แชร์

บทที่ 9

ผู้เขียน: ลลินรดา
last update วันที่เผยแพร่: 2026-05-05 09:36:54

แสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน

​“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล

​“ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน “ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่าท่านแม่ทัพ... ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

​“คุณหนู! อย่าได้กล่าววาจาอัปมงคลเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ!”

​“หากเขามิรอด... ข้าเองก็คงมิมิต่างกัน” ข้ายกยิ้มบางให้เสี่ยวเถา แม้ภายในใจจะสั่นระรัวดุจกลองรบ “ออกรถ!”

​ล้อรถม้าบดถนนหินมุ่งหน้าออกจากเมืองจวินโจว ท้องฟ้าสางทอแสงสีโลหิตช่างงดงาม... ทว่ากลับดูราวกับลางร้ายที่คืบคลานเข้ามา

​ยามจื่อเมื่อคืน ข้าส่งจดหมายลับให้มู่เจ๋อ แจ้งแผนการ ‘แกล้งตายซ้อนกลจับคนทรยศ’ หากเขาเชื่อในคำเตือน ข้าย่อมรอดพ้น แต่หากเขาคิดว่าข้าลวงหลอก... ทุกอย่างที่ข้าเพียรทำมาย่อมสูญสิ้น

​ค่ายทหารทิศอุดรตั้งอยู่ห่างออกไปสามสิบลี้

​เมื่อรถม้าเคลื่อนมาถึงหน้าด่าน ธงพยัคฆ์ขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของเขายังคงโบกสะบัด ทว่าบรรยากาศกลับเงียบงันจนผิดปกติ

​เงียบจนเกินไป...

​ยามเช้าเช่นนี้ควรจะมีเสียงฝึกดาบหรือเสียงกึกก้องของเหล่าทหาร ทว่ายามนี้กลับมีเพียงเสียงลมพัดผ่านชายธงดังพึ่บพับเท่านั้น ลางสังหรณ์อันเลวร้ายจู่โจมเข้าที่กลางอกข้าอย่างจัง

​“หยุด!” ทหารยามขวางทวนเหล็กกั้นทาง “เขตทหาร สตรีห้ามเข้าโดยเด็ดขาด!”

​ข้าเลิกม่านรถม้าขึ้น ชูแขนเสื้อสีแดงที่มีคราบโลหิตแห้งกรังของรัชทายาทให้พวกเขาเห็น

​“ข้าเจียงลั่วอวี่... มาเพื่อรอดูจุดจบของท่านแม่ทัพ”

​ทหารยามทั้งสองสบตากัน สีหน้าของพวกเขาดูประหลาดนัก มิใช่ความโศกเศร้า มิใช่ความโกรธแค้น ทว่ากลับดูเหมือนกำลังข่มกลั้นบางอย่าง

​“คุณหนู... ท่านมาเร็วไปสักนิดกระมัง” ทหารนายหนึ่งกล่าวพลางลอบยิ้ม

​“หืม?”

​ทันใดนั้น เสียงแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องยาวนาน ประตูค่ายเปิดออกกว้าง เหล่าทหารวิ่งออกมาตั้งแถวรับเสด็จอย่างสมเกียรติ

​ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะนิลกาฬก้าวเดินออกมาด้วยท่วงท่าองอาจ

​มู่เจ๋อ... เขายังมีชีวิตอยู่

​มิเพียงไม่ตาย แต่ดูเหมือนเขาจะเปี่ยมไปด้วยโทสะ ดวงตาคมกริบแดงก่ำจากการอดนอนชี้ชัดว่าเขามิได้ต้องพิษร้ายแต่อย่างใด เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารถม้า จ้องมองข้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

​“เจ้ามาเพื่อดูศพผู้ใด?” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเปี่ยมด้วยรังสีอำนาจ

​“...มาดูว่าคำสาบานของข้ายังมีความหมายอยู่หรือไม่” ข้าตอบกลับไปอย่างมั่นคง แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมา

​“หึ” เขาแค่นเสียงในลำคอ “จดหมายของเจ้า... มาถึงมือข้าเมื่อคืนยามกึ่งจื่อ”

​เขายกม้วนกระดาษที่ข้าเขียนขึ้นมา “เจ้ารู้ได้อย่างไร... ว่ารองแม่ทัพหลี่จะวางยาข้า?”

