Mag-log inกลับบ้านช่วงวันหยุดรอบนี้ ฉันอุตส่าห์จองตั๋วรถไฟแบบนอนได้แท้ ๆ แต่พอตกกลางคืน ตอนที่นอนอยู่บนเตียงแคบ ๆ นี้ ฉันเหลือบตามองผู้ชายร่างใหญ่ที่นอนอยู่เตียงข้าง ๆ แขนล่ำกับไหล่กว้างของเขาเด่นชัดแม้จะอยู่ใต้แสงสลัว……จนฉันรับรู้ถึงความรู้สึกแปลก ๆ ที่พลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ฉันซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเล็ก ความรู้สึกแปลก ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ชายเสื้อและกระโปรงถูกถลกขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวสวยค่อย ๆ ลูบไล้เข้าไปตามชายผ้าอย่างแผ่วเบา ร่างกายฉันร้อนรุ่มจนควบคุมไม่อยู่ ขาทั้งสองข้างสั่นเกร็งและหุบเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว ฉันขบริมฝีปากแน่นเพื่อกดความรู้สึกเสียงซ่าน แต่บางครั้งก็เผลอหลุดเสียงร้องที่น่าอายออกมา และสิ่งที่ฉันไม่เคยคาดคิดเลยคือ ในความมืดนั้นมีดวงตาคมกริบคู่นึง……กำลังจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของฉัน
view moreหญิงสาวนางหนึ่งนั่งพิงหัวเตียงไม้สลักอันประณีต ถอนหายใจหนักหน่วงด้วยความปลงอนิจจัง ใบหน้างดงามขาวซีดไร้สีเลือด ผมยาวดำขลับแผ่สลายลงตามลำตัว ริมฝีปากบางเม้มแน่น ดวงตารีเรียวทั้งสองข้างเหม่อมองไปยังเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่าเจือความเปล่าเปลี่ยว ในใจไม่รู้กำลังคิดอันใดอยู่
แว่วเสียงด้านนอกพลันมีเสียงเดินกดฝีเท้าตามจังหวะหนักเบาทว่ารีบเร่งก่อนจะค่อยๆ ผ่อนฝีเท้าลงเมื่อถึงหน้าประตูไม้บานหนึ่ง เสียงเคาะเบาๆ ดังขึ้นสามครั้ง เนิ่นนาน ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดจากด้านใน เมิ่งจูมองชามยาในมือเริ่มเย็นลงด้วยแววตาเศร้าหมอง นางลังเลอยู่นาน สุดท้ายเอ่ยเสียงเรียกหาคนอีกฟากฝั่งอย่างแผ่วเบา “คุณหนู” นับตั้งแต่คุณหนูฟื้นขึ้นมา เมิ่งจูรู้สึกราวกับคุณหนูผู้สดใส ร่าเริง เปิดเผยที่นางรู้จักกลายเป็นคนเงียบขรึมเยือกเย็น ไร้ชีวิตชีวาไม่เหมือนกาลก่อน นางยิ้มขมด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจแทนเจ้านายของตน เหตุตกน้ำครานั้นเกือบคร่าชีวิตคนงามที่เป็นดั่งพระโพธิสัตว์ในใจของนางไปเสียแล้ว นับว่าฟ้ามีตา สวรรค์คุ้มครอง จับไข้ร่วมสิบวัน หลับใหลติดต่อกันอีกสามวันสามคืน จากเหตุการณ์วันนั้นก็ผ่านมาราวๆ ครึ่งเดือน ร่างกายอ่อนแอบอบบางพักฟื้นอยู่ในเรือนทว่ายังไม่มีวี่แววจะดีขึ้น เป็นเพราะมีเรื่องที่คิดไม่ตก ในใจคุณหนูจึงหม่นหมองเช่นนั้นหรือ คุณหนูที่เป็นเช่นนี้เมิ่งจูเคยเห็นเป็นครั้งที่สอง ส่วนครั้งแรกน่ะหรือ อืม...เนิ่นนานมาแล้วจนนางเองก็จำได้ไม่ชัดแจ้ง “เข้ามาเถิด” ความคิดที่กำลังล่องลอยของเมิ่งจูวกกลับมารวมกันอีกครั้งเมื่อเสียงอ่อนระโหยโรยแรงดังแว่วออกมา นางรีบเปิดประตูก้าวเข้าไปภายในห้องที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นฉุนของสมุนไพร หญิงสาวใบหน้าซีดเซียวบนเตียงนอนจ้องมองผู้เข้ามาใหม่ สายตาที่เหม่อลอยเมื่อสักครู่พลันเจือรอยยิ้มบางเบาออกมา วันนี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแล้ว