Mag-log inยามอู่ ณ หอโอสถกง
ป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง “นั่นอย่างไรเล่า... สตรีไร้ยางอายที่ลอบขโมยคัมภีร์ของตระกูลกง” “ยังมีหน้ามาเหยียบที่นี่อีกหรือ? ท่านหมอกงสาบานไว้แล้วว่ามิตรวจรักษาคนชั่วช้า” ข้าก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีเขียวอ่อนเรียบง่าย มิได้สวมใส่สีแดงหรือทองเพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วโทสะเจ้าของสถานที่ ข้าไอออกมาเบาๆ พลางใช้ผ้าซับริมฝีปาก... โชคดีที่วันนี้พิษในกายยังมิสำแดงเดชรุนแรงนัก “คุณหนู... แน่ใจหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวเถากระซิบพลางกอดแขนข้าไว้แน่น “เข้าไปข้างใน... ท่านหมออาจจะใช้เข็มเงินทิ่มแทงท่านจริงๆ นะเจ้าคะ” “เข็มร้อยแปดเล่มนั้นยังมิตกถึงมือข้าในวันนี้หรอก” ข้าตบมือปลอบโยนนาง “วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น” ทันใดนั้น ประตูหอโอสถพลันเปิดออกด้วยแรงลมมหาศาล กงอวี้หลันยืนเด่นสง่าอยู่กลางโถงรับแขก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเงินส่งเสริมให้เขาดูดุจเซียนผู้เร้นกาย เส้นผมดำขลับรวบไว้ด้วยปิ่นหยกอย่างหลวมๆ ใบหน้าขาวนวลราวหยกสลักนั้นงดงามจนคนไข้รอบกายต่างลืมเลือนความเจ็บไข้ ทว่าดวงตาของเขากลับเย็นเยียบจนพิษในกายข้าสั่นสะท้าน “ตรงเวลาดีนัก” น้ำเสียงเขากังวานประดุจเสียงหยกกระทบกัน “นึกว่าเจ้าจะขลาดเขลาจนหนีหายไปเสียแล้ว” “ข้าให้สัจจะไว้แล้ว” ข้าประสานมือคารวะอย่างสำรวม “ในเมื่อท่านหมอเรียกพบ ข้าย่อมมิอาจบิดพริ้ว” เขาหาได้รับไหว้หรือเชิญให้นั่งไม่ เพียงแต่ชี้ไปยังตั่งไม้ตัวยาวกลางโถง บนโต๊ะด้านข้างมีกล่องไม้หนึ่งใบพร้อมผ้าขาวที่ปูรองเข็มเงินเรียงรายอยู่สิบเล่ม... เพียงสิบเล่ม ทว่ากลับทำให้ข้าขนลุกชันไปทั้งกาย “เปลื้องอาภรณ์คลุมออก” เขาสั่งพลางหันไปล้างมือในอ่างทองเหลือง “เหลือเพียงเสื้อตัวในก็พอ” “เหตุใดต้องทำเช่นนั้นเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร้องถามด้วยความตกใจ “เพียงตรวจชีพจร เหตุใดต้องเปลื้องอาภรณ์ด้วย!” “เพราะข้าหาได้เพียงตรวจชีพจรไม่” กงอวี้หลันเช็ดมือด้วยผ้าขาวสะอาดจนไร้ที่ติ “ข้าจะ ‘สะกดพิษ’ ที่เจ้ากินเข้าไปเมื่อสามวันก่อนต่างหาก” ข้าชะงักไป... เขารู้ว่าข้ากินพิษซ่างหานส่านที่เขาส่งมากับมือ “ท่าน... รักษาได้หรือ?” น้ำเสียงข้าสั่นพร่า “รักษาได้” เขาเดินมาหยุดเบื้องหน้า กลิ่นอายโอสถเย็นๆ โชยมา “หากเจ้าตอบคำถามข้าให้กระจ่างสามข้อ” เขาหยิบเข็มเงินเล่มแรกขึ้นมา ปลายเข็มสะท้อนแสงตะเกียงวาววับ “ข้อแรก... คัมภีร์แพทย์สวรรค์ยามนี้อยู่ที่ใด?” บรรยากาศทั่วทั้งหอพลันเงียบสงัด ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอฟังคำตอบ ข้าเม้มริมฝีปากแน่น แม้ในนิยายเดิมคัมภีร์จะถูกเพลิงเผาผลาญไปแล้ว ทว่าข้าต้องมุสาเพื่อซื้อเวลา “ข้า... ยามนี้ยังมิอาจบอกท่านได้” เข็มเงินในมือเขาขยับเข้าใกล้ข้าอีกนิด “ทว่าข้าล่วงรู้ว่าผู้ที่ชิงไปมิใช่คนของแคว้นเป่ยเหยียน” ข้ารีบกล่าวต่อ “เป่ยเหยียนต้องการเพียงสูตรโอสถ หาได้ต้องการตำราทั้งเล่มให้เสี่ยงต่อการถูกจับได้ไม่ พวกเขาคงคัดลอกตำราแล้วทำลายต้นฉบับทิ้งไปเสียมากกว่า” กงอวี้หลันนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาสั่นไหวเพียงชั่วพริบตา “กล่าวต่อสิ” “หมายความว่าต้องมี ‘ฉบับคัดลอก’ ตกอยู่ในแคว้นเรา และอยู่ในมือของผู้ที่รับซื้อไปในราคาสูงลิ่ว” “ผู้นั้นคือใคร?” “ข้ายังมิอาจทราบแน่ชัด” ข้ายอมรับตามความจริง “แต่หากท่านอนุญาตให้ข้าเข้าหอสมุดของที่นี่ ข้าจะหาคำตอบมาให้ท่านภายในสามเดือน” เขามองข้านิ่งนานก่อนจะลงเข็ม! ฉึก! เข็มเงินปักลงบนหลังมือข้าอย่างแม่นยำ มิได้เจ็บปวดอย่างที่คิด ทว่ากลับรู้สึกเย็นวาบก่อนจะร้อนรุ่มไปตามเส้นเลือดจนถึงขั้วหัวใจ “คำมุสาเล็กน้อย... เจ็บปวดเพียงมินาน” เขาเอ่ยเรียบๆ “ทว่าหากลวงหลอกเรื่องใหญ่ เจ้าย่อมต้องเจ็บปวดจนม้วยมลาย” เขาดึงเข็มออก ปลายเข็มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ “พิษซ่างหานส่านฝังรากในกายเจ้ามาสามวันแล้ว อีกสี่วันเจ้าจะไอเป็นเลือด และสิ้นใจในอีกเจ็ดวัน” เสี่ยวเถาทำท่าจะถลันเข้ามา แต่วงศิษย์ของเขากันไว้ได้ทัน “ข้อที่สอง” เขาหยิบเข็มเล่มที่สองขึ้นมา “เหตุใดเจ้าจึงยื่นมือช่วยแม่ทัพมู่เมื่อคืนนี้?” “เพราะข้าติดค้างเขา” ข้าตอบทันควัน “เขาต้องเผชิญเคราะห์เพราะข้า ข้าย่อมต้องชดใช้” ฉึก! เข็มที่สองปักลงที่ต้นแขน คราวนี้ข้าสะดุ้งสุดตัวด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกไฟลวก “เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว” เขาหมุนเข็มในมือ “เจ้าช่วยเขา เพราะต้องการให้เขาเป็นพวกพ้องของเจ้าใช่หรือไม่?” “ถูกแล้ว” ข้ามิปฏิเสธ “ข้าต้องการให้บุรุษทั้งสี่มาอยู่ข้างกายข้า เพื่อที่ข้าจะได้มีชีวิตรอด” เขาชะงักไป นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความคาดมิถึงที่ข้ากล้ายอมรับออกมาตรงๆ เช่นนี้ “ช่างไร้ยางอายนัก” เขาพึมพำ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเพียงเสี้ยวธุลี “ข้อสุดท้าย” เขาหยิบเข็มเล่มยาวที่สุดออกมา “หากข้าบอกว่ายาถอนพิษอยู่ที่ข้า... เจ้าจะสิ่งใดมาแลกเปลี่ยน?” “ท่านต้องการสิ่งใดเล่า?” “คัมภีร์” เขาตอบโดยมิเสียเวลาคิด “จงนำคัมภีร์มาแลกกับชีวิตของเจ้า” “หากข้าหาไม่พบภายในสามเดือนเล่า?” “เจ้าก็เพียงตายไป” เขาจ่อเข็มที่ลำคอข้า “แล้วข้าจะใช้ร่างไร้วิญญาณของเจ้าทดลองโอสถใหม่ให้ครบหนึ่งร้อยแปดขนาน ให้สาสมกับที่เจ้าบังอาจขโมยของรักของข้าไป” คนผู้นี้... จิตใจผิดมนุษย์นัก ทว่านี่คือตัวตนของกงอวี้หลันโดยแท้ “ตกลง” ข้าหลับตาลง “สามเดือนหลังจากนี้ ข้าจะนำคัมภีร์มาแลกยาถอน หากทำมิสำเร็จ... ร่างของข้าย่อมเป็นของท่าน” ฉึก! เข็มที่สามปักลงกลางอก เหนือหทัยเพียงหนึ่งนิ้ว ข้าเจ็บจนตาพร่าพราย ทว่าหลังจากนั้น ความเย็นฉ่ำพลันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง รสขมขื่นในลำคอที่ค้างคามานานกลับจางหายไป “ข้าเพียงใช้เข็มสะกดพิษไว้ได้เจ็ดวัน หากครบเจ็ดวันแล้วเจ้ามิมาตามนัด เจ้าจะไอเป็นเลือดรุนแรงกว่าเดิมเป็นเท่าทวี” นี่มันพันธะทาสชัดๆ! “ขอบพระคุณ... ท่านหมอกง” ข้าหอบหายใจพลางกระชับคอเสื้อ “เก็บคำขอบใจของเจ้าไว้เถิด” เขาลุกขึ้นโยนขวดกระเบื้องหยกขาวให้ข้า “จงดื่มเสียในคืนนี้ อีกหนึ่งชั่วยาม” “นี่ยาอันใดอีก?” “ยาบำรุง” เขาตอบโดยมิหันกลับมามอง “เจ้าซีดเผือดราวกับซากศพ ขืนเจ้าสิ้นใจไปเสียก่อน ข้าจะไปทวงคัมภีร์จากดวงวิญญาณของเจ้าได้อย่างไร” เขาสั่งความทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินเข้าห้องปรุงยา “หอสมุดอยู่ปีกตะวันตก เข้าได้ยามเฉินถึงยามเซิน ห้ามก้าวก่ายห้องหวง ห้ามลักเล็กขโมยน้อย และห้ามมาตายในที่ของข้า... หากเจ้ามาสายในครั้งหน้า ข้าจะไปปักเข็มถึงจวนเจ้าเอง” ข้านั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ แม้จะมีรอยเข็มทั้งสามจุด ทว่าร่างกายกลับเบาสบายขึ้นอย่างประหลาด 7 วัน... ข้าต่อเวลาชีวิตได้อีกเพียง 7 วันเท่านั้น ข้าพาตัวเองเข้าไปยังหอสมุดปีกตะวันตก กลิ่นกระดาษเก่าและเครื่องยาอบอวลไปทั่ว ข้าเร่งค้นหาบันทึกการค้าจนพบสิ่งที่ต้องการ ‘วันที่ 15 เดือน 7... รายการ: ตำราหมอมิระบุชื่อ... ผู้ซื้อ: กั๋วกง’ กั๋วกง! ตัวบงการใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้ายในวันเฉลิมฉลอง! ข้ากำสมุดบันทึกในแขนเสื้อแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความหวัง หากข้าชิงคัมภีร์กลับมาได้ ข้าย่อมได้ใจหมอเทวราช หากข้าเปิดโปงกั๋วกงได้ ข้าย่อมได้รับความไว้วางใจจากรัชทายาท “คุณหนู! เหตุใดจึงยิ้มเช่นนั้นเจ้าคะ น่ากลัวยิ่งนัก!” เสี่ยวเถาร้องทักด้วยความหวาดหวั่น “ข้ายิ้มเพราะเห็นทางรอดแล้วอย่างไรเล่า” ข้าเก็บสมุดลับลงในแขนเสื้อ “กลับจวนเถิด! คืนนี้ข้ายังมีภารกิจสำคัญในวังหลวงรออยู่!” แผนการไถ่โทษของข้า... เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วยามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพาผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจโครม! โครม! โครม!ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้าก้าบ!!!เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อยตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่นศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้วยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”
ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกงบรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย“ลงมือ!”ซ่า...ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่นท
ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีกข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”“ยังมิ
ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ
ยามเฉิน วันพฤหัสบดี ณ ตำหนักเย็น“ก้าบ!!! ก้าบ ก้าบ ก้าบ!!!”ข้าสะดุ้งตื่นจากนิทรา ทว่านั่นมิใช่เสียงปลุกประหลาดใจจากเสี่ยวเถาในยามเช้ากาลก่อนปริ๊น! โฮก! เคร้ง! เคร้ง! เสียงสัญญาณแตรศึก เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อย และเสียงศัตราวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอกตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมชุดเกราะทองของเจ้าพยัคฆ์ขาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “วังหลวง... วังหลวงถูกปิดตายหมดแล้วเจ้าค่ะ!”ปิดตายงั้นหรือ?