LOGIN“ใช่ค่ะ เป็นร้านคาเฟ่แมวที่เขารับพวกแมวจรมาเลี้ยงแล้วเปิดให้เราสามารถอุปการะได้ เขาจะส่งภาพน่ารักๆ ของแมวมาให้เราดูทุกอาทิตย์ค่ะ ส่วนเจ้ามิลค์นี่เป็นลูกของแมวจร แต่ก่อนแม่ของเจ้ามิลค์ก็อยู่แถวๆ บริษัทของพะวา”
หนนี้คิระพยักหน้าเบาๆ เพิ่งรู้ว่ามีเช่นนั้นด้วย
“ไว้ว่างๆ พะวาจะพาไปเล่นด้วยค่ะ” อย่างไรเสียคิระก็ต้องได้เจอกับเจ้ามิลค์อย่างแน่นอน นัยน์ตาพราวระยับขึ้น แล้วก้าวเท้าเดินต่อไปจนขึ้นรถแท็กซี่มิเตอร์มุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อไปถึงพะวาก็พบผู้ชายคนหนึ่งยืนรออยู่
“พี่เก่งมาบ้านพะวาได้ยังไงคะ”
“เฮียส่งที่อยู่มาให้ครับ พี่มาติดกล้องวงจรปิดให้น่ะ”
“พี่เก่งทำได้หรือคะ” พะวามองอย่างใคร่รู้
“พี่เรียนจบด้านนี้มา เฮียก็ด้วย”
“เก่งจังค่ะ”
ข้อมูลนี้ของคิระเธอเพิ่งได้รู้ ถึงว่าทำไมชายหนุ่มถึงไม่ใช้บริการช่างที่ร้าน พลางมองทั้งสองอย่างชื่นชม แล้วเดินไวๆ ไปอาสาช่วยกรวัฒน์ถือกล่องเครื่องมือ ก่อนสองหนุ่มจะไปยืนดูจุดที่ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด
ดวงตากลมโตเลื่อนมองคิระสลับกรวัฒน์ ทั้งสองดูคล่องแคล่ว ชำนาญ ใช้เวลาไปราวสี่สิบนาทีก็ต้องช่วยขนย้ายอุปกรณ์ไปในห้องนอนหลังติดกล้องวงจรปิดที่ชั้นล่างและหน้าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว
คิระมองหามุมที่จะทำให้มองเห็นภาพได้ทั้งห้อง โดยเฉพาะตรงประตู พอเสร็จก็กดเข้าแอปพลิเคชันเพื่อดูมุมมองและตรวจเช็กความคมชัดครั้งสุดท้าย
“เดี๋ยวพะวาจะไปซื้อน้ำชงร้านหน้าปากซอยให้นะคะ”
พะวาอยากจะตอบแทนน้ำใจของทั้งสอง หลังเอ่ยปากจะจ่ายค่าแรงแต่ถูกปฏิเสธ ลำตัวหมุนไปคว้าจักรยานสีดำที่จอดไว้ข้างรั้วบ้านปั่นไปยังร้านน้ำเจ้าประจำของคนเกือบทั้งซอย
ส่วนคิระและรุ่นน้องพากันเดินออกมานั่งลงบริเวณหน้าบ้าน ในทันใดคำถามเปิดประเด็นก็ลอยในอากาศมาเข้าโสตประสาท
“ที่พิเศษเพราะเหมือน หรือเพราะถูกใจครับ”
กรวัฒน์สัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่พิเศษกว่าใครๆ เขาจึงอยากรู้ถึงสาเหตุ เพราะพะวาเหมือนหรือว่าเพราะถูกตาต้องใจกันแน่
คนต้องตอบแค่มองนิ่งๆ
“ถลำลึกไปผมว่าจบไม่สวย สงสารพะวานะครับถ้าเฮียยังไม่ลืมตัวจริง” เขาแค่อยากเตือนในฐานะน้องชาย นึกสงสารพะวาหากถลำใจเข้าไปในเขตหวงห้าม
คิระเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย แต่ยังไม่แสดงท่าที
“ผมก็แค่เป็นห่วงเฮีย” กรวัฒน์บอกเหตุผล เขาก็ไม่ได้อยากจะก้าวก่ายอะไร
“ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานรุ่นพี่ของมึงก็จะกลับมาแล้ว” คิระเข้าใจประเด็นของรุ่นน้องเป็นอย่างดี กลัวตนจะสับสนกับตัวจริงตัวแทน
“พี่ปอจะกลับมาที่นี่หรือครับ”
กรวัฒน์มีสีหน้าดีใจ มีแววความคิดถึงลอยฟุ้งในอากาศ เมื่อก่อนอดีตคนรักของคนที่เป็นทั้งพี่ชายและเจ้านายก็เป็นรุ่นพี่ของเขาเหมือนกัน และอีกฝ่ายก็ดีกับตนเสียเหลือเกิน แถมยังมีบุญคุณกันอีกคิระไม่พูดอะไรต่อ หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด ปล่อยควันสีขาวลอยในอากาศ สายตาคมกริบเบนไปมองด้านข้าง นั่นทำให้คนสนิทมองตามอย่างสงสัย
“นั่นบ้านแฟนเก่าของพะวา”
กรวัฒน์กดหน้ารับ เขาพอรู้อยู่บ้างเพราะได้ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากนักสืบแล้ว ประวัติของอีกฝ่ายก็ไม่ได้ค้นหายากเย็นอะไร
“เมื่อวานมันแอบเข้าไปในห้องนอนของพะวา” สุ้มเสียงของผู้พูดเข้มบ่งบอกระดับของความไม่พึงพอใจ
“แล้วจะทำยังไงครับ” กรวัฒน์ทำสีหน้าตกใจ ปากปล่อยคำถามไป รู้ว่าคนอย่างรุ่นพี่คงไม่เฉยเมื่อฝ่ายนั้นล้ำเส้น