ซูเหยามองตัวเลขสีแดงบนศีรษะของเมิ่งจู เมื่อวานขึ้นเลขหกสิบ วันนี้หยุดที่หกสิบเอ็ด นางยื่นมือเรียวออกไปรับถ้วยยาขึ้นมาดื่มอย่างรู้หน้าที่ ดื่มทั้งหมดรวดเดียว รสขมฝาดยังติดอยู่บนปลายลิ้นไม่จางหาย หากเป็นเมื่อก่อนนางคงอิดออดไม่ยอมดื่มง่ายๆ แต่หลายวันมานี้กลับทำราวกับน้ำดำเหล่านี้เป็นเพียงน้ำเปล่าที่ไร้รสชาติ ช่วงแรกๆเมิ่งจูยังยื่นน้ำตาลก้อนให้นางหลังจากดื่มยาเสร็จ ทว่านางส่ายหน้าปฏิเสธด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ขมสิดี จะได้จำ! เตือนตัวเองไว้ อย่าให้โลกยิ้มเยาะเจ้าได้ ซูเหยา สตรีสองภพชาติอย่างนางทระนงตนมาตลอด คิดไปเองว่าตนเก่งกาจ ฉลาดกว่าใคร เห็นโลกมามาก จะใช้ชีวิตที่สองให้ดีนั้นมีอะไรยากกัน อาศัยความอวดฉลาดของนางทั้งหมดสิบหกปีเข้าร่วมแสดงละครฉากหนึ่ง ขนาดตัวนางเองยังไม่รู้เลยว่าจะได้รับเกียรติอันสูงส่งให้เป็นตัวเอกภายในเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นมันยังไม่น่าเศร้าเท่าไหร่นัก หากบทนักแสดงหลักฝ่ายหญิงที่นางได้รับนั้นเป็นบทนางเอก แน่นอนสตรีนามเหยา แซ่ซู อย่างนางจะโชคดีอย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้ นางไม่ใช่ผู้กำกับ ไม่ใช่ลูกรัก บทนางร้ายเท่านั้นแหละที่นางคู่ควร! เรื่องราวตลกขบขันทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเช่นนี้ พระเจ้าไหนเลยจะเมตตานางปานนั้น ชาติก่อนก็เท่านั้น ชาตินี้จะนับเป็นอะไรได้ แต่อันที่จริงให้นางมีชีวิตที่ยืนยาวมาสองชาติก็นับว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว ยังจะมีใครได้รับสิทธิพิเศษนี้บ้าง นางหลงคิดไปว่าชีวิตใหม่เหมาะแก่การเริ่มต้นใหม่ ดวงวิญญาณจากโลกปัจจุบันถูกส่งมาอยู่ในร่างแบเบาะของทารกในยุคโบราณที่ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของจีนหน้าไหนเลยนี้ แผ่นดินต้าเว่ยกว้างใหญ่ไพศาล บ้านเมืองสงบสุข การค้ามั่งคั่ง ชาวประชาเป็นหนึ่งเดียว มุมหนึ่งในเมืองหลวงมีเด็กทารกน้อยเติบโตอย่างสมบูรณ์พร้อมสุข บิดามารดาเอาใจใส่ พี่น้องรักใคร่ในจวนหย่งอันโหวแห่งนี้ หลังจากที่หลับใหลอยู่เป็นเวลานาน วันนี้ถึงได้ตื่นรู้ ละครที่ร่วมกันแสดงมานานนับสิบหกปี ควรปิดฉากลงได้แล้ว “ท่านพ่อท่านแม่กลับมาหรือยัง” ซูเหยาขยับแขนขาที่เริ่มมีเรี่ยวแรงเล็กน้อย หันหน้าซีดขาวมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านม่านขาวโปร่งบางที่ขยับไปตามแรงลมเบาๆ สายตานิ่งเรียบเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก “นายท่านกับฮูหยิน ยังมีฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนูใหญ่ และทุกคนกำลังรอต้อนรับซื่อจื่อ*กลับจวนอยู่ที่เรือนหลักเจ้าค่ะ” เมิ่งจูตอบเสียงเบาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ทุกครั้งที่คุณชายใหญ่กลับจวนมักทำตัวห่างเหินกับคุณหนู ไม่ว่าคุณหนูจะพยายามเข้าหามากเพียงใดก็ตาม เมิ่งจูกลัวว่าคุณหนูจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจึงรีบกล่าวอย่างตื่นเต้น “ต้องเป็นเพราะซื่อจื่อได้ข่าวว่าคุณหนูป่วยจับไข้หลายวันแล้วยังไม่ดีขึ้น เป็นห่วงถึงได้กลับจวนกลับมาเยี่ยม จะว่าไปแล้ว