Masuk“ข้ากินข้าวแล้ว จะอาบน้ำต่อ เจ้าให้คนเตรียมน้ำอาบให้ข้าที” ท่านหมอหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับอยู่ในเรือนตน
เสี่ยวไป๋ค้อมศีรษะรับคำ ในใจก็นึกชื่นชมท่านหมอผู้นี้ที่มิได้หวาดกลัวการตกมาอยู่ในค่ายแห่งนี้เลยสักนิด บ่าวรับใช้ออกจากเรือนรับรองสำหรับแขกพิเศษไปสั่งให้บ่าวทำงานหนักทำการต้มน้ำ จากนั้นก็ไปรายงานให้กับนายน้อยของตนได้ทราบ
หรูหยู่เยียนฟังแล้วก็พยักหน้ารับ นางยกยิ้มมุมปาก
“หมอเทวดาฮัวผู้นี้แปลกคนดีจริง เป็นผู้อื่นรู้ว่าตนถูกลักพาตัว ย่อมต้องระมัดระวังตัว แต่เขากลับมิได้มีท่าทางเช่นนั้นเลย กระทั่งการพูดคุยกับข้าก็เป็นไปอย่างปกติ”
บุรุษหนึ่งในเจ็ดผู้ติดตามหรูหยู่เยียนยิ้มน้อยๆ “บางทีหมอฮัวอาจจะชินกับการถูกลักพาตัวแล้วกระมัง ข้าได้ยินว่าเขาถูกลักพาตัวไปรักษาคนอยู่บ่อยๆ”
“ก็ดี เสี่ยวไป๋ เจ้าดูแลเขาให้ดีเล่า นี่ก็เย็นมากแล้ว พรุ่งนี้ ข้าจะได้พาเขาไปพบท่านพ่อ” หญิงสาวสั่งแล้วก็กลับไปพักผ่อนที่เรือนพักของตน
“เจ้าตื่นได้แล้ว หมอฮัวยามนี้สายมากแล้ว ข้าพาเจ้ามาเพื่อรักษาคน มิใช่ให้มานอนพักผ่อน”
เสียงที่ดังอยู่เหนือศีรษะทำให้ฮัวชวินงัวเงียขึ้น เขาอ่อนเพลียและปวดเมื่อยจากการเดินทางในขณะที่ต้องแสร้งไร้สติอยู่หลายชั่วยาม จึงได้เผลอนอนจนตะวันสายโด่ง
เจ้าของเสียงยืนกอดอกกางขาเล็กน้อยอยู่ตรงหน้า ฮัวชวินเลิกคิ้วน้อยๆ มองใบหน้านางที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย วันนี้นางมิได้เขียนคิ้วหนาเหมือนเมื่อวาน ทำให้ใบหน้านั้นดูหวานขึ้น เสื้อผ้าที่นางสวมเป็นสีฟ้า เมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้ว ทำให้นางในวันนี้ดูไม่กระด้างเยี่ยงโจรเหมือนชุดสีดำเมื่อวาน
‘หากจับนางมาแต่งตัวแต่งหน้าเสียใหม่ก็นับว่าเป็นสตรีงดงามผู้หนึ่ง’ ฮัวชวินนึกประเมินสตรีข้างหน้าในใจ แต่นางแปลกนักที่เสี่ยวไป๋เรียกนางว่า ‘นายน้อยหรู’
“นายน้อยหรู ฟ้ายังไม่สว่างดีเลย ถ้าท่านเห็นว่าข้าเป็นแขกก็ควรให้ข้านอนพักให้เต็มที่สักหน่อย”
“ที่ไหนกัน ตอนนี้เจ้าอยู่ในฐานะเชลยของข้า รีบลุกขึ้นได้แล้ว รีบไปรักษาคน”
ท่านหมอรูปงามหรี่ตาลงเล็กน้อย ผมเผ้ายังยุ่งเหยิงอยู่ สาบเสื้อแบะอ้าค่อนข้างกว้าง หรูหยู่เยียนรู้สึกว่าตนเองผิวหน้าร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนีทิวทัศน์ของคนรูปงามตรงหน้า
ใช่ว่าไม่เคยเห็นบุรุษถอดเสื้อผ้า แต่ไม่เคยเห็นบุรุษรูปงามขนาดนี้มาก่อน ฮัวชวินมิได้ดูบึกบึนมีมัดกล้ามเต็มตัวอย่างบุรุษในค่ายของนาง ทว่าร่างกายของเขาก็มิได้ดูอ่อนแออย่างบัณฑิตหรือหมอทั่วไปที่นางเคยเห็น ตอนที่นางแบกเขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของฮัวชวินแน่นและหนักพอสมควรเมื่อเทียบกับบุรุษอื่นที่นางเคยแบกมา
