LOGIN“นั่นเฮียลงมาแล้ว” ไม่ถึงอึดใจเสียงตื่นเต้นก็ดังขึ้นพร้อมการชี้นิ้ว
พะวามองไปยังชายหนุ่มที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่เธอเพิ่งจากมา ขณะที่คิระก็หันมองเธอเช่นกัน มองนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร
“น้องเอา DRY MARTINI แก้วหนึ่ง” ปีย์วรายกมือเรียกบริกรแล้วสั่งค็อกเทลยอดฮิตที่มีดีกรีร้อนแรง เป็นเหล้าเพียวๆ ที่เธอชอบดื่มเช่นกัน
เมื่อสั่งเสร็จก็หันไปเอ่ยบอกกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม
“คืนนี้ฉันต้องไม่พลาด เฮียต้องได้หิ้วฉันกลับบ้าน” ประโยคนี้ยิ่งทำให้พะวามองปีย์วราเขม็งอย่างเก็บอาการไม่อยู่ หัวใจเริ่มเต้นถี่ยิบ
“แกเพลาๆ ลงบ้าง พะวาจะตกใจเอา” จริยาปรามเพื่อนเล็กๆ
“พี่ขอโทษนะน้องพะวา”
ปีย์วราหันมาทำสีหน้ารู้สึกผิดที่ทำให้พะวาตื่นกลัว พะวายิ้มกลับไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่เกิดคลื่นบางอย่างในอก
ก็อาการหวงนั่นแหละ แต่จะมีสิทธิ์หรือเปล่าค่อยว่ากันอีกที
“เหล้าแกมาแล้วปี แสดงฝีมือสิ...ชักช้าอยู่ทำไม” เปลว ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของจริยาเอ่ยขึ้น ยกมือขึ้นกอดอกรอเฝ้าดูความกล้าของเพื่อน
“ฉันตื่นเต้น มือสั่น” ปีย์วรายกสองมือสั่นๆ ให้ดู เอาจริงๆ เธอก็ตื่นเต้นไม่น้อย เพื่อนคนเดิมจึงกลั้วหัวเราะแล้วว่าเข้าให้
“แกปอด”
ปีย์วราทำหน้าบูดแล้วส่งค้อนไปโต้กลับ แต่ก็ยอมรับว่าใจเธอกาก ไม่ได้เก่งกาจอะไร ก่อนจะคิดหาวิธี
“พะวาช่วยพี่หน่อยได้ไหม เอาเหล้าไปให้เฮียให้พี่ที แล้วบอกว่าพี่ฝากมา” เธอว่าพะวาคือตัวช่วยที่ดี จึงเอ่ยปากขอร้อง
“พะวาหรือคะ” พะวาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ทำไมต้องเป็นเธอด้วย
“อื้อ ช่วยพี่ได้ไหม ขืนให้อิ๋มไป พี่กลัวเสร็จอิ๋ม” ปีย์วราบอกเหตุผล แล้วทำสีหน้าอ้อนๆ หวังให้รุ่นน้องของเพื่อนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
“ใครดีใครได้” จริยาทำเป็นปากเก่ง ขณะคนเป็นเพื่อนยังร้องขอคนที่อยากให้ช่วยทำตัวเป็นกามเทพแผลงศร
“น้านะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเหล้า”
“ถือว่าช่วยเมตตาสัตว์สงวนละกันพะวา” จริยาเองก็ร่วมวงเอ่ยปากขอร้องให้เพื่อนด้วย
พะวาที่อยากจะปฏิเสธทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ เพราะนึกถึงกฎข้อเดียวของคิระ ห้ามแตะต้องหัวใจ ไม่รู้มันรวมถึงห้ามแสดงความเป็นเจ้าของด้วยหรือเปล่า พลางเบนสายตามองคนตัวโตที่นั่งมองไปทั่วๆ ร้าน มือจำใจหยิบแก้วค็อกเทลลุกขึ้น
พะวาเดินมุ่งหน้าไปหาคนตัวโต พอไปหยุดเท้านัยน์ตาคมกริบก็ช้อนขึ้นมองพร้อมคำถาม
“เพื่อนเหรอ” เขาเห็นจากด้านบนห้องทำงานแล้วว่าพะวาได้ไปนั่งรวมกลุ่มกับคนที่คงจะเป็นคนรู้จักหรือไม่ก็เพื่อน
“พี่ที่ทำงานค่ะ แล้วเพื่อนคุณคีกลับไปแล้วหรือคะ”
“ไปเมื่อกี้ แล้ว...” นนท์ปวิธก็แค่แวะมาทักทายและพูดคุยเรื่องธุรกิจกันนิดหน่อยเท่านั้น ก่อนจะยกคิ้วขึ้นมองแก้วค็อกเทลในมือนุ่ม
“พี่เขาให้เอาเหล้ามาให้คุณคีค่ะ” พะวาก้มมองแก้วอยู่ครู่หนึ่ง ถึงยื่นไปเบื้องหน้า
“ขอบใจ”
คิระรับไว้แล้วยกแก้วชูขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณในน้ำใจ ส่วนพะวากัดปากอย่างแรง คิดว่าชายหนุ่มจะปฏิเสธเสียอีก คลื่นความรู้สึกเมื่อครู่ก็เกิดขึ้นอีกหน จากนั้นพลิกตัวเดินกลับไปยังโต๊ะของจริยา
“เฮียบอกว่ายังไงบ้าง” ปีย์วรานั่งลุ้นตัวโก่ง ตามองพะวาแบบไม่กะพริบ
“คุณคีบอกว่าขอบใจค่ะ” พะวาบอกตามความจริง แล้วฝืนยิ้มไปประกอบด้วย
“โอ๊ย ฉันว่าฉันมีหวัง เฮียไม่ปฏิเสธ ดูสิ เขามองมาทางฉันด้วย” ปีย์วรายิ้มหน้าบาน คิดว่ามีหวังตั้งแต่อีกฝ่ายรับแก้วเหล้าแล้ว