เพลานี้สำนักศึกษายังไม่ปิดภาคการศึกษาเลยนะเจ้าคะ” “อ้อ” รอยยิ้มบางเบาประทับอยู่บนมุมปากของซูเหยา ดวงตาเรียวละสายตากลับมา หลุบลงมองมือผอมแห้งทั้งสองข้างที่กุมกันอยู่ นอกจากขนตางอนยาวเป็นแพนั้นแล้วก็ไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีก “พี่ใหญ่ห่วงกังวลถึงสุขภาพของข้านับเป็นเรื่องปกติ ยามนี้ข้าผู้เป็นน้องสาวดีขึ้นมากแล้ว ไม่ควรให้ซื่อจื่อกระวนกระวายใจจนเสียการเรียนเช่นนี้ ไป ช่วยข้าแต่งตัว ไปหาพี่ใหญ่ที่เรือนหลักกัน” น้ำเสียงของนางไม่ปกติราวกับมีบางสิ่งแฝงอยู่ในนั้นมากมาย ไร้ความกระตือรือร้นอย่างที่กล่าว ออกไปทางเฉยชาด้วยซ้ำไป พี่ชายของนางคนนี้ นับว่าจริงใจกับนางมากทีเดียว“ผู้ชายคนนั้นให้ฉันเอากระเป๋าใบเล็ก ๆ นั่นใส่ในกระเป๋าของฉัน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากพวกคุณค่ะ แล้วให้ฉันถ่วงเวลาให้เขาหนีออกจากสถานีประมาณสิบห้านาทีด้วย”ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าฉันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขารู้ได้ทันทีว่าในเมื่อโจวอวี่เฟิงกล้าเจาะจงเวลาหนีได้ขนาดนี้ พวกของโจวอวี่เฟิงน่าจะรออยู่ที่ทางออกสถานีแล้ว แสดงว่าเตรียมแผนไว้แล้วแน่นอนหลังเหตุการณ์ตึงเครียด พวกเขารีบติดต่อหาสายลับตำรวจคนอื่นทันทีพร้อมกำชับว่าให้ปลอมตัวเป็นผู้โดยสารธรรมดาไปดักรอที่ทางออก ส่วนฉันยังต้องรออยู่ที่นี่เพื่อไม่ให้คนพวกนั้นสงสัยจนไหวตัวหนีไปได้ทันคุณเอาหลิวเองก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วรีบเดินกลับยังตู้โดยสาร ส่วนฉันต้องอยู่กับเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วก่อนเพื่อให้โจวอวี่เฟิงตายใจหลังจากนั้น ตำรวจบนรถไฟก็เริ่มประสานงานกัน เดินวนไปวนมาในตู้รถไฟทำทีเหมือนกระจายข่าวว่ามีผู้หญิงต้องสงสัยคนนึงลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย และตอนนี้ถูกควบคุมตัวไว้แล้วได้ยินว่าหลังข่าวนั้นแพร่สะพัดออกไป โจวอวี่เฟิงก็มีท่าทีได้ใจสุด ๆ เขาใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่อะไรเกิดขึ้นทางตำรวจบอกฉันว่าฉันไร้เดียงสาและคิดน้อยเกินไปที่ทำแบบนี้ เ
หลังจากเหตุการณ์ในห้องน้ำ โจวอวี่เฟิงยื่นกระเป๋าที่ใส่สินค้าผิดกฎหมายมาให้ฉัน บอกให้ฉันหาจังหวะยัดมันลงในสัมภาระของฉัน ถ้าหากถูกจับได้จริง ๆ ห้ามพูดอะไรทั้งนั้น ให้รอจนเขาหนีไปได้สักสิบห้านาทีค่อยพูดความจริง“ไม่ต้องห่วง ฉันก็ไม่ได้อยากทำให้เธอซวยไปด้วย แต่คนเราต้องปกป้องตัวเองก่อนนี่ พอถึงสถานีจะมีคนของฉันมารับส่วนเธอก็ค่อยเอาตัวรอด”เขายังมีหน้ามาพูดว่าตัวเองวางแผนเพื่อฉันได้ยังไงกัน? ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ฉันจะตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาแบบนี้เหรอ!แต่ต่อให้ฉันพูดอะไรไปก็คงจะสายเกินไปแล้ว ตอนนี้คงทำได้แค่ทำตามแผนที่โจวอวี่เฟิงวางไว้หลังจากที่ฉันกลับมานั่งที่เดิมในตู้โดยสารได้ไม่นานนัก พนักงานหลายคนรีบเดินเข้ามาหาฉัน ในขณะที่พวกเขาตรวจตั๋วก็จ้องมองฉันไม่วางตาตั้งแต่หัวจรดเท้าเม็ดเหงื่อเริ่มผุดซึมออกมาตามร่างกาย หัวใจเต้นเร็วขึ้นด้วยความตึงเครียดจากสถานการณ์ในตอนนี้ แต่อยู่ดี ๆ คุณอาหลิวก็เดินเข้ามาชวนคุยในจังหวะตึงเครียดนี่“เด็กน้อย สร้อยเส้นนี้สวยดีนะ ซื้อมาจากไหนเหรอ? ฉันจะได้ซื้อให้ลูกสาวบ้าง”ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น หัวใจของฉันก็หล่นไปอยู่ตาตุ่มทันที เดิมทีฉันว่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่
