอะไรของคุณ?” รุ่งฟ้าสางหันกลับมาถามทันทีอย่างจับผิด

กฤติเดชสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็รีบยักไหล่ทำหน้าตาย

“เปล๊า…ผมแค่คิดว่า ทะเลที่นี่สวยดีนะครับ”

          รุ่งฟ้าสางจ้องหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสักนิด ก่อนจะหันกลับไป เดินนำต่อด้วยท่าทีหงุดหงิดกว่าเดิม

          สุฑัตตาที่เดินตามมาได้แต่คุมเชิงเอาไว้ เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างรุ่งฟ้าสางกับกฤติเดชยังคงครุ่กรุ่นอยู่และรู้สึกไม่ไว้วางใจกับท่าทีของกฤติเดชที่มีต่อตัวเองเท่าไรนัก

ที่ล็อบบี้

        เมื่อทั้งสามเข้ามาถึงโถงต้อนรับอันหรูหรา พนักงานรีสอร์ตหลายคนหันมามองด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้เพราะเห็นว่าสุฑัตตาเป็นคนพาเดินนำ

สุฑัตตาหันมาหากฤติเดช

“ดิฉันขอตัวไปทำแผลสักหน่อย คุณกฤติเดชพักผ่อนตามสบายเลยนะคะ หากมีอะไรต้องการเพิ่มเติม แจ้งที่เคาน์เตอร์ได้เลยค่ะ”

กฤติเดชรีบตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“ครับ…แล้วเรื่องเมื่อกี้ ผมขอโทษอีกครั้งนะครับคุณสุฑัตตา”

สุฑัตตายิ้มบาง ๆ รับคำ แล้วจึงหันไปบอกกับรุ่งฟ้าสาง

“ฟาง เธอช่วยดูแลคุณกฤติเดชแทนฉันสักพักนะ”

“ห๊า?!” รุ่งฟ้าสางเผลอร้องออกมาเสียงดัง ก่อนจะรีบลดเสียง “เอ่อ…ค่ะ คุณแซน”

เมื่อเจ้านายสาวเดินออกไป รุ่งฟ้าสางหันขวับมาทางกฤติเดชทันที

“คุณนี่มันตัวปัญหาจริง ๆ เลยรู้ตัวไหม”

กฤติเดชหัวเราะเบา ๆ “รู้สิครับ…แต่ปัญหาที่น่ามองก็ไม่เลวนะ”

รุ่งฟ้าสางถึงกับถลึงตาใส่ “คุณ!!”

          ฉากต่อ (ล็อบบี้ – คู่กัดตัวจริง)

          เสียงแอร์เย็นฉ่ำภายในล็อบบี้ตัดกับแดดบ่ายริมทะเลที่ยังส่องแรง รุ่งฟ้าสางเดินนำกฤติเดชมาหยุดตรงโซฟาหนังมุมหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปยังที่นั่งด้วยท่าทางเหมือนคุณครูออกคำสั่ง

“นั่งลงซะ จะได้ไม่ไปป้วนเปี้ยนกวนแขกคนอื่นเขาอีก”

กฤติเดชมองตามนิ้วเรียวยาวที่ชี้มา ก่อนจะยกคิ้วขึ้นยิ้ม ๆ

“น้ำเสียงนี่…ผมเป็นแขกของรีสอร์ตนะครับ ไม่ใช่เด็กนักเรียนดื้อในห้องเรียนของคุณ”

“แขกที่ว่านี่ก็คือแขกตัวปัญหาน่ะสิคะ” รุ่งฟ้าสางเชิดหน้าขึ้นนิด ๆ แล้วเท้าเอวมองเขา

กฤติเดชหัวเราะในลำคอเบา ๆ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย ราวกับจงใจจะทำให้เธอหมั่นไส้มากกว่าเดิม

“ครับ วางกล้ามใหญ่โตยังกะตัวเองเป็นเจ้าของโรงแรมเองงั้นแระ เจ้าของตัวจริงยังไม่เห็นว่าอะไรเลย”

“น่ารำคาญจริง!” รุ่งฟ้าสางโพล่งสวนทันควัน

          กฤติเดชหัวเราะลั่น คราวนี้เสียงหัวเราะของเขาเรียกสายตาจากพนักงานแถวนั้นให้เหลียวมามอง รุ่งฟ้าสางหน้าแดงด้วยความเขินผสมหงุดหงิด รีบกระซิบเสียงดุ

“เบาหน่อยสิ คนเขามองหมดแล้ว!”

