เถ้าแก่เนี้ยผู้มั่งคั่งคนนี้คือฮูหยินที่ท่านโหวทอดทิ้ง

เถ้าแก่เนี้ยผู้มั่งคั่งคนนี้คือฮูหยินที่ท่านโหวทอดทิ้ง

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-04-11
โดย:  ต้นไม้แห้งจบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel16goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
50บท
11.7Kviews
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

นางเอกเคยเป็นฮูหยินเอกที่รักและเทิดทูนพระเอกสุดหัวใจ ทว่าเขากลับหมางเมินนางและหลงเชื่อมารยาของหญิงสาวสกุลไป๋ สตรีเสแสร้งที่เป็นดั่งดอกบัวขาว จนกระทั่งวันที่ลูกชายตัวน้อยป่วยหนักปางตายท่ามกลางพายุหิมะ เขากลับเลือกปกป้องสตรีแพศยาและทอดทิ้งสองแม่ลูก นางจึงได้ตาสว่าง ตัดสินใจฟ้องหย่าแล้วอุ้มลูกหนีลงใต้ไปยังเมืองหลินอันแห่งแคว้นเจียงหนาน

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

ตอนที่ 1 บุปผาร่วงหล่นไร้ใจ สายน้ำไหลผ่านไร้ปรานี

ลมเหนือเดือนล่าเยวี่ยพัดกระหน่ำ กรีดเฉือนลานหินหยกหน้าเรือนหลักแห่งจวนจิ่งหนิงโหวจนขาวโพลน เกล็ดหิมะร่วงหล่นทับถม ทว่าความเหน็บหนาวจากฟากฟ้ายังไม่อาจเทียบเท่าความเยือกเย็นในแววตาของสตรีผู้คุกเข่าอยู่ท่ามกลางลานหิมะ

อวิ๋นเยว่ซินในชุดกระโปรงเต็มตัวซึ่งทำจากผ้าแพรอย่างดี ตกแต่งด้วยลวดลายทองเงินสีฟ้าอมเขียวอ่อนที่ซีดจางและบางเฉียบ ตะกองกอดรัดร่างสั่นเทาของเซียวอวี่เจ๋อ บุตรชายวัยสามหนาวไว้แนบอก ริมฝีปากน้อย ๆ ของก้อนแป้งซีดเผือด ลมหายใจรวยริน หน้าผากเล็กนั้นร้อนผ่าว

“เซียวจิ่งหยาง ข้าขอร้องท่าน” น้ำเสียงแหบดังลอดริมฝีปากที่แตกปริของอวิ๋นเยว่ซิน ดวงตาที่เคยสุกสกาวกลับแดงก่ำ

“อวี่เจ๋อไข้ขึ้นสูงจนชักเกร็งแล้ว โปรดให้บ่าวไปเชิญท่านหมอมาดูอาการลูกเถิด!”

นางโขกศีรษะลงบนพื้นหินหยกอันเย็นเยียบ เลือดสีชาดหยดทะลักย้อมเกล็ดหิมะเป็นรอยด่างดวง ทว่าประตูบานสลักลายมังกรพ่นน้ำของเรือนหลักยังคงปิดสนิท

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสียงออดแอดของบานประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับไออุ่นจากเตาหลิวหลีภายในห้องที่ลอยมากระทบผิวหน้า

เซียวจิ่งหยางก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ท่วงท่าของเขาสง่างาม รูปลักษณ์หล่อเหลาไร้ที่ติสวมกวานหยกขาวรวบผม คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีนิลเข้มตัดกับผิวขาวจัด ทว่านัยน์ตาคมกริบนั้นกลับทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

ข้างกายของเขามีร่างบอบบางในชุดกระโปรงผ้าแพรสีเหลืองอ่อนสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนกระต่ายขาวบริสุทธิ์เกาะเกี่ยวท่อนแขนแกร่งไว้แน่น ไป๋เหลียนฮวาซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของเขา สองตาแดงช้ำราวกับเพิ่งผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนัก

“อวิ๋นเยว่ซิน เจ้ากะเกณฑ์ให้พอดีเถิด!” เสียงทุ้มต่ำของเซียวจิ่งหยางตวาดกร้าว สะท้อนก้องกังวานไปทั่วลานเรือน “เหลียนเอ๋อร์เพิ่งตกสระเหลียนฮวาเพราะบ่าวไพร่เรือนเยว่ไหลของเจ้าผลักไส นางหนาวสั่นจนจับไข้ ท่านหมอซุนกำลังฝังเข็มขับไอเย็นอยู่ด้านใน เจ้ายังมีหน้ามาเรียกร้องความสนใจอันใดอีก!”

อวิ๋นเยว่ซินเงยหน้าขึ้นเชื่องช้า หยาดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วยถูกแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะติดแพขนตา นางมองสตรีในอ้อมกอดของสามี สตรีที่เพิ่งเข้ามาเป็นอี๋เหนียงเพียงสามเดือน ทว่ากลับแย่งชิงทุกสิ่งไปจากนางจนหมดสิ้น

“เรียกร้องความสนใจ?”

