Masukติณณภพขับรถมาถึงร้านเบเกอร์รี่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่นัดพบตรงตามเวลานัด และก็พบมัฑณาวีกับเพื่อนของเธอมานั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้วจึงเดินตรงเข้าไปสมทบ
“นั่งก่อนสิ มัทจะแนะนำให้ดินรู้จักเพื่อนรักของมัท นี่พิซซี่ ส่วนคนนี้ลียาเพื่อนรุ่นน้องที่มัทรักเหมือนน้องสาว”
“หล่อมาก รูปโพร์ไฟล์ในไลน์ว่าหล่อแล้ว ตัวจริงหล่อกว่าเป็นสิบเท่า หล่อทะลุมิติแบบนี้ ถ้าฤทัยได้เห็นเขาล่ะก็จะต้องตกตะลึงและอิจฉาแกแน่นอนเลยมัท” ภาคินเอ่ยหลังจากพิจารณาชายหนุ่มอย่างใกล้ชิด
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่ดิน”
“เช่นกันครับ”
“ลียาเรียกแบบนี้ได้ใช่ไหมคะ”
“ได้ครับ”
“คงไม่ต้องแนะนำตัวอะไรกันมากเพราะรู้จักกันแล้ว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า”
‘นิสัยเหมือนกันทั้งกลุ่ม ตีซี้ตั้งแต่แรกเจอ และทำราวกับว่ารู้จักสนิทสนมกันมานาน ทั้งที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก’ นั่นคือความคิดของเขา
ความแปลกอยู่ที่เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับความเป็นกันเองที่อีกฝ่ายมอบให้ กลับรู้สึกสบายใจด้วยซ้ำ ทั้งที่ปกติแล้วเขามักจะรักษาระยะห่างในทุก ๆ ความสัมพันธ์อยู่เสมอ กว่าเขาจะให้ความสนิทสนมกับใครได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญมันต้องใช้เวลา
แต่ไม่ใช่กับพวกเธอ
อาจเป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ไร้เล่ห์เหลี่ยม หรือการตักตวงผลประโยชน์แอบแฝง แต่เป็นไปในลักษณะต้องการอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ เสียมากกว่า
“เรื่องอะไร!”
คำถามของมัฑณาวีดึงเขาให้หลุดจากวังวนความคิดของตนเอง หันมาใส่ใจกับเรื่องตรงหน้า ซึ่งมั่นใจว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับเขา และก็เป็นไปตามคาด
“ไหน ๆ เขาก็จะต้องสวมบทบาทเป็นติณณภพอยู่แล้ว ฉันจึงมีความเห็นว่าเราควรให้เขาสวมบทบาทเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย เมื่อถึงวันจริงจะได้แสดงได้อย่างแนบเนียน ไม่โป๊ะแตกหลุดอะไรออกมาให้พวกฤทัยมันจับได้”
“จะดีเหรอพิซซี่” มัฑณาวีย้อนถาม
“แบบนี้น่ะดีที่สุดแล้ว คุณคิดยังไงดิน”
“สำหรับผมยังไงก็ได้ ถ้าพวกคุณเห็นว่ามันดีก็ตามนั้น”
จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เขาจะแสดงความเป็นตัวเอง ดีเสียอีกจะได้ไม่ต้องคอยระวังตัว
“อย่างนั้นก็ทำตามที่ฉันบอก ถ้าคุณยายจับพิรุธอะไรเราไม่ได้ก็ถือว่าผ่าน การผ่านบททดสอบตาสับปะรดของคุณยายได้ เราก็จะไม่ต้องกังวลว่ากลุ่มฤทัยจะจับผิดเราได้ ตามนี้นะ”
มัฑณาวีสบตาฬียากรก่อนจะตอบตกลง
“ว่าไงว่าตามกัน”
“มีกติกากันสักหน่อยเราจะได้ระวัง”
“กติกาอะไรอีกล่ะพิซซี่”
