LOGINเจ้าของร่างสูงยืนพิงหน้าต่างมองดูคนหมดสภาพที่นอนอยู่บนเตียง หลังจากถูกราดน้ำเรียกสติอยู่พักใหญ่กว่าจะหมดฤทธิ์ถึงได้หลับไป ปล่อยให้เคนจัดการเปลี่ยนผ้าให้ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่เลยสักนิด
ความต้องการของคนที่กินยาปลุกเซ็กซ์เข้าไปคือการที่มีความต้องการทางเพศ ซึ่งเคนไม่ได้อยากมีอะไรกับคนที่ขาดสติ วิธีที่พอจะช่วยได้ที่คิดออกก็มีเท่านี้
ระหว่างทางกว่าจะมาถึงห้องพักของพลับจีน เจ้าตัวพยายามที่จะปีนป่ายเข้าหาเคนอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถือว่าเก่งมากที่พยายามฝืนตัวเองได้ แม้ว่าจะต้องกัดแขนตัวเองจนเลือดซิบก็ตาม
“เจอตัวยังครับคุณแซน”
[ค่ะคุณเคน เป็นลูกค้าใหม่เพิ่งมาครั้งแรกค่ะ]
“ไม่ว่าจะลูกค้าเก่าหรือลูกค้าใหม่ ผมไม่สนใจ กฎของร้านเป็นยังไงคุณแซนรู้ใช่ไหมครับ”
[รู้ค่ะ แล้วเรื่องที่พนักงานของเราไปฟาดหัวเขาล่ะครับ]
“ผมไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เพราะพนักงานเราไม่ผิดที่ปกป้องตัวเอง”
“ค่ะ เดี๋ยวที่เหลือแซนจะจัดการให้เรียบร้อยค่ะ”
“ฝากด้วยครับ”
เคนกดวางสายจากผู้จัดการร้าน ทอดมองพลับจีนพลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ถึงไม่อยากข้องเกี่ยวด้วยแต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดีเพราะยังไงเสียพลับจีนก็ถือว่าเป็นพนักงานในร้านของเขาเหมือนกัน
ที่ร้านไม่ได้มีกฎห้ามพนักงานหากจะไปต่อกับลูกค้า แต่นั่นต้องมาจากความเต็มใจ ไม่ใช่การวางยาแบบนี้ การที่พลับจีนใช้ขวดตีหัวอีกฝ่ายก็ถือว่าสมควรแล้ว นั่นเป็นการป้องกันตัวไม่ใช่การตั้งใจทำร้ายร่างกาย
สุดท้ายแล้วสี่เดือนที่ผ่านมาก็เหมือนไม่มีความหมาย เมื่อเขายังต้องกลับมาข้องเกี่ยวกับเด็กคนนี้อีกครั้ง และลางสังหรก็บอกกับเขาว่าจะมีอีกเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้
เคนเดินเข้าไปดึงผ้าห่ม ห่มให้พลับจีนก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ไม่ลืมที่จะล็อกกลอนจากด้านในให้เสร็จสรรพ ก่อนจะกลับไปที่รถและขับออกไปทันที
...
พลับจีนตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เขายังสับสนมึนงงอยู่กับตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อคืนเพิ่งเจออะไรมา และยังจำได้อีกว่าคนที่ช่วยเขาไว้คือใคร ไม่รู้ว่าทำไมเคนถึงอยู่ที่นั่น และทำไมทุกครั้งที่เจอกันเขาถึงอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้อยู่ร่ำไป
นิ้วเรียวนวดคลึงขมับเบา ๆ ไอ้ยาที่เขาพูดถึงกันพลับจีนไม่คิดว่ามันจะทำให้คนคนหนึ่งเป็นได้ถึงขนาดนี้ เมื่อคืนหากเขาพลาดทำเรื่องน่าอายแบบนั้นลงไปกับเคนอีกเป็นครั้งที่สองคงเกิดปัญหาตามมาจริง ๆ ก็ได้ แบบนั้นเคนคงคิดว่าเขาตั้งใจให้ท่าหรือเปล่า
“อือ!!”