“ก็คุณตะโกนใส่ผมก่อนนี่นา” เขาตอบอย่างไร้สำนึก แต่ดวงตาเป็นประกายขี้เล่น

          รุ่งฟ้าสางกัดฟันกรอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเจ้านายสั่งให้เธอดูแลเขา เธอจึงหันไปเรียกพนักงานเสิร์ฟ

“เด๋วไปรับออเดอร์ที่ผู้ชายคนนั้นนะ ส่วนพี่ขอน้ำแข็งใส่น้ำเย็นเจี๊ยบแก้วนึง”

“ของผมด้วยนะครับ เอาเป็น…น้ำมะนาวก็แล้วกัน” กฤติเดชเอ่ยเสริมขึ้นทันที ก่อนจะเหลือบมองเธอด้วยรอยยิ้มกวน ๆ

          เขาเอนพิงโซฟาอย่างสบาย ๆ พลางมองเธอที่นั่งกอดอกอยู่ตรงหน้า—ถึงจะหน้ายุ่ง พูดจาแข็งกระด้าง แต่แววตาที่เธอใช้มองเจ้านายเมื่อครู่นั้น…เต็มไปด้วยความห่วงใยจริง ๆ

          และมันทำให้เขาเผลอคิดว่า ผู้หญิงแบบนี้ ก็ดูน่ารักใช้ได้เหมือนกัน

          ไม่นานนัก พนักงานก็ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ รุ่งฟ้าสางยกแก้วน้ำขึ้นดื่มทันที พลางทำทีไม่สนใจแขกกวนประสาทที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ แต่หางตาก็ยังเหลือบมองเขาอยู่เป็นระยะ

          กฤติเดชยกแก้วน้ำมะนาวขึ้นจิบ แล้วหันไปเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกกึ่งจริงใจ

“คุณ…คุณทำงานที่นี่มานานหรือยัง?”

“ถามทำไม?” เธอตอบห้วน ๆ

“ก็แค่อยากรู้…เพราะดูเหมือนคุณรู้จักทุกซอกทุกมุมดีมาก แถมยังจริงจังกับการทำงานสุด ๆ”

รุ่งฟ้าสางเลิกคิ้ว “แน่นอนสิคะ ฉันอยู่กับคุณแซนมานานมาก โรงแรมนี้ ฉันก็เห็นมาตั้งแต่เกิด ไม่มีอะไรหรือเรื่องไหนที่ฉันจะไม่รู้เกี่ยวกับที่นี้”

          กฤติเดชมองเธอนิ่ง ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“ว้าว งั้นคุณก็คงเป็นคนพิเศษของที่นี้เลยสิครับ”

          รุ่งฟ้าสางชะงักเล็กน้อย หัวใจดันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เธอรีบหันไปทางอื่นแล้วตอบห้วน ๆ

“คุณเริ่มยุ่งกับเรื่องที่ไม่สมควรยุ่งอีกแล้วนะ” สติรุ่งฟ้าสางกลับมาหลังจากที่หลุดไปแว็บนึง

          กฤติเดชหัวเราะเบา ๆ ยกแก้วน้ำขึ้นชนอากาศ

“เฮ้อออ คนอย่างผมก็แบบนี้แระ?”