นางทวนคำเสียงแผ่ว มุมปากยกยิ้มหยัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสมเพชตนเอง

“เซียวจิ่งหยาง ท่านตาบอดหรือไร! อวี่เจ๋อเป็นสายเลือดของท่าน เป็นบุตรชายแห่งจวนโหว บัดนี้เขาไข้สูงจนแทบจะสิ้นใจอยู่แล้ว ท่านกลับหาว่าข้าใช้ลูกเป็นเครื่องมือเสแสร้งเพื่อแย่งชิงท่านหมอจากสตรีแพศยาผู้นี้หรือ!”

“หุบปาก!” เซียวจิ่งหยางสะบัดแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด “เจ้ากล้าด่าทอเหลียนเอ๋อร์ต่อหน้าข้าเชียวหรือ! สตรีริษยาไร้คุณธรรมเช่นเจ้าสมควรโดนลงทัณฑ์ตามกฎจวน หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าท่านราชครูอวิ๋นบิดาเจ้า ข้าคงปลดเจ้าจากตำแหน่งฮูหยินเอกไปนานแล้ว!”

ไป๋เหลียนฮวากระตุกชายเสื้อคลุมของชายหนุ่มเบา ๆ น้ำเสียงของนางหวานทว่าแฝงความสะอื้นไห้

“ท่านพี่ อย่าตำหนิพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ เป็นความผิดของข้าเองที่เดินไม่ระวังจนพลัดตกสระชิวสุ่ย ข้าไม่กล้าโทษบ่าวไพร่เรือนพี่หญิงหรอกเจ้าค่ะ หากคุณชายน้อยป่วยหนักจริง ให้ท่านหมอซุนไปดูอาการคุณชายเถิด ข้าทนหนาวได้”

“เจ้าจะทนได้อย่างไร ร่างกายเจ้าอ่อนแอถึงเพียงนี้” เซียวจิ่งหยางหันไปประคองใบหน้างดงามของไป๋เหลียนฮวาด้วยความทะนุถนอม ก่อนจะหันกลับมาตวัดสายตาเย็นชาใส่อวิ๋นเยว่ซิน “เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเหลียนเอ๋อร์มีเมตตาเพียงใด ผิดกับเจ้าที่มีแต่ความริษยา พาลูกกลับเรือนเยว่ไหลของเจ้าไปเสีย! อย่ามาทำตัวน่ารำคาญขวางหูขวางตาข้าที่นี่ รอให้ท่านหมอซุนตรวจเหลียนเอ๋อร์เสร็จ ข้าจะให้เขาไปดูอวี่เจ๋อเอง”

“รอเสร็จหรือ?” อวิ๋นเยว่ซินพึมพำ น้ำเสียงของนางราบเรียบจนน่าใจหาย ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีการคร่ำครวญอีกต่อไป

ความเงียบโรยตัวลง อวิ๋นเยว่ซินก้มมองบุตรชายในอ้อมแขน ลมหายใจของอวี่เจ๋ออ่อนระทวยลงทุกขณะ ความหวังสุดท้ายอันเคยริบหรี่ได้ดับวูบลงอย่างสมบูรณ์

สี่ปี..

สี่ปีเต็มที่นางแต่งเข้าจวนจิ่งหนิงโหว ปรนนิบัติแม่สามีด้วยความกตัญญู ดูแลจัดการเรื่องราวหลังจวนจนเป็นระเบียบเรียบร้อย อดทนต่อความเย็นชาของเขาเพียงเพราะคำสัญญาในวัยเยาว์ที่เขาเคยให้ไว้ใต้ต้นซิ่งฮวา ทว่าบัดนี้ บุปผาร่วงหล่นไร้ใจ สายน้ำไหลผ่านไร้ปรานี

นางผิดเองที่เอาหัวใจไปฝากไว้กับก้อนหิน!

อวิ๋นเยว่ซินค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้น แม้ขาทั้งสองข้างจะชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก แต่นางกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง แผ่นหลังบอบบางยืดตรงอย่างสง่างามอย่างที่ฮูหยินเอกแห่งจวนโหวพึงมี นางค่อย ๆ ปลดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออก ห่อหุ้มร่างบุตรชายไว้แน่นหนา

จากนั้นมือเรียวขาวซีดก็เอื้อมขึ้นไปดึงหยกสลักลายพยัคฆ์เหินบนมวยผมของตนออก ปิ่นหยกชิ้นนี้เป็นของหมั้นหมายที่เซียวจิ่งหยางเคยมอบให้นางด้วยตนเอง

เซียวจิ่งหยางขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจในเจตนาของสตรีตรงหน้า “เจ้าจะทำอันใด”

อวิ๋นเยว่ซินไม่ตอบ นางเพียงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาของนางไร้ซึ่งความรัก ไร้ซึ่งความรวดร้าว มีเพียงความว่างเปล่าอันลึกล้ำสุดหยั่งคาด