เจ้าของร่างร้องอื้ออึงด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะพยุงร่างตัวเองเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตา โชคดีที่วันนี้เขาไม่ต้องไปทำงานที่ร้านเบเกอรี่ แต่ก็ยังมีสอนพิเศษให้เด็ก ๆ ยังไงเสียก็เลื่อนนัดไม่ได้เด็ดขาด
พลับจีนใช้เวลาจัดการตัวเองไม่ถึงชั่วโมงก็รีบออกมาที่สวนสาธารณะที่เดิม ยังดีที่ไม่ได้มาสาย เด็ก ๆ ที่นัดไว้ก็ยังไม่มีใครมาถึง
ทว่าก่อนออกมาพลับจีนหยิบกระดาษโน้ตที่เคนเขียนทิ้งไว้เอาติดมือมาด้วย เป็นเบอร์โทรของอีกฝ่าย ซึ่งเขาไม่เคยมีช่องทางติดต่อเคนมาก่อน
ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งพลับจีนก็ตัดสินใจกดโทรไป ยังไงเขาก็ควรจะขอบคุณที่ช่วยไว้ ไม่งั้นเคนคงไม่ทิ้งเบอร์เอาไว้ให้
ถือสายรอจนตัดไปถึงสามครั้งก็ยังไม่มีวี่แววว่าอีกคนจะรับสาย พลับจีนจึงเลิกพยายามติดต่อไป ถ้าเห็นคงจะโทรกลับมาเอง.. นั่นแหละมั้ง
.
.
Rrrrr....
ระหว่างที่กำลังสอนเด็กก็มีสายโทรเข้ามา พลับจีนจึงปล่อยให้ทุกคนทำกันเองไปก่อน ปลีกตัวออกมารับสายจากเบอร์ที่เขาเพิ่งพยายามโทรไปก่อนหน้านี้
“สวัสดีครับ”
[ใครครับ]
“เอ่อ.. พลับเองครับ ไม่ทราบว่าใช่คุณเคนไหมครับ”
[อืม มีอะไร]
“พลับเห็นเบอร์ที่คุณเขียนทิ้งไว้ให้ในห้อง คือ.. พลับจะโทรมาขอบคุณน่ะครับ”
[แค่นี้]
“ครับ? แค่นี้ครับ”
[ฉันช่วยเธอแล้ว ยังต้องมาจัดการเรื่องที่เธอทำไว้กับลูกค้าในร้านฉันเมื่อคืนอีก แค่ขอบคุณคิดว่าพอหรือไง]
คิ้วสวยขมวดมุ่นติดกันไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายพูดเรื่องลูกค้าที่ร้าน เรื่องที่ช่วยเขาก็ขอบคุณแล้วไง ส่วนเรื่องที่ก่อไว้เมื่อคืนนี้มันเกี่ยวกับคุณเคนยังไง
“หมายความว่ายังไงครับ”
[อยู่ไหน]
“ครับ?”