“หมอนี่...เป็นคนกวนประสาทจริง ๆ นะเนี๊ยะ!” รุ่งฟ้าสางคิดในใจ พร้อมกับใจที่เต้นระรัวเบา ๆ

          เสียงหัวเราะคิกคักของพนักงานที่แอบฟังอยู่ด้านข้างดังขึ้นเบา ๆ รุ่งฟ้าสางหน้าแดงทันที แต่กฤติเดชกลับยิ้มกว้างอย่างพอใจ—เพราะวันนี้เขารู้แล้วว่าการเจอกับ “ผู้พิทักษ์เจ้านายสาว” อย่างรุ่งฟ้าสาง คงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเลยสักนิด

พลบค่ำ ณ ลานดินเนอร์ของโรงแรม

          เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะเบา ๆ แสงไฟจากหลอดกระดาษแขวนเหนือศีรษะส่องบรรยากาศให้อบอุ่นและผ่อนคลาย ทุกเย็นโรงแรมของสุฑัตตาจะจัดมื้อดินเนอร์ริมทะเลไว้ต้อนรับแขก เป็นหนึ่งในเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้มาเยือนให้ประทับใจ

          หลังจากจบเรื่องราวที่วุ่นวายเมื่อตอนกลางวัน แล้วกลับไปพักผ่อนจนเต็มที่แล้ว กฤติเดชปรากฏตัวในลุคที่ต่างจากเดิม—เสื้อยืดสีขาวสะอาดทับด้วยเสื้อฮาวายลายดอกสดใส กางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ เสมือนชายหนุ่มที่เข้ากับบรรยากาศทะเลอย่างเป็นธรรมชาติ

เขาเดินถือแก้วน้ำมะพร้าวสด ๆ อยู่ในมือ พร้อมรอยยิ้มกวน ๆ ที่เหมือนจะละลายความจริงจังของทุกสิ่งรอบตัว

“โอ้โห…บรรยากาศดีขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่สวรรค์ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นราวกับพูดกับตัวเอง แต่หางตาก็เหลือบไปทางรุ่งฟ้าสางที่ยืนทำหน้าตึงอยู่ไม่ห่าง

“สวรรค์สำหรับคนอื่น แต่เป็นนรกสำหรับฉัน ถ้าต้องเจอคุณทุกวัน” รุ่งฟ้าสางตอบห้วน ๆ ทันที

กฤติเดชหัวเราะเบา ๆ พลางยกแก้วมะพร้าวขึ้นจิบ “แหม…แค่เห็นหน้าผมวันละนิดวันละหน่อย ทำไมต้องแรงขนาดนั้นล่ะครับคุณ?”

          รุ่งฟ้าสางกำลังจะสวนกลับ แต่สุฑัตตาก็เข้ามาแทรกกลางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“ทั้งสองคนอย่าเพิ่งเริ่มกันสิคะ อย่างน้อยก็ปล่อยให้บรรยากาศเย็นนี้สงบหน่อยเถอะ”

ทั้งคู่ชะงักไปตามคำพูดของเธอ—ก่อนที่เสียงฝีเท้าวิ่งเร่งรีบจะดังมาจากด้านหลัง

“พี่กฤตครับ พี่กฤต ผมขอโทษที่ผมมาช...”

เสียงนั้นขาดห้วง เมื่อร่างสูงในชุดเชิ้ตแบบที่ไม่เรียบร้อยเท่าไร รีบวิ่งเข้ามา แล้วพุ่งชนเข้ากับสุฑัตตาอย่างจัง

“อ๊ะ!” สุฑัตตาเซถอยจนล้มลงกับพื้น

          ชายหนุ่มรีบพยุงแขนเธอ และเมื่อทั้งสองคนที่สบตากัน ทั้งคู่ชะงักค้างในท่าประคองกัน สายตาประสานเข้าหากันในระยะใกล้ ราวกับเวลารอบตัวหยุดหมุนไปชั่วขณะ

          สุฑัตตาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่เขตต์ธาดา—ชายแปลกหน้าที่เพิ่งปรากฏตัว—มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนและตกตะลึงไม่แพ้กัน

“ผ…ผมขอโทษครับ!” เขตต์ธาดารีบพูด ละล่ำละลักด้วยความลน “ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมแค่…รีบไปหน่อย”

สุฑัตตายิ้มบาง ๆ แม้จะยังใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “ไม่เป็นไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อยเท่านั้น”

กฤติเดชที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรีบก้าวเข้ามา “อ้าว…เขตต์! นี่นายเพิ่งโผล่มาเหรอ?”