“ที่ที่มันทำงานอยู่มีกฎระเบียบเกี่ยวกับความประพฤติ”
“เฮียจะร้องเรียนไปหรือครับ”
คิระกดยิ้มลึก มีท่าทางที่ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่ภายในดวงตาคมกล้าพบประกายบางอย่างให้กรวัฒน์ร้องถามอีก
“ดูเหมือนเฮียจะไม่ทำแค่อย่างเดียวใช่ไหมครับ”
“ถ้าเราจะเล่นงานใครก็สมควรเล่นให้ถูกจุด” ทั้งน้ำเสียงและแววตาบ่งบอกได้ว่า สิ่งที่คิระจะทำย่อมมีผลกระทบกับหรรษดล การเล่นงานคืนด้วยการลากมาเตะต่อย คิดว่าเจ็บแป๊บเดียวฝ่ายนั้นก็หาย คงไม่เข็ดหลาบถึงใจ ดังนั้นต้องเรียนรู้ว่าศัตรูแต่ละคนรักอะไรเป็นที่สุด
ชีวิตหรือเงินทองลาภยศ
คิระไม่ได้เอ่ยใดๆ อีก ดวงหน้าหันไปมองคนที่กลับมา
“พะวากลับมาแล้วค่ะ” พะวาส่งเสียงมาก่อนตัว เดินหิ้วน้ำชงที่อยู่ในถุงพลาสติกที่สวมด้วยถุงกระดาษอีกชั้นเข้าไปหาชายทั้งสอง ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ มือยื่นน้ำสองถุงไปให้
ก่อนจะยื่นมือไปรับน้ำ คิระใช้ปลายรองเท้าดับบุหรี่ กรวัฒน์ก็ทำตาม
ทั้งสามค่อยๆ เติมความเย็นสดชื่นที่ออกเปรี้ยวซ่านิดๆ ของโซดาและมะนาวเข้าสู่ร่างกาย บวกกับความร่มรื่นของบ้านทำให้รู้สึกสบาย
แต่แค่สบายกาย พะวายังไม่สบายใจ เมื่อดูดน้ำได้ครึ่งถุงก็หันไปสนใจสมาร์ตโฟน กดค้นหาข้อมูลที่ต้องการด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง
“ค้นหาอะไร” เจ้าของสถานบันเทิงร้องถาม
“ที่อยู่ที่ทำงานของเฮียค่ะ” พะวาเงยหน้าตอบ ในแววตาพบความจริงจังและแน่วแน่
“เอาไปทำไมกัน” คิระยังตั้งคำถามอีก
“พะวาจะส่งเรื่องไปร้องเรียนที่เฮียทำตัวไม่เหมาะสมค่ะ” เธอบอกว่าจะแจ้งตำรวจหากหรรษดลทำผิดอีกครั้งก็จริง แต่ไม่ได้คิดจะปล่อยไปเฉยๆ อย่างไรเสียคนทำผิดย่อมต้องได้รับบทเรียน
คำตอบที่ได้ทำให้กรวัฒน์มองรุ่นพี่ที่กำลังบิดยิ้มพึงพอใจด้วยความใจตรงกัน
พะวาหันไปสนใจรายละเอียดที่ต้องการต่อ ชั่วครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นอีกหนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา
คิระกับกรวัฒน์ก็เช่นกัน โดยผู้มาใหม่อย่างสรชัชปรายตามองทั้งสองอยู่แวบหนึ่งก็เดินเลี่ยงตัวเข้าบ้านไป
“เดี๋ยวพะวามานะคะ” พะวาเดินตามหลังคนเป็นอาไป
ฝ่ายกรวัฒน์หันไปสนใจรุ่นพี่ที่เป็นเจ้านาย
“ดูเหมือนจะมีผับใหม่มาเปิดใกล้ๆ ร้านเราด้วยนะครับ”
“ร้านใครร้านมัน”
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ
“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย “หนูไม่กิน...” คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือ กรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม “จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายา
บทที่ 9 คนของฉัน “ขอบคุณคุณคีนะคะที่พาพะวามาหาหมอ” คำขอบคุณพ้นปากนุ่มที่มีอาการบวม นัยน์ตากลมโตมองคิระอย่างขอบคุณ โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็แค่งดใช้ส่วนบอบบางไปสักระยะหนึ่ง และต้องพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมา ห้ามทำอะไรเกินพิกัดและหักโหมไปสักสองสามวัน “ฉันดูแลพะวาได้ไม่ดี ฉันไม่ควรได้รับคำนั้น และฉันต้องขอโทษพะวาด้วยนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คิระยื่นมือไปลูบมือนุ่ม นัยน์ตาฉายชัดถึงคำขอโทษ “คุณคีจะขอโทษทำไมคะ คุณคีไม่ได้เป็นคนวางยาพะวาเสียหน่อย” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต้องโกรธคนที่คิดทำเรื่องบ้าๆ นี่ต่างหาก “ฉั