“เซียวจิ่งหยาง” นางเอ่ยเรียกชื่อเต็มของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท “ท่านเคยกล่าวว่าข้าคือสตรีที่ท่านชิงชังที่สุดในชีวิต เป็นหมากที่บิดาข้ายัดเยียดให้เพื่อผูกมัดอำนาจจวนโหว ท่านรังเกียจข้า รังเกียจสายเลือดของข้า จนปล่อยให้สตรีชั้นต่ำนางหนึ่งเหยียบย่ำเกียรติของข้าและลูก”

“อวิ๋นเยว่ซิน! ระวังปากของเจ้าด้วย!” ชายหนุ่มตวาด

“ผู้ที่ต้องระวังคือท่านต่างหาก!” อวิ๋นเยว่ซินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงกังวานใสเจือความเด็ดขาด “ในเมื่อจวนโหวแห่งนี้ไม่มีที่ยืนให้ข้ากับลูก ในเมื่อความรักสี่ปีของข้าเป็นเพียงขยะไร้ค่าในสายตาท่าน เช่นนั้นข้าก็ขอคืนมันให้ทั้งหมด!”

สิ้นคำประกาศกร้าว มือบางก็สะบัดปิ่นหยกในมือลงบนพื้นหินหยกอย่างแรง

เพล้ง!

เสียงหยกเนื้อดีแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ สะท้อนก้องไปทั่วลานเรือน เศษหยกกระเด็นกลิ้งหลงทิศทาง ประดุจความสัมพันธ์ที่ถูกตัดขาดสะบั้น ไม่อาจหวนคืนสู่สภาพเดิมได้อีกตลอดกาล

ดวงตาของเซียวจิ่งหยางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกวูบโหวงประหลาดแล่นผ่านกลางอก

“นี่เจ้ากล้าทำลายของหมั้น!”

“ของหมั้นขยะเช่นนี้เก็บไว้ก็รังแต่จะเสนียดจวน” อวิ๋นเยว่ซินเชิดหน้าขึ้น ริมฝีปากบางเฉียบขยับเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผู้คนทั้งจวนโหวต้องสูดลมหายใจเฮือก

“เซียวจิ่งหยาง เตรียมพู่กันและกระดาษมาเดี๋ยวนี้! เขียนหนังสือหย่าซะ! ข้าอวิ๋นเยว่ซินขอหย่าขาดจากท่านนับแต่นี้ไป สะพานไม้ข้ามทิศของท่าน ถนนใหญ่ของข้าแยกย้ายคนละมรรคา ไม่ข้องเกี่ยวกันอีก!”

“หนังสือหย่า?!”

เซียวจิ่งหยางแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มอย่างประหลาด

“สตรีที่แต่งออกไปแล้วอย่างเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาขอหนังสือหย่า! หากจะไป ก็มีเพียงหนังสือขับไล่ในฐานะฮูหยินถูกขับออกเท่านั้น! และอวี่เจ๋อคือคนของสกุลเซียว เจ้าไม่มีสิทธิ์พาเขาไป!”

“ขับไล่? ท่านมีข้อหาใดมาขับไล่ข้า”

อวิ๋นเยว่ซินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้ร่างกายจะโอนเอนแต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์

“ข้าทำผิดเจ็ดประการข้อใด ข้าไม่ปรนนิบัติแม่สามี? ข้าไม่มีทายาท? หรือข้าคบชู้สู่ชาย! ข้าอวิ๋นเยว่ซินแต่งเข้าจวนโหวด้วยเกี้ยวแปดคนหาม เป็นฮูหยินที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรส ท่านต่างหากที่หลงใหลอนุภรรยา ปล่อยปละละเลยบุตรชายจนป่วยหนัก! หากท่านกล้าเขียนหนังสือขับไล่ ข้าก็จะไปตีกลองร้องทุกข์หน้าศาลต้าหลี่ ให้ชาวเมืองหลวงได้รู้แจ้งว่าจิ่งหนิงโหวผู้สูงส่ง แท้จริงแล้วเป็นเพียงบุรุษมืดบอดที่ปล่อยให้อนุภรรยาวางอำนาจข่มเหงภรรยาเอก!”

“เจ้า!” เซียวจิ่งหยางชี้หน้านางด้วยความโกรธจัด ใบหน้าหล่อเหลาเขียวคล้ำสลับแดง สตรีที่เคยอ่อนหวานและก้มหน้ายอมรับทุกอย่างผู้นั้นหายไปไหนแล้ว

ไป๋เหลียนฮวาเห็นท่าไม่ดี รีบสะอื้นไห้ออกมา “พี่หญิง ท่านอย่าบีบคั้นท่านพี่เลยเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ผิดเอง ข้าจะยอมคุกเข่าโขกศีรษะให้ท่าน ขอเพียงท่านอย่าทำลายชื่อเสียงของจวนโหว”

“ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า นางจิ้งจอก!” อวิ๋นเยว่ซินตวาดลั่นจนไป๋เหลียนฮวาสะดุ้งโหยง ถอยกรูดไปหลบหลังชายหนุ่ม “ละครฉากนี้เจ้าเล่นจนข้าเบื่อหน่ายแล้ว! เซียวจิ่งหยาง ข้าบอกให้เขียนหนังสือหย่า! หรือท่านอยากให้ข้าอุ้มอวี่เจ๋อไปสิ้นใจหน้าประตูวังหลวง เพื่อให้ฝ่าบาททอดพระเนตรผลงานของท่าน!”

