LOGINพอกินข้าวเสร็จ เจ้าของไร่ก็พาเราเดินดูไร่ เขาเดินนำหน้า ถนนดินอัดแน่นทอดยาวเข้าไปในไร่
“ตรงนี้เป็นโซนผักอินทรี” เขาพูดเสียงเรียบ แปลงผักเรียงตัวเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ผักสีเขียวสดกับดินสีน้ำตาลเข้ม มีเศษฟางคลุมบาง ๆ น้ำหยดไหลสม่ำเสมอจากสายยางเล็กที่พาดผ่านแปลง ถัดออกไปคือสวนผลไม้ ต้นสูงแผ่กิ่งก้าน มีป้ายไม้เล็ก ๆ ปักหน้าทุกแปลง บอกชนิดพืชและวันที่ปลูก กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นหญ้าลอยคลุ้ง เราทั้งสี่คนชะลอฝีเท้า เมื่อเจ้าของไร่ชี้ไปยังแนวไม้สูงทึบ “โซนนั้นเป็นป่ากันชน ปลูกไว้ให้แมลงดีอยู่ ไม่ใช้ยาอะไรทั้งนั้น....รู้ไหมทำไมถึงต้องมีป่ากันชน” “นอกจากจะช่วยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและอาหารให้แมลงดีแล้ว ยังช่วยป้องกันสารเคมีจากภายนอก ลดการกัดเซาะ สร้างความชื้น และเป็นเกราะป้องกันศัตรูพืชตามธรรมชาติ ใช่ไหมคะ” ฉันตอบแทรกขึ้นมาคนแรก “อืม ถูกทั้งหมด” เขาตอบสั้น ๆ แต่ฉันกับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ตอนตอบคำถามในห้องเรียนไม่เห็นมีความสุขแบบนี้เลย อยากฝึกงานที่นี่ทั้งปี ลึกเข้าไปอีก มีเสียงน้ำดังแผ่ว ๆ บ่อน้ำขนาดใหญ่สะท้อนแสงแดด มีปลากระโดดผิวน้ำเป็นระยะ รอบบ่อปลูกไม้พื้นบ้านและสมุนไพร ดูร่มเย็น ไกลออกไป เห็นโกดังไม้หลังใหญ่ โรงเพาะกล้าเรียงถาดสีเขียวเป็นแถวยาว คนงานกำลังทำงานกันอย่างตั้งใจ แต่ไม่ดูกดดัน ทุกคนยิ้มและคุยกันเบา ๆ ไม่เสียงดังจนน่าเกลียด กำนันหยุดเดินขึ้นมากะทันหัน ฉันที่กำลังมองคนทำงานอยู่เลยเดินไปชนข้างหลังเขา เขารีบหันมาทำท่าจะรับ แต่เพื่อนที่สุดแสนจะน่ารักของฉันเนี่ย มันดันรับฉันไว้ก่อน รักผิดเวลาจริง ๆ มึงง หลังเขาแข็งมากสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อด้านในเสื้อปุ๋ยเลย “ขอโทษค่ะพอดี เจ้าขามองพี่ที่เขาทำงานอยู่” “อืม เอ็งเจ็บตรงไหนไหม” เขาถามหน้านิ่ง แต่ไม่รู้ทำไมถึงทำให้ฉันใจสั่นได้ “ม..