Masukติณณภพส่งโทรศัพท์มือถือของตนเองให้ภูมิระพี เขารับมาเปิดดูก็อดยิ้มตามไม่ได้ เมื่อเห็นภาพของมัฑณาวีในชุดแปลกตา เธอสวมใส่ผ้าถุงลายสวยและเสื้อคอกระเช้าสีหวาน มีทั้งภาพเดี่ยวในหลากหลายอิริยาบถ ภาพถ่ายคู่กับสาวสวยอีกคนที่ใส่ชุดแบบเดียวกันเพียงแต่คนละสี และภาพเซลฟี่ของเธอและผองเพื่อน รวมถึงหญิงสูงวัยหน้าตาใจดีคนหนึ่ง ใบหน้าของทุกคนล้วนมีรอยยิ้มที่สดใส
เมื่อเปิดคลิปดูก็จะเห็นว่ามัฑณาวีแนะนำเมนูอาหารไทยที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับพูดชักชวนติณณภพให้มาร่วมสนุกกันที่ไร่ผลไม้ของคุณยาย พร้อมกับลิ้มรสชาติอาหารอร่อยมากมายที่คุณยายของเธอเป็นคนทำ แต่มีข้อแม้ว่าเขาจะต้องมาช่วยงานที่ไร่เป็นการแลกเปลี่ยน
ภาพและคลิปเหล่านั้นเรียกรอยยิ้มของภูมิระพีได้เช่นกัน
“เวลาคุณมัทแต่งตัวแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบนะ เธอดูสดใสมีชีวิตชีวาเหมาะกับผู้ชายเคร่งขรึมยิ้มยากอย่างนาย”
“ระหว่างเราเป็นแค่เพื่อนกัน”
“ตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่เพื่อน แต่ก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นมากกว่าเพื่อนได้ ขอเพียงนายเปิดใจ อย่าปิดกั้นตัวเองเหมือนที่ผ่าน ๆ มา”
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเรียกเข้าจากมัฑณาวี
“คุณมัทวีดีโอคอลมาหานาย” ภูมิระพีส่งโทรศัพท์คืนเพื่อนพร้อมเร่งให้อีกฝ่ายรับสาย
“รีบรับสิ”
ติณณภพสองจิตสองใจว่าควรรับสายนั้นดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็กดรับสายดังกล่าว ภาพและเสียงของใครบางคนที่ไม่คุ้นตาปรากฏอยู่ตรงหน้า
“ไฮ! คุณดิน นี่พิซซี่เองนะ พิซซี่เป็นเพื่อนสนิทมัทแฟนของคุณ”
“แฟนผม!” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“ก็ใช่น่ะสิ มัทเล่าให้เราฟังว่าคุณรับปากที่จะแสดงบทคู่รักกำมะลอในนามของเจ้านายคุณ อย่าบอกนะว่าคุณเปลี่ยนใจ”
“เปล่าครับ แค่แปลกใจที่คุณพูดว่าเธอเป็นแฟนผม”
“ก็ซ้อมไว้ก่อนไง วันจริงจะได้ไม่เคอะเขิน แสดงออกมาได้อย่างแนบเนียน”
“พวกคุณกลัวว่าจะมีคนจับได้ว่าผมสวมรอย”
“ก็ทำนองนั้น งานนี้จะมีอะไรผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นมัทโดนพวกฤทัยสับเละเป็นโจ๊กแน่”
ติณณภพได้แต่นิ่งฟังโดยไม่ออกความคิดเห็น ปล่อยให้ปลายสายพูดอยู่เพียงฝ่ายเดียว
“มัทเล่าว่าคุณปฏิเสธคำชวนมาเที่ยวที่ไร่”
“ที่ผมไม่รับปากมัท เพราะผมไม่แน่ใจว่าเจ้านายผมจะมีงานอะไรให้ผมทำในวันหยุดนี้อีกหรือเปล่า”
“ฉันอนุญาต” เสียงนั้นดังเข้าไปตามสาย
“เจ้านายของคุณอยู่กับคุณด้วยเหรอ”
“ใช่ เรามากินข้าวด้วยกันหลังจากทำงานเสร็จ”