คำขู่ของนางพุ่งเป้าไปยังจุดตาย เซียวจิ่งหยางเพิ่งได้รับมอบหมายงานสำคัญจากราชสำนัก หากเรื่องภายในครอบครัวฉาวโฉ่ไปถึงเบื้องพระพักตร์ ตำแหน่งโหวของเขาคงสั่นคลอน

ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน แววตาดุดันจ้องมองสตรีร่างบางที่ยืนเด่นตระหง่านท่ามกลางหิมะ

“ได้! ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย อยากจะทิ้งความสุขสบายไปเป็นสตรีไร้ค่า ข้าก็จะสงเคราะห์ให้! พ่อบ้านฉู่! ไปนำพู่กันและกระดาษมา ข้าจะเขียนหนังสือหย่าให้นางเดี๋ยวนี้! และจงจำไว้อวิ๋นเยว่ซิน ก้าวออกจากประตูจวนโหวเมื่อใด อย่าได้ซมซานกลับมาอ้อนวอนข้าก็แล้วกัน!”

“ชาตินี้ข้าขอเกิดเป็นสุนัขริมถนน ดีกว่ากลับมาเป็นฮูหยินของท่าน!” นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

เพียงครู่เดียว กระดาษที่เขียนด้วยลายมือตวัดพริ้วไหวของจิ่งหนิงโหวก็ถูกโยนลงบนพื้นเบื้องหน้านาง รอยหมึกยังไม่ทันแห้งสนิท ประทับตราสีแดงชาดชัดเจน

อวิ๋นเยว่ซินย่อตัวลงเก็บกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาแนบไว้กับอก ราวกับมันคือยันต์คุ้มภัยอันล้ำค่าในชีวิต นางไม่แม้แต่จะปรายตามองบุรุษที่เคยรักสุดหัวใจ

สตรีร่างบอบบางกระชับอ้อมแขนที่อุ้มบุตรชาย หมุนตัวหันหลังให้เรือนหลักอันวิจิตรตระการตา สองเท้าที่สวมเพียงรองเท้าผ้าไหมบาง ๆ ย่ำลงบนหิมะเย็นเยียบ มุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่ของจวนโหว

แผ่นหลังของนางตั้งตรงดุจต้นไป๋ในฤดูเหมันต์ ไม่มีแม้แต่ความอาวรณ์ มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่จะก้าวเดินสู่วสันตฤดูครั้งใหม่

วิถีชีวิตที่นางจะลิขิตมันขึ้นมาด้วยสองมือของตนเอง!