ไม่ค่ะ” “เดินดี ๆ หน่อยสิเจ้าขา ถ้าอยากเดินมองวิวมากมาอยู่ข้างหลังไหม เดี๋ยวเมเปิ้ลไปเดินด้านหน้าแทน” แค่นี้ก็รู้แล้วว่ายัยนั่นคิดว่าฉันอ่อย แล้วฉันก็จะไม่อธิบายด้วยจะคิดไงก็คิดไปเถอะ “อยากอยู่ข้างหน้าก็มาสิ” พูดจบยัยเมเปิ้ลก็ดึงมือเอวามาอยู่ด้านหน้าฉันกับลดาทันที ถึงมันจะรู้ว่าฉันประชดก็เถอะ “แล้วตรงนู้นอะไรเหรอคะ คาเฟ่เหรอ” เมเปิ้ลชี้ไปที่ร้านกาแฟขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างจากตรงนี้มาก “จะว่างั้นก็ได้ ส่วนมากก็ขายให้กับคนงานที่นี่แหละ พวกเอ็งอยากกินก็ไปซื้อได้ ไม่แพง ไปไหมข้าจะได้พาไป” “ไปค่ะ อยากกินน้ำหวานอยู่พอดี” เมเปิ้ลดี๊ด๊าจนเจ้าขากับลดามองบน ยัยนี่ชอบทำตัวสดใสร่าเริง แต่ความจริงนี่อื้อหือ เอาง่าย ๆ คือตอแหล เจ้าของไร่พาเราเข้าไปในร้านน้ำ ที่นี่มีที่นั่งสี่ห้าโต๊ะ เป็นร้านน้ำที่สร้างด้วยไม้ ไม่ได้ดูเก่านะ ดูวินเทจหน่อย ๆ รวม ๆ คือโอเคเลย นั่งตรงนี้ก็เห็นไร่ที่ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ที่นี่เป็นของเขาหมดเลยเหรอ รวยน่าดู “หนูเอา ชานมเย็นค่ะ เอาหวานน้อยนะคะ” ฉันเดินเข้าไปสั่งน้ำเป็นคนสุดท้าย คนอื่นกินอะไรฉันไม่ได้สนใจหรอก แต่เขากินโอเลี้ยง “เรียบร้อยจ่ะ” เขายื่นน้ำใส่แก้วพลาสติกที่มีโลโก้ไร่พักใจ “เท่าไหร่คะ” “สามสิบบาทจ่ะ” ฉันสแกนจ่ายแบบอึ้ง ๆ แก้วมันใหญ่มากนะ ปกติที่กรุงเทพไม่น่าต่ำกว่าหกสิบบาท แล้วเป็นร้านในคาเฟ่ไงประเด็น ถูกจริง ๆ อย่างที่เขาว่า แต่แค่พนักงานที่นี่ก็ปาไปเป็นร้อยแล้ว ราคาเข้าถึงได้ขนาดนี้ คงกินกันเกือบทุกวันแหละ อร่อยด้วยไง ปกติถ้าฉันกินร้านข้างทางจะติดหวานกันมาก ต่อให้บอกหวานน้อย มันก็ยังหวานอยู่ดี ฉันไม่ได้ดูถูกนะ จากประสบการณ์จริงล้วน ๆ “โรงแพ็กอยู่ถัดเข้าไปอีก แต่ไกลไม่ต้องเดินไปหรอก” เจ้าของไร่พูดขึ้นมา “ฝั่งนู้นเป็นนาอินทรี ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ปลูกหมุนเวียนกันไป ปีหนึ่งได้หลายรุ่น ดินมันดีไม่ต้องพึ่งยา” ทุ่งข้าวสีเขียวอ่อนทอดยาวจนชนแนวป่า ปลายยอดไหวตามแรงลมเบา ๆ กำนันชี้เฉียงไปอีกทาง “แนวต้นสูง ๆ นั่น สวนมันสำปะหลังอินทรี ปลูกคั่นกับถั่วเขียว ถัวพร้า เอาไว้บำรุงดิน” ถัดจากนั้นเป็นสวนผลไม้ พื้นที่กว้างผืนเดียว “ มะม่วง มะขามหวาน กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะพร้าวน้ำหอม ปลูกสลับกันไม่ให้ดินมันล้า” พากหมุนตัวไปชี้อีกฟากหนึ่ง “โซนนั้นเป็นสมุนไพรอีสาน ไพล ขมิ้น ตะใคร้ หน่อไม้ บักขี้เหล็ก เอาไว้แปรรูป ทำยา ทำชง” พี่จ๋าจะหมดเมื่อไหร่คะเนี่ย เดินจนหอบ ฉันได้แต่สูดหายใจเข้าลึก ๆ จากสีหน้าทุกคนแล้วดูเหมือนจะเหนื่อยหมดแล้วเหมือนกัน แต่เจ้าของไร่ก็ยังคงพาเดินลึกเข้าไปอีก “บ่อน้ำเลี้ยงปลา ปลานิล ปลาตะเพียน รอบบ่อปลูกหญ้าเนเปียร์ เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เอาขี้มาทำปุ๋ย วนกันอยู่ในไร่นี่ล่ะ” “เยอะมาก มีครบทุกอย่างเลยไหมคะ” ลดาเอ่ยถาม “ที่นี่ไม่ได้ปลูกเอาแค่อย่างเดียว ปลูกให้มันอยู่ได้ยาว” “ฝั่งนั้นสวนทุเรียนใช่ไหมคะ” ฉันชี้ถามไปที่ฝั่งนู้น “ใช่ หมอนทอง ก้านยาว พวกมณี มีครบ แต่ไม่ได้เร่ง เอาคุณภาพ” “เก่งจังนะคะ เป็นเจ้าของไร่นี้ได้ สุดยอดเลยค่ะคุณพาก” เมเปิ้ลพูดพร้อมกับยิ้มหวาน ชูนิ้วโป้งสองนิ้วต่อหน้าเขา มันไม่อายแต่ฉันอาย “ข้าไม่ได้ทำคนเดียว คนงานทุกคน เราช่วยกัน กว่าจะมาถึงสองพันไร่ ต้องใช้เวลา” “ก็เก่งอยู่ดีนั่นแหละ” ฉันพูดเบา ๆ กับตัวเอง “ว่าไงนะ” เขาได้ยินด้วยเหรอ นี่ฉันพูดเบามากเลยนะ คนแก่ไม่น่าจะหูดี “เปล่าค่ะ แค่บอกว่า ก็เก่งอยู่ดี” เขานิ่งไปไม่ได้ว่าอะไรต่อ “พวกเอ็งหิวข้าวหรือยัง” “หิวมากค่ะ” เราตอบพร้อมกันสี่คน ที่กินไปตอนเช้าตอนนี้หมดไปแล้ว ไม่รู้ว่าเดินมาไกลแค่ไหน อากาศก็ไม่เป็นใจสักนิด ร้อนเวอร์ๆ ดีที่ขากลับเจ้าของไร่เรียกคนงานที่ขับรถกระบะพาเรากลับ แค่คิดถึงตอนเดินกลับก็จะเป็นลม รถกระบะไม่ได้มาจอดที่หน้าไร่ แต่จอดที่ร้านอาหารตามสั่ง “อะไรอร่อยคะที่นี่” เมเปิ้ลเอ่ยถามป้าร้านข้าว “หมูกรอบจ๊ะ แซ่บคัก ๆ บ่เชื่อกะถามกำนันเบิ่ง” เจ้าของร้านพยักหน้ามาทางเจ้าของไร่ นี่เขาเป็นกำนันด้วยเหรอ โอ้ยย หล่อ รวย รอบรู้ มีความเป็นผู้นำ เพอร์เฟกต์ไปไหมพ่อคุณ เอาหละ ลดาฉันอาจจะไม่กลับกรุงเทพอีกแล้วนะ อยากได้ผัวเป็นกำนันเจ้าของไร่พักใจ “เอาแซ่บๆ คือเก่าเนาะ” “งั้นหนูเอาด้วยค่ะ” ฉันยกมือ “เอาด้วยค่า” ลดาก็เหมือนกัน “งั้นหนูลองดูก็ได้ค่ะ แต่เผ็ดน้อยนะคะ” เอวาพูดเสียงเรียบ “มีเมนูอื่นไหมคะป้า เมเปิ้ลช่วงนี้น้ำหนักขึ้นมาสองโลแล้วค่ะ” เมเปิ้ลทำหน้าอ้อน ๆ “แซ่บคือกันทุกเมนูแหละจ่ะลูก เอาสุกี้น้ำหมูไหมล่ะ” “เอาก็ได้ค่ะ” หือ อร่อยมากจริงด้วย ไม่แปลกเลยที่กำนันชอบ ฉันพูดกับตัวเองในใจ อร่อยแบบนี้กินได้ทุกวันเลยนะ แต่อย่าเลย ฉันอ้วนแน่ ๆ “อร่อยจริงด้วย” เสียงเรียบของเอวาดังขึ้น คงจะอร่อยจริง ๆ นั่นแหละ คนที่ไม่ค่อยพูดยังพูดออกมาได้ “เมเปิ้ล ลองชิมไหมอร่อยนะ” เอวาตักหมูกรอบจะป้อนเมเปิ้ล “ตอนนี้ฉันลดน้ำหนักอยู่นะเอวา เนี่ยฉันน้ำหนักสี่สิบห้าแล้ว” เมเปิ้ลแสดงสีหน้าบูดออกมากใส่เพื่อน “ไม่เห็นอ้วนตรงไหนเลย เราก็น้ำหนักสี่สิบห้าเหมือนกัน” เอวาตอบหน้านิ่ง “เธอสูงตั้งร้อยหกสิบกว่านี่” อีกฝ่ายหันหน้าหนีไปอีกฝั่ง เอาจริงฉันว่านางก็ไม่ได้อ้วนเลยนะ แต่ก็นั่นแหละเนาะ ผู้หญิง “ไม่เห็นอ้วน ผอมไปกะไม่งาม” อยู่ ๆ คุณกำนันก็พูดออกมา ไม่รู้ทำไมแต่ฉันไม่พอใจเท่าไหร่ ส่วนยัยเมเปิ้ลนี่ดีใจจนออกหน้าออกตา ไม่พอยังตักหมูกรอบจากจานเอวาไปชิมต่อหน้าเขา “อร่อยจริงด้วยค่ะ” ยิ้มหวานสดใสที่สุดเลยค่าแม่คุณ “เมเปิ้ลเอาอีกไหม” เอวาถามหน้านิ่ง “พอแล้ว ๆ เดี๋ยวกินสุกี้ไม่หมด” หมั่นไส้ หมั่นไส้ หมั่นไส้ข้อความ“เรียบจบแล้วค่า ดีใจกับเจ้าขาไหม” แนบรูปชูสองนิ้วกับชุดครุย(อืม เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าไปรับ)“เย่ คิดถึงจะตายอยู่แล้ว”(คิดถึงเอ็งเหมือนกัน)(ข้าทำงานก่อน)“ค่ะสู้ ๆ นะคะ”คนตัวเล็กหอบดอกไม้ใส่รถ พี่ ๆ กับพ่อแม่เธอก็มากันหมด ยกเว้นเขา แต่เธอไม่ได้โกรธหรอก แต่ก็แอบน้อยใจนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจเพราะเขาบอกว่าติดงานสำคัญ ตั้งแต่เธอขึ้นมานี่เขาก็มาหาเธอแค่สองสามครั้ง แต่เจ้าขาก็เข้าใจ เขางานเยอะจะตาย ถึงอย่างนั้นเราก็โทรคุยกันทุกคืน ถึงเขาจะหลับใส่โทรศัพท์บ่อย ๆ ก็เถอะ“ลูกแม่อยากกินอะไรจ๊ะวันนี้” “อะไรก็ได้ค่ะ” “ทำไมทำหน้าแบบนั้น เศร้าเหรอที่เขาไม่มา” “เปล่าค่ะ หนูเข้าใจ เขาติดงาน” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่สีหน้าคนตัวเล็กเป็นอีกแบบ“พ่อก็อยู่ตรงนี้ น้อยใจจริง ๆ ที่ลูกสาวทำหน้าเศร้าเพราะผู้ชายคนอื่น” คุณธนพัฒน์ยืนกอดอกอย่างงอน ๆ จนลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนสีหน้าแล้วรีบกอดพ่อไว้แน่นอยู่ ๆ พี่ชายที่อยู่ด้านหลังพ่อก็ยิ้มขึ้นมาดื้อ ๆ สีหน้าของคุณณิชากับคุณธนพัฒน์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน รวมถึงสายตาคนแถวนั้นก็มองมาที่เธอแปลก ๆ จนคนตัวเล็กรีบหันหลังกลับไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เจ้าขาน้ำตาคลอ เธอรีบวิ่งไปกระโดดก
