LOGINในค่ำคืนนั้นมัฑณาวียืนจ้องมองนามบัตรในมืออยู่หลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างตรองไม่ตก ว่าควรจะโทรไปหาคนที่ถูกระบุในนามบัตรดีหรือไม่
และไม่รู้เลยว่าฬียากรเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างตัวตั้งแต่เมื่อไร จนกระทั่งได้ยินเสียงเอ่ยถาม
“ยืนคิดอะไรอยู่เหรอคะพี่มัท”
มัฑณาวีหันไปสบตาฬียากรก่อนจะถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มออกมาอีกครั้ง
“ก็กำลังคิดถึงปัญหาของตัวเอง”
“เรื่องงานหรือว่าเรื่องนั้นคะ”
“ทั้งสองเรื่องเลยลียา แต่ที่ทำให้พี่กลุ้มอยู่ตอนนี้ก็คงเป็นเรื่องแต่งงานที่พี่ไปโม้กับฤทัยเอาไว้” สีหน้าและการถอนหายใจอยู่บ่อยครั้งของมัฑณาวี บ่งบอกได้ดีถึงความกลัดกลุ้มใจเกี่ยวกับเรื่องที่พลั้งเผลอพูดออกไปด้วยความโกรธ ยามที่โดนเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่างหนึ่งฤทัยพูดจาสบประมาทจุดอ่อนของตัวเอง
“แล้วพี่มัทคิดได้หรือยังคะว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง”
“ก็คิดได้อยู่วิธีหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าควรทำไหม ลียาว่าพี่ควรโทรไปหาคุณติณณภพ เพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาดีไหม”
“ลองดูก็ได้ค่ะ”
“ลียาเห็นด้วยกับความคิดของพี่ใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร แต่ลียาไม่อยากให้พี่มัทคาดหวังมาก ถ้าผลมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด พี่มัทจะได้ไม่ผิดหวัง” ฬียากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่โทรไปหาเขาเลยนะ”
มัฑณาวีเดินไปหยิบมือถือมากดเบอร์โทรศัพท์ตามที่ระบุไว้ในนามบัตรอย่างรวดเร็ว เพราะเกรงว่าขืนชักช้าความกล้าของเธอจะหมดไป หรือไม่เธอก็อาจจะเปลี่ยนใจ รออยู่นานก็ไม่มีคนรับก่อนจะโอนสายให้ฝากข้อความ หญิงสาวตัดสินใจวางสาย
“เขาไม่รับ ติดฝากข้อความ”
“ลองโทรไปอีกทีสิคะ ถ้าเขายังไม่รับพี่มัทก็ฝากข้อความไว้ ลียาว่าเขาต้องเปิดฟัง”
“จะดีเหรอลียา”
“ไหน ๆ ตัดสินใจแล้ว ก็ต้องลงมือทำให้ถึงที่สุดสิคะ โทรเลยค่ะ”
หญิงสาวยอมทำตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นน้อง ผลก็ออกมาเหมือนเดิมคือติดฝากข้อความ ครั้งนี้มัฑณาวีตัดสินใจฝากข้อความเสียงไว้
“สวัสดีค่ะคุณติณณภพ ดิฉันมัฑณาวี ผู้หญิงที่คนของคุณเกือบจะขับรถชนในวันนี้ ฉันอยากจะพบคุณ ไม่ทราบว่าคุณพอจะสละเวลามาพบฉันได้ไหมคะ แล้วฉันจะติดต่อกลับไปอีกครั้งค่ะ” จากนั้นก็วางสายก่อนจะเหลือบสายตาไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่ที่ผนัง
“สี่ทุ่มกว่าแล้วเหรอ มิน่าล่ะเขาถึงไม่รับสาย คงเพราะดึกไป พรุ่งนี้พี่ตั้งใจว่าจะลองโทรหาเขาใหม่อีกครั้ง ถ้ายังไม่ได้ผลก็ว่าจะลองบุกไปหาเขาถึงที่”
“จะบุกไปคนเดียว!”
“ใช่ ที่จริงพี่ก็ไม่อยากไปคนเดียวหรอกแต่ลียาต้องทำงาน”
“ชวนพี่พิซซี่ไปด้วยสิคะ”
มัฑณาวีรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “พูดอย่างกับลียาไม่รู้จักนิสัยของพิซซี่ นอกจากนางไม่ไปแล้วยังจะด่าพี่อีกน่ะสิไม่ว่า”
ใบหน้าของฬียากรปรากฏรอยยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจนต้องย้อนถาม
“พี่มัทกลัวพี่พิซซี่เหรอคะ”
“กลัวปากนาง ด่าทีสะเทือนถึงไส้ถึงพุง”
“แต่พี่พิซซี่รักพี่มัทมากนะคะ แม้จะปากร้ายอยู่บ้าง แต่ที่พูดไปก็เพราะรักและหวังดีกับพี่มัท”
“พี่รู้จ้ะ แต่ก็ยังกลัวปากนางอยู่ดี”
“แล้วจะไปคนเดียวจริง ๆ เหรอคะ ให้ลียาลางานไปเป็นเพื่อนพี่มัทดีไหมคะ” อีกฝ่ายเสนอแนะด้วยความเต็มใจ
“อย่าเลย วันนี้ก็โดดงานเพราะพี่มาทีหนึ่งแล้ว ไม่ต้องห่วงนะพี่ไปเองได้ ถ้ามีความคืบหน้ายังไงจะกลับมาเล่าให้ฟัง”
“พี่มัทจะเสียใจไหมถ้าเกิดเขาไม่ให้พี่มัทเข้าพบ หรือพบแล้วเขาปฏิเสธที่จะช่วย เพราะมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขา แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพี่”
“ไม่หรอกลียา เขามีสิทธิที่จะปฏิเสธ แต่พี่ก็อยากลอง อย่างน้อยก็จะได้รู้คำตอบว่าหมดหวัง เราจะได้มองหาวิธีอื่น”
“สู้ ๆ ค่ะ ลียาเป็นกำลังใจให้”
“ขอบใจนะน้องรักที่อยู่เคียงข้างพี่เสมอ”
ทั้งคู่ยิ้มให้กันและกันอย่างอบอุ่นก่อนที่ฬียากรจะเปลี่ยนเรื่อง
“พี่มัทจะบอกคุณยายเรื่องที่ต้องออกจากงานหรือเปล่าคะ”
“ไม่ดีกว่า บอกไปคุณยายก็จะเป็นห่วงเปล่า ๆ ไว้บอกตอนได้งานใหม่ทีเดียวเลยแล้วกัน”
“คิดถึงคุณยายเหมือนกันนะคะพี่มัท ไว้เราหาเวลากลับไปเยี่ยมคุณยายที่ไร่กันดีไหมคะ”
“ดี พี่ก็คิดถึงคุณยายเหมือนกัน กลับไปคราวนี้จะอ้อนให้คุณยายทำอาหารและขนมอร่อย ๆ ให้เราสองคนกินให้พุงกางไปเลย ว่าแต่เราจะกลับไปที่ไร่เมื่อไรดี”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