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
50
ตอนที่ 1 บุปผาร่วงหล่นไร้ใจ สายน้ำไหลผ่านไร้ปรานี
ลมเหนือเดือนล่าเยวี่ยพัดกระหน่ำ กรีดเฉือนลานหินหยกหน้าเรือนหลักแห่งจวนจิ่งหนิงโหวจนขาวโพลน เกล็ดหิมะร่วงหล่นทับถม ทว่าความเหน็บหนาวจากฟากฟ้ายังไม่อาจเทียบเท่าความเยือกเย็นในแววตาของสตรีผู้คุกเข่าอยู่ท่ามกลางลานหิมะอวิ๋นเยว่ซินในชุดกระโปรงเต็มตัวซึ่งทำจากผ้าแพรอย่างดี ตกแต่งด้วยลวดลายทองเงินสีฟ้าอมเขียวอ่อนที่ซีดจางและบางเฉียบ ตะกองกอดรัดร่างสั่นเทาของเซียวอวี่เจ๋อ บุตรชายวัยสามหนาวไว้แนบอก ริมฝีปากน้อย ๆ ของก้อนแป้งซีดเผือด ลมหายใจรวยริน หน้าผากเล็กนั้นร้อนผ่าว“เซียวจิ่งหยาง ข้าขอร้องท่าน” น้ำเสียงแหบดังลอดริมฝีปากที่แตกปริของอวิ๋นเยว่ซิน ดวงตาที่เคยสุกสกาวกลับแดงก่ำ“อวี่เจ๋อไข้ขึ้นสูงจนชักเกร็งแล้ว โปรดให้บ่าวไปเชิญท่านหมอมาดูอาการลูกเถิด!”นางโขกศีรษะลงบนพื้นหินหยกอันเย็นเยียบ เลือดสีชาดหยดทะลักย้อมเกล็ดหิมะเป็นรอยด่างดวง ทว่าประตูบานสลักลายมังกรพ่นน้ำของเรือนหลักยังคงปิดสนิทผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสียงออดแอดของบานประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับไออุ่นจากเตาหลิวหลีภายในห้องที่ลอยมากระทบผิวหน้าเซียวจิ่งหยางก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ท่วงท่าของเขาสง่างาม รูปลักษณ์หล่อเหลาไร้ที่ติสวมกวานหยกขาวรวบผม
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 2 อดีตดุจควันไฟพัดผ่าน ลมพัดพาเจ้าย่อมต้องลู่ตาม
เสียงบานประตูไม้หนานมู่สลักลวดลายวิจิตรของจวนจิ่งหนิงโหวปิดกระแทกตามหลังดังปัง ตัดขาดเยื่อใยและเกียรติยศแห่งฮูหยินจนสิ้นสูญอวิ๋นเยว่ซินยืนตระหง่านอยู่หน้าสิงโตหินแกะสลักคู่หน้าจวน ลมพายุเดือนล่าเยวี่ยพัดกระหน่ำจนชุดกระโปรงเต็มตัวซึ่งทำจากผ้าแพรอย่างดีสีฟ้าอมเขียวอ่อนที่ซีดจางและบางเฉียบปลิวสะบัด ร่างบอบบางสั่นสะท้านจากความเหน็บหนาวที่กัดกินทะลุผิวหนังลึกถึงกระดูก ทว่าอ้อมแขนที่โอบอุ้มเซียวอวี่เจ๋อกลับรัดแน่นไม่คลาย นางก้มลงมองใบหน้าเล็กจ้อยที่ซีดเผือดสลับเขียวคล้ำ ลมหายใจของเด็กน้อยรวยริน“อวี่เจ๋อ อดทนไว้นะลูก” น้ำเสียงของนางสั่นเทา หยาดน้ำตาที่เอ่อถูกความหนาวเย็นแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะแพขนตา “แม่จะพาเจ้าไปหาหมอ เจ้าต้องห้ามหลับเด็ดขาด ได้ยินหรือไม่”“ท่านแม่ ลูกหนาวเหลือเกินขอรับ” เสียงแหบแห้งดังลอดริมฝีปากที่สั่นระริกของเด็กน้อย มือเล็ก ๆ ที่เย็นเฉียบดั่งก้อนน้ำแข็งกำสาบเสื้อของมารดาแน่น“ไม่หนาว ๆ แม่กอดเจ้าอยู่นี่แล้ว” อวิ๋นเยว่ซินสะอื้นในอก นางซุกใบหน้าลงกับหน้าผากอันร้อนผ่าวของบุตรชาย “สวรรค์มีตา ขอเพียงรอดพ้นคืนนี้ไปได้ แม่จะสับเปลี่ยนแซ่ให้เจ้า เราจะไม่เป็นคนของสกุ
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 3 หนทางหมื่นหลี่ เริ่มต้นที่ก้าวแรก
ยามเหม่านั้นลมเหมันต์ที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อค่ำคืนเริ่มสงบลง แสงอรุณรุ่งสีทองอ่อนสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษหน้าต่างบานกรุด้วยกระดาษทาบทับลงบนเตียงไม้ในห้องปีกซ้ายของเป่าอันถัง กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรขู่เซินและตังกุยลอยอวลผสมผสานกับไออุ่นจากเตาถ่านหลิวหลีอวิ๋นเยว่ซินสะดุ้งตื่นจากการหลับใหลอันตื้นเขิน เปลือกตาที่บวมช้ำกะพริบถี่เพื่อปรับแสง ก่อนจะรีบก้มลงมองก้อนแป้งในอ้อมอก มือเรียวบางที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนแตะลงบนหน้าผากเล็กจ้อยความร้อนดั่งเตาไฟมอดดับลงแล้ว