[ไม่มีหูหรือไง ทำไมชอบให้พูดซ้ำ]
“อยู่สวนสาธารณะครับ”
[ที่ไหนล่ะ ต้องให้ถามละเอียดเลยหรือไง]
“แล้วคุณเคนจะอยากรู้ไปทำไมล่ะครับ”
[อยากขอบคุณเรื่องที่ฉันช่วยไว้ก็บอก ๆ มาเถอะ]
ไอ้ที่อยากขอบคุณก็ควรขอบคุณอยู่หรอก แต่นี่จะอะไรนักหนา แค่คำขอบคุณไม่พอหรือยังไง จะมาเอาอะไรจากเขา ค่าน้ำมันรถที่พาเขามาส่งที่ห้องหรือไง
สุดท้ายความเงียบจากปลายสายก็กดดันจนต้องบอกที่ตัวเองอยู่ตอนนี้ไป เขาละเบื่อจริง ๆ ไอ้ผู้ชายผีบ้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายคนนี้ เดาใจยากจริง ๆ ไม่รู้จะเอาอะไรยังไงกับเขากันแน่
หลังจากวางสายไป ใช้เวลาเพียงสามสิบนาทีเคนก็มาถึงที่พลับจีนอยู่ ทว่าไม่ได้ลงมาจากรถ ทอดมองร่างสมส่วนคุ้นตาที่กำลังตั้งใจสอนเด็ก ๆ อยู่เงียบ ๆ หลายต่อหลังครั้งที่เคนถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมากับสิ่งที่ตัวเองทำ แต่กลับตอบไม่ได้สักที
พลันอีกฝ่ายหันมาสบตากันเพียงครู่ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะหันไปคุยกับเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้ม รอส่งทุกคนกลับไปจนหมดถึงได้เดินมาที่รถของเคน
“คุณเคนมาหาพลับถึงที่นี่มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“มาเอาคำขอบคุณ”
“พลับก็ขอบคุณไปแล้วนี่ครับ”
“ไม่พอ”
“ฮะ?” แบบนี้ก็ได้เหรอวะ!?
“ขึ้นรถ”
“ไปไหนครับ”
“ทำไมถึงถามมากจังวะ” คิ้วเข้มขมวดติดกัน เอ่ยเสียงเข้มคล้ายคนรำคาญ
ทำไมถึงชอบบังคับกันอยู่เรื่อย แล้วทำไมเขาถึงต้องยอมทำตามทุกครั้งก็ไม่รู้ แต่ไปด้วยก็ดี เขาเองก็มีเรื่องสงสัยอยากจะถามอยู่เหมือนกัน
พลับจีนเดินถอนหายใจเสียงดังอ้อมมาอีกฝั่ง เปิดประตูรถขึ้นมานั่งข้างคนขับ ใบหน้าบึ้งตึงไม่ได้ทำให้เคนรู้สึกละอายใจที่บังคับให้อีกฝ่ายทำตามแต่อย่างใด
“สรุปจะพาพลับไปไหนครับ?”
“…”
อมหมาไว้ในปากอีกแล้วเหรอ! คำถามเขามันยากถึงขนาดตอบไม่ได้หรือไงกัน ไอ้คุณเคนนี่ทำให้เขาหัวเสียได้ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันจริง ๆ
ถ้าไม่ติดว่ามีบุญคุณที่ช่วยเขาไว้นะ พ่อจะง้างปากให้ฉีกเลย!!
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ รถจอดติดไฟแดงพลับจีนจึงเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยตอนที่คุยสายกันก่อนหน้านี้
“คุณเคนครับ”
“...”
“ตอนที่คุยสายกัน ที่คุณเคนบอกว่าต้องจัดการเรื่องที่พลับทำกับลูกค้าหมายความว่ายังไงครับ ทำไมคุณเคนถึงต้องมาจัดการอะไรให้พลับ”
“เธอทำงานที่นั้นมานานหรือยัง”
“เกือบปีแล้วครับ”
“ทำงานโดยที่ไม่รู้เลยหรือไงว่าใครเป็นเจ้าของร้าน”
นั่นสิ ที่ผ่านมามีอะไรเขาติดต่อผ่านผู้จัดการทั้งหมด ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานจนถึงตอนนี้ ไม่เคยสนใจเลยว่าเจ้าของร้านคือใคร แต่ละวันนึกแค่ว่าไปทำงานเลยไม่ได้ใฝ่ที่จะรู้อะไรมากมายนักนอกจากหน้าที่ของตัวเอง
เดี๋ยวนะ..
