INICIAR SESIÓNยามไห่ วังหลวง
ข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาท ลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ ภายใน…มีเขาอยู่ จ้าวหลิงเซียว และถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด “หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขวาง ข้ายกป้ายหยกตระกูลเจียงขึ้น “ข้าเจียงลั่วอวี่ มีเรื่องสำคัญต้องทูลองค์รัชทายาท” “มีพระบัญชา ห้ามผู้ใดรบกวนในคืนนี้!” แน่นอน…เขาต้องสั่งไว้แล้ว เพราะคืนนี้คือกับดัก ข้าสูดลมหายใจลึก กลิ่นกำยานในวังปะทะกับกลิ่นโลหิตจางในลำคอ พิษซ่างหานส่านเริ่มกำเริบตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เขตวัง ไม่มีเวลาแล้ว “ถ้าเช่นนั้น…” ข้ายิ้มบาง ยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย เผยข้อเท้าขาว “ไปทูลว่า ‘เจียงลั่วอวี่’ มาขอไถ่โทษด้วยตนเอง” ทหารทั้งสองสบตากัน สีหน้าลังเล “หากไม่ไปทูล…พรุ่งนี้ศีรษะของพวกเจ้ากับข้า อาจต้องตั้งคู่กันหน้าประตูเมือง” ข้ากล่าวเสียงเบาแต่ชัดเจน “เลือกเอาเถิด” หนึ่งในนั้นรีบวิ่งเข้าไป ข้ายืนรอ มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น คราบเลือดซึมออกมาเล็กน้อย หากเขาไม่ยอมพบ…ข้าก็จะกระอักโลหิตที่นี่ ให้ทุกคนได้เห็น ไม่นาน ทหารผู้นั้นก็กลับมา สีหน้าซีดเผือด “องค์รัชทายาท…ทรงอนุญาตให้เข้าไป…เพียงผู้เดียว” ประตูตำหนักเปิดออก ภายในอบอวลด้วยความร้อน มิใช่เพราะเปลวไฟ แต่เพราะกำยานหลงฉิง กลิ่นหวานล้ำลึก ลอยคลุ้งมาจากห้องบรรทม จ้าวหลิงเซียวนั่งอยู่บนตั่งกลางห้อง อาภรณ์บรรทมสีทองหลวม เผยแผงอกแข็งแกร่งกับรอยสักมังกรที่ไหปลาร้า เส้นผมดำยาวสยาย มิได้มัดมงกุฎ ในมือถือตลับหยก ใบหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาสีอำพันพร่าไหวแต่ลึกลงไปยังเย็นเยียบ บนโต๊ะข้างกาย ถ้วยน้ำแกงยังคงมีควันอ่อน ๆ ลอยขึ้น เขาดื่มไปแล้วหรือยัง… “มาแล้วหรือ…เจียงลั่วอวี่” น้ำเสียงเขาแหบพร่าเล็กน้อยเพราะฤทธิ์ยา “เจ้ากล้าปรากฏตัวถึงที่นี่…ช่างไม่กลัวตาย” เขาดื่มสุราในมือจนหมด แล้ววางลงเสียงดัง “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลอีกหรือ?” เขาลุกขึ้น เดินเข้ามาอย่างไม่มั่นคง “คืนนี้…ข้าจะให้เจ้ารู้ว่า การยั่วเย้าองค์รัชทายาทมีผลเช่นไร” เขาผลักข้าชิดเสา มือบีบต้นแขนแน่น “องค์รัชทายาท…” ข้ามองสบตาเขาโดยไม่หลบ “ท่าน…ยังมิได้ดื่มน้ำแกงถ้วยนั้นใช่หรือไม่?” เขาหัวเราะเย็น “เจ้าห่วงข้าหรือ…หรือห่วงแผนของเจ้า?” “ข้ามิได้มากับผู้ใด” ข้ากล่าวช้า ๆ “ข้ามาเตือนท่าน…น้ำแกงนั้นมีพิษ” “ข้ารู้!” เขาตะคอก “ยาปลุกกำหนัด…ข้ารู้ดี!” ไม่ใช่เพียงเท่านั้น… “ในนั้นยังมียาตู้หุน” ข้ากล่าวต่อ “หากดื่มเข้าไป ท่านจะควบคุมตนมิได้สามชั่วยาม” ข้าชี้ไปยังถ้วยน้ำแกง “เมื่อท่านฟื้น…ท่านจะอยู่ในตำหนักสนม พร้อมหลักฐานที่ผู้ใดก็ปฏิเสธมิได้” สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ข้าฝันเห็น” ข้าตอบเรียบ “ฝันเห็นท่านพังทลาย เพราะความแค้นของข้า” ข้าจับแขนเสื้อเขาแน่น “ข้าทำผิดกับท่านจริง ข้าสมควรถูกลงโทษ แต่ท่าน…มิอาจพลาด” เขานิ่งงัน “เหตุใดเจ้าต้องเตือนข้า…” เสียงเขาแผ่วลง ข้าฝืนยิ้ม