ข้ากระโจนลงจากเตียงโดยมิเสียเวลาคิด วิ่งตรงไปยังขอบหน้าต่างทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาข้าต้องอ้าปากค้างด้วยความตระหนก... ประตูพระราชวังบูรพาอันเป็นประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศบัดนี้ถูกปิดสนิท ทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงรายอารักขาแน่นหนา คันธนูถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักส่องประกายวาววับ ธงมังกรทองโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอยสูงชันและที่กลางลานกว้างอันเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อยๆ... ร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทจ้าวหลิงเซียวยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศ ในหัตถ์กุมดาบมังกรครามเล่มยักษ์เบ
ยามเฉิน วันพุธ ณ ตำหนักเย็น“ถอดเสื้อออก”น้ำเสียงเด็ดขาดคำเดิม ทว่าครั้งนี้กลับเย็นเยียบชวนขนลุกจนเสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับสะดุ้งสุดตัวท่านหมอกงอวี้หลันก้าวเข้ามาภายในห้องโดยมิเคาะประตู อาภรณ์สีขาวสะอาดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของสมุนไพรและซากยาเข้มข้นกว่าทุกครา ในมือถือกล่องเข็มเงินสลักลายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ เบื้องหลังของเขามีศิษย์เอกสองนายช่วยกันแบกหม้อยาที่กำลังเดือดพล่านจนควันพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วลาน“อาจารย์ขอรับ...” ศิษย์เอกเอ่ยเรียกเสียงเบาด้วยความเกรงใจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาออกคำสั่งสั้นๆ ทว่าทรงอำนาจยามนี้ในตำหนักเย็นจึงเหลือเพียงข้า ท่านหมอกง เสี่ยวเถา ฝูงเป็ดทั้งสิบเอ็ดตัว และเจ้าพยัคฆ์ขาวที่กำลังนั่งจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง“วันนี้วันพุธ...” ข้านั่งลงบนตั่งพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม “ถึงวันตรวจชีพจรแล้ว มีสิ่งใดผิดปกติหรือเพคะ?”“มี” เขาตอบเรียบๆ ทว่ามิได้ยื่นมือมาจับชีพจร กลับหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วจุ่มลงในถ้วยชาเก๊กฮวยที่เสี่ยวเถาเพิ่งรินวางไว้เข็มเงินเล่มนั้นพลันเปลี่ยนสีในทันตา... มันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทประดุจน้ำ
แสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล“ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจน
ยามไห่ วังหลวงข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาทลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ภายใน…มีเขาอยู่จ้าวหลิงเซียวและถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด“หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขว
“คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”เสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเถาปลุกข้าให้ตื่นจากภวังค์ นางพุ่งพรวดเข้ามาเขย่ากายข้าจนหัวสั่นหัวคลอน ในมือกำม้วนกระดาษสี่ฉบับแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า“แค่ก... มีเรื่องอันใด?” ข้ายันกายลุกขึ้น ไอโขลกออกมาเบาๆ พยายามกลืนรส
ยามกลับถึงจวน ข้าก็สำรอกออกมาจนสิ้นแรงมิใช่เพราะเมามายจากการนั่งรถม้า ทว่าเป็เพราะ ‘ผงซ่างหาน’ เริ่มจู่โจมร่างกายจนปั่นป่วนไปหมด“แค่ก! แค่กๆ!” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ทว่าเมื่อคลี่ออกดู กลับพบจุดโลหิตสีแดงฉานกระจายตัวประหนึ่งหยาดเหมันต์ร่วงโรยลงบนหิมะโลหิต... มันเริ่มแล้วจริงๆ“คุณหนู!” เสี่