“อย่าบอกนะครับว่าคุณเคนคือเจ้าของร้าน”
“ถ้าไม่ใช่แล้วฉันจะไปจัดการเรื่องเมื่อคืนให้เสียเวลาชีวิตฉันทำไม”
ที่ผ่านมาเคนรู้เรื่องเขาอยู่ผ่านเดียวเลยสินะ มีแต่เขาที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของร้านที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วยซ้ำ
แบบนี้เรื่องที่เขาไม่อยากให้น่านน้ำรู้เคนจะบอกไปหรือยัง?
“คะ คุณเคนได้บอกน่านเรื่องที่พลับทำงานที่นั่นไหมครับ” เขาไม่อยากให้น่านน้ำรู้ว่าตัวเองทำงานกลางคืน เพราะหากรู้เข้าคงได้ห้ามไม่ให้ไปทำแน่ ๆ และถ้ารู้อีกว่าเขามีความจำเป็นต้องใช้เงิน น่านน้ำก็คงจะเอาเงินที่ตัวเองมีมาช่วยเหลือเขาอย่างเช่นเมื่อก่อน หรือไม่ก็คงขอให้เฮียคินทร์ช่วยรับเขาเข้าทำงานที่บริษัท
เป็นอย่างนั้นคงไม่ดีเท่าไร หากต้องรบกวนน่านน้ำมากเกินไป ที่ผ่านมาช่วงที่เรียนอยู่เวลาเขามีเงินใช้ไม่พอก็ได้น่านน้ำที่คอยหยิบยื่นมาให้ แค่นั้นก็เกรงใจจะแย่ เรื่องส่วนตัวที่คิดว่าตัวเองรับผิดชอบได้เขาก็ไม่อยากเอาไปทำให้เพื่อนต้องหนักอกรกใจไปด้วย
“คุณเคนอย่าบอกน่านเรื่องที่พลับทำงานที่นั่นได้ไหมครับ”
“แล้วฉันจะได้อะไร”
“...” แค่ไม่พูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองต้องเอาอะไรมาแลกด้วยหรือไง “คุณเคนอยากได้อะไรครับ”
“ทุกอย่างหรือเปล่า”
“ถ้าคุณเคนรับปากว่าจะไม่บอกน่าน”
“ฉันไม่บอกก็ได้ แต่แลกกับที่เธอต้องทำตามที่ฉันบอก.. ทุกอย่าง”
“มันไม่มากไปหน่อยหรือครับ”
“หรืออยากให้น่านรู้ล่ะว่าเธอทำงานอะไร”
“...”
แค่เรื่องราวชีวิตของเขาที่น่านน้ำรู้ก็น่าเวทนาพอแล้ว ถ้ารู้ว่าเขาทำงานอะไรน่านน้ำจะรังเกียจเขาไปเลยหรือเปล่า หรือจะทิ้งเขาไปเหมือนคนอื่น ๆ ไหมน่ะ
“ว่าไง ฉันไม่มีเวลารอเธอคิดนานหรอกนะ”
“ก็ได้ครับ ขอแค่อย่าบอกน่าน”
เขาไม่อยากเสียเพื่อนคนเดียวในชีวิตไป... เพราะงั้นแค่ยอมทำตามที่เคนบอกก็คงไม่เหนื่อยบ่ากว่าแรงเท่าไรหรอกมั้ง.. ใช่ไหม?
“ดี”
เอ่ยออกมาสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าสีหน้ากลับแฝงไปด้วยความพอใจ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากปิดบังน่านน้ำเขาคงไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ ถ้ารู้ว่าร้านนั้นเป็นร้านของเคนก็คงไม่เข้าทำงานตั้งแต่แรก
“สรุปคุณเคนจะพาพลับไปไหนครับ”
... เงียบกริบ
เมื่อกี้ยังพูดได้อยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงไม่พูดอีกแล้วล่ะ จะเอายังไงผู้ชายคนนี้ดีวะเนี่ย!
“พลับก็ขอบคุณไปแล้วนี่ครับ”
“ไม่พอ”
tbc.
