เข้าสู่ระบบแสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน
“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล “ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน “ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่าท่านแม่ทัพ... ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่” “คุณหนู! อย่าได้กล่าววาจาอัปมงคลเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ!” “หากเขามิรอด... ข้าเองก็คงมิมิต่างกัน” ข้ายกยิ้มบางให้เสี่ยวเถา แม้ภายในใจจะสั่นระรัวดุจกลองรบ “ออกรถ!” ล้อรถม้าบดถนนหินมุ่งหน้าออกจากเมืองจวินโจว ท้องฟ้าสางทอแสงสีโลหิตช่างงดงาม... ทว่ากลับดูราวกับลางร้ายที่คืบคลานเข้ามา ยามจื่อเมื่อคืน ข้าส่งจดหมายลับให้มู่เจ๋อ แจ้งแผนการ ‘แกล้งตายซ้อนกลจับคนทรยศ’ หากเขาเชื่อในคำเตือน ข้าย่อมรอดพ้น แต่หากเขาคิดว่าข้าลวงหลอก... ทุกอย่างที่ข้าเพียรทำมาย่อมสูญสิ้น ค่ายทหารทิศอุดรตั้งอยู่ห่างออกไปสามสิบลี้ เมื่อรถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าด่าน ธงพยัคฆ์ขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของเขายังคงโบกสะบัด ทว่าบรรยากาศกลับเงียบงันจนผิดปกติ เงียบจนเกินไป... ยามเช้าเช่นนี้ควรจะมีเสียงฝึกดาบหรือเสียงกึกก้องของเหล่าทหาร ทว่ายามนี้กลับมีเพียงเสียงลมพัดผ่านชายธงดังพึ่บพับเท่านั้น ลางสังหรณ์อันเลวร้ายจู่โจมเข้าที่กลางอกข้าอย่างจัง “หยุด!” ทหารยามขวางทวนเหล็กกั้นทาง “เขตทหาร สตรีห้ามเข้าโดยเด็ดขาด!” ข้าเลิกม่านรถม้าขึ้น ชูแขนเสื้อสีแดงที่มีคราบโลหิตแห้งกรังของรัชทายาทให้พวกเขาเห็น “ข้าเจียงลั่วอวี่... มาเพื่อรอดูจุดจบของท่านแม่ทัพ” ทหารยามทั้งสองสบตากัน สีหน้าของพวกเขาดูประหลาดนัก มิใช่ความโศกเศร้า มิใช่ความโกรธแค้น ทว่ากลับดูเหมือนกำลังข่มกลั้นบางอย่าง “คุณหนู... ท่านมาเร็วไปสักนิดกระมัง” ทหารนายหนึ่งกล่าวพลางลอบยิ้ม “หืม?” ทันใดนั้น เสียงแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องยาวนาน ประตูค่ายเปิดออกกว้าง เหล่าทหารวิ่งออกมาตั้งแถวรับเสด็จอย่างสมเกียรติ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะนิลกาฬก้าวเดินออกมาด้วยท่วงท่าองอาจ มู่เจ๋อ... เขายังมีชีวิตอยู่ มิเพียงไม่ตาย แต่ดูเหมือนเขาจะเปี่ยมไปด้วยโทสะ ดวงตาคมกริบแดงก่ำจากการอดนอนชี้ชัดว่าเขามิได้ต้องพิษร้ายแต่อย่างใด เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารถม้า จ้องมองข้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “เจ้ามาเพื่อดูศพผู้ใด?” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเปี่ยมด้วยรังสีอำนาจ “...