เข้าสู่ระบบนางเอกเคยเป็นฮูหยินเอกที่รักและเทิดทูนพระเอกสุดหัวใจ ทว่าเขากลับหมางเมินนางและหลงเชื่อมารยาของหญิงสาวสกุลไป๋ สตรีเสแสร้งที่เป็นดั่งดอกบัวขาว จนกระทั่งวันที่ลูกชายตัวน้อยป่วยหนักปางตายท่ามกลางพายุหิมะ เขากลับเลือกปกป้องสตรีแพศยาและทอดทิ้งสองแม่ลูก นางจึงได้ตาสว่าง ตัดสินใจฟ้องหย่าแล้วอุ้มลูกหนีลงใต้ไปยังเมืองหลินอันแห่งแคว้นเจียงหนาน
ดูเพิ่มเติมลมเหนือเดือนล่าเยวี่ยพัดกระหน่ำ กรีดเฉือนลานหินหยกหน้าเรือนหลักแห่งจวนจิ่งหนิงโหวจนขาวโพลน เกล็ดหิมะร่วงหล่นทับถม ทว่าความเหน็บหนาวจากฟากฟ้ายังไม่อาจเทียบเท่าความเยือกเย็นในแววตาของสตรีผู้คุกเข่าอยู่ท่ามกลางลานหิมะ
อวิ๋นเยว่ซินในชุดกระโปรงเต็มตัวซึ่งทำจากผ้าแพรอย่างดี ตกแต่งด้วยลวดลายทองเงินสีฟ้าอมเขียวอ่อนที่ซีดจางและบางเฉียบ ตะกองกอดรัดร่างสั่นเทาของเซียวอวี่เจ๋อ บุตรชายวัยสามหนาวไว้แนบอก ริมฝีปากน้อย ๆ ของก้อนแป้งซีดเผือด ลมหายใจรวยริน หน้าผากเล็กนั้นร้อนผ่าว
“เซียวจิ่งหยาง ข้าขอร้องท่าน” น้ำเสียงแหบดังลอดริมฝีปากที่แตกปริของอวิ๋นเยว่ซิน ดวงตาที่เคยสุกสกาวกลับแดงก่ำ
“อวี่เจ๋อไข้ขึ้นสูงจนชักเกร็งแล้ว โปรดให้บ่าวไปเชิญท่านหมอมาดูอาการลูกเถิด!”
นางโขกศีรษะลงบนพื้นหินหยกอันเย็นเยียบ เลือดสีชาดหยดทะลักย้อมเกล็ดหิมะเป็นรอยด่างดวง ทว่าประตูบานสลักลายมังกรพ่นน้ำของเรือนหลักยังคงปิดสนิท
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสียงออดแอดของบานประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับไออุ่นจากเตาหลิวหลีภายในห้องที่ลอยมากระทบผิวหน้า
เซียวจิ่งหยางก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ท่วงท่าของเขาสง่างาม รูปลักษณ์หล่อเหลาไร้ที่ติสวมกวานหยกขาวรวบผม คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีนิลเข้มตัดกับผิวขาวจัด ทว่านัยน์ตาคมกริบนั้นกลับทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ข้างกายของเขามีร่างบอบบางในชุดกระโปรงผ้าแพรสีเหลืองอ่อนสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนกระต่ายขาวบริสุทธิ์เกาะเกี่ยวท่อนแขนแกร่งไว้แน่น ไป๋เหลียนฮวาซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของเขา สองตาแดงช้ำราวกับเพิ่งผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนัก
“อวิ๋นเยว่ซิน เจ้ากะเกณฑ์ให้พอดีเถิด!” เสียงทุ้มต่ำของเซียวจิ่งหยางตวาดกร้าว สะท้อนก้องกังวานไปทั่วลานเรือน “เหลียนเอ๋อร์เพิ่งตกสระเหลียนฮวาเพราะบ่าวไพร่เรือนเยว่ไหลของเจ้าผลักไส นางหนาวสั่นจนจับไข้ ท่านหมอซุนกำลังฝังเข็มขับไอเย็นอยู่ด้านใน เจ้ายังมีหน้ามาเรียกร้องความสนใจอันใดอีก!”