พอเห็นสีหน้าที่จริงจังของเขา ฉันก็รู้สึกได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่แต่สิ่งที่ทำให้ฉันอึ้งยิ่งกว่าคือ ในวินาทีถัดมา โจวอวี่เฟิงกลับแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมาแล้วบอกว่าฉันทำเรื่องผิดกฎหมาย!“มันจะเป็นไปได้ยังไง!? ฉันยังไม่ได้ทำอะไร!?”เขาอธิบายว่าสร้อยที่ฉันใส่อยู่จริง ๆ แล้วทำมาจากสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็รับเรื่องเรียบร้อยแล้วพวกเขาเลยต้องปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเพื่อหาตัวคนร้าย!ไม่นะ……เป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน แต่สร้อยเส้นนี้เขาใส่ให้ฉันเองนี่! ฉันไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ!“ตอนนี้เธอพูดไปแล้วจะทำอะไรได้? ยังไงตอนนี้เธอก็เป็นผู้ต้องสงสัยแล้ว”“ฉันอธิบายได้! สร้อยเส้นนี้คุณให้ฉันมานี่! ฉันไม่เคยรู้เลยว่าทำจากสัตว์ป่าคุ้มครอง!”คำพูดของฉันเหมือนไปจุดชนวนบางอย่าง สีหน้าของโจวอวี่เฟิงดุดันขึ้นมาทันที มือหนาของเขาบีบคอฉันแน่นดันตัวฉันเข้ากับผนัง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ“ถ้าเธอกล้าดึงฉันไปเกี่ยวด้วย รับรองเลย… ว่าคลิปของเธอจะถูกปล่อยว่อนไปทั่วแน่!”เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เขายังกล้าขู่ฉันแบบหน้าด้าน ๆ อีกเหรอ!?พอคิดได้ว่าตัวเองถูกลากไปเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎ
แต่ในจังหวะที่ฉันแทบจะหมดแรงต่อกรกับเขา เสียงเคาะประตูห้องน้ำก็ดังรัวขึ้นมาจากด้านนอก“ข้างในน่ะ ยังไม่เสร็จอีกหรอ? ยืนรอนานแล้วนะครับ!”เป็นเสียงของคุณอาหลิว เสียงของเขาเหมือนเสียงระฆังชีวิตช่วยชีวิตฉันไว้ ตอนที่ฉันกำลังจะส่งเสียงของความช่วยเหลือกลับถูกโจวอวี่เฟิงยกมือปิดปากไว้แน่น เขาจ้องเขม็งมาที่ฉันด้วยสายตาดุดัน พร้อมกับตะโกนตอบรับร่างสูงที่รอด้านนอกไปส่ง ๆ เหตุการณ์ที่เหมือนฝันร้ายนั้นก็ถูกหยุดลงในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปฉันใช้เวลานานกว่าจะลากร่างสั่นระริกของตัวเองกลับมายังเตียงนอน แต่ไม่ว่าจะย้อนคิดอีกกี่ครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มันก็ยากเกินกว่าที่ฉันจะยอมรับโดยเฉพาะความลับน่าอายนั่นดันถูกโจวอวี่เฟิงล่วงรู้เข้า ทั้งยังถูกเขาคุกคามแถมยังให้สร้อยคอเป็นของขวัญ และเกือบจะข่มขืนกันในห้องน้ำ……ไม่สิ! นี่มันแปลกเกินไปแล้ว! ฉันสัมผัสได้ว่ากำลังตกลงไปในหลุมพรางบางอย่าง เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังพรากชีวิตปกติของฉันไปฉันเดินกลับเข้ามาในตู้โดยสารพร้อมกับสติที่เหมือนจะหลุดลอยไปแล้ว หันไปเห็นว่าคุณอาหลิวเปิดโคมไฟเล็ก ๆ ไว้บนโต๊ะ ส่วนตัวเขาก็นั่งอยู่บนเตียงของตน ซ