เขตต์ธาดาหันไปหาพี่ชายตัวเองทันที “ครับพี่กฤต ขอโทษที่มาช้า ผมติดงานด่วนของบริษัท เลยเพิ่งตามมาทันทีที่เสร็จ”

กฤติเดชหัวเราะหึ ๆ พลางยักไหล่ “อืม ก็ดีแล้ว ที่นี่มีอะไรน่าสนใจเยอะเลยล่ะ”

คำพูดนั้นทำเอารุ่งฟ้าสางหันขวับมามองด้วยความหมั่นไส้

“คุณนี่มันจริง ๆ เลยนะ…” รุ่งฟ้าสางพูดเหมือนรู้ว่ากฤติเดชคิดอะไรในใจ

          จบจากเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ได้มีบางอย่างได้เกิดขึ้นกับสุฑัตตา แต่ไม่มีใครทราบ และสุฑัตตาก็ไม่ได้อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ เลยพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

          บริเวณโต๊ะไม้ยาวริมชายหาดถูกจัดอย่างเรียบง่าย แต่ดูอบอุ่น โคมไฟเล็ก ๆ แขวนอยู่เหนือศีรษะส่องแสงสีส้มอ่อนคล้ายเปลวเทียน เสียงดนตรีอะคูสติกแผ่วเบาลอยมาตามลมทะเล

          สุฑัตตาต้องรับบทเจ้าบ้านโดยปริยาย จัดการให้กฤติเดช เขตต์ธาดา และรุ่งฟ้าสางได้นั่งพร้อมกันรอบโต๊ะ เธอพยายามยิ้มอย่างสุภาพกลบเกลื่อนความเขินที่ยังติดอยู่ในใจ และอาการเจ็บข้อเท้าจากเหตุการณ์ชนกันเมื่อครู่

“ขอบคุณที่ให้เกียรติมาร่วมมื้อค่ำของโรงแรมเรานะคะ ถึงจะเป็นกิจกรรมประจำวัน แต่หวังว่าทุกท่านจะมีความสุขค่ะ” สุฑัตตาพูดพลางยกแก้วไวน์ขึ้นเล็กน้อย

“แน่นอนครับคุณสุฑัตตา” กฤติเดชรีบรับทันทีด้วยรอยยิ้มแบบคนมีเสน่ห์ “บรรยากาศดี อาหารน่ากิน…แถมยังมีเจ้าบ้านที่สวยที่สุดในโลกแบบนี้ ใครจะไม่ประทับใจล่ะครับ”

สุฑัตตาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มสุภาพตอบ—ในใจไม่ค่อยสบายใจกับน้ำเสียงเจ้าชู้ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเกี้ยวแบบไม่เหมาะสมในฐานะเจ้าของบ้าน

แต่คนที่แทบระเบิดออกมากลางวงกลับเป็นรุ่งฟ้าสาง

“คุณกฤติเดช! จะพูดอะไรก็เกรงใจเจ้าของที่หน่อยสิคะ”

“หืม? ผมก็พูดตามจริงนี่ครับ” กฤติเดชหันมายักคิ้วกวนใส่เธอ “หรือคุณอิจฉาที่ผมไม่ได้ชมว่าคุณน่ารักบ้าง?”

รุ่งฟ้าสางหน้าแดงจัดทันที “ใครจะไปอยากได้คำชมจากคุณกันเล่า!”

          เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ เขตต์ธาดาที่เงียบมาตลอดเผลอยิ้มเมื่อเห็นทั้งคู่เถียงกันเหมือนเด็ก ๆ ความเป็นธรรมชาติแบบนี้ทำให้บรรยากาศคลายตึงเครียดลง

          แต่เมื่อสายตาเขตต์ธาดาเผลอหันไปสบกับสุฑัตตาอีกครั้ง ทั้งคู่กลับนิ่งเงียบ…โลกภายนอกเหมือนเลือนหาย เหลือเพียงการจ้องมองที่บอกอะไรบางอย่างโดยไม่ต้องใช้คำพูด