“ถ้าใครหลุดชื่อดินออกมาตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่ไร่ของคุณยาย คำละสองร้อย”
“หา! โหดไปหน่อยไหม”
“ไม่เห็นคนอื่นเขาจะโวยวายอะไร มีแต่แกที่โวยวาย”
“ก็คนอื่นเขาคงไม่พลาดบ่อยเท่ามัทน่ะสิเขาถึงไม่โวยวาย” มัฑณาวีโอดครวญ
คำตอบของมัฑณาวีเรียกรอยยิ้มจากทุกคน
“รู้ตัวก็ดี เอาตามนี้ล่ะแกจะได้ระวัง ถ้าไม่อยากเสียตังค์ก็หัดเรียกชื่อติณณ์เอาไว้ให้ชิน แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง”
“ไม่คิดจะออกความเห็นอะไรบ้างเลยเหรอดิน” หญิงสาวหันไปถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างตัว ด้วยหวังว่าจะหาแนวร่วมแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
“ผมเห็นด้วยกับความคิดของเพื่อนคุณ”
“เป็นงั้นไป” มัฑณาวีมีสีหน้าผิดหวังที่ไม่มีใครเป็นพวกเดียวกับตนเองเลยสักคน
“แล้วเราจะเอาเงินค่าปรับนี้ไปทำอะไรครับ”
“ทำบุญ” ทั้งสามคนตอบคำถามของเขาออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ทำบุญ!”
“ใช่แล้วค่ะ ปกติเราสามคนจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญตามมูลนิธิต่าง ๆ หรือไม่ก็สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ตามโรงพยาบาลทุกเดือนอยู่แล้ว เอาเงินที่ได้ตรงนี้ไปสมทบทุนของเดือนนี้ดีไหม” ภาคินและฬียากรพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของมัฑณาวี
คำตอบที่ได้รับสร้างความประหลาดใจให้ติณณภพอยู่บ้าง เพราะไม่คิดว่าพวกเธอจะชอบทำสิ่งเหล่านี้ แต่เท่าที่ฟังมาดูเหมือนพวกเธอจะร่วมกันทำสิ่งดี ๆ เช่นนี้อยู่เป็นประจำ
“แล้วเราจะไปมอบให้มูลนิธิไหน” ติณณภพเอ่ยถาม
“ทำบุญโรงศพที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ เหมือนอย่างที่เราเคยไปทำดีไหมคะพี่มัท” ฬียากรเสนอความคิดเห็น
“เป็นความคิดที่ดีเลยลียา”
“แล้วพี่พิซซี่ละคะเห็นด้วยไหม”
“จัดไปตามนั้นเลยน้องรัก จะได้ปลงว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครหนีพ้น สักวันเราก็ต้องตายเหมือนกัน”
“แล้วปลงได้หรือยังล่ะพิซซี่” มัฑณาวีแสร้งถาม
“ยังย่ะ แม้จะรู้ว่าถึงยังไงคนเราก็หลีกหนีความตายไปไม่พ้น แต่ฉันยังไม่อยากรีบตาย ขอใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากว่านี้ก่อน”
“ถ้าพวกคุณจะไปกันวันไหน อย่าลืมชวนผมด้วยนะครับ ถ้าไม่ติดงานอะไรผมก็อยากไปทำบุญร่วมกับพวกคุณ”
“หล่อแถมยังใจบุญอีกด้วยอ่ะ น่ารักที่สุด”
“เรากลับกันเสียทีดีไหมคะ ลียาสัญญากับคุณยายไว้ว่าเราจะกลับไปกินมื้อกลางวันพร้อมกับท่าน”
“จริงด้วยลียา ไปตอนนี้ถึงบ้านก็จะได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี มัทแกไปกับแฟนแกแล้วกัน แล้วไปเจอกันที่บ้าน”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส






![คุณเลขากับสามีทิพย์ [ Comedy 18++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