จริยาทำแค่กลอกตามองบนใส่ พะวาทิ้งก้นลงนั่งพร้อมมองไปทางคิระที่จิบค็อกเทลอยู่
“ขอบใจมากนะจ๊ะพะวาที่เป็นแม่สื่อให้”
คำขอบคุณนั้นทำให้พะวายิ้มไม่ออก หน้าเริ่มยู่ หัวใจเริ่มแกว่งไกวมากขึ้นหลังเห็นปีย์วรากำมือทั้งสองพร้อมลุกขึ้น
“ฉันจะบุก”
“เชิญจ้ะ”
จริยาไม่รอช้าผายมือเชิญเพื่อนให้ลงไปในสนามศึกที่มีเป้าหมายเป็นราชาหนุ่มรูปงาม ชั่วนาทีร่างของปีย์วราก็ก้าวไปยังโต๊ะที่คิระนั่งอยู่
“พี่ว่างานนี้ยัยปีได้กินฮอตด็อกแน่” จริยาหันไปกระซิบบอกกับรุ่นน้อง
พะวามองตาม รู้ว่าสมควรจะทำอย่างไรดี แต่ไม่รู้ว่ามีสิทธิ์มากแค่ไหน คำว่าห้ามแตะต้องหัวใจค้ำคออยู่
“ดูสิ เฮียคีกับยัยปีกำลังจะเดินไปไหนด้วยกันแล้ว…หายไปด้วยกันแล้วนั่น”
จริยาไม่นึกเลยว่าเพื่อนจะตกหนุ่มหล่อที่หลายคนหมายตาได้ แล้วแอบลุ้นไปด้วย นั่นยิ่งทำให้พะวากัดปากพร้อมทนไม่ไหว
“พี่อิ๋มคะ เดี๋ยวพะวาขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะคะ”
“ให้พี่ไปเป็นเพื่อนไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
พะวาลุกพึ่บขึ้น หัวใจดวงเล็กลอยตามทั้งสองคนที่เดินหายเข้าไปในมุมมืดนั่น เท้าเรียวสวยรีบก้าวไวๆ ตามไปดู สายตากลมโตกวาดมองหา
ไม่พบ...ไม่เห็นคิระหรือว่าเพื่อนของรุ่นพี่เลย
ตึก...แล้วหัวใจก็เต้นโครมครามเมื่อมองไปยังชั้นสองที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว หรือทั้งสองจะหายขึ้นไปด้านบนนั่น
พะวาตัดสินใจเดินขึ้นไปด้านบน ไปหยุดยังห้องทำงานของคิระ เห็นแสงไฟจากด้านในลอดมา ไม่รู้ว่าสองคนอยู่ในห้องหรือเปล่า
พะวาสูดอากาศเข้าปอดลึก มือยกขึ้นสูงหมายจะเคาะห้อง เธอไม่ได้กังวลที่พี่ที่ทำงานจะรู้เรื่อง แค่กลัวว่าจะกลายเป็นการละเมิดกฎ
ก๊อก...ก๊อก
พะวาเคาะห้องไปแล้วสามหน ผลที่ได้คือความเงียบ จังหวะนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลัง
“เฮียยังไม่กลับขึ้นมานะครับ”
“อ้อ ขอบคุณค่ะ” หนุ่มร่างโตที่คอยทำหน้าที่ตรวจตราและดูแลพื้นที่ด้านบนนั้นเอ่ยบอกกับเธอ หากไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วคนทั้งคู่หายไปไหนกัน
พะวาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้น
‘แกล้งเป็นว่ามือไปโดนก็ได้มั้งพะวา’ พะวานึกหาเหตุผล แล้วกดโทร.ออกหาคิระ ผลที่ได้คือไม่มีผู้รับสาย สิ่งที่พะวาทำได้คือกลับไปนั่งหงอยกับกลุ่มของจริยา
“ยัยปีหายเงียบไปเลย อิจฉา” เพื่อนอีกคนในกลุ่มของจริยาเอ่ยขึ้นพร้อมทำสีหน้าตามที่กล่าว
ส่วนพะวายังพยายามมองหาชายหนุ่ม กระทั่งมีคำถามให้ร้องปฏิเสธ
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ
“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย “หนูไม่กิน...” คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือ กรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม “จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายา
บทที่ 9 คนของฉัน “ขอบคุณคุณคีนะคะที่พาพะวามาหาหมอ” คำขอบคุณพ้นปากนุ่มที่มีอาการบวม นัยน์ตากลมโตมองคิระอย่างขอบคุณ โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็แค่งดใช้ส่วนบอบบางไปสักระยะหนึ่ง และต้องพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมา ห้ามทำอะไรเกินพิกัดและหักโหมไปสักสองสามวัน “ฉันดูแลพะวาได้ไม่ดี ฉันไม่ควรได้รับคำนั้น และฉันต้องขอโทษพะวาด้วยนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คิระยื่นมือไปลูบมือนุ่ม นัยน์ตาฉายชัดถึงคำขอโทษ “คุณคีจะขอโทษทำไมคะ คุณคีไม่ได้เป็นคนวางยาพะวาเสียหน่อย” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต้องโกรธคนที่คิดทำเรื่องบ้าๆ นี่ต่างหาก “ฉั