กฤติเดชเหลือบมาเห็นเข้า รีบทำเสียงกระแอมในคอ “เอ่อ…เขตต์ นายเพิ่งมาถึงเหนื่อย ๆ กินเยอะ ๆ หน่อยสิ”

เขตต์ธาดาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนตอบ “ครับพี่กฤต” แล้วก้มหน้าตักอาหารเข้าปากเพื่อหลบสายตา

          รุ่งฟ้าสางแอบมองภาพนั้นแล้วรู้สึกแปลก ๆ ในอก—เหมือนความสัมพันธ์ในวงนี้กำลังซ่อนเงื่อนอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก

สุฑัตตาพยายามเปลี่ยนเรื่อง “อาหารค่ำที่นี่เป็นแบบบุฟเฟต์นะคะ แขกสามารถตักได้เองตามใจชอบ แต่คืนนี้ฉันอยากแนะนำเมนูพิเศษ—กุ้งเผาซอสสมุนไพร เป็นสูตรเฉพาะของเชฟที่โรงแรม”

“กุ้งเผา? ว้าว แบบนี้ต้องชิมให้ได้” กฤติเดชยกมือทันที “คุณฟางครับ ตักมาให้ผมสักตัวสิ”

“คุณนี่…ไม่ได้ยินหรือไงว่านี่มันบุฟเฟต์ อยากกินก็ไปตักเองสิ!” รุ่งฟ้าสางตวาดกลับทันที

          เขตต์ธาดาหลุดหัวเราะในคอเบา ๆ แต่รีบเก็บอาการเมื่อเห็นสายตาคมของพี่ชายหันมาจับจ้อง

          สุฑัตตาส่ายหน้ายิ้มอย่างจนใจ บรรยากาศรอบโต๊ะจึงสลับไปมาระหว่าง ความขบขันแบบจิกกัด และ ความหวั่นไหวโรแมนติก ที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ

          ลมทะเลเย็นพัดโชยผ่าน ทำให้กลิ่นหอมของกุ้งเผาและสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่ว รุ่งฟ้าสางกำลังตักอาหารลงจานอย่างหงุดหงิดไปพลาง เพราะทุกทีที่กฤติเดชอ้าปาก มันไม่เคยจบลงด้วยความสงบ

“คุณฟางครับ ช่วยเลือกกุ้งตัวใหญ่ ๆ ให้ผมหน่อยสิ” เสียงพูดพร้อมลมหายใจอันร้อนผ่าวของกฤติเดชที่ผ่านมาทางหู ทำเอารุ่งฟ้าสางเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก

“ฉันไม่ใช่คนใช้คุณนะคะ” รุ่งฟ้าสางหันมาตอบห้วน ๆ หลังจากฟื้นจากพวัง แต่ก็หยิบกุ้งใส่จานเขาอยู่ดีด้วยความเกรงใจที่ยังไงเขาก็เป็นแขกของโรงแรม

กฤติเดชยิ้มมุมปาก พลางเลื่อนจานไปข้างหน้า “ขอบคุณครับ…แหม ใจจริงก็ไม่ได้อยากรบกวนหรอก แต่ถ้าได้กุ้งจากมือคุณ มันก็คงอร่อยกว่าปกติ”

คำพูดนั้นทำให้สุฑัตตาที่นั่งข้าง ๆ ชะงักไปเล็กน้อย เธอยิ้มสุภาพกลบเกลื่อน แต่หัวใจกลับรู้สึกแปลก ๆ อย่างอธิบายไม่ถูก

“คุณกฤติเดชพูดเกินไปแล้วค่ะ” สุฑัตตากล่าวเบา ๆ

“ไม่เกินหรอกครับ” กฤติเดชตอบทันควัน พร้อมหันไปสบตากับเธออย่างมีเลศนัย “บางครั้งคนเราก็ต้องพูดความจริงออกมา ถึงแม้มันจะทำให้บางคนใจเต้นแรงขึ้นนิดหน่อย”

