LOGINในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน
แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่”
“คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา”
“ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า
“ไม่”
“ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง
“ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง”
“ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
“เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้าวไปไหนแน่นอน จนกว่าคุณจะยอมฟังผมอธิบาย”
“ฉันไม่ฟัง ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาทนฟังคุณพล่าม ไม่ไปใช่ไหม ว่าฉันร้ายไม่ได้นะ”
เธอคว้าแจกันดอกไม้ที่อยู่ใกล้มือขว้างใส่เขาสุดแรง ติณณภพยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมหลบ แจกันใบนั้นเฉียดหัวเขาไปได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะตกลงมาแตก เสียงนั่นทำให้คนที่อยู่ด้านล่างสะดุ้ง
“จะรอดไหม!!” ภาคินสยองแทนติณณภพเลย
“ไม่แปลกใจเลยที่โดน”
“ทำไมคุณยายถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ” ภูมิระพีเอ่ยถาม
“เพราะมัทรักติณณ์มากเมื่อผิดหวังจึงเสียใจมาก คงไม่ยอมฟังเหตุผลหรือคำอธิบายอะไรทั้งนั้น ต้องรอให้อาละวาดจนเหนื่อยเสียก่อนถึงจะยอมฟัง” ที่พูดแบบนี้เพราะเธอรู้จักนิสัยของหลานสาวเป็นอย่างดี
ในขณะนั้นเหตุการณ์ด้านบนก็กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต สองหนุ่มสาวยืนเผชิญหน้าจ้องตากันแบบไม่มีใครยอมใคร
“ฟังผมอธิบายก่อนนะมัท”
“ไม่ ฉันไม่อยากจะฟังอะไรที่คุณพูดทั้งนั้น กลับไปเสียก่อนที่คุณจะโดนมากกว่านี้”
มัฑณาวีไม่ฟังแถมยังไล่เขากลับไปแต่เขาไม่ยอม เขารวบตัวเธอเข้ามากอดไว้แน่น เธอดิ้นรนต่อสู้ ปากก็ตะโกนบอกให้เขาปล่อย
“ปล่อยฉันนะ...ฉันบอกให้ปล่อย” แต่แรงเธอหรือจะสู้เขาได้ ยิ่งดิ้นรนหลีกหนีเขาก็ยิ่งรัดร่างของเธอแน่นขึ้น
“ผมจะปล่อยก็ต่อเมื่อคุณยอมฟังผมพูด ฟังผมอธิบายสักครั้งนะมัทผมขอร้อง” เขาพูดขอร้องเธอด้วยน้ำเสียงวิงวอน
“อยากจะพูดอะไรก็รีบพูดมา พูดจบแล้วจะได้ไปให้พ้นหน้าฉันเสียที ฉันเบื่อหน้าคุณเต็มทนแล้ว”
“ผมรู้ว่าคุณโกรธผม ที่ผมทำเหมือนไม่เชื่อใจคุณ”
เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาเจ็บช้ำที่เขาสะกิดแผลในใจของเธอ
“ใครไม่เชื่อในตัวฉันไม่เป็นไร แต่ต้องไม่ใช่คุณ คุณไม่เชื่อไม่ได้” หญิงสาวตะโกนใส่หน้าเขาทั้งน้ำตา
เขาปล่อยตัวเธอเป็นอิสระ และปล่อยให้เธอได้พูดระบายความอัดอั้นในใจ เธอรัวกำปั้นทุบไปที่อกเขาไม่ยั้งหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเขาก็ยอมปล่อยให้เธอทำโดยไม่ปัดป้อง
น้ำตาแห่งความเสียใจของมัฑณาวีไหลลงมาไม่ขาดสาย ติณณภพรู้สึกบีบคั้นหัวใจเมื่อเห็นคนที่เขารักต้องร้องไห้เสียใจมากมายเช่นนี้ โดยมีเขาเป็นต้นเหตุแห่งความเสียใจนั้น
“ผมขอโทษ เสียใจที่ทำให้คุณต้องเป็นทุกข์ แต่ผมมีเหตุผล และอยากให้คุณฟังเหตุผลของผม”
“คุณมันใจร้าย ใจร้ายมากที่สงสัยในตัวฉัน ทั้งที่ฉันถูกปรักปรำแทนที่คุณจะปกป้องฉัน แต่คุณกลับพูดจาทำร้ายหัวใจฉัน รู้บ้างไหมว่าฉันเสียใจมากแค่ไหน มันเจ็บตรงนี้” เธอทุบไปที่ตำแหน่งหัวใจของเอง
“เจ็บเหมือนจะตาย” มัฑณาวีพูดย้ำเหมือนที่เคยบอกกับคนใกล้ชิดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับความรู้สึกของเธอกับเหตุการณ์นี้
ติณณภพคว้ามือข้างนั้นของเธอไว้ พร้อมกับดึงตัวเธอเข้ามากอดอีกครั้ง เขาเริ่มเข้าใจในสิ่งที่ภูมิระพีพูดแล้วว่ามัฑณาวีร้องไห้เสียใจ ราวกับหัวใจของเธอแตกสลายมันเป็นอย่างไร เขาพร่ำพูดขอโทษเธอหลายครั้ง
“คนไม่มีหัวใจอย่างคุณคงไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าฉันรู้สึกยังไง”
“ผมเข้าใจดีมัท เพราะผมเองก็รู้สึกทุกข์ใจไม่ต่างไปจากคุณ”
“ทุกข์ใจเหรอ ทุกข์ใจเรื่องอะไรในเมื่อคุณเป็นฝ่ายกระทำ ฉันต่างหากที่ต้องทุกข์ใจ”
“ผมยอมรับผิด และพร้อมจะยอมทำทุกอย่างตามที่คุณบอกให้ผมทำ ขออย่างเดียวอย่าเดินออกไปจากชีวิตผม คุณเป็นเสมือนลมหายใจของผมนะมัท ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ”
คำพูดของเขาทำให้เธอเย็นลง
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