“นายน้อยหรู ท่านหวังพึ่งพาข้า เหตุใดจึงไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจข้าให้มาก” หมอรูปงามร้องฮึขึ้นคำหนึ่ง แต่ก็ยอมลุกจากเตียงนอนเสียโดยดี
หรูหยู่เยียนดึงแขนของฮัวชวินให้ลุกขึ้นจากที่นอน ร่างของท่านหมอหนุ่มเซถลาเข้าไปแนบชิดกับนางโดยมิได้ตั้งใจ
“โอ๊ะ!” ชายหนุ่มร้องขึ้น
ฮัวชวินคะเนได้ว่าคนที่ดึงแขนตนมีวรยุทธ์จึงได้โอนอ่อนผ่อนตาม ใบหน้าของคนทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ ครั้นสบตากันแล้ว หรูหยู่เยียนกลับรู้สึกว่าสายตาของท่านหมอหนุ่มทั้งคุกคามและร้อนแรงจนนางต้องผงะออก
“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า ข้าบอกแล้วว่าข้าลักพาตัวเจ้าเพื่อให้มาช่วยรักษาคน หากรักษาดีข้าจะตบรางวัลอย่างงาม แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้ ข้าก็จะฝังเจ้าเสียบนเนินเขาแห่งนี้”
“โจรชั่ว! เจ้ามันไม่มีคุณธรรมเอาเสียเลย ข้ายังไม่รู้เลยว่าคนที่เจ้าต้องการให้ข้ารักษาอาการเป็นตายร้ายดีอย่างไร ฉวยเกิดเขาสิ้นชีวิตด้วยเหตุสุดวิสัย เจ้าก็คิดจะทำให้ข้าตายไปพร้อมกับเขาหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างไร้ความกลัวเกรง คำเรียกเปลี่ยนจากท่านเป็นเจ้าในทันที
หรูหยู่เยียนได้ยินเช่นนั้นก็โมโห ใช้อีกมือสะบัดผ้าห่มที่คลุมอยู่ท่อนเอวของท่านหมอรูปงามแล้วกระชากร่างสูงโปร่งที่สูงกว่าตนเองราวครึ่งศีรษะไปยังโต๊ะที่วางอ่างน้ำล้างหน้าและผ้าซับหน้าเอาไว้
“รีบล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า เจ้าต้องรีบรักษาเขาให้เร็วที่สุด จำเอาไว้ให้ดีว่าชีวิตเจ้ากับชีวิตเขาผูกติดเอาไว้ด้วยกัน”
ฮัวชวินถลาตามแรงของนางไป วรยุทธ์ของสตรีผู้นี้นับว่าไม่เบาเลยทีเดียว ท่านหมอหนุ่มมีสีหน้าเรียบเฉย ครั้นนางปล่อยมือ เขาก็ดึงสาบเสื้อปิดแผ่นอกที่มีมัดกล้ามพอสมควรเอาไว้เสีย
“ข้าเป็นบุรุษที่กำลังจะผลัดเสื้อผ้า ท่านเป็นสตรี คิดจะอยู่มองข้าเช่นนี้หรือ” เขาเอียงคอเล็กน้อยหันไปถามนาง
“ได้! ข้าจะไปรอท่านข้างนอก” นางสะบัดหน้าออกจากห้องพักของเขาไป
ฮัวชวินรู้สึกคล้ายตนเองตาฝาดเห็นใบหน้าของนางซับสีระเรื่อขึ้น ตัวเขาเคยถูกคนลักพาตัวมาหลายคราวเพื่อให้ไปรักษาผู้บาดเจ็บที่ไม่อาจจะไปโรงหมอเพื่อรักษาตัวได้ตามปกติ แต่ครั้งนี้ เขารู้สึกถูกใจหัวหน้าโจรจึงมิได้คิดหาวิธีหลบหนี
ห้องด้านในสุดของอาคารใหญ่ค่ายม้าแดง มีร่างของบุรุษวัยกลางคนผอมเหลืองใบหน้าตอบซีดเซียวนอนหายใจรวยริน นายน้อยหรูเดินเข้าไปประชิดริมเตียง เอ่ยถามโดยไม่มองหน้าบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”