แม้รสโลหิตจะแล่นขึ้นลำคอ “เพราะหากท่านล้ม…ข้าจะไถ่โทษกับผู้ใดเล่า?” เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ แรงกดดันในสายตาลดลงเล็กน้อย “เจียงลั่วอวี่…เจ้าช่างประหลาดนัก” ข้าไม่ตอบ รีบเดินไปหยิบถ้วยน้ำแกง “อย่าแตะ!” “ข้าไม่ดื่ม” ข้าสาดมันลงบนพื้นทันทีกลิ่นยาฉุนลอยขึ้น แล้วข้าทุบถ้วยแตก “เมื่อไม่มีหลักฐาน…คืนนี้ก็เป็นเพียงการเสวยสุรามากเกินไป” เขามองข้าอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดเจ้าต้องช่วยข้า?” “ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ” เขาจ้องข้าเนิ่นนานก่อนจะทรุดตัวลง กุมศีรษะ “ข้าร้อน…” ฤทธิ์กำยานเริ่มรุนแรงขึ้น ข้ารีบเรียกนางกำนัลเข้ามา “นำน้ำเย็นมา องค์รัชทายาททรงพระประชวร!” นางกำนัลรีบเข้ามาช่วย ข้าเช็ดหน้าผากเขาด้วยผ้าชุบน้ำเย็น เขาจับข้อมือข้าไว้แน่น “หากพรุ่งนี้เจ้าไม่มา…” เสียงเขาแผ่ว “ข้าจะไปหาเจ้าเอง…” คำพูดยังไม่ทันจบ เขาก็หมดสติไป ข้ามองเขานิ่งครู่หนึ่ง ก่อนห่มผ้าให้แล้วเดินออกจากห้องบรรทม นอกตำหนักจันทร์ยังคงส่องสว่าง ยามจื่อผ่านพ้น ภารกิจสำเร็จ แต่ข้าไอออกมาแรง เลือดสีแดงสดเปื้อนผ้าซ่างหานส่าน…วันที่สาม ข้าช่วยเขาได้แต่ผู้ใดจะช่วยข้าเล่า ข้าหันกลับไปมองตำหนักอีกครั้ง “สามร้อยหกสิบวัน…” ข้าพึมพำเบา ๆ “ข้าต้องมีชีวิตอยู่…จนถึงวันที่ได้เห็นท่านขึ้นครองบัลลังก์” แล้วข้าก็หันหลังจากไป แม้ก้าวเท้าจะสั่นแต่แผ่นหลังยังคงตั้งตรง ค่ำคืนอันโกลาหลด่านแรกผ่านไปแล้วยามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพาผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจโครม! โครม! โครม!ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้าก้าบ!!!เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อยตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่นศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้วยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”
ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกงบรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย“ลงมือ!”ซ่า...ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่นท
ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีกข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”“ยังมิ
ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ
ยามเฉิน วันพฤหัสบดี ณ ตำหนักเย็น“ก้าบ!!! ก้าบ ก้าบ ก้าบ!!!”ข้าสะดุ้งตื่นจากนิทรา ทว่านั่นมิใช่เสียงปลุกประหลาดใจจากเสี่ยวเถาในยามเช้ากาลก่อนปริ๊น! โฮก! เคร้ง! เคร้ง! เสียงสัญญาณแตรศึก เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อย และเสียงศัตราวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอกตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมชุดเกราะทองของเจ้าพยัคฆ์ขาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “วังหลวง... วังหลวงถูกปิดตายหมดแล้วเจ้าค่ะ!”ปิดตายงั้นหรือ?