คุยกับนักเขียน
คือ... รู้ตัวได้ยังว่าคนที่วอแวเขาคือใคร กันเอ่ยที่ไปวุ่นวายกับเขา ปัดโธ่บักเคนน้อยยยยย รู้ตัวได้ยังลูก น้องก็อยู่ของน้อง หนูนั่นแหละที่เอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับน้องเขาน่ะ
ตอนไหนที่พ่อกับแม่เป็นห่วงลูกที่สุด?เป็นคำถามที่เคนไม่เคยถามตัวเอง และไม่เคยรู้มาก่อน จนกระทั่งได้เป็นพ่อคนถึงได้รู้ว่าเวลาลูกต้องห่างออกไปจากอกเราจะเป็นห่วงและกังวลมากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง ยามที่อยู่กับเรา เรายังสามารถดูแลเขาได้ แต่เมื่อเขาต้องไปใช้ชีวิตตามช่วงวัยโดยที่ไม่มีเราอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา คนเป็นพ่อเป็นแม่ถึงได้นึกเป็นกังวล เป็นห่วงจนไม่เป็นอันกินอันนอนเคนแอบมาร้องไห้ในห้องน้ำคนเดียว เพราะพรุ่งนี้ลูกชายต้องไปโรงเรียนวันแรก ความกังวลใจเกิดขึ้นมากมาย กลัวว่าลูกจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ กลัวว่าเพื่อนจะรังแก กลัวว่าคุณครูจะใจร้าย กลัวว่าลูกจะใช้ชีวิตเองไม่ได้ก๊อก ก๊อก ก๊อก!“พี่เคน เป็นอะไรหรือเปล่า”พลับจีนออกมาตามเคนที่ชั้นล่าง เพราะนอน ๆ อยู่เคนก็บอกว่าจะมาเข้าห้องน้ำ แต่กลับลงมาชั้นล่างทั้งที่ในห้องก็มีห้องน้ำอยู่ในตัว หายไปนานหลายนาทีก็ยังไม่กลับขึ้นมาแกร๊ก!เสียงปลดกลอนประตูดังขึ้น พร้อมกับประตูที่ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นร่างชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าที่ยืนตาแดงก่ำ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา“เป็นอะไรครับ ร้องไห้ทำไม” พลับจีนเอ่ยถามด้วยความตกใจ“พี่เป็นห่ว
หลังจากผ่านพ้นงานวันเกิดลูกชายไปเมื่อห้าเดือนที่แล้ว เคนก็เสนอให้พลับจีนทำขนมมาขายที่ร้าน โดยมีน่านน้ำเป็นคนช่วยอีกแรง มีการปรับปรุงต่อเติมแยกออกมาเป็นเหมือนคาเฟ่เล็ก ๆ ข้าง ๆ ร้านอาหาร ยกเคาน์เตอร์บาร์มาไว้ที่นี่ ส่วนในร้านก็เพิ่มโต๊ะเพื่อรองรับลูกค้ามากขึ้น พนักงานเสิร์ฟลาออกเพราะเรื่องส่วนตัวกระทันหัน วันนี้เคนเลยมาช่วยงานที่ร้าน ส่วนเด็ก ๆ ก็ไปอยู่กับคุณปู่คุณย่า หากพามาที่นี่มีหวังไม่เป็นอันทำอะไรน่านน้ำปลีกตัวไปช่วยเคนรับออร์เดอร์ ส่วนพลับจีนช่วยพนักงานจัดการพวกเครื่องดื่ม เพราะเพิ่งต่อเติมได้ไม่นาน เรื่องของพนักงานเลยยังไม่ลงตัว ตอนนี้ได้มีการประกาศรับสมัครไปแล้ว ระหว่างนี้เจ้าของก็ต้องมาช่วยงานไปก่อนพลับจีนคิดว่าที่ลูกค้าได้เยอะแบบนี้คงเป็นเพราะทำเลที่เคนเลือกดี