“นายท่านอาการเหมือนเดิมขอรับ รับประทานอาหารโปรดได้ทุกอย่าง เพียงแต่ไม่อาจลืมตาขึ้นได้”
หรูหยู่เยียนหันกลับไปมองคนรูปงามที่ยืนเยื้องไปด้านข้างตน
“อย่างที่เจ้าเห็น ท่านพ่อของข้าถูกพิษที่ไม่รู้จักเข้า ระดมท่านหมอมาสิบกว่าคนแล้วยังไม่อาจจะรักษาได้ ร่างกายซีดเซียว ไร้เรี่ยวแรง นอนหลับตานิ่งและพูดไม่ได้ แต่ยังคงรับประทานอาหารได้ตามปกติ ที่น่าแปลกคือร่างกายผ่ายผอมลงเรื่อยๆ”
“นายน้อยหรู ท่านออกไปก่อนได้หรือไม่ ให้บ่าวรับใช้ท่านผู้นี้อยู่กับข้าก็พอ”
“ท่านต้องการทำสิ่งใดหรือ”
“ข้าจำต้องตรวจร่างกายบิดาของท่านอย่างละเอียด และท่านก็ไม่เหมาะที่จะอยู่ในห้องนี้”
“ได้! เช่นนั้นข้าไปรอข้างนอก” นางรับคำแล้วลุกออกจากเก้าอี้ไป
ครั้นประตูห้องปิดห้อง ฮัวชวินก็ดึงผ้าห่มออกจากร่างของนายท่านหรู เขาบอกให้บ่าวรับใช้เปลื้องเสื้อผ้าของผู้ที่นอนบนเตียงออกจนเกือบหมด
“แย่มากจริงๆ”
ครั้นได้เห็นสภาพผิวของบิดานางแล้ว ชายหนุ่มตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
‘คนผู้นี้ช่างถูกพิษที่อันตรายเหลือเกิน ไม่แน่ว่าครั้งนี้-ข้าอาจจะรักษาไม่ได้ ต้องเอาชีวิตมาทิ้งในค่ายโจรแห่งนี้เสียแล้ว’
บ่าวรับใช้ได้ยินถึงกับหน้าซีด เอ่ยถามด้วยเสียงเครือ “ไม่มีหนทางรักษาเลยหรือขอรับ ท่านหมอ”
เสี่ยวฝานดึงข้อมือของซ่งเหยาให้นางตามเขาไปด้านหลังเรือนใหญ่ “เสี่ยวเหยา เจ้าอย่ากลับเลย เรื่องแต่งงานนั่น ให้ข้าเป็นคนรับผิดชอบเถิด” “เจ้า! เจ้าพูดบ้าอันใด” ซ่งเหยาหน้าแดง นางเองก็แอบหวังให้เขาพูดคำนี้ออกมาเช่นกัน “ข้าจะแต่งกับเจ้าได้อย่างไร” “ทำไมกัน เจ้ายังมิได้หมั้นหมายนี่ แต่งกับข้าแทนจะเป็นไรไป” ซ่งเหยาหน้าง้ำหน้างอ นางอยากให้เขาพูดว่า เขาชอบนางมากกว่าจะมาบังคับแต่งงาน ช่วงที่นางได้รับบาดเจ็บเพราะตกลงไปในหลุมขวากดักสัตว์ เสี่ยวฝานคอยดูแลนางอย่างดี คนผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษที่พึ่งพาได้ผู้หนึ่ง “ข้าพูดจริง ข้าชอบเจ้า หากว่าเจ้าจะแต่งงาน ให้เจ้าบ่าวเป็นข้าได้หรือไม่ ข้าอยู่กับคุณชายมานาน เงินเบี้ยหวัดเก็บเอาไว้ไม่น้อย สามารถให้สินสอดเจ้าได้ไม่น้อยหน้าผู้ใด ขอเพียงเจ้าพยักหน้าตกลง ข้าจะรีบไปเรียนคุณชาย” ซ่งเหยายิ้มน้อยๆ ก้มหน้ามองมือตนเองที่ถูกเสี่ยวฝานกุมเอาไว้ คำพูดว่าชอบเขาก็พูดออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น นางจึงยินดี“ตกลง” นางตอบแผ่วเบา เสี่ยวฝานวิ่งไปที่รถม้า ฮัวชวินกับหรูหยู่เยียนนั่งรออยู่ได้สักพักแล้ว ครั้น