อวิ๋นเยว่ซินเงยหน้าขึ้นเชื่องช้า หยาดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วยถูกแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะติดแพขนตา นางมองสตรีในอ้อมกอดของสามี สตรีที่เพิ่งเข้ามาเป็นอี๋เหนียงเพียงสามเดือน ทว่ากลับแย่งชิงทุกสิ่งไปจากนางจนหมดสิ้น
“เรียกร้องความสนใจ?”
นางทวนคำเสียงแผ่ว มุมปากยกยิ้มหยัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสมเพชตนเอง
“เซียวจิ่งหยาง ท่านตาบอดหรือไร! อวี่เจ๋อเป็นสายเลือดของท่าน เป็นบุตรชายแห่งจวนโหว บัดนี้เขาไข้สูงจนแทบจะสิ้นใจอยู่แล้ว ท่านกลับหาว่าข้าใช้ลูกเป็นเครื่องมือเสแสร้งเพื่อแย่งชิงท่านหมอจากสตรีแพศยาผู้นี้หรือ!”
“หุบปาก!” เซียวจิ่งหยางสะบัดแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด “เจ้ากล้าด่าทอเหลียนเอ๋อร์ต่อหน้าข้าเชียวหรือ! สตรีริษยาไร้คุณธรรมเช่นเจ้าสมควรโดนลงทัณฑ์ตามกฎจวน หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าท่านราชครูอวิ๋นบิดาเจ้า ข้าคงปลดเจ้าจากตำแหน่งฮูหยินเอกไปนานแล้ว!”
ไป๋เหลียนฮวากระตุกชายเสื้อคลุมของชายหนุ่มเบา ๆ น้ำเสียงของนางหวานทว่าแฝงความสะอื้นไห้
“ท่านพี่ อย่าตำหนิพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ เป็นความผิดของข้าเองที่เดินไม่ระวังจนพลัดตกสระชิวสุ่ย ข้าไม่กล้าโทษบ่าวไพร่เรือนพี่หญิงหรอกเจ้าค่ะ หากคุณชายน้อยป่วยหนักจริง ให้ท่านหมอซุนไปดูอาการคุณชายเถิด ข้าทนหนาวได้”
“เจ้าจะทนได้อย่างไร ร่างกายเจ้าอ่อนแอถึงเพียงนี้” เซียวจิ่งหยางหันไปประคองใบหน้างดงามของไป๋เหลียนฮวาด้วยความทะนุถนอม ก่อนจะหันกลับมาตวัดสายตาเย็นชาใส่อวิ๋นเยว่ซิน “เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเหลียนเอ๋อร์มีเมตตาเพียงใด ผิดกับเจ้าที่มีแต่ความริษยา พาลูกกลับเรือนเยว่ไหลของเจ้าไปเสีย! อย่ามาทำตัวน่ารำคาญขวางหูขวางตาข้าที่นี่ รอให้ท่านหมอซุนตรวจเหลียนเอ๋อร์เสร็จ ข้าจะให้เขาไปดูอวี่เจ๋อเอง”
“รอเสร็จหรือ?” อวิ๋นเยว่ซินพึมพำ น้ำเสียงของนางราบเรียบจนน่าใจหาย ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีการคร่ำครวญอีกต่อไป
ความเงียบโรยตัวลง อวิ๋นเยว่ซินก้มมองบุตรชายในอ้อมแขน ลมหายใจของอวี่เจ๋ออ่อนระทวยลงทุกขณะ ความหวังสุดท้ายอันเคยริบหรี่ได้ดับวูบลงอย่างสมบูรณ์
สี่ปี..