“แล้วมาหาพ่อกับแม่อีกนะ ตัวเล็กของแม่” คุณณิชาเดินเข้ามากอดลูกสาวไว้แน่น คนตัวเล็กเองก็กอดแม่ไว้แน่นไม่แพ้กัน แล้วก็เข้าไปก็คุณธนพัฒธ์ไว้แน่นเช่นกัน “ฝากดูแลลูกสาวของพวกเราด้วยล่ะ” คุณธนพัฒน์เอ่ยขึ้น “ผมจะดูแลเจ้าขาให้ดีที่สุดครับ”คนตัวเล็กหลับแทบตลอดทาง ลืมตาตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงหนองคายแล้ว เจ้าขาเป็นคนหลับลึกยิ่งถ้าสบายใจจะหลับลึกมาก“เหงาไหมคะ เจ้าขาหลับไปนานเลย”“ไม่เหงา นั่งมองหน้าเอ็งทั้งวัน”“แล้วสวยไหมคะ”“อืม สวย”คนตัวเล็กก้มไปจุ๊บมือใหญ่ด้วยความทะเล้น อีกฝ่ายก็เอียงมาหอมแก้มเธออย่างเอ็นดู“หิวไหม แวะกินข้าวก่อนไหม”“ไม่เป็นไรค่ะ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว กินที่เรือนก็ได้ค่ะ”“ไว้หาเวลามาใหม่ เอาวันที่เอ็งเรียนจบแล้วจะได้มาหลาย ๆ วัน” เพราะว่าตราดกับหนองคายมันไกลกันมาก เลยเหมือนได้มีเวลาให้พ่อกับแม่ได้แค่วันเดียว เวลาขับรถยังเยอะกว่าอยู่บ้านเสียอีกสุดท้ายก็ถึงเรือนสักที พี่ๆ นั่งกินข้าวกันอยู่ ลดาเองก็รีบวิ่งมาหาฉันด้วยรอยยิ้มเหมือนน้องสาวรอพี่สาว ทุกคนยกมือสวัสดีทักทายกำนันเหมือนปกติ ฉันกับเขานั่งกินข้าวด้วยกัน ช่วงนี้ฉันเริ่มไม่สนใจสายตาคนอื่นตามที่เขาบอกมาตลอด ทุกคนก็รู้ถ
เวลาประมาณบ่ายโมง ตอนคุณณิชากับคุณธนพัฒน์กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว ส่วนพี่ชายสี่คนก็นั่งเล่นเกมตะโกนใส่กันอยู่โซฟากลางบ้าน ถือว่าเป็นวันหยุด บ้านนี้มีคุณณิชา คุณธนพัฒน์ เฮียสายลม กับเฮียขุนเขา ความจริงมีฉันด้วย แต่ตอนนี้ไม่น่าจะมีฉันแล้ว เรียนจบก็คงไปอยู่กับเขาเลยนั่นแหละ ก็รักผัวนี่ ใครจะยอมห่าง ส่วนเฮียเติ้ลกับ เฮียเจคอป ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านพ่อกับแม่มาก แต่มีเมียมีครอบครัวแล้วก็เลยแยกออกไป ส่วนเฮียสายลม กับเฮียขุนเขา มีเมียก็คงพามาอยู่ในบ้าน พ่อแม่เริ่มอายุเยอะ ทั้งสองไม่ยอมออกจากบ้านหรอก เจ้าขาเดินขึ้นไปดูว่าเขาตื่นหรือยัง แต่เตียงกลับว่างเปล่า แต่ได้ยินเสียงฝักบัวในห้องน้ำ เธอเลยขึ้นไปนอนรอเสียเลยไม่นานเขาก็ออกจากห้องน้ำ ผ้าขนหนูพันต่ำ กับหยดน้ำที่ไหลผ่านซิกแพคมันฮอตเกินไปแล้ว คนตัวใหญ่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมลวก ๆ หล่อ.. หุ่นแม่เจ้าโว้ยย...