          สุฑัตตากลั้นใจยิ้ม แต่ก็รีบหันหน้าหนีทันที ส่วนรุ่งฟ้าสางนั้นถึงกับแทบลุกพรวดจากเก้าอี้ เธอวางช้อนเสียงดังจนทุกคนบนโต๊ะสะดุ้ง

“คุณนี่มัน…ไม่รู้จักกาลเทศะเลยใช่ไหม!” รุ่งฟ้าสางจ้องเขม็งเหมือนจะพ่นไฟใส่

“อ้าว ผมก็พูดดี ๆ นะครับ คนเราจะหวงอะไรนักหนากับคำชมธรรมดา” กฤติเดชยักไหล่ราวไม่ใส่ใจ แต่จริง ๆ แอบเหลือบมองอาการหงุดหงิดของเธอด้วยความเพลินใจ

          เขตต์ธาดาที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ใจเต้นวูบ เขาเห็นกฤติเดชมักหยอดคำพูดก้ำกึ่งให้สุฑัตตาอยู่เรื่อย และเมื่อสุฑัตตาไม่ปฏิเสธตรง ๆ แต่กลับยิ้มบาง ๆ รับด้วยความเกรงใจ ยิ่งทำให้เขตต์ธาดารู้สึกสับสนในใจ

“หรือว่า…คุณสุฑัตตากับคุณกฤติเดช…?” ความคิดนั้นแล่นผ่านหัวเขตต์ธาดาอย่างไม่อาจห้ามได้

          เขาก้มหน้าลงตักข้าวเงียบ ๆ แต่แววตาที่มองสุฑัตตากลับเต็มไปด้วยความผิดหวังปนเจ็บปวดที่ตัวเองยังไม่รู้จักหญิงสาวคนนี้ดีพอ แต่กลับเหมือนถูกชิงตัดหน้าไปแล้ว

บรรยากาศบนโต๊ะมื้อค่ำจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียดปนสับสนอีกครั้ง

          เสียงคลื่นยังคงซัดเข้าฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลังจากดินเนอร์จบลง แขกคนอื่น ๆ ทยอยแยกย้ายไปพักผ่อน ทิ้งไว้เพียงเงาแสงไฟอ่อน ๆ และทรายที่ยังอุ่นจากแดดยามบ่าย

          สุฑัตตาพยายามเดินให้ปกติเพื่อออกมาส่งกฤติเดชและเขตต์ธาดาที่บริเวณโถงต้อนรับ รุ่งฟ้าสางตามมาติด ๆ โดยไม่ปล่อยให้เจ้านายของตนคลาดสายตา

“คืนนี้ขอบคุณมากนะคะที่มาร่วมมื้อค่ำ หวังว่าทั้งสองคนจะประทับใจ” สุฑัตตายกยิ้มบาง ๆ แม้ในใจยังแอบกังวลกับท่าทีเจ้าชู้ของกฤติเดชที่ตนไม่ถนัดจะรับมือ

“ผมประทับใจมากครับ” กฤติเดชตอบพลางกดเสียงต่ำแบบเล่นเล่ห์ “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…เจ้าบ้านที่แสนจะใจดีแบบคุณ”

สุฑัตตาชะงักไป แต่ยังคงยิ้มสุภาพตอบกลับตามมารยาท “ทางโรงแรมยินดีต้อนรับเสมอค่ะ”

          ระหว่างที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนคำพูด เขตต์ธาดายืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ดวงตาของเขาเผลอทอดมองสุฑัตตาอย่างที่ไม่สามารถซ่อนความรู้สึกได้ แต่ความคิดที่ว่าพี่ชายอาจมีใจให้เธอ ทำให้เขาต้องก้มหน้าหลบเหมือนพยายามปิดบังความรู้สึกตัวเอง

          รุ่งฟ้าสางมองเห็นภาพทั้งหมดชัดเจน แววตาเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนหวงแหนที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าหวงใคร—เจ้านายผู้เป็น “เจ้าหญิง” ของเธอ หรือหมั่นไส้ชายหนุ่มเจ้าชู้ที่เอาแต่ทำให้สถานการณ์ปั่นป่วน