สี่ปีเต็มที่นางแต่งเข้าจวนจิ่งหนิงโหว ปรนนิบัติแม่สามีด้วยความกตัญญู ดูแลจัดการเรื่องราวหลังจวนจนเป็นระเบียบเรียบร้อย อดทนต่อความเย็นชาของเขาเพียงเพราะคำสัญญาในวัยเยาว์ที่เขาเคยให้ไว้ใต้ต้นซิ่งฮวา ทว่าบัดนี้ บุปผาร่วงหล่นไร้ใจ สายน้ำไหลผ่านไร้ปรานี
นางผิดเองที่เอาหัวใจไปฝากไว้กับก้อนหิน!
อวิ๋นเยว่ซินค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้น แม้ขาทั้งสองข้างจะชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก แต่นางกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง แผ่นหลังบอบบางยืดตรงอย่างสง่างามอย่างที่ฮูหยินเอกแห่งจวนโหวพึงมี นางค่อย ๆ ปลดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออก ห่อหุ้มร่างบุตรชายไว้แน่นหนา
จากนั้นมือเรียวขาวซีดก็เอื้อมขึ้นไปดึงหยกสลักลายพยัคฆ์เหินบนมวยผมของตนออก ปิ่นหยกชิ้นนี้เป็นของหมั้นหมายที่เซียวจิ่งหยางเคยมอบให้นางด้วยตนเอง
เซียวจิ่งหยางขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจในเจตนาของสตรีตรงหน้า “เจ้าจะทำอันใด”
อวิ๋นเยว่ซินไม่ตอบ นางเพียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาของนางไร้ซึ่งความรัก ไร้ซึ่งความรวดร้าว มีเพียงความว่างเปล่าอันลึกล้ำสุดหยั่งคาด
“เซียวจิ่งหยาง” นางเอ่ยเรียกชื่อเต็มของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท “ท่านเคยกล่าวว่าข้าคือสตรีที่ท่านชิงชังที่สุดในชีวิต เป็นหมากที่บิดาข้ายัดเยียดให้เพื่อผูกมัดอำนาจจวนโหว ท่านรังเกียจข้า รังเกียจสายเลือดของข้า จนปล่อยให้สตรีชั้นต่ำนางหนึ่งเหยียบย่ำเกียรติของข้าและลูก”
“อวิ๋นเยว่ซิน! ระวังปากของเจ้าด้วย!” ชายหนุ่มตวาด
“ผู้ที่ต้องระวังคือท่านต่างหาก!” อวิ๋นเยว่ซินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงกังวานใสเจือความเด็ดขาด “ในเมื่อจวนโหวแห่งนี้ไม่มีที่ยืนให้ข้ากับลูก ในเมื่อความรักสี่ปีของข้าเป็นเพียงขยะไร้ค่าในสายตาท่าน เช่นนั้นข้าก็ขอคืนมันให้ทั้งหมด!”
สิ้นคำประกาศกร้าว มือบางก็สะบัดปิ่นหยกในมือลงบนพื้นหินหยกอย่างแรง
เพล้ง!
เสียงหยกเนื้อดีแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ สะท้อนก้องไปทั่วลานเรือน เศษหยกกระเด็นกลิ้งหลงทิศทาง ประดุจความสัมพันธ์ที่ถูกตัดขาดสะบั้น ไม่อาจหวนคืนสู่สภาพเดิมได้อีกตลอดกาล
ดวงตาของเซียวจิ่งหยางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกวูบโหวงประหลาดแล่นผ่านกลางอก
“นี่เจ้ากล้าทำลายของหมั้น!”
“ของหมั้นขยะเช่นนี้เก็บไว้ก็รังแต่จะเสนียดจวน” อวิ๋นเยว่ซินเชิดหน้าขึ้น ริมฝีปากบางเฉียบขยับเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผู้คนทั้งจวนโหวต้องสูดลมหายใจเฮือก
“เซียวจิ่งหยาง เตรียมพู่กันและกระดาษมาเดี๋ยวนี้! เขียนหนังสือหย่าซะ! ข้าอวิ๋นเยว่ซินขอหย่าขาดจากท่านนับแต่นี้ไป สะพานไม้ข้ามทิศของท่าน ถนนใหญ่ของข้าแยกย้ายคนละมรรคา ไม่ข้องเกี่ยวกันอีก!”