ป้ายหน้าร้านก็เด่นหรา ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องเห็น แถมระแวกนี้ ไม่มีเสียงรบกวน เหมาะแกการนั่งทานอาหารชิล ๆ ถ่ายรูปสวย ๆ อัปลงโซเชียลในช่วงเช้าพวกกาแฟกับขนมจะขายดี ตอนเที่ยงพวกพนักงานหรือคนที่สัญจรไปมาก็จะแวะพักทานข้าว ตกเย็นก็จะมีเด็กวัยรุ่น หนุ่ม ๆ สาว ๆ มานั่งเล่นทุก ๆ วันที่พลับจีนได้เห็นภาพนี้ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย
23 เมษา ชื่อร้านอาหารที่ถูกตั้งขึ้นโดยพลับจีน หลังจากได้ร้านอาหารมาพลับจีนก็ใช้เวลาคิดอยู่ไม่นานก็ได้ชื่อร้านมา ตั้งตามวันเกิดของมาวิน เพราะไม่ว่าอ่านชื่อร้านกี่ครั้งก็จะมีเราทั้งสามคนรวมอยู่ในนั้น มันอาจจะดูลึกซึ้งนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้เข้าใจยากเลยสักนิดเปิดร้านมาได้สามดือนกว่า ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางจนคล่องมือ เคนจ้างพนักงานให้มาคอยช่วยที่ร้าน อีกทั้งยังมีเชฟชื่อดังถึงสองคน นับวันลูกค้าเริ่มเยอะขึ้น พลับจีนก็ไม่เคยขี้เกียจเลยสักวัน หลังจากส่งเคนไปทำงานแล้ว ก็พาลูกชายมาที่ร้านอาหารขลุกตัวอยู่ที่นี่ทั้งวันจนเลิกงานเคนถึงมารับภายในร้านยังมีมุมเล็ก ๆ ไว้ให้พลับจีนได้นั่งวาดภาพเล่นตามที่เจ้าตัวชอบ เคนทำทุกอย่างไว้ละเอียดตามที่สเก็ตช์ภาพเอาไว้จริง ๆ ส่วนมาวินก็มีเพื่อนเล่นถึงสองคน นอกจากมีคุณแล้วยังมีมีเธอ ลูกชายคนเล็กของน่านน้ำที่มีอายุห่างกับมาวินเพียงปีเดียว แม้ว่ามาวินจะอายุมากกว่ามีเธอ แต่มีเธอมีศักดิ์เป็นพี่เพราะพ่อของมีเธอเป็นพี่ชายของพ่อมาวิน แบบนี้จึงเหมือนกับว่ามาวินเป็นน้องเล็กสุดพี่ชายคนโตอย่างมีคุณนอกจากจะพาน้องเล่นแล้ว ยังต้องคอยดูแลน้อง ๆ ไปด้วย กระนั้นก็ยังมีน่านน้ำที่เป
คืนวันผ่านไป ย่างเข้าปีที่สองของอายุลูกชาย เด็กน้อยในวันนั้น ตอนนี้เดินเตาะแตะได้แล้ว แถมยังกินเก่งขึ้นทุกวัน คนเป็นพ่อก็ดูจะเห่อลูกยิ่งกว่าเดิม เมื่อก่อนเคนไม่เคยเข้าใจคินทร์เลยว่าทำไมต้องตามใจลูกทุกอย่างขนาดนั้นไม่ว่าลูกอยากได้อะไรก็หามาให้ พอเจอกับตัวถึงได้รู้ว่าไม่ใช่แค่สิ่งของที่ให้ได้เพราะแม้แต่ชีวิตก็ยอมแลกมันเพื่อลูกได้เช่นกัน“มาวินของป๊า”พอชีวิตเริ่มมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เคนจึงผันตัวจากคนรักอิสระมาเป็นหัวหน้าอย่างแท้จริง ผับ Black butterfly ถูกปิดเป็นตัวลง แม้ว่าธุรกิจจะรุ่งเรือง แต่เคนคงทำต่อไม่ได้ คงไม่มีเวลามากพอเข้าไปดูแลที่นั่น