สองหนุ่มสาวที่หลับใหลอยู่บนเตียงงัวเงียตื่นขึ้นมาบนเตียงในหอสุราก็ต้องตกใจ ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรุมล้อมเตียงอยู่จนแน่น “นี่มันอะไรกัน!” “ตื่นเสียทีนะ เจ้าลูกชั่ว! พวกเจ้าสองคนก็หมั้นหมายกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องมานัดพบทำเรื่องไม่ดีในสถานที่เช่นนี้เลย เพียงพอพ่อดีๆ ให้พ่อเร่งรัดงานแต่งก็ได้แล้ว” รองแม่ทัพมู่เอ่ยด้วยความโกรธแค้น บิดาของซ่งชิงอีเดินเข้ามาใกล้เตียง “อีอี เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดถึงหน้าพ่อบ้าง เจ้ากับมู่อันหมั้นหมายกันอยู่แล้ว อดใจรอสักหน่อยไม่ได้หรือไร ทำเช่นนี้ พ่อจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด” ซ่งชิงอีถึงกับสะดุ้ง นางลุกขึ้นใช้ผ้าห่มปิดบังร่างกาย น่าอับอายนัก ต่อหน้าญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย ตัวนางเหลือเพียงเอี๊ยมแต่กางเกงขายาวใส่นอน “มู่อัน! เจ้าทำอันใดข้า” นางหันไปตวาดชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ “ข้าหรือ! ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเมื่อคืนเจ้าทำอันใดกับข้า พวกเราก็แค่ดื่มไม่กี่ขวดมิใช่หรือ” ซ่งฮูหยินแอบยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากยิ้มขำ พอกลั้นได้ก็ลดมือลงแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม“พอ! เลิกทะเลาะกันได้แล้ว! พวกเจ้าสองคนนัดหมายกันมาที่นี
ในงานวันนี้ พระราชโองการเชิดดูความดีงามของฮัวชวินก็มาถึง ลู่กงกงออกมาด้วยตนเอง“ท่านหมอฮัว ข้ายินดีกับท่านด้วย วันนี้เป็นงานมงคลจัดเพื่อให้ญาติๆ สกุลหรูได้รู้จักท่าน และอีกเจ็ดวัน ฝ่าบาทจะพระราชทานงานเลี้ยงขอบคุณท่านโดยเฉพาะด้วย”ญาติพี่น้องสกุลหรูได้ยินก็พากันตื่นเต้น นอกจากแม่ทัพใหญ่หรูแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดได้รับพระราชทานงานเลี้ยง เกียรติยศของเขยอย่างฮัวชวินนับว่าไม่น้อยหน้าผู้เป็นหัวหน้าตระกูลอย่างหรูจื่อเหลียงลู่กงกงประกาศพระราชโองการเสร็จก็มอบป้ายเข้าวังหลวงให้กับเขา “ป้ายนี้มีเพียงขุนนางขั้นสามขึ้นไปที่ได้รับ ท่านคือคนพิเศษที่ฝ่าบาททรงพระราชทานให้ด้วยตนเองเป็นคนแรก”“ขอบพระทัย ฝ่าบาท” ฮัวชวินค้อมศีรษะรับอย่างนอบน้อมลู่กงกงสั่งให้ขบวนคนข้างนอกนำข้าวของพระราชทานออกมาวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ทรัพย์สินเงินทองพวกนั้นมากจนคนสกุลหรูพากันตื่นตะลึง“ท่านพ่อ นี่มันมากกว่าตอนที่ท่านพิชิตชนเผ่าเถื่อนได้เลยนะเจ้าคะ” หรูหยู่เยียนกระซิบ“อย่าลืมว่าฮัวชวินช่วยชีวิตฮ่องเต้ จะได้มากกว่าก็ย่อมไม่แปลก” แม่ทัพหรูยิ้มน้อยๆ ปลาบปลื้มในตัวเขยจับมา “ลูกพ่อ เจ้าจับเขยได้ดีนัก เป็นเกียรติแก่สกุลหรูเ