“หนังสือหย่า?!”
เซียวจิ่งหยางแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มอย่างประหลาด
“สตรีที่แต่งออกไปแล้วอย่างเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาขอหนังสือหย่า! หากจะไป ก็มีเพียงหนังสือขับไล่ในฐานะฮูหยินถูกขับออกเท่านั้น! และอวี่เจ๋อคือคนของสกุลเซียว เจ้าไม่มีสิทธิ์พาเขาไป!”
“ขับไล่? ท่านมีข้อหาใดมาขับไล่ข้า”
อวิ๋นเยว่ซินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้ร่างกายจะโอนเอนแต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์
“ข้าทำผิดเจ็ดประการข้อใด ข้าไม่ปรนนิบัติแม่สามี? ข้าไม่มีทายาท? หรือข้าคบชู้สู่ชาย! ข้าอวิ๋นเยว่ซินแต่งเข้าจวนโหวด้วยเกี้ยวแปดคนหาม เป็นฮูหยินที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรส ท่านต่างหากที่หลงใหลอนุภรรยา ปล่อยปละละเลยบุตรชายจนป่วยหนัก! หากท่านกล้าเขียนหนังสือขับไล่ ข้าก็จะไปตีกลองร้องทุกข์หน้าศาลต้าหลี่ ให้ชาวเมืองหลวงได้รู้แจ้งว่าจิ่งหนิงโหวผู้สูงส่ง แท้จริงแล้วเป็นเพียงบุรุษมืดบอดที่ปล่อยให้อนุภรรยาวางอำนาจข่มเหงภรรยาเอก!”
“เจ้า!” เซียวจิ่งหยางชี้หน้านางด้วยความโกรธจัด ใบหน้าหล่อเหลาเขียวคล้ำสลับแดง สตรีที่เคยอ่อนหวานและก้มหน้ายอมรับทุกอย่างผู้นั้นหายไปไหนแล้ว
ไป๋เหลียนฮวาเห็นท่าไม่ดี รีบสะอื้นไห้ออกมา “พี่หญิง ท่านอย่าบีบคั้นท่านพี่เลยเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ผิดเอง ข้าจะยอมคุกเข่าโขกศีรษะให้ท่าน ขอเพียงท่านอย่าทำลายชื่อเสียงของจวนโหว”
“ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า นางจิ้งจอก!” อวิ๋นเยว่ซินตวาดลั่นจนไป๋เหลียนฮวาสะดุ้งโหยง ถอยกรูดไปหลบหลังชายหนุ่ม “ละครฉากนี้เจ้าเล่นจนข้าเบื่อหน่ายแล้ว! เซียวจิ่งหยาง ข้าบอกให้เขียนหนังสือหย่า! หรือท่านอยากให้ข้าอุ้มอวี่เจ๋อไปสิ้นใจหน้าประตูวังหลวง เพื่อให้ฝ่าบาททอดพระเนตรผลงานของท่าน!”
คำขู่ของนางพุ่งเป้าไปยังจุดตาย เซียวจิ่งหยางเพิ่งได้รับมอบหมายงานสำคัญจากราชสำนัก หากเรื่องภายในครอบครัวฉาวโฉ่ไปถึงเบื้องพระพักตร์ ตำแหน่งโหวของเขาคงสั่นคลอน
ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน แววตาดุดันจ้องมองสตรีร่างบางที่ยืนเด่นตระหง่านท่ามกลางหิมะ
“ได้! ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย อยากจะทิ้งความสุขสบายไปเป็นสตรีไร้ค่า ข้าก็จะสงเคราะห์ให้! พ่อบ้านฉู่! ไปนำพู่กันและกระดาษมา ข้าจะเขียนหนังสือหย่าให้นางเดี๋ยวนี้! และจงจำไว้อวิ๋นเยว่ซิน ก้าวออกจากประตูจวนโหวเมื่อใด อย่าได้ซมซานกลับมาอ้อนวอนข้าก็แล้วกัน!”