เหลือเพียงร้านอาหารที่ขยายสาขาไปแล้วถึงห้าจังหวัดคนที่บอกว่าไม่อยากทำงานบริษัท ไม่อยากรับช่วงต่อจากที่บ้านตอนนี้กลับเริ่มเรียนรู้งานจากพี่ชาย อย่างน้อยก็เป็นอีกทางที่ทำให้มีรายได้อย่างมั่นคง และตอนนี้กำลังวางแผนจะสร้างร้านอาหารให้พลับจีน ซึ่งเป็นความฝันของที่เจ้าตัวเคยพูดเอาไว้กับน้อง เคนเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความฝันนั่นสำเร็จ“น้ำครับ”“ขอบคุณครับ”ร่างสูงอุ้มลูกชายเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะรับแก้วน้ำจากคนรักพร้อมทั้งโน้มไปหอม
ตื่นเช้ามาพลับจีนก็เห็นเคนกำลังนั่งทำอะไรสักอย่างที่ตู้เสื้ออยู่นานสองนาน ก่อนจะเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ออกมาก็ตรงไปที่เคนนั่งอยู่“ทำอะไรอยู่ครับ”ครั้นลุกขึ้นเดินไปดูก็เห็นว่าอีกคนนั่งดูรูปคู่ของเจ้าตัวกับเพื่อนสนิท หรือที่ไม่เคยพูดคำนั้นออกมาเลย เพราะยังไม่ลืมรักแรก เผลอ ๆ คงยังรักอีกฝ่ายอยู่หรือจริง ๆ เขาไม่ควรหวังอะไรไปตั้งแต่แรก ในเมื่อเคนก็เคยพูดว่าจะทำหน้าที่พ่อให้ลูก มันก็คงจะแค่นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นได้คนตัวเล็กเดินกลับไปอุ้มลูกชายที่ตื่นแล้วลงไปด้านล่าง ปล่อยให้เคนมองตามหลัง เมื่อรู้สึกตัวก็รีบตามลงมา“พลับ”“หิวแล้วครับ รบกวนตั้งโต๊ะให้หน่อย”พลับจีนอุ้มลูกมานั่งที่โต๊ะกินข้าว เลิกเสื้อขึ้นเพื่อให้ลูกกินนม ส่วนตัวเองก็นั่งรอเคนเอาข้าวต้มที่ตื่นมาทำตั้งแต่เช้ามาให้คนที่รู้ตัวว่าทำให้อีกฝ่ายระแคะระคายใจพยายามที่จะอธิบาย ทว่าพลับจีนไม่แม้แต่จะมองหน้ากัน เพียงแต่ตักข้าวกินเงียบ ๆ ทั้งที่บอกว่าหิวแต่กินไปไม่กี่คำก็วางช้อนไปเสียแล้ว ก่อนจะอุ้มลูกชายไปอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เคนหยิบเอาถ้วยไปจัดการล้างเสร็จเรียบร้อยถึงได้ตามมานั่งอยู่ใกล้ ๆ“พลับ”“...”“เธอโกรธฉันเหรอ”“เปล
มาวิน เมธาวิน วิรุฬห์โยธิน เด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาออกมาดูโลกเป็นวันแรกในวันที่ 23 เมษายน 2566 หลานชายคนที่สองของตระกูล ทุกคนดูจะเห่อหลานไม่ต่างจากคนแรก แม้แต่มีคุณเองก็ดูจะตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตัวเองได้น้องชาย จะได้มีเพื่อนเล่นเพิ่มตั้งแต่ออกจากห้องคลอดพลับจีนก็สลบไสลไปเพราะความเจ็บ โดยที่มีพ่อของลูกนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่าง ฝ่ามือใหญ่วางลงบนหน้าท้องพลับจีนแผ่วเบาเกลี่ยนิ้วลูบผ่านเสื้อ น้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาด้วยความสงสาร