ลมหายใจของเด็กน้อยเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สีหน้าเขียวคล้ำกลับมามีเลือดฝาดสีชมพูระเรื่อดั่งผลอิงเถา“ท่านแม่” เสียงแหบพร่าทว่าแจ่มใสขึ้นกว่าเมื่อคืนดังลอดริมฝีปากเล็ก เปลือกตาของเซียวอวี่เจ๋อค่อย ๆ ปรือขึ้น นัยน์ตากลมโตสุกใสกวาดมองรอบห้องกว้างด้วยความงุนงง “พวกเราอยู่ที่ใดขอรับ แล้วเหตุใดข้าจึงไม่ปวดหัวแล้ว”“อวี่เจ๋อของแม่!” อวิ๋นเยว่ซินรวบร่างบุตรชายเข้ามากอดแน่น น้ำตาแห่งความปีติเอ่อรื้นขึ้นมาอีกครา “พวกเราอยู่โรงหมอ เมื่อคืนเจ้าป่วยหนัก ท่านหมอหลี่เป็นผู้ฝังเข็มดึงเจ้ากลับมาจากหน้าประตูปรโลก บัดนี้เจ้าปลอดภัยแล้ว”เด็กน้อยซุ
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 4 มารดาไร้ความสามารถ ไม่อาจให้ความสุขสบาย
กงล้อไม้หุ้มเหล็กกล้าบดเบียดลงบนเส้นทางถนนโบราณที่ใช้สัญจรมายาวนานอันขรุขระ รถม้าเทียมล่อโคลงเคลงไปมาตามจังหวะการย่ำเท้าของสัตว์พาหนะ เสียงกระดิ่งทองเหลืองที่ผูกติดกับเกอกระทบกันดังกังวาน ผสานกับเสียงตะคอกต้อนฝูงม้าของเหล่าผู้คุ้มภัยแห่งสำนักเจิ้นหย่วน ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดพาเอาฝุ่นผงแห่งการเดินทางคลุ้งตลบห้าวันแล้วที่ขบวนสินค้าเดินทางรอนแรมรอนออกจากเมืองหลวง ทิวทัศน์สองข้างทางแปรเปลี่ยนจากกำแพงอิฐสีเทาสูงตระหง่านและทะเลหิมะขาวโพลน กลายเป็นทิวเขาซับซ้อนและป่าไผ่เตี้ยที่เริ่มผลิใบอ่อน อากาศทางใต้แม้ยามนี้ยังคงมีกลิ่นอายเหมันต์หลงเหลือ ทว่าไม่ได้หนาวเหน็บเสียดกระดูกเฉกเช่นในดินแดนทางตอนเหนืออีกต่อไปภายในรถม้าโดยสารคันที่สามนับจากท้ายขบวน พื้นที่แคบสี่เหลี่ยมถูกปูรองด้วยฟางแห้งและฟูกหยาบ ๆ อวิ๋นเยว่ซินในชุดสตรีชาวบ้านสีเทาปะชุน รวบผมปักเพียงปิ่นไม้เรียบง่าย กำลังใช้พัดสานใบเล็กพัดเตาอั้งโล่ดินเผาขนาดจิ๋ว คอยเคี่ยวยาสมุนไพรในหม้อดินให้บุตรชาย กลิ่นฉุนปนขมของตังกุยและขู่เซินลอยอบอวลไปทั่วห้องโดยสารคับแคบฝั่งตรงข้ามของนางคือสตรีวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าอิ่มเอิบเปื้อนยิ้มนามว่าหลินเซิ
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 5 วสันต์แย้มเยือนเจียงหนาน
กาลเวลาลื่นไหลหยดผ่านดั่งทรายในหลอดแก้ว ยี่สิบแปดราตรีของการรอนแรมฝ่าฟันเฟิงเฉิน ในที่สุดขบวนสินค้าสำนักเจิ้นหย่วนก็เดินทางล่วงเข้าสู่เขตดินแดนเจียงหนาน[1] ทัศนียภาพสองข้างทางที่เคยเป็นทิวเขาแห้งแล้งและป่าโปร่งสีหม่น แปรเปลี่ยนเป็นท้องทุ่งนาสีเขียวขจีสลับซับซ้อน ท้องฟ้าเปิดกว้างไร้เมฆหมอกทะมึน ลมวสันต์พัดแผ่วเบาหอบเอาละอองความชื้นและกลิ่นอายของดอกซิ่งฮวาที่กำลังผลิบานมาเตะจมูก ขับไล่ความเหนื่อยล้าจนสิ้นสูญล้อรถม้าเทียมล่อเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าลงเมื่อเข้าสู่เขตชานเมือง กำแพงเมืองก่ออิฐสีเทาอมฟ้าของเมืองหลินอันตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทว่าไม่ได้ดูเคร่งขรึมกดดันเฉกเช่นเมืองหลวง ประตูเมืองเปิดกว้างต้อนรับผู้คนจากทั่วสารทิศ ทหารยามสวมชุดเกราะอ่อนเพียงตรวจตราป้ายผ่านด่านอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เข้มงวดจนสร้างความลำบากแก่ราษฎร“ท่านแม่ ดูเรือพวกนั้นสิขอรับ! มีหลังคาสีดำประหลาดตาเต็มไปหมดเลย!”เสียงเจื้อยแจ้วของอวิ๋นอวี่เจ๋อดังขึ้น เด็กน้อยเกาะขอบหน้าต่างไม้ เลิกม่านขึ้นจนสุด นัยน์ตากลมโตสุกใสดั่งดาราพราวเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ อาการจับไข้หนาวสั่นเมื่อคราก่อนปลาสนาการไปสิ้น พวงแก้มของก้อ