“ชาตินี้ข้าขอเกิดเป็นสุนัขริมถนน ดีกว่ากลับมาเป็นฮูหยินของท่าน!” นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
เพียงครู่เดียว กระดาษที่เขียนด้วยลายมือตวัดพริ้วไหวของจิ่งหนิงโหวก็ถูกโยนลงบนพื้นเบื้องหน้านาง รอยหมึกยังไม่ทันแห้งสนิท ประทับตราสีแดงชาดชัดเจน
อวิ๋นเยว่ซินย่อตัวลงเก็บกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาแนบไว้กับอก ราวกับมันคือยันต์คุ้มภัยอันล้ำค่าในชีวิต นางไม่แม้แต่จะปรายตามองบุรุษที่เคยรักสุดหัวใจ
สตรีร่างบอบบางกระชับอ้อมแขนที่อุ้มบุตรชาย หมุนตัวหันหลังให้เรือนหลักอันวิจิตรตระการตา สองเท้าที่สวมเพียงรองเท้าผ้าไหมบาง ๆ ย่ำลงบนหิมะเย็นเยียบ มุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่ของจวนโหว
แผ่นหลังของนางตั้งตรงดุจต้นไป๋ในฤดูเหมันต์ ไม่มีแม้แต่ความอาวรณ์ มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่จะก้าวเดินสู่วสันตฤดูครั้งใหม่
วิถีชีวิตที่นางจะลิขิตมันขึ้นมาด้วยสองมือของตนเอง!
สองวสันตฤดูผันผ่าน สองเหมันต์ร่วงโรย กาลเวลาประดุจเกลียวคลื่นในแม่น้ำฉางเจียง[1]ที่พัดพาเอาฝุ่นผงแห่งอดีตอันขมขื่นให้เลือนหายไปจนสิ้น บัดนี้เมืองหลินอันแห่งแคว้นเจียงหนานได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของหอการค้าเยว่ซินที่ถือกำเนิดจากการควบรวมกิจการร้านขนมเยว่ซินจายและโรงน้ำชาโรงน้ำชาจิ่งซินเข้าด้วยกัน อาคารไม้สี่ชั้นตระหง่านประดับโคมแดงสลักอักษรมงคล ลูกค้าและพ่อค้าวาณิชจากทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลมาเยือนดุจสายน้ำไร้จุดสิ้นสุดภายในห้องโถงบัญชีใหญ่ด้านหลังหอการค้า บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นเงินลายเมฆมงคลกำลังก้มหน้าดีดลูกคิดรางหยกด้วยความรวดเร็ว นิ้วมือหยาบกร้านที่เคยจับเพียงง้าวมังกรสับสังหารศัตรูกลับพลิ้วไหวอยู่บนลูกคิดอย่างคล่องแคล่วหาตัวจับยาก“เถ้าแก่หลี่ ใบชาเหมาเจี้ยนที่ส่งมาเมื่อวานความชื้นสูงเกินไปสองส่วน ซ้ำกลิ่นยังคละคลุ้งไปด้วยดินโคลน” เซียวจิ่งหยางเอ่ยโดยไม่เงยหน้า นัยน์ตาคมกริบจดจ้องเพียงตัวเลขในสมุดบัญชีปกคราม “หากหอการค้าเยว่ซินนำของพรรค์นี้ไปชงรับรองแขก ชื่อเสียงของภรรยาข้าคงป่นปี้หมดสิ้น นำกลับไปเถิด และข้าจะหักเงินมัดจำครึ่งหนึ่งตามสัญญา”เถ้าแก่ร้าน
ปลายวสันตฤดู แสงตะวันสีทองอาบไล้ผืนน้ำในคลองชิงสุ่ยจนทอประกายระยิบระยับ ทว่าสิ่งที่สว่างไสวยิ่งกว่าแสงตะวันในยามนี้คือสีแดงฉานของผ้าแพรพรรณซึ่งถูกประดับประดาตลอดยาวสองฝั่งถนนชิงสุ่ยแห่งเมืองหลินอันตั้งแต่หัวถนนจดท้ายตรอกโคมกระดาษสีชาดสลักอักษรความสุขคู่ถูกแขวนเรียงรายพลิ้วไหวตามสายลม เสียงประทัดดังกึกก้องกังวานขับไล่สิ่งชั่วร้าย