Masukเมื่อสวมเสื้อผ้าให้กับผู้ป่วยเสร็จเรียบร้อย ฮัวชวินก็ให้บ่าวรับใช้ผู้นั้นออกไปเชิญหรูหยู่เยียนเข้ามาในห้องได้
‘ลูกก็ถูกพิษ พ่อก็ถูกพิษ เห็นทีสองพ่อลูกคงมิใช่โจรป่าธรรมดาเสียแล้ว ทั้งสองอย่างล้วนมิใช่พิษที่คนทั่วไปจะมีใช้ ล้วนเป็นพิษราคาแพง เห็นทีคงจะเป็นทหารจากแคว้นเว่ยที่มาตั้งค่ายซ่อนไว้ที่นี่’
ฮัวชวินเป็นหมออยู่ในค่ายทหาร เขาย่อมรู้ปัญหาของแคว้นเว่ย และปัญหาระหว่างแคว้นเว่ยกับแคว้นหมิง แม่ทัพเคยเล่าให้ฟังคราหนึ่งว่ามีทหารบางส่วนของแคว้นเว่ยแอบมาหลบซ่อนอยู่ในแคว้นหมิง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายใด
ในตอนที่เขาถูกหรูหยู่เยียนกระชากแขน ชายหนุ่มแสร้งกุมข้อมือของนาง พลันสัมผัสได้ว่าชีพจรของนางมิได้ปกตินัก ในร่างกายของนายน้อยหรูเองก็มีพิษอยู่เช่นกัน แต่เบาบางกว่าบิดามาก เห็นทีจะกำเริบอยู่เป็นระยะๆ
หญิงสาวมายืนอยู่ด้านหลัง เห็นฮัวชวินกำลังใช้เข็มเจาะที่แขนของบิดาตนแล้วใช้ผ้าขาวซับ เลือดที่ได้จากปลายเข็มนั้นเป็นสีเหลือง
“เจ้าออกไปข้างนอกก่อน” หรูหยู่เยียนไล่ให้บ่าวรับใช้ออกไปให้ห่างเพราะนางไม่อยากให้อาการของบิดาถูกร่ำลือออกไป
“ท่านพ่อของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“เขาถูกพิษซากศพ” ชายหนุ่มตอบเรียบๆ โดยมิได้หันหน้ากลับไปมองนาง
“พิษซากศพรึ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“นี่เป็นพิษที่ชนเผ่าลึกลับในทุ่งหญ้ามังกรใช้ ข้าเองเคยอ่านพบในตำรา แต่คนที่ถูกพิษตัวเป็นๆ ก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
คำตอบของหมอเทวดาทำเอาหรูหยู่เยียนใบหน้าเหยเก ดวงตามีน้ำตาคลอ นางพยายามสะกดความเจ็บปวดใจ
“เจ้าพอจะรักษาเขาได้หรือไม่”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
หญิงสาวผงะ “กระทั่งหมอเทวดาฮัวผู้ลือลั่นยังช่วยไม่ได้เลยรึ!”
“ข้าบอกแล้วว่านี่คือพิษที่หาได้ยากยิ่ง หากว่ารักษาได้ง่าย ท่านก็คงไม่ต้องลำบากไปลักพาตัวข้าหรอกกระมัง”
หญิงสาวอึ้งไปครู่หนึ่ง เหลือบมองบิดาที่มีใบหน้าเขียวคล้ำลงกว่าเดิมด้วยความเศร้าใจ
“บิดาของเจ้าถูกพิษไปนานเท่าใดแล้ว”
“ตั้งแต่ปีก่อน”
“นับว่าเขามีอายุยืนยาวแล้ว ที่ผ่านมาคนที่ถูกพิษซากศพมักจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือน นี่อาจจะเป็นเพราะบิดาของท่านมีร่างกายและลมปราณที่แข็งแกร่ง อีกทั้งถูกพิษในปริมาณน้อย”
หญิงสาวเลิกคิ้วเล็กน้อย “เจ้าไม่มีวรยุทธ์รู้ได้อย่างไรว่าลมปราณท่านพ่อข้าแข็งแกร่ง”
“หมอสกุลฮัวทุกคน ล้วนแล้วแต่ตรวจและปรับลมปราณของเหล่าจอมยุทธ์ได้ทั้งนั้น โดยไม่ต้องมีวรยุทธ์” พูดแล้วฮัวชวินก็ใช้นิ้วเปิดตามจุดลมปราณอับในร่างกายของนายท่านหรู
หรูหยู่เยียนตะลึงมอง ก่อนจะเอ่ยชม “สมคำร่ำลือ ที่ข้าจับตัวเจ้ามาก็เพราะมีคนอวดโอ้ว่าเจ้าคือหมอเทวดาที่สามารถรักษาคนตายให้ฟื้นได้”
ฮัวชวินลุกขึ้นยืน ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิ “แน่นอนว่า สกุลฮัวของข้า มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน”
“ถ้าอย่างนั้น อาการของท่านพ่อของข้าเจ้าก็คงรักษาได้” หรูหยู่เยียนหรี่ตามองคนรูปงามตรงหน้า น้ำเสียงคล้ายจะปรามาสอยู่ในที
“เรื่องนี้...ต้องให้ข้าคิดดูก่อน”
หญิงสาวหน้าคมกระชากต้นแขนท่านหมอหนุ่มรูปร่างผอมบางเข้าหาตน“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