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 6 ตลาดฝั่งตะวันออกแห่งหลินอัน
ดวงตะวันยามเว่ยทอแสงสีทองอมส้มสาดส่องผ่านระแนงไม้ไผ่เหนือเรือนปีกซ้าย หลังจากปัดกวาดเช็ดถูจนฝุ่นธุลีมลายสิ้น อวิ๋นเยว่ซินก็ผลัดเปลี่ยนชุดผ้าฝ้ายหยาบสีครามเข้มทะมัดทะแมง รวบเรือนผมดำขลับปักด้วยปิ่นไม้เรียบง่ายไร้ลวดลาย ส่วนอวิ๋นอวี่เจ๋อสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อน ใบหน้าจิ้มลิ้มเปื้อนยิ้มกว้าง สองแม่ลูกจูงมือกันก้าวออกจากรุ่ยเหอโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าสู่ตลาดฝั่งตะวันออก แหล่งรวมการค้าอันคึกคักที่สุดในเมืองหลินอันสองฟากฝั่งถนนปูด้วยแผ่นหินหยกเรียบกริบ คูน้ำใสสะอาดยามสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ ต้นต้นหลิวลู่ลมแผ่กิ่งก้านลู่ลมระย้าลงระคายผิวน้ำ สลับกับสะพานหินโค้งก่งเฉียว’ที่ทอดข้ามลำคลองเป็นระยะ บรรยากาศช่างแตกต่างจากความเยือกเย็นในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง“ท่านแม่ ผู้คนมากมายเหลือเกินขอรับ ข้าตาลายไปหมดแล้ว” อวิ๋นอวี่เจ๋อเบิกตากว้าง มือน้อย ๆ กระชับฝ่ามือมารดาแน่นพลางชะเง้อคอไปรอบทิศ“ตลาดฝั่งตะวันออกเป็นศูนย์กลางพานิชย์ ผู้คนย่อมผู้คนพลุกพล่าน เบียดเสียดยัดเยียด เดินไหล่กระทบไหล่เช่นนี้แล” อวิ๋นเยว่ซินก้มลงแย้มยิ้มบางเบา นัยน์ตาทอประกายเอ็นดู “อวี่เจ๋อจับมือแม่ให้แน่นนะลูก อย่าได้พลัดหลงเชียว
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 7 รับข้อเสนอ
แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องลงกลางลานเรือนปีกซ้าย เตาหินในครัวเล็ก ๆ สว่างไสวด้วยเปลวเพลิงสีชาด อวิ๋นเยว่ซินสวมผ้ากันเปื้อนสีปูนแห้งกำลังง่วนอยู่กับการเจียวน้ำมันหมูในกระทะเหล็ก เสียงน้ำมันแตกฟองดังฉ่า ๆ ส่งกลิ่นหอมหวนลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ“ท่านแม่ กลิ่นหอมจังเลยขอรับ นี่คือสิ่งใดหรือ” อวิ๋นอวี่เจ๋อเขย่งปลายเท้าเกาะขอบโต๊ะ นัยน์ตากลมโตจ้องมองของเหลวสีเหลืองทองใสกระจ่างในชามดินเผา“นี่คือน้ำมันหมูลูกรัก เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ขนมเปี๊ยะไส้ไข่เค็มของเรามีชั้นแป้งที่กรอบร่วนอย่างไรเล่า”อวิ๋นเยว่ซินอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือเรียวตักน้ำมันหมูที่พักจนอุ่นผสมลงในแป้งสาลีเนื้อละเอียด นวดคลึงจนเข้ากันกลายเป็นก้อนสีเหลืองนวล จากนั้นจึงหันมาผสมแป้งอีกส่วนกับน้ำสะอาดและน้ำมันเล็กน้อย นวดจนเนียนนุ่มเป็นแป้งนุ่ม ๆนางนำถั่วแดงที่ต้มจนเปื่อยยุ่ยมาบดผ่านตะแกรงไม้ไผ่ กวนกับน้ำตาลทรายขาวบนเตาไฟอ่อนจนเหนียวข้น รสชาติหวานล้ำ ทว่าไม่เลี่ยนจนเกินไป จากนั้นจึงหยิบไข่เป็ดแดงเค็มสีส้มอมแดงที่ผ่านการล้างกลิ่นคาวด้วยสุราขาวจนหมดสิ้นมาห่อหุ้มด้วยกวนถั่วแดงอย่างเบามือ“อวี่เจ๋อ มาช่วยแม่คลึงก้อนแป้งเหล่านี้ให้กลมทีนะ
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 8 หยาดเหงื่อแลกตําลึงเงิน
ล่างเข้ายามจื่อ รัตติกาลแผ่คลุมเมืองหลินอันจนเงียบสงัด ทว่าภายในเรือนปีกซ้ายของรุ่ยเหอโรงเตี๊ยม แสงไฟจากเตาอั้งโล่ยังคงลุกโชนสว่างไสว อวิ๋นเยว่ซินตบแป้งสาลีลงบนโต๊ะไม้จนเกิดฝุ่นสีขาวฟุ้งกระจาย สองแขนบอบบางที่เคยสวมเพียงกำไลหยกมันแพะพับแขนเสื้อขึ้นจรดข้อศอก ออกแรงนวดแป้งครั้งแล้วครั้งเล่าจนเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผากมนการอบขนมเปี๊ยะจำนวนหนึ่งร้อยชิ้นด้วยอุปกรณ์อันจำกัดจำเขี่ยถือเป็นงานที่รีดเร้นพลังกายอย่างสาหัส นางต้องประยุกต์ใช้หม้อดินเผาถึงสามใบตั้งเรียงบนเตาไฟถ่าน สลับสับเปลี่ยนกันอบขนมรอบละสิบห้าชิ้น กลิ่นควันไฟและกลิ่นน้ำมันหมูอบอวลติดเรือนผมและเสื้อผ้า ทว่าแววตาของสตรีผู้เคยเป็นถึงฮูหยินเอกแห่งจวนโหวกลับเปล่งประกายเจิดจ้า“แค่ก! แค่ก!”