ควันสีขาวพวยพุ่งผสมผสานกับกลิ่นดอกท้อที่เบ่งบานสะพรั่ง วันนี้คือวันมงคลสมรสของสองเถ้าแก่แห่งร้านชื่อดัง เยว่ซินจายและโรงน้ำชาจิ่งซิน งานมงคลที่ชาวเมืองหลินอันต่างโจษจันว่ายิ่งใหญ่และคึกคักประดุจงานฉลองสิบหลี่หงจวง[1]ณ ลานหลังร้านเยว่ซินจายบรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่แสนจะชื่นมื่น โม่เหยียนในชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มกำลังแบกหีบไม้บรรจุสินสอดทองหมั้นใบแล้วใบเล่าจัดเรียงไว้กลางลานกว้างอย่างแข็งขัน เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมเข้ม“พี่ชายโม่พักดื่มน้ำชาเจวี๋ยหมิงจื่อ[2]แก้กระหายเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ท่านแบกหีบหนัก ๆ มาตั้งแต่ยามอิ๋นแล้วนะ”เสียงหวานใสของปั้นเซี่ยดังขึ้น สาวใช้หน้าจิ้มลิ้มในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนก้าวเข้ามาหา ในมือประคองถาดไม้ที่มีถ้วยชาอุ่น ๆ พร้อ
รัตติกาลคลี่ม่านสีนิลเจือประกายดาราปกคลุมเมืองหลินอัน ความเงียบสงัดเข้าแทนที่ความอึกทึกของถนนชิงสุ่ย ภายในห้องบัญชีของเยว่ซินจายแสงตะเกียงน้ำมันสลัวทาบทับเสี้ยวหน้างดงามของอวิ๋นเยว่ซิน นางในชุดกระโปรงสีจันทน์กะพ้อกำลังจรดพู่กันหมาป่าลงบนสมุดบัญชีปกสีคราม ปลายนิ้วเรียวขาวดีดลูกคิดเสียงดังกังวานเป็นจังหวะทว่าสมาธิของเถ้าแก่เนี้ยคนงามกลับถูกรบกวนด้วยฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคย บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา ปรากฏร่างสูงใหญ่ของเซียวจิ่งหยางในชุดสีครามเข้ม ชายหนุ่มก้าวเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ในมือประคองกล่องไม้สลักลายหงส์คู่มังกรใบกะทัดรัดทว่าดูมีน้ำหนักไม่น้อย“ดึกดื่นป่านนี้เถ้าแก่ร้านน้ำชายังไม่ยอมหลับยอมนอน หรือว่าชาปี้หลัวชุนค้างโกดังจนทำให้ท่านร้อนใจ” อวิ๋นเยว่ซินเอ่ยหยอกเย้าโดยไม่เงยหน้าจากหน้ากระดาษเซียวจิ่งหยางหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอ เขาวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะบัญชี นัยน์ตาคมล้ำลึกทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยประกายอ่อนโยน“ชาในร้านข้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทว่าสิ่งที่ทำให้ข้านอนไม่หลับคือการที่สมบัติเหล่านี้ยังไม่ได้เปลี่ยนมือเจ้าของต่างหาก”อวิ๋นเยว่ซินเลิกคิ้วเรียวขึ้น ละสายตาจากลูกคิด