          เมื่อสุฑัตตาขอตัวกลับไปพักผ่อน เหลือเพียงกฤติเดช รุ่งฟ้าสาง และเขตต์ธาดาเดินไปตามทางกลับห้องพักของแขก บรรยากาศเงียบเกินไปจนกฤติเดชต้องเป็นฝ่ายเปิดปาก

“คุณฟ้าสางครับ” เขาเรียกขึ้นมาอย่างกวน ๆ

“อะไรอีกล่ะ?” รุ่งฟ้าสางหันมาทันทีด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ผมกำลังคิดว่า…ถ้าคุณหงุดหงิดจนหน้าตึงแบบนี้ทุกวัน เดี๋ยวริ้วรอยจะขึ้นก่อนวัยนะครับ” กฤติเดชพูดพลางยิ้มมุมปาก

รุ่งฟ้าสางตาโต “คุณนี่มัน—ที่ฉันต้องหงุดหงิดก็เพราะคุณนั่นแระ”

          แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดต่อ กฤติเดชกลับยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กสีขาวสะอาดมาให้ “เมื่อกี้คุณทำไวน์หกใส่เสื้อตัวเองนิดหน่อย ใช้เช็ดสิครับ เดี๋ยวจะเป็นรอย”

          รุ่งฟ้าสางชะงัก…หัวใจวูบไปเล็กน้อยกับความอ่อนโยนที่โผล่มาไม่ทันตั้งตัว เธอรีบช้อนสายตาขึ้นสบกับเขา แต่กฤติเดชกลับยกคิ้วกวน ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ก็อย่าทำหน้าเหมือนผมจะกัดคุณตลอดสิ ผมก็เป็นคนใจดีเป็นบ้างเหมือนกันนะ” เขาพูดเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่ต่างจากตอนกวน ๆ เมื่อครู่

          รุ่งฟ้าสางอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนี มือกลับกำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นแน่นอย่างไม่รู้ตัว

          เขตต์ธาดาที่เดินตามหลังตลอดเห็นภาพทั้งหมด เขาเม้มปากแน่น ความสับสนและกังวลตีตื้นขึ้นในอก—ทั้งต่อกฤติเดชที่ดูเหมือนจะผูกพันกับทุกคนที่เขาอยากปกป้อง และต่อสุฑัตตาที่เพิ่งเข้ามาในชีวิตแต่กลับทำให้หัวใจเขาเต้นแรงไม่หยุด

          แสงไฟโรงแรมสาดลงบนใบหน้าของเขตต์ธาดา เผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยังหาทางออกไม่ได้

          และในค่ำคืนนั้น ดินเนอร์ที่ควรจะอบอุ่นโรแมนติก ได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในใจของทั้งสี่คน ต่างคนต่างกลับไปด้วยอารมณ์ที่แตกต่างที่ติดค้างคาภายในใจ

          ภายในห้องพักหลังจากดินเนอร์ที่สุดจะมีหลาหลายอารมณ์เกิดขึ้น กฤติเดชนั่งอยู่บนเตียง ในมือถือโทรศัพท์เหมือนจะเลื่อนดูข่าวสารทางโซเชี่ยลเหมือนธรรมดาทั่วไป ส่วนเขตต์ธาดาเพิ่งออกมาจากการชำระล้างร่างกายใน้องน้ำ เมื่อออกมาเขาเห็นพี่ชายของเขายังคงไม่นอนอีก ทั้งที่มันเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว

“ยังไม่นอนอีกหรอครับ พี่กฤต ผมบอกแล้วว่าให้ผมไปนอนอีกห้องก็ได้ จะได้ไม่รบกวนพี่กฤตในการนอน” เขตต์ธาดาพูดเพราะเกรงใจพี่ชายเพราะนึกว่าเขาการเป็นตัวการที่ทำให้พี่ชายนอนไม่หลับ

“จะต้องไปเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็นทำไมล่ะ ห้องก็ใหญ่โต จะมีนายอีกสักคน ไม่ได้แคบขึ้นหรอก อีกอย่าง นายกะฉันก็เป็นพี่น้องกัน นอนห้องเดียวกันจะเป็นอะไรไป หรือว่า...นายรำคาญฉัน อย่างอยู่คนเดียวมากกว่าหรอ”