“น้ำลายเอ็งจะหกแล้ว” คนตัวเล็กได้ยินแบบนั้นเลยยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำลายอัตโนมัติ แต่มันไม่มี ท่าทางนั้นทำคนตัวใหญ่อดเอ็นดูไม่ได้ จนหัวเราะออกมา“นี่ แกล้งเจ้าขาเหรอคะ”“แต่เอ็งทำได้มากกว่ามองนะ รู้ไหม” คนตัวใหญ่เดินเข้ามาใกล้แล้วก้มมอบจูบอันแสนหวานให้
หลายวันผ่านไปสรุปเรื่องของน้าน้อยวันนั้นเราก็จบกันด้วยดี พอแม่ของน้าน้อยรู้ว่าน้าน้อยก็โกหก อีกวันก็เอากระเช้ามาขอโทษขอโพยกำนันถึงเรือน แต่ถึงยังนั้นเรื่องนี้ก็โดนเอาไปพูดถึงสามบ้านแปดบ้าน เมื่อวานน้าน้อยก็มาขอโทษกำนันและฉัน เธอดูมีสติขึ้นแล้ว ฉันเองก็ให้อภัยเธอ กำนันเองก็ด้วย เห็นแก่ที่ผ่านมาน้าน้อยก็ทำดี และหวังดีกับกำนันมาตลอดส่วนเรื่องที่ฉันคบกับกำนันก็คงรู้ไปทั่วหมู่บ้านเหมือนกัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนอื่นคิดยังไง แต่พี่ ๆ ในไร่ก็ยังคุยและน่ารักกับฉันเหมือนเดิม ป้าบัวบอกว่าทุกคนเขารู้กันหมดแล้ว แค่ตกใจที่กำนันจับมือเปิดตัวฉัน แล้วทุกคนก็ยินดีมากที่กำนันจะมีความรักมีความสุขกับเขาบ้าง คนตัวใหญ่เข้ามากอดเธอจากด้านหลัง แล้วหอมเธอฟอดใหญ่“เตรียมของเสร็จหรือยังครับ” เขาพูดครับทีไรเธอไม่ชินทุกที “เสร็จแล้วค่ะ ไปกัน”รถออกเวลาห้าโมงเย็นของวันศุกร์ สเปกเท่ากับ คนที่รู้ว่าฉันไม่ชอบเครื่องบินเลยยอมขับรถตั้งแต่หนองคายไปตราดได้ บนสุดถึงใต้สุดเลยนะ มันไม่ใช่ใกล้ ๆ อยู่กับเขาแล้วมันอบอุ่นเหมือนอยู่กับพี่ชาย เหมือนอยู่กับพ่อ เหมือนอยู่กับเพื่อน เหมือนเขาเป็นให้ฉันได้ทุกอย่าง“ถ้าเ
เขาจับมือฉันเดินมาถึงใต้ถุนบ้าน แน่นอนว่าสายทุกคนมองมาเป็นสายตาเดียว แต่ฉันก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นน้าน้อยกับผู้หญิงอายุประมาณเกือบหกสิบนั่งจับมือเธออยู่ “หึ บ่คิดเลย ว่ากำนันสิเป็นคนจั่งซี่ เฮ็ดหยังไว้กับลูกสาวข่อยเมื่อคืน คำขอโทษสักคำกะบ่มี บาดทีนี้มาจูงมือผู้สาวใหม่หน้าตาเฉย ได้ข่าวว่าเป็นเด็กฝึกงานซั้นบ่ สมกันคักเนาะ เจ้าของไร่กับเด็กฝึกงาน