ลมวสันต์พัดพลิ้วโชยผ่านลานหินซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหลังร้านเยว่ซินจายและโรงน้ำชาจิ่งซิน กิ่งหลิวลู่ลมหยอกเย้ากับแสงแดดสีทองอบอุ่น บรรยากาศเงียบสงบปราศจากความวุ่นวายของหน้าร้าน อวิ๋นอวี่เจ๋อในชุดสีฟ้าครามตัวน้อยนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะหินอ่อน บนโต๊ะมีแท่นฝนหมึกและกระดาษวางแผ่หลาก้อนแป้งน้อยขมวดคิ้วมุ่นจนแทบผูกเป็นปม มือเล็กจ้อยที่กำพู่กันขนหมาป่าสั่นเทาเล็กน้อยขณะพยายามตวัดลากเส้นอักษร ทว่าน้ำหมึกที่ชุ่มเกินไปกลับหยดแหมะลงบนกระดาษ กลายเป็นรอยด่างดวงสีดำสนิททำลายตัวอักษร ‘ฟู่’ ที่เขาเพียรพยายามคัดลอกมาเกือบครึ่งชั่วยามให้พังทลายลงในพริบตา“โธ่เอ๊ย! ไฉนจึงเขียนยากเขียนเย็นถึงเพียงนี้ ข้าเขียนอักษร ‘หมู่’ ได้งดงามตั้งนานแล้วแท้ ๆ” เด็กน้อยเบะปาก พึมพำกับตนเองด้วยความหงุดหงิดพลางวางพู่กันลงอย่างท้อแท้“การเขียนอักษรฟู่นั้นขีดบนต้องกว้างและครอบคลุม ประดุจแผ่นฟ้าที่กางกั้นพายุฝนให้แก่ครอบครัว ส่วนขีดล่างต้องหนักแน่นและหยั่งลึก ประดุจขุนเขาที่ค้ำจุนไม่ให้ผู้ใดล้มลง”น้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลดังขึ้นจากเบื้องหลังพร้อมกับกลิ่นหอมจาง ๆ ของชาปี้หลัวชุนที่ลอยแตะจมูก อวี่เจ๋อสะดุ้งเล็กน้อ
เบื้องหน้าลานร้านเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาเข้าแถวรอซื้อขนมเลิศรส ทว่าภายในห้องโถงรับรองด้านหลังบรรยากาศกลับอึมครึมและตึงเครียด“เถ้าแก่หวัง ท่านทำเช่นนี้ไม่เท่ากับปล้นชิงกันหรอกหรือ?” น้ำเสียงของอวิ๋นเยว่ซินเยียบเย็น นัยน์ตาหรี่มองชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่นั่งจิบชาหลงจิ่งด้วยท่าทีทองไม่รู้ร้อน“เถ
แสงแดดอาบย้อมท้องฟ้าเมืองหลินอันเป็นส้มอมแดงสดใส ทว่าบรรยากาศบริเวณหน้าประตูเมืองกลับเต็มไปด้วยฝุ่นควันที่ลอยคลุ้ง อาชาเหงื่อโลหิตสีนิลตัวหนึ่งห้อตะบึงฝ่าสายลมร้อนของปลายคิมหันตฤดูมาอย่างบ้าคลั่ง สภาพของมันเหนื่อยหอบจนฟองน้ำลายฟอดเต็มปาก บนหลังม้าคือบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่ขาดวิ่นและเปรอะเป
ต้นคิมหันตฤดูพัดพาไอระอุแผ่ซ่านทั่วเมืองหลินอัน ทว่าความร้อนแรงของอากาศยังไม่อาจเทียบได้กับความคึกคักบนถนนตลาดฝั่งตะวันออก อาคารไม้สามชั้นที่เคยเป็นของจินอวี้โหลวถูกบูรณะจนเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจด แผ่นป้ายไม้หนานมู่สลักอักษรทองคำว่าเยว่ซินจายถูกยกขึ้นแขวนตระหง่านแทนที่ เสาไม้ทุกต้นถูกขัดเงาและเคลือบด้วย
นอกกำแพงเมืองหลินอัน บริเวณโรงทานเก่าซอมซ่ออันเต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวคลุ้งของโคลนตมและหยาดพิรุณ ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งถูกโยนลงบนกองฟางชื้นแฉะอย่างไม่ไยดี ทหารยามสองนายปัดมือที่เปื้อนฝุ่นดิน ก่อนจะแค่นเสียงหยันแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ชายเร่ร่อนนอนขดตัวสั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ“ท่านโหว! ท่