หรูหยู่เยียนที่ฝึกฝนฝีมืออยู่ในค่ายม้าแดงในแคว้นหมิงตลอดระยะเวลาที่บิดาของนางล้มเจ็บ บัดนี้ฝีมือของนางนับว่าเหนือชั้นกว่าเดิมมากขุนพลหนุ่มหันขวับไปหาหรูหยู่เยียน นางลอยตัวลงไปที่พื้นได้ก็รีบหยิบเอาดาบจากศพของทหารที่อยู่ใกล้ขึ้นมา แล้วพุ่งไปต่อเพื่อจะเอาชีวิตเซิ่งเทากาลก่อนนั้น เซิ่งเทาผู้นี้เป็นผู้ใช้กระบี่แทงนางถึงสองแผลในช่วงที่นางมิได้ระวังตัว จากนั้นทหารที่จงรักภกดีต่อนางก็ถูกคนของเซิ่งเทาฆ่าตายไปถึงยี่สิบคน แค้นนี้นางต้องชำระด้วยตนเองเซิ่งเทามัวแต่ตกใจที่บิดาสิ้นชีพกะทันหันมิได้ระวังด้านหลัง หรูหยู่เยียนแทงดาบเข้ามา เขาจึงหลบแทบไม่ทัน ปลายดาบถูกสีข้างเขาลึกลงไปราวหนึ่งชุ่น ขุนพลหนุ่มผละออกยกทวนของตนขึ้นต้านเอาไว้“บัดซบ! เจ้ากล้าฆ่าท่านพ่อของข้า” เซิ่งเทาร้องลั่น“ไม่ต้องห่วง ข้าจะเป็นคนส่งเจ้ากับแม่ทัพเซิ่งไปปรโลกเพื่อขอขมาทหารสกุลหรูที่ตายไปทั้งหมดเอง” หรูหยู่เยียนร้องลั่นขุนพลหญิงโจมตีอย่างรุนแรงจนเซิ่งเทาตั้งตัวไม่ติด กระบวนท่าที่สิบ หรูหยู่เยียนก็ใช้ดาบตวัดเอาดาบของศัตรูหล่นไปบนพื้นก่อนจะฟันร่างของเซิ่งเทาจนด้านหน้าเป็นแผลลึก ร่างหงายผลึงล้มตาตั้ง“แม่ทัพเซิ่งตายแล้ว! ขุ
ด้านนอกเมืองฝั่งประตูทิศใต้ กองทัพม้าเทพยังไม่รู้เหตุการณ์ในวังหลวง แม่ทัพเซิ่งกับบุตรชายยกทัพมาประจันอยู่หน้าประตูเมืองทิศใต้ ร้องเรียกให้คนข้างในเปิดประตู ยามนั้นพระราชโองการจากวังหลวงถูกส่งไปยังประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ทหารรักษาเมืองทั้งหมดรู้แล้วว่าเสนาบดีเถาคิดก่อกบฏและบัดนี้ กองทัพม้าเทพที่ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองนำโดยแม่ทัพเซิ่งก็คือทัพของกบฏ ต่อให้คนข้างนอกจะเรียกร้องให้เปิดประตูก็ไร้ผล ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว แม่ทัพหรูที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านใกล้ที่ตั้งค่ายทหารทัพหลวงจึงพาทหารสกุลหรูที่มารวมตัวกันราวห้าพันคนไปแสดงตัวกับแม่ทัพโจวสองพี่น้อง “ดีจริง! มีท่านที่รู้กลศึกการจัดทัพของทัพม้าเทพมาช่วย ศึกนี้คงไม่กลัวฝ่ายนั้นจะได้เปรียบแล้ว”โจวม่อหานที่กำลังหนักใจเพราะทหารฝ่ายตนมีน้อยกว่ากองทัพจากแดนใต้ เห็นแม่ทัพหรูพาคนมาสมทบก็ดีใจมาก“แม่ทัพโจวอย่าเพิ่งเคร่งเครียด ทหารในกองทัพม้าเทพ ส่วนหนึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจกับเซิ่งเหยียนจง พวกเขาถูกปกปิดความจริง ข้าไม่ต้องการให้ทหารของแคว้นเราต้องมาล้มตายเพราะต่อสู้กันเอง เช่นนั้น เราก็เข้าไปในเมือง