เสียงไอแผ่วเบาดังจากเตียงไม้ด้านในทำให้อวิ๋นเยว่ซินชะงักมือ นางรีบใช้หลังมือเช็ดคราบเหงื่อและเศษแป้งบนใบหน้า เดินไปเลิกม่านมุ้งเก่า ๆ ขึ้นดู อวิ๋นอวี่เจ๋อกำลังนอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ มือเล็กกระชับผ้าห่มผืนบางแน่น“อวี่เจ๋อ อดทนอีกนิดนะลูก” นางกระซิบเสียงอ่อนโยน ลูบศีรษะทุยเบา ๆ “พรุ่งนี้แม่จะไปซื้อฟูกนุ่นผืนหนา ๆ และตัดเย็บชุดผ้าฝ
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 9 เตาเผาหนุนส่งความมั่งคั่ง
ลมวสันต์พัดพาความอบอุ่นมาเยือนเมืองหลินอันอย่างเต็มตัว กิ่งต้นหลิวลู่ลมริมคูน้ำแตกใบอ่อนสีเขียวขจีท้าทายแสงตะวัน ภายในลานกว้างของเรือนปีกซ้ายแห่งรุ่ยเหอโรงเตี๊ยม เสียงล้อรถเข็นไม้บดเบียดกับพื้นหินหยกดังสนั่น ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าประตูไม้บานเก่า“แม่นางอวิ๋น! ของที่เจ้าสั่งทำเสร็จแล้ว!”เสียงตะโกนทุ้มต่ำของลุงหลู่ ช่างปั้นเตาฝีมือเอกแห่งย่านตลาดฝั่งตะวันตร้องเรียก อวิ๋นเยว่ซินรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก้าวเดินออกไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ด้านหลังของนางมีอวิ๋นอวี่เจ๋อชะเง้อคอมองผ่านบานประตูด้วยความใคร่รู้บนรถเข็นไม้คือเตาอบดินเผาขนาดใหญ่ที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ รูปทรงคล้ายโอ่งมังกรคว่ำ ฐานกว้างหนาหนักสลักช่องระบายอากาศและช่องใส่ฟืน ด้านในบุกรุด้วยกรวดแม่น้ำและกระเบื้องทนไฟ แบ่งเป็นสองชั้นเพื่อวางตะแกรงเหล็ก สามารถอบขนมได้คราวละห้าสิบชิ้นโดยที่ความร้อนกระจายสม่ำเสมอ“ลำบากลุงหลู่แล้วเจ้าค่ะ เตาใบนี้รูปทรงสมบูรณ์ รอยยาแนวแน่นหนาไร้ช่องโหว่ ฝีมือของท่านช่างล้ำเลิศ” นางเอ่ยชมพลางเดินวนสำรวจรอบเตาอบด้วยความพึงพอใจ“ฮ่า ๆ ๆ แม่นางกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าตีเหล็กปั้นเตามาค่อนชีวิต เพิ่งเคยเห็นสตรีท
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 10 สัญญาเช่า
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานกรุด้วยกระดาษทาบทับลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า กลิ่นหอมจาง ๆ ของหมึกฮุยโจวลอยอวลขับไล่กลิ่นควันฟืนจนสิ้นอวิ๋นอวี่เจ๋อในชุดผ้าฝ้ายสีครามตัวใหม่นั่งหลังตรงดุจต้นไป๋[1] ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างมีสมาธิ มือน้อยกระชับพู่กันขนหมาป่าจรดปลายลงบนกระดาษเนื้อหยาบ ลากเส้นสายน้ำหมึกอย่างตั้งใจ แม้น้ำหนักมือจะยังไม่มั่นคง ทว่าเค้าโครงของตัวอักษร ‘อวิ๋น’ กลับปรากฏชัดเจนสมส่วน“ท่านแม่ ตัวอักษรของข้างดงามหรือไม่ขอรับ” เด็กน้อยวางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึกหินตวนเยี่ยน ก่อนจะช้อนตากลมโตขึ้นมองมารดา แววตาเปี่ยมด้วยความคาดหวังอวิ๋นเยว่ซินที่เพิ่งจัดเรียงขนมเปี๊ยะสองร้อยชิ้นลงในปิ่นโตไม้สาน เดินเข้ามาซ้อนแผ่นหลังบุตรชาย นางก้มลงพินิจรอยหมึกบนหน้ากระดาษพลางแย้มยิ้มกว้าง“เพียงวันแรกที่จับพู่กัน เจ้าก็เขียนอักษรประจำแซ่ได้สมดุลถึงเพียงนี้ อวี่เจ๋อของแม่ช่างมีพรสวรรค์ สะบัดพู่กันเขียนอักษรได้อย่างพลิ้วไหว ในภายภาคหน้าเจ้าต้องเป็นบัณฑิตที่ลายมืองดงามที่สุดในหลินอันแน่แท้”“ข้าจะคัดอักษรทุกวันเลยขอรับ! จะได้เก่งกาจเร็ว ๆ” ก้อนแป้งน้อยยิ้มจนตาหยี แก้มยุ้ยขึ้นสีระเรื่อด้วยความภาคภูมิใจนางลูบ
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status