​รองแม่ทัพหลี่... คนสนิทที่ทรยศเขาในนิยายต้นฉบับ

​“ข้าฝันเห็น...” ข้าอ้างคำเดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าฝันว่ามีผู้ลอบวางยาพิษในไหสุราของท่าน”

​“แล้วเหตุใดเจ้าจึงเสนอให้ข้าแกล้งตาย?”

​“เพราะหากท่านสิ้นชีพ ข้าเองย่อมมิอาจมีชีวิตรอด” ข้าสบตาเขาอย่างไม่ลดละ “ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ‘ห้ามข้าตายหากมิได้รับอนุญาต’ ข้าจึงมาเพื่ออนุญาตให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อ”

​เหล่าทหารรอบข้างหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ จนมู่เจ๋อต้องหันไปตวาด “เงียบเสีย!”

​เขาหันกลับมาจ้องหน้าข้านิ่งนาน นานจนข้านึกว่าเขาจะชักดาบออกมาปลิดชีพข้าเสียแล้ว ทว่าเขาเพียงแต่โยนม้วนกระดาษคืนมาบนตักข้า

​“ในไหสุรามีพิษจริง ข้าจึงทำตามแผนของเจ้า แกล้งดื่ม แกล้งสิ้นใจ” เขากำหมัดแน่น “รองแม่ทัพหลี่และพวกอีกห้าคนลากร่างข้าไปหลังค่ายเพื่อหวังจะสังหารซ้ำ ทหารของข้าที่ซุ่มอยู่จึงจับกุมพวกมันได้คาหนังคาเขา”

​เขาก้าวเข้ามาใกล้รถม้า กลิ่นคาวเลือดจากเกราะหนาโชยมาเข้าจมูก “ยามนี้ หัวของคนทรยศถูกเสียบประจานไว้หน้าเสาธงแล้ว”

​ข้าชะเง้อมองเข้าไป เห็นศีรษะคนทั้งห้าถูกเสียบไว้จริงๆ... ข้ารอดแล้ว แผนการสำเร็จลุล่วง

​“คุณหนูเจียงลั่วอวี่” มู่เจ๋อเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงนิด “หนี้ชีวิตครั้งนี้... ข้าติดค้างเจ้าแล้ว”

​(ความชิงชังลดลงอย่างเห็นได้ชัด!)

​“มิได้ติดค้างสิ่งใด ถือเสียว่าข้ามาเพื่อไถ่โทษ ท่านมิจำเป็นต้อง...”

​ยังมิทันสิ้นประโยค ข้าก็ไอออกมาอย่างรุนแรงจนเลือดซึมผ่านผ้าเช็ดหน้า มู่เจ๋อตาไวกว่าที่คิด เขาปราดเข้ามากระชากผ้าในมือข้าออกไปทันที

​“เจ้า... เจ็บป่วยงั้นหรือ?” น้ำเสียงเขามีความตระหนกแฝงอยู่

​“หามิได้... เพียงแต่กลิ่นกำยานในวังหลวงแรงไปสักนิด” ข้าโป้ปดพลางหลบสายตา

​“เหลวไหล!” เขาคว้าข้อมือข้าขึ้นมาตรวจชีพจร นิ้วมือของเขากดลงบนผิวข้าอย่างมั่นคง “ชีพจรของเจ้า... นี่มันพิษซ่างหานส่าน”

​ข้าหน้าซีดเผือด มิคิดว่าเขาจะรู้จักพิษร้ายนี้

​“ใครเป็นคนทำ!?” เขาคำรามเบาๆ “ใครกล้าบังอาจวางยาเจ้า”

​“มิได้มีผู้ใด...” ข้าดึงมือกลับ “ข้าเพียงแต่ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น”

​“เจียงลั่วอวี่” เขาเรียกชื่อข้าโดยไร้คำนำหน้า “เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะมิยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากชีวิตเจ้าไปทั้งสิ้น!”

​เขาหันไปสั่งการทหารเสียงดัง “ไปตามท่านหมอที่เก่งที่สุดในค่ายมาเดี๋ยวนี้!”