ข้ากระโจนลงจากเตียงโดยมิเสียเวลาคิด วิ่งตรงไปยังขอบหน้าต่างทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาข้าต้องอ้าปากค้างด้วยความตระหนก... ประตูพระราชวังบูรพาอันเป็นประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศบัดนี้ถูกปิดสนิท ทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงรายอารักขาแน่นหนา คันธนูถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักส่องประกายวาววับ ธงมังกรทองโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอยสูงชันและที่กลางลานกว้างอันเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อยๆ... ร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทจ้าวหลิงเซียวยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศ ในหัตถ์กุมดาบมังกรครามเล่มยักษ์เบ
ยามเฉิน วันพุธ ณ ตำหนักเย็น“ถอดเสื้อออก”น้ำเสียงเด็ดขาดคำเดิม ทว่าครั้งนี้กลับเย็นเยียบชวนขนลุกจนเสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับสะดุ้งสุดตัวท่านหมอกงอวี้หลันก้าวเข้ามาภายในห้องโดยมิเคาะประตู อาภรณ์สีขาวสะอาดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของสมุนไพรและซากยาเข้มข้นกว่าทุกครา ในมือถือกล่องเข็มเงินสลักลายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ เบื้องหลังของเขามีศิษย์เอกสองนายช่วยกันแบกหม้อยาที่กำลังเดือดพล่านจนควันพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วลาน“อาจารย์ขอรับ...” ศิษย์เอกเอ่ยเรียกเสียงเบาด้วยความเกรงใจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาออกคำสั่งสั้นๆ ทว่าทรงอำนาจยามนี้ในตำหนักเย็นจึงเหลือเพียงข้า ท่านหมอกง เสี่ยวเถา ฝูงเป็ดทั้งสิบเอ็ดตัว และเจ้าพยัคฆ์ขาวที่กำลังนั่งจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง“วันนี้วันพุธ...” ข้านั่งลงบนตั่งพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม “ถึงวันตรวจชีพจรแล้ว มีสิ่งใดผิดปกติหรือเพคะ?”“มี” เขาตอบเรียบๆ ทว่ามิได้ยื่นมือมาจับชีพจร กลับหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วจุ่มลงในถ้วยชาเก๊กฮวยที่เสี่ยวเถาเพิ่งรินวางไว้เข็มเงินเล่มนั้นพลันเปลี่ยนสีในทันตา... มันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทประดุจน้ำ
ยามอู่ ณ หอโอสถกงป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง“นั่นอย่
แสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล“ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจน
“คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”เสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเถาปลุกข้าให้ตื่นจากภวังค์ นางพุ่งพรวดเข้ามาเขย่ากายข้าจนหัวสั่นหัวคลอน ในมือกำม้วนกระดาษสี่ฉบับแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า“แค่ก... มีเรื่องอันใด?” ข้ายันกายลุกขึ้น ไอโขลกออกมาเบาๆ พยายามกลืนรส
ยามกลับถึงจวน ข้าก็สำรอกออกมาจนสิ้นแรงมิใช่เพราะเมามายจากการนั่งรถม้า ทว่าเป็เพราะ ‘ผงซ่างหาน’ เริ่มจู่โจมร่างกายจนปั่นป่วนไปหมด“แค่ก! แค่กๆ!” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ทว่าเมื่อคลี่ออกดู กลับพบจุดโลหิตสีแดงฉานกระจายตัวประหนึ่งหยาดเหมันต์ร่วงโรยลงบนหิมะโลหิต... มันเริ่มแล้วจริงๆ“คุณหนู!” เสี่