เถาซื่อเหิงโกรธจนตัวสั่น หันไปหาผู้บัญชาการกองทหารพิทักษ์วังหลวง “เร็วสิ! รีบไปฆ่าอ๋องฉีเสีย ด้านนอกเรายังมีทัพม้าเทพคอยสนับสนุน ขอเพียงยึดวังหลวงได้ ต่อไปแผ่นดินนี้ก็ต้องเป็นของข้า” คนผู้นั้นเป็นญาติห่างๆ ของเสนาบดีเถา ไต่เต้าจนได้ดีเพราะได้เถาซื่อเหิงคอยผลักดัน เขาได้รับคำมั่นว่าหากเถาซื่อเหิงกลายเป็นฮ่องเต้ จะให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลทัพหลวง “เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือพวกกบฏ! นี่คือพระราชโองการของฮ่องเต้ ทรงสั่งให้ข้ามาจัดการกับเสนาบดีเถา ผู้ใดขัดขวางฆ่าทิ้ง แต่ผู้ใดวางอาวุธจะละเว้นโทษตาย” ทหารในวังหลวงได้ยินคำว่าพระราชโองการก็พากันเลิ่กลั่ก ที่พวกเขาทำตามคำสั่งของหัวหน้าก็เพราะไม่รู้ ครั้นอ๋องฉีผู้เป็นพระญาติของฮ่องเต้ประกาศว่าเสนาบดีเถาคิดก่อกบฏ คนส่วนหนึ่งจึงพากันลังเล อึดใจหนึ่ง คนที่ยืนอยู่รายล้อมเสนาบดีเถาก็พากันยอมวางอาวุธและขยับไปอยู่ฝั่งอ๋องฉี “พวกเจ้า! คนทรยศ! แค่นี้ก็ปอดแหกเสียแล้ว” เถาซื่อเหิงโมโหยิ่งนักร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง “ผู้ใดช่วยข้าฆ่าอ๋องฉีได้ ข้าจะมอบสองหมื่นตำลึงให้เป็นรางวัล” ฝ่ายที่เลือกจะ
“ที่ผ่านมา ไม่มีหมอคนใดรักษาพิษนี้ให้เจ้าได้มิใช่หรือ ในเมื่อมีแต่ข้าที่บอกได้ เช่นนั้นสิ่งที่ข้าบอกย่อมเป็นจริง เจ้าต้องหลับนอนกับข้าเก้าสิบวัน ห้ามขาดไปแม้แต่วันเดียวจึงจะถอนพิษได้ทั้งหมด” หญิงสาวกำหมัดแน่น นึกอยากจะทุบบุรุษที่นอนเอาแขนพาดเอวตนเองเป็นกำลัง ทว่ากลับไม่อาจทำได้ เขาพูดถูกทุ
เมื่อสวมเสื้อผ้าให้กับผู้ป่วยเสร็จเรียบร้อย ฮัวชวินก็ให้บ่าวรับใช้ผู้นั้นออกไปเชิญหรูหยู่เยียนเข้ามาในห้องได้ ‘ลูกก็ถูกพิษ พ่อก็ถูกพิษ เห็นทีสองพ่อลูกคงมิใช่โจรป่าธรรมดาเสียแล้ว ทั้งสองอย่างล้วนมิใช่พิษที่คนทั่วไปจะมีใช้ ล้วนเป็นพิษราคาแพง เห็นทีคงจะเป็นทหารจากแคว้นเว่ยที่มาตั้งค่
ฮัวชวินมองไปยังม้าทั้งแปด บุรุษที่ติดตามนาง ล้วนรูปร่างบึกบึนแต่งกายดีต่างจากโจรทั่วไปที่เขาเคยพบมา ค่ายโจรของนาง เห็นทีจะเป็นค่ายโจรใหญ่ที่ร่ำลือกันในแถบนี้ ได้ยินว่าทางการเคยส่งคนมาสืบหา แต่กลับไม่พบ“แล้วจะให้ข้าขี่ม้าตัวใดเล่า” ชายหนุ่มเอ่ยถามเรียบ“ไปกับข้า!” หรูหยู่เยียนลงจากม้าเดินเข้ามาใกล้
“พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดต้องตามข้ามา ” “ไม่ต้องถาม! ตามพวกข้าไปเสียดีๆ” ฮัวชวินถอยหลังกรูดจนหลังไปชิดกำแพง เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้าที่สะพายเอาไว้ ค่อยๆ ลูบลวดลายบนขวดกระเบื้องเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองจะหยิบยาไม่ผิด ปลายนิ้วของชายหนุ่มสะกิดจุกปิดปากขวดออกแล้วหันไปต่อล้อต่อเถียงเ