ระวังเด้อ... สิถืกเด็กน้อยต้มเอานะกำนัน” คำพูดดูถูกกับสายตาที่มองเจ้าขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังชี้หน้าด่ากำนันฉอด ๆ ทำเอาคนตัวเล็กแทบทนไม่ไหว เจ้าขาก้าวขาไปด้านหน้าอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ถูกกำนันดึงไว้เสียก่อน แก่ก็แก่เถอะ พูดจาเหมือนรู้ดีขนาดนี้ มันหน้าตบสักฉาก“แหม ๆ สิตบกูบ่ มึงเอาสิ้ คนเขาจะได้เว้ากันให้ทั่ว ว่าเมียใหม่กำนันตบคนแก่” “พอ ผมบ่ขอเสียเวลา จะเว้าแค่เทือเดียว ผมบ่ได้ทำอีหยังลูกสาวป้าทั้งนั้น ส่วนเรื่องอื่น ผมว่าป้าอย่ามายุ่งสิดีกว่า ต่อหน้าผม กะอย่ามาเว้าดูถูกเมียผม ขีดจำกัดผมมันต่ำ”ประโยคหลังทำทุกคนอึ้ง รวมถึงคนตัวเล็กที่จับมือเขาอยู่ข้างหลัง ตกใจก็จริง แต่ก็ยอมรับว่ารู้สึกดีมากที่เขาปกป้องเธอแบบนี้“เป็นหยังอ้ายคือกล้าเว้าว่ามัน
หลังจากกอดรัดฟัดเหวี่ยงไปครึ่งชั่วโมงสุดท้ายคนตัวเล็กก็ยอมคุยกับเขาดี ๆ เพราะดูแล้วยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เธอปฏิเสธอยู่ดี“จะพูดอะไรก็พูดมา... เป็นถึงกำนัน ถ้ามีคนมาเห็นว่านอนกอดกับสาวอยู่เดี๋ยวก็เป็นเรื่อง” ใช่แล้ว ตอนนี้เขากำลังนอนกอดเธอไว้แน่ นอนตรงทุ่งหญ้าคัน ๆ นี่แหละ “ช่างหัวมัน ข้าไม่สน” “แล้วแต่”“ข้าไม่ได้มาแก้ตัว แล้วก็ไม่อยากแก้ตัวด้วย ข้าผิดเองเรื่องที่ปล่อยให้ตัวเองเมาจนไม่มีสติ แต่ว่า... ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ ให้ข้าไปสาบานตรงไหนก็ได้ ข้าคิดว่านั่นคือเอ็ง ข้าขอโทษ ต่อจากนี้ข้าจะไม่กินให้เมาอีกแล้ว ข้าสัญญาจากนี้จนวันตายด้วยเกียรติของไอ้พาก” คนตัวใหญ่พูดอย่างหนักแน่นพร้อมชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว“จะไม่ได้ทำได้ไง สภาพน้าน้อยเป็นแบบนั้น”“ข้าไม่รู้ ยัยนั่นจงใจกุเรื่อง พวกเพื่อนเอ็งจัดการมันแล้ว” เป็นครั้งแรกที่กำนันเรียกน้าน้อยแบบนั้น ท่าจะโกรธจริง ๆ นั่นแหละ... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็โกรธมากเหมือนกัน“ถ้าเจ้าขาไปตบ จะว่าไรไหม”“ไม่ ไปตบเลย เดี๋ยวข้าคอยช่วย” เธอพูดเล่น ๆ แต่เขาก็เออออตามแบบจริงจัง“ข้าขอโทษ ให้อภัยข้าได้ไหม ขอโทษเอ็งจากใจ” จากที่นอน เขาก็ลุกขึ้นมาคุกเข่าแล้วยกมือ