มาดูว่าคำสาบานของข้ายังมีความหมายอยู่หรือไม่” ข้าตอบกลับไปอย่างมั่นคง แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมา “หึ” เขาแค่นเสียงในลำคอ “จดหมายของเจ้า... มาถึงมือข้าเมื่อคืนยามกึ่งจื่อ” เขายกม้วนกระดาษที่ข้าเขียนขึ้นมา “เจ้ารู้ได้อย่างไร... ว่ารองแม่ทัพหลี่จะวางยาข้า?” รองแม่ทัพหลี่... คนสนิทที่ทรยศเขาในนิยายต้นฉบับ “ข้าฝันเห็น...” ข้าอ้างคำเดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าฝันว่ามีผู้ลอบวางยาพิษในไหสุราของท่าน” “แล้วเหตุใดเจ้าจึงเสนอให้ข้าแกล้งตาย?” “เพราะหากท่านสิ้นชีพ ข้าเองย่อมมิอาจมีชีวิตรอด” ข้าสบตาเขาอย่างไม่ลดละ “ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ‘ห้ามข้าตายหากมิได้รับอนุญาต’ ข้าจึงมาเพื่ออนุญาตให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อ” เหล่าทหารรอบข้างหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ จนมู่เจ๋อต้องหันไปตวาด “เงียบเสีย!” เขาหันกลับมาจ้องหน้าข้านิ่งนาน นานจนข้านึกว่าเขาจะชักดาบออกมาปลิดชีพข้าเสียแล้ว ทว่าเขาเพียงแต่โยนม้วนกระดาษคืนมาบนตักข้า “ในไหสุรามีพิษจริง ข้าจึงทำตามแผนของเจ้า แกล้งดื่ม แกล้งสิ้นใจ” เขากำหมัดแน่น “รองแม่ทัพหลี่และพวกอีกห้าคนลากร่างข้าไปหลังค่ายเพื่อหวังจะสังหารซ้ำ ทหารของข้าที่ซุ่มอยู่จึงจับกุมพวกมันได้คาหนังคาเขา” เขาก้าวเข้ามาใกล้รถม้า กลิ่นคาวเลือดจากเกราะหนาโชยมาเข้าจมูก “ยามนี้ หัวของคนทรยศถูกเสียบประจานไว้หน้าเสาธงแล้ว” ข้าชะเง้อมองเข้าไป เห็นศีรษะคนทั้งห้าถูกเสียบไว้จริงๆ... ข้ารอดแล้ว แผนการสำเร็จลุล่วง “คุณหนูเจียงลั่วอวี่” มู่เจ๋อเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงนิด “หนี้ชีวิตครั้งนี้... ข้าติดค้างเจ้าแล้ว” (ความชิงชังลดลงอย่างเห็นได้ชัด!) “มิได้ติดค้างสิ่งใด ถือเสียว่าข้ามาเพื่อไถ่โทษ ท่านมิจำเป็นต้อง...” ยังมิทันสิ้นประโยค ข้าก็ไอออกมาอย่างรุนแรงจนเลือดซึมผ่านผ้าเช็ดหน้า มู่เจ๋อตาไวกว่าที่คิด เขาปราดเข้ามากระชากผ้าในมือข้าออกไปทันที “เจ้า... เจ็บป่วยงั้นหรือ?” น้ำเสียงเขามีความตระหนกแฝงอยู่ “หามิได้... เพียงแต่กลิ่นกำยานในวังหลวงแรงไปสักนิด” ข้าโป้ปดพลางหลบสายตา “เหลวไหล!” เขาคว้าข้อมือข้าขึ้นมาตรวจชีพจร นิ้วมือของเขากดลงบนผิวข้าอย่างมั่นคง “ชีพจรของเจ้า... นี่มันพิษซ่างหานส่าน” ข้าหน้าซีดเผือด มิคิดว่าเขาจะรู้จักพิษร้ายนี้ “ใครเป็นคนทำ!?” เขาคำรามเบาๆ “ใครกล้าบังอาจวางยาเจ้า” “มิได้มีผู้ใด...” ข้าดึงมือกลับ “ข้าเพียงแต่ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น” “เจียงลั่วอวี่” เขาเรียกชื่อข้าโดยไร้คำนำหน้า “เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะมิยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากชีวิตเจ้าไปทั้งสิ้น!” เขาหันไปสั่งการทหารเสียงดัง “ไปตามท่านหมอที่เก่งที่สุดในค่ายมาเดี๋ยวนี้!” “ท่านแม่ทัพ ไม่ต้อง” ข้าร้องห้าม “ข้าได้รับยาจากหมอกงแล้ว” เมื่อได้ยินชื่อนั้น มู่เจ๋อก็ชะงักไป ดวงตาไหววูบ “กงอวี้หลันงั้นหรือ?” “ใช่... เขาเป็นผู้จัดหายาบำรุงให้ข้า อีกมินานย่อมดีขึ้น” ข้ายิ้มบางเพื่อปกปิดความจริง มู่เจ๋อจ้องมองข้าราวกับจะค้นหาความจริง สุดท้ายเขาก็เหวี่ยงกายขึ้นม้าโดยมิพูดจา ทว่าทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่ทำให้ข้าต้องประหลาดใจ “ยามเซินวันพรุ่งนี้ เจ้าจงมาที่ค่ายเพื่อรับประทานอาหาร ข้าจะให้หมอตรวจดูอาการของเจ้าอย่างละเอียด หากเจ้ามิมา...” เขาชี้ดาบมาทางข้า “ข้าจะไปลากตัวเจ้ามาด้วยตนเอง เหมือนที่รัชทายาทเคยทำ” เขารู้เรื่องเมื่อคืนได้อย่างไร? ทว่ายังมิทันได้เอ่ยถาม เขาก็ควบม้าหายเข้าไปในค่าย ทิ้งให้ข้ายืนงุนงงท่ามกลางทหารที่ลอบยิ้มกันถ้วนหน้า “คุณหนูเจ้าคะ...” เสี่ยวเถากระซิบ “ดูเหมือนท่านแม่ทัพจะทรงเป็นห่วงท่านนะเจ้าคะ” “เขาเป็นห่วงหนี้สินต่างหากล่ะ” ข้ายกยิ้มออกมาได้ในที่สุด “เขาคงมิอยากติดหนี้ชีวิตกับคนตาย” ข้าพิงพนักรถม้าอย่างหมดแรง ทว่าในใจกลับเปี่ยมด้วยความหวัง รูทของมู่เจ๋อด่านแรก ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทว่าพิษในกายข้าเข้าสู่วันที่สามแล้ว เหลือเวลาเพียงสี่วันเท่านั้น... ข้าต้องเร่งไปพบกงอวี้หลันที่หอโอสถในยามอู่วันนี้ “กลับจวน ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ แล้วมุ่งหน้าสู่หอโอสถกง” “คุณหนูจะไหวหรือเจ้าคะ?” “ไหวสิ...” ข้ากำรายการไถ่โทษไว้แน่น “หนี้กรรมยังชำระมิสิ้น ข้าจะยอมตายได้อย่างไร” รถม้ามุ่งหน้ากลับเข้าสู่เมือง ทิ้งไว้เพียงเสียงธงพยัคฆ์ขาวที่โบกสะบัดรุนแรงดุจสายตาของมู่เจ๋อที่ยังคงมองตามมาเบื้องหลังยามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพาผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจโครม! โครม! โครม!ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้าก้าบ!!!เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อยตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่นศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้วยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”
ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกงบรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย“ลงมือ!”ซ่า...ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่นท
ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีกข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”“ยังมิ
ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ
ยามเฉิน วันพฤหัสบดี ณ ตำหนักเย็น“ก้าบ!!! ก้าบ ก้าบ ก้าบ!!!”ข้าสะดุ้งตื่นจากนิทรา ทว่านั่นมิใช่เสียงปลุกประหลาดใจจากเสี่ยวเถาในยามเช้ากาลก่อนปริ๊น! โฮก! เคร้ง! เคร้ง! เสียงสัญญาณแตรศึก เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อย และเสียงศัตราวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอกตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมชุดเกราะทองของเจ้าพยัคฆ์ขาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “วังหลวง... วังหลวงถูกปิดตายหมดแล้วเจ้าค่ะ!”ปิดตายงั้นหรือ?ข้ากระโจนลงจากเตียงโดยมิเสียเวลาคิด วิ่งตรงไปยังขอบหน้าต่างทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาข้าต้องอ้าปากค้างด้วยความตระหนก... ประตูพระราชวังบูรพาอันเป็นประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศบัดนี้ถูกปิดสนิท ทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงรายอารักขาแน่นหนา คันธนูถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักส่องประกายวาววับ ธงมังกรทองโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอยสูงชันและที่กลางลานกว้างอันเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อยๆ... ร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทจ้าวหลิงเซียวยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศ ในหัตถ์กุมดาบมังกรครามเล่มยักษ์เบ