“เขาอนุญาตแล้วนี่ ทางสะดวกแบบนี้คุณก็มาเที่ยวกับพวกเราได้แล้วสิ คุณจะมาใช่ไหม”
ติณณภพนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะรับปาก “ครับ”
“จะขับรถมาเองหรือมารถทัวร์เราจะได้ออกไปรับ”
“ฉันให้นายเอารถของฉันไปใช้ได้”
“เจ้านายคุณใจดีเหมือนกันนะ สรุปว่าคุณจะขับรถมาเองใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราจะส่งแผนที่ไปให้ ว่าแต่จะมาถึงกี่โมงพวกเราจะได้ออกไปรับ”
“สิบโมงแล้วกันครับไม่สายไปใช่ไหม”
“เวลากำลังดีเลย เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราจะส่งรายละเอียดสถานที่นัดพบไปให้”
“คุยกับใครอยู่เหรอพิซซี่ มัวแต่เม้าอยู่นั่นแหละมากินข้าวได้แล้ว มัทกับลียาหิวจะแย่อยู่แล้ว”
“คุยกับแฟนแกไง ทักทายเขาสักหน่อยสิ”
คิ้วของมัฑณาวีขมวดมุ่นงงงันกับคำตอบของเพื่อน ก่อนจะหันไปโวยวายเมื่อเห็นว่าปลายสายเป็นใคร
“พิซซี่วีดีโอคอลไปหาดินเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ คุยกันซะให้หายคิดถึง แต่ไม่ต้องคุยนานนักหรอกนะ เพราะถึงยังไงพรุ่งนี้ก็จะได้เจอหน้ากันอยู่ดี”
พูดจบภาคินก็คืนโทรศัพท์มือถือให้เพื่อน ก่อนจะเดินไปสมทบกับฬียากรที่โต๊ะอาหาร เปิดโอกาสให้สองหนุ่มสาวได้พูดคุยกันตามลำพัง
“พิซซี่บังคับอะไรคุณหรือเปล่า”
“เปล่าครับ ผมว่างพอที่จะไปเที่ยวที่ไร่ตามคำชวนของคุณ ผมไปได้ใช่ไหม”
“แน่นอน คุณมาได้จังหวะเหมาะเลย เรากำลังขาดแคลนแรงงานอยู่พอดี”
“ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกหลอกไปใช้แรงงานเลย”
“ใครหลอกคุณ...ไม่มี้...ไม่มี...ต้องพูดว่าพาคุณมาเรียนรู้วิถีชุมชนต่างหากล่ะ ถ้าคุณไม่มาถือว่าพลาด”
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พบกัน”
“แล้วคุณจะมายังไง”
“เพื่อนคุณจะส่งรายละเอียดการเดินทางมาให้ เขาบอกจะออกมารับผมคุณจะมาด้วยใช่ไหม”
“ต้องไปสิ มีอะไรอีกไหม”
“เบื่อที่จะคุยกับผมแล้ว?”
“เปล่า...แต่มัทหิวมากเลย และถ้าขืนมัทช้าล่ะก็อาหารอันโอชะทั้งหมดก็จะตกไปอยู่ในท้องของพิซซี่ ซึ่งมัทยอมไม่ได้เด็ดขาด”
ติณณภพหลุดหัวเราะออกมา
“พรุ่งนี้พบกันนะคะดิน บาย” เธอโบกมือให้เขาพร้อมรอยยิ้มหวานก่อนจะวางสาย
“ต่อไปนี้ชีวิตของนายจะไม่เงียบเหงาเหมือนเดิมอีกแล้วติณณ์ ตราบใดที่ยังมีคุณมัทอยู่เคียงข้าง ฉันชักอยากจะไปเรียนรู้วิถีชุมชนพร้อมกับนายเสียแล้วสิ”
“ไปด้วยกันไหม”
“ไม่ดีกว่า เผลอความแตกขึ้นมาจะยุ่ง”
“อิ่มแล้วใช่ไหม”
“อืม”
ขณะที่รอเช็กบิลอยู่นั้น มัฑณาวีได้ส่งข้อความและสถานที่นัดพบมาให้ติณณภพ พร้อมกับแผนที่สำหรับใช้ในการเดินทางมาให้เขา
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