“เปล่านะครับ พี่กฤต ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะครับ คือผม...” เขตต์ธาดารีบสวนกลับทันควันอย่างรู้สึกผิด

“นี่ ฉันล้อเล่น...แค่ล้อเล่นนะเขตต์ นายจะคิดมากทำไมนักหนา” กฤติเดช พูดไปพลางหัวเราะในลำคอพร้อมสายหัวในความขี้เกรงใจของน้องชาย

          ในห้องนิ่งเงียบไปสักครู่

“แล้ว...ที่บ้านฉันเป็นยังไงบ้าง...” กฤติเดชเริ่มมีสีหน้าจริงจังเมื่อเริ่มต้นพูดประโยคนี้ แต่ตายังคงจ้องมองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ เหมือนไม่ได้สนใจกับคำถามที่เอ่ยออกไป

          เขตต์ธาดาก็พลอยหยุดชะงักเมื่อได้ยินกฤติเดชพูดประโยคนี้ เหมือนจะรู้อะไรบ้างอย่างที่อยู่ในคำพูด ก่อนจะเอ่ยออกไป

“ปกติครับ...เป็นปกติแล้ว” เขตต์ธาดาพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเขร่งเครียด

          แล้ววันที่วุ่นวาย หลากหลายอารมณ์ ที่เริ่มต้นจากสถานที่ที่เป็นเหมือนสวรรค์ โดยที่ไม่ใครรู้เลยว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และยังไม่มีใครล่วงรู้ว่ามันจะนำพาไปสู่ความเข้าใจผิด ความใกล้ชิด และความรักที่ยากเกินกว่าจะห้ามหัวใจได้…

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Latest chapter

Plus de chapitres
Pas de commentaire
1
คลื่นแรกแห่งโชคชะตา
เสียงคลื่นกระทบชายหาดดังซัดเข้ามาเป็นจังหวะเบา ๆ รับกับสายลมทะเลที่พัดพาเอากลิ่นไอเค็มอ่อน ๆ มาแตะจมูก ผู้คนจำนวนหนึ่งพักผ่อนกันอยู่รอบ ๆ โรงแรมหรูริมชายหาดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของการพักผ่อนตากอากาศ บริเวณท่าเทียบเรือเล็กของ “โรงแรมฮีลอินไซด์” (Heal Inside) โรงแรมชื่อดังอันดับต้น ๆ ของเกาะเสม็ด เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคักพลางแย่งกันขึ้นไปนั่งบนเรือไม้เก่า ๆ ที่ผูกไว้กับเชือก พื้นเรือมีรอยแตกเป็นทางยาว แผ่นไม้ด้านข้างถูกน้ำทะเลกัดกร่อนจนเผยเนื้อผุพังออกมา หากมองเพียงผิวเผินก็คงคิดว่าเป็นเพียงเรือไม้ธรรมดา แต่คนที่ชินตากับทะเล ย่อมมองออกทันทีว่ามันไม่ปลอดภัยแม้แต่น้อย“เฮ้ย! อย่าเล่นกับเรือลำนี้นะ มันผุแล้ว เดี๋ยวมันแตกกลางน้ำเอาหรอก!” เสียงหญิงสาววัย 20ต้น ๆ รูปร่างผอมเพรียว สูงไม่เกิน 170 แต่ดูทะมัดทะแมน ผมยาวรวบหางม้า ก้าวฉับเข้ามาพร้อมตะโกนเสียงดุดัน เธอคือ รุ่งฟ้าสาง ลูกสาวคนโตของคนขับรถประจำตระกูลผู้เป็นเจ้าของโรงแรมนี้นั่นเอง ดวงตาคมสวยของเธอจ้องเด็ก ๆ อย่างจริงจัง จนพวกเด็กที่เพิ่งหัวเราะสนุกสนานเมื่อครู่พากันนิ่งค
last updateDernière mise à jour : 2025-09-20
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status