ยามเฉิน วันพุธ ณ ตำหนักเย็น“ถอดเสื้อออก”น้ำเสียงเด็ดขาดคำเดิม ทว่าครั้งนี้กลับเย็นเยียบชวนขนลุกจนเสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับสะดุ้งสุดตัวท่านหมอกงอวี้หลันก้าวเข้ามาภายในห้องโดยมิเคาะประตู อาภรณ์สีขาวสะอาดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของสมุนไพรและซากยาเข้มข้นกว่าทุกครา ในมือถือกล่องเข็มเงินสลักลายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ เบื้องหลังของเขามีศิษย์เอกสองนายช่วยกันแบกหม้อยาที่กำลังเดือดพล่านจนควันพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วลาน“อาจารย์ขอรับ...” ศิษย์เอกเอ่ยเรียกเสียงเบาด้วยความเกรงใจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาออกคำสั่งสั้นๆ ทว่าทรงอำนาจยามนี้ในตำหนักเย็นจึงเหลือเพียงข้า ท่านหมอกง เสี่ยวเถา ฝูงเป็ดทั้งสิบเอ็ดตัว และเจ้าพยัคฆ์ขาวที่กำลังนั่งจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง“วันนี้วันพุธ...” ข้านั่งลงบนตั่งพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม “ถึงวันตรวจชีพจรแล้ว มีสิ่งใดผิดปกติหรือเพคะ?”“มี” เขาตอบเรียบๆ ทว่ามิได้ยื่นมือมาจับชีพจร กลับหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วจุ่มลงในถ้วยชาเก๊กฮวยที่เสี่ยวเถาเพิ่งรินวางไว้เข็มเงินเล่มนั้นพลันเปลี่ยนสีในทันตา... มันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทประดุจน้ำ
ยามอู่ ณ หอโอสถกงป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง“นั่นอย่
ยามไห่ วังหลวงข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาทลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ภายใน…มีเขาอยู่จ้าวหลิงเซียวและถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด“หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขว
“คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”เสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเถาปลุกข้าให้ตื่นจากภวังค์ นางพุ่งพรวดเข้ามาเขย่ากายข้าจนหัวสั่นหัวคลอน ในมือกำม้วนกระดาษสี่ฉบับแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า“แค่ก... มีเรื่องอันใด?” ข้ายันกายลุกขึ้น ไอโขลกออกมาเบาๆ พยายามกลืนรส
ยามกลับถึงจวน ข้าก็สำรอกออกมาจนสิ้นแรงมิใช่เพราะเมามายจากการนั่งรถม้า ทว่าเป็เพราะ ‘ผงซ่างหาน’ เริ่มจู่โจมร่างกายจนปั่นป่วนไปหมด“แค่ก! แค่กๆ!” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ทว่าเมื่อคลี่ออกดู กลับพบจุดโลหิตสีแดงฉานกระจายตัวประหนึ่งหยาดเหมันต์ร่วงโรยลงบนหิมะโลหิต... มันเริ่มแล้วจริงๆ“คุณหนู!” เสี่