​“ท่านแม่ทัพ ไม่ต้อง” ข้าร้องห้าม “ข้าได้รับยาจากหมอกงแล้ว”

​เมื่อได้ยินชื่อนั้น มู่เจ๋อก็ชะงักไป ดวงตาไหววูบ “กงอวี้หลันงั้นหรือ?”

​“ใช่... เขาเป็นผู้จัดหายาบำรุงให้ข้า อีกมินานย่อมดีขึ้น” ข้ายิ้มบางเพื่อปกปิดความจริง

​มู่เจ๋อจ้องมองข้าราวกับจะค้นหาความจริง สุดท้ายเขาก็เหวี่ยงกายขึ้นม้าโดยมิพูดจา ทว่าทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่ทำให้ข้าต้องประหลาดใจ

​“ยามเซินวันพรุ่งนี้ เจ้าจงมาที่ค่ายเพื่อรับประทานอาหาร ข้าจะให้หมอตรวจดูอาการของเจ้าอย่างละเอียด หากเจ้ามิมา...” เขาชี้ดาบมาทางข้า “ข้าจะไปลากตัวเจ้ามาด้วยตนเอง เหมือนที่รัชทายาทเคยทำ”

​เขารู้เรื่องเมื่อคืนได้อย่างไร? ทว่ายังมิทันได้เอ่ยถาม เขาก็ควบม้าหายเข้าไปในค่าย ทิ้งให้ข้ายืนงุนงงท่ามกลางทหารที่ลอบยิ้มกันถ้วนหน้า

​“คุณหนูเจ้าคะ...” เสี่ยวเถากระซิบ “ดูเหมือนท่านแม่ทัพจะทรงเป็นห่วงท่านนะเจ้าคะ”

​“เขาเป็นห่วงหนี้สินต่างหากล่ะ” ข้ายกยิ้มออกมาได้ในที่สุด “เขาคงมิอยากติดหนี้ชีวิตกับคนตาย”

​ข้าพิงพนักรถม้าอย่างหมดแรง ทว่าในใจกลับเปี่ยมด้วยความหวัง รูทของมู่เจ๋อด่านแรก ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

​ทว่าพิษในกายข้าเข้าสู่วันที่สามแล้ว เหลือเวลาเพียงสี่วันเท่านั้น... ข้าต้องเร่งไปพบกงอวี้หลันที่หอโอสถในยามอู่วันนี้

​“กลับจวน ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ แล้วมุ่งหน้าสู่หอโอสถกง”

​“คุณหนูจะไหวหรือเจ้าคะ?”

​“ไหวสิ...” ข้ากำรายการไถ่โทษไว้แน่น “หนี้กรรมยังชำระมิสิ้น ข้าจะยอมตายได้อย่างไร”

​รถม้ามุ่งหน้ากลับเข้าสู่เมือง ทิ้งไว้เพียงเสียงธงพยัคฆ์ขาวที่โบกสะบัดรุนแรงดุจสายตาของมู่เจ๋อที่ยังคงมองตามมาเบื้องหลัง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทส่งท้าย

    ยามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพา​ผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจ​โครม! โครม! โครม!​ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี​“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้า​ก้าบ!!!​เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อย​ตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่น​ศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้ว​ยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก​“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 39

    ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกง​บรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน​“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”​เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ​“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล​“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”​สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย​“ลงมือ!”​ซ่า...​ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่น​ท

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 38

    ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง​“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”​เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก​ข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน​“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”​สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว​“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”​“ยังมิ

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 37

    ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น​“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อ​ทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง​ห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า​“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น​“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”​ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น​‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 36