แผลผ่าคลอดคงทำให้พลับจีนเจ็บมากถึงได้นอนหลับไปนานจนพยาบาลเอาลูกมาให้ พลับจีนก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา“คืนนี้เดี๋ยวน่านเฝ้าพลับให้เองครับ”“ไม่เป็นไร เฮียอยู่ได้ เฮียอยากอยู่กับพลับ”“เอางั้นเหรอครับ แล้วเฮียจะดูลูกได้เหรอครับ”“อือ พยาบาลสอนไว้แล้ว เฮียทำได้”“ก็ได้ครับ แต่ถ้าไม่ไหวรีบโทรหาน่านนะ”“ครับ”น่านน้ำนึกเป็นห่วง ไม่รู้ว่าเคนจะทำได้อย่างที่พูดจริง ๆ หรือเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากขัดใจคนเป็นพ่อ“งั้นกลับกันก่อนดีไหมครับป๊าม๊า พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”“ถ้าอย่างนั้น ป๊ากับม๊ากลับก่อนนะเคน”“ครับ”“พรุ่งนี้ปู่กับย่ามาหาใหม่นะครับมาวิน”หญิงชราเอ่ยกับหลานชายด้วยใบหน้าอิ่มเอ
เป็นครั้งแรกที่พลับจีนพาคนอื่นเข้าห้องตัวเอง เพราะแม้แต่น่านน้ำก็ไม่เคยมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอาศัยอยู่ที่นี่เสียงฝนด้านนอกตกกระทบบนหลังคาเสียงดังชัดเจน แม้จะกั้นฝ้าแต่ไม่ได้ช่วยทำให้เสียงภายนอกเบาลงพลับจีนวางกล่องปฐมพยาบาลบนโซฟาข้าง ๆ ตัวเอง ใช้สำลีชุบน้ำเกลือค่อย ๆ ล้างแผลบนท่อนแขนแกร่ง ความเงีย
เคนเลี้ยวรถมาจอดหน้าห้องแถวที่พลับจีนอยู่ ก่อนจะปลุกอีกฝ่ายให้ลงไปจากรถ นั่งมองพลับจีนจนอีกคนเข้าห้องไปแล้วถึงจะขับรถออกไปทว่าขับออกมาได้ไม่ไกลก็ต้องวนรถกลับมาอีกครั้ง ขายาวก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องพลับจีน นอกจากหงุดหงิดเด็กที่อยู่ในห้องแล้วยังหงุดหงิดตัวเองอีกด้วยที่ทำอะไรแบบนี้ เขาไม่ควรยืน
บรรยากาศภายในห้องแขกวีไอพี กับชายหนุ่มวัยกลางคนประมาณสี่ห้าคน และเด็กพีอาร์อีกห้าคนรวมถึงพลับจีนที่กำลังทำหน้าที่ดูแลแขกอย่างเต็มที่นักธุรกิจท่านหนึ่งที่พลับจีนนั่งประกบข้างยื่นไมค์มาให้ ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มทุกครั้งที่มองกัน แม้จะแอบขนลุกอยู่บ้างแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะยังไงก็เป็นงานที่เขาเลือกเอง
ระหว่างทางไม่ได้มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างเงียบ พลับจีนเองก็อึดอัดจนทำตัวไม่ถูก กวาดสายตามองไปรอบ ๆ รถคล้ายกับกำลังสำรวจอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่ความจริงแล้วแค่ไม่รู้ว่าควรเอาสายตาไปวางไว้ตรงไหน ครั้นเหลือบไปเห็นสีหน้าเรียบนิ่งที่มักจะเห็นทุกครั้งเวลาเจอกันก็ยิ่งทำให้พลับจีนหมั่นไส้