    ​ยามเฉิน วันพฤหัสบดี ณ ตำหนักเย็น​“ก้าบ!!! ก้าบ ก้าบ ก้าบ!!!”​ข้าสะดุ้งตื่นจากนิทรา ทว่านั่นมิใช่เสียงปลุกประหลาดใจจากเสี่ยวเถาในยามเช้ากาลก่อน​ปริ๊น! โฮก! เคร้ง! เคร้ง! เสียงสัญญาณแตรศึก เสียงฝีเท้าม้าศึกนับร้อย และเสียงศัตราวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอกตำหนักเย็น​“คุณหนูเจ้าคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมชุดเกราะทองของเจ้าพยัคฆ์ขาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “วังหลวง... วังหลวงถูกปิดตายหมดแล้วเจ้าค่ะ!”​ปิดตายงั้นหรือ?​ข้ากระโจนลงจากเตียงโดยมิเสียเวลาคิด วิ่งตรงไปยังขอบหน้าต่างทันที​ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาข้าต้องอ้าปากค้างด้วยความตระหนก... ประตูพระราชวังบูรพาอันเป็นประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศบัดนี้ถูกปิดสนิท ทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงรายอารักขาแน่นหนา คันธนูถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักส่องประกายวาววับ ธงมังกรทองโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอยสูงชัน​และที่กลางลานกว้างอันเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อยๆ... ร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทจ้าวหลิงเซียวยืนตระหง่านอยู่ในชุดเกราะทองคำเต็มยศ ในหัตถ์กุมดาบมังกรครามเล่มยักษ์​เบ

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 35

    ยามเฉิน วันพุธ ณ ตำหนักเย็น​“ถอดเสื้อออก”​น้ำเสียงเด็ดขาดคำเดิม ทว่าครั้งนี้กลับเย็นเยียบชวนขนลุกจนเสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับสะดุ้งสุดตัว​ท่านหมอกงอวี้หลันก้าวเข้ามาภายในห้องโดยมิเคาะประตู อาภรณ์สีขาวสะอาดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของสมุนไพรและซากยาเข้มข้นกว่าทุกครา ในมือถือกล่องเข็มเงินสลักลายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ เบื้องหลังของเขามีศิษย์เอกสองนายช่วยกันแบกหม้อยาที่กำลังเดือดพล่านจนควันพวยพุ่งส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วลาน​“อาจารย์ขอรับ...” ศิษย์เอกเอ่ยเรียกเสียงเบาด้วยความเกรงใจ​“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาออกคำสั่งสั้นๆ ทว่าทรงอำนาจ​ยามนี้ในตำหนักเย็นจึงเหลือเพียงข้า ท่านหมอกง เสี่ยวเถา ฝูงเป็ดทั้งสิบเอ็ดตัว และเจ้าพยัคฆ์ขาวที่กำลังนั่งจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง​“วันนี้วันพุธ...” ข้านั่งลงบนตั่งพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อม “ถึงวันตรวจชีพจรแล้ว มีสิ่งใดผิดปกติหรือเพคะ?”​“มี” เขาตอบเรียบๆ ทว่ามิได้ยื่นมือมาจับชีพจร กลับหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วจุ่มลงในถ้วยชาเก๊กฮวยที่เสี่ยวเถาเพิ่งรินวางไว้​เข็มเงินเล่มนั้นพลันเปลี่ยนสีในทันตา... มันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทประดุจน้ำ

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 10

    ยามอู่ ณ หอโอสถกง​ป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง​“นั่นอย่

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 8

    ยามไห่ วังหลวงข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาทลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ภายใน…มีเขาอยู่จ้าวหลิงเซียวและถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด“หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขว

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 7

    “คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”​เสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเถาปลุกข้าให้ตื่นจากภวังค์ นางพุ่งพรวดเข้ามาเขย่ากายข้าจนหัวสั่นหัวคลอน ในมือกำม้วนกระดาษสี่ฉบับแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า​“แค่ก... มีเรื่องอันใด?” ข้ายันกายลุกขึ้น ไอโขลกออกมาเบาๆ พยายามกลืนรส

  • คุณชายทั้งหลายโปรดไว้ชีวิต    บทที่ 6 นางร้ายไม่ยอมแพ้

    ยามกลับถึงจวน ข้าก็สำรอกออกมาจนสิ้นแรง​มิใช่เพราะเมามายจากการนั่งรถม้า ทว่าเป็เพราะ ‘ผงซ่างหาน’ เริ่มจู่โจมร่างกายจนปั่นป่วนไปหมด​“แค่ก! แค่กๆ!” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ทว่าเมื่อคลี่ออกดู กลับพบจุดโลหิตสีแดงฉานกระจายตัวประหนึ่งหยาดเหมันต์ร่วงโรยลงบนหิมะ​โลหิต... มันเริ่มแล้วจริงๆ​“คุณหนู!” เสี่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status