“นายน้อย เหตุใดท่านจึงหยาบคายไร้มารยาทกับข้าเช่นนี้ ข้าบอกแล้วว่านี่คือพิษที่ยากจะพบในใต้หล้า ข้าย่อมต้องคิดหาวิธีดูก่อนว่าจะรักษาได้หรือไม่”
หรูหยู่เยียนเดือดดาล “หากเจ้ารักษาไม่ได้ ข้าบอกแล้วว่าจะฝังเจ้าไว้ในเนินเขาละแวกนี้”
ฮัวชวินหามีท่าทีหวาดกลัวไม่ เขายังยิ้มอย่างใจเย็น “ข้ายังมิได้รับปากว่าจะรักษาเขาเลยนะ หากท่านฆ่าข้าเสีย ก็หมายความว่าหนทางในการรักษาบิดาท่าน จบสิ้นอย่างแน่นอนแล้ว”
หรูหยู่เยียนได้ฟังก็หงุดหงิด นางพยายามจะข่มขู่บุรุษตรงหน้า “เจ้าเป็นเชลยของข้า ไม่รักษาได้หรือ หากข้าใช้วิธีทารุณเจ้าเล่า”
“อย่าลืมสิว่าข้าเป็นหมอเทวดา ย่อมมีวิธีร้อยแปดที่จะทำให้ตนเองตายเสียก่อนจะถูกทรมาน หากข้าไม่เต็มใจ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจจะบังคับข้าได้ทั้งสิ้น ตราบใดที่ข้ายังไม่ได้รับปากว่าจะรักษาเขา ข้าก็จะยังไม่เริ่มการรักษา” ดวงตาของหมอหนุ่มไม่คล้ายล้อเล่นเลยสักนิด
หรูหยู่เยียนถึงกับผงะ นางคาดไม่ถึงว่าในโลกนี้จะมีคนไร้วรยุทธ์ที่เผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งกว่าแล้วไม่หวาดกลัว นางรบทัพจับศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ศัตรูล้วนร้องขอชีวิตหรือไม่ก็ร้องขอความตาย ทว่าคนตรงหน้านางผู้นี้กลับยืนยันว่าเขาสามารถมอบความตายให้กับตนเองได้ โดยไม่ต้องเจ็บปวด แต่จะไม่ยินยอมให้ผู้อื่นทรมานตนอย่างเด็ดขาด
หญิงสาวกำหมัดแน่น “ได้! เช่นนั้น ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดหนึ่งวันว่าจะเต็มใจช่วยหาวิธีรักษาบิดาของข้าหรือไม่”
ท่านหมอหนุ่มหัวเราะหึๆ “ข้าเป็นหมอทหาร ร่วมเดินทางออกศึกมานับครั้งไม่ถ้วน แม้จะมิได้สู้รบใช้อาวุธแต่ก็เฉียดกรายความตายมาหลายหน หาได้เกรงกลัวความตายไม่ อย่าได้ขู่เข็ญข้าเลย ยามนี้นายท่านหรูอาการหนักมากแล้ว เนื้อตัวของเขาเขียวคล้ำ ดวงตาเหลือง ชีพจรเต้นแผ่วลงทุกที คนที่ข้ารับปากว่าจะรักษา ต้องรอดชีวิตทุกราย หากไม่รับปากก็แสดงว่ารักษาไม่ได้แล้ว”
“นี่เจ้า! เจ้ามิใช่ท่านหมอผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมหรอกหรือ ยังไม่ลงมือรักษาก็ยืนยันแล้วว่าคนป่วยต้องตาย”
“ที่ไหนกัน หลักการของข้าก็คือ ถ้ารักษาไม่ได้ก็ไม่ต้องลงมือ ปล่อยให้เขาจากไปโดยสงบจะดีกว่า”
หรูหยู่เยียนกำหมัดแน่น เดิมทีนางคิดว่าจับคนผู้นี้มาแล้วจะข่มขู่ให้รักษาบิดาโดยง่าย หากเขาทำได้สำเร็จก็จะมอบเงินทองให้ตามที่เรียกร้องและส่งตัวกลับ แต่คิดไม่ถึงว่าฮัวชวินกลับยังไม่ยอมรับปากจะรักษาบิดาให้นาง ซ้ำยังบอกว่าอาจจะรักษาไม่ได้อีกด้วย
“เช่นนั้น ข้าต้องทำเช่นไร เจ้าถึงจะยอมรักษาท่านพ่อ”
“สำหรับนายท่านหรู ข้ามีเงื่อนไขในการรักษาที่สมน้ำสมเนื้อ” เขาพูดพลางมองสำรวจใบหน้าของนางอีกรอบหนึ่ง
“บัดซบ! ข้าได้ยินคำสรรเสริญว่าเจ้ารักษาผู้คนมาทั่วทิศ คิดว่าเจ้าจะเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง พูดมา! เจ้าต้องการสิ่งใด ”
“ช่วงสองปีมานี้ ที่บ้านของข้าพยายามบีบบังคับข้าทุกวิถีทาง แต่ข้าก็ยังคิดไม่ตก” เขาจุดยิ้มมุมปาก ดวงตาทอประกายเจ้าเล่ห์ “เงินทองข้าไม่ต้องการ แต่ข้าต้องการตัวคน”
เสี่ยวฝานดึงข้อมือของซ่งเหยาให้นางตามเขาไปด้านหลังเรือนใหญ่ “เสี่ยวเหยา เจ้าอย่ากลับเลย เรื่องแต่งงานนั่น ให้ข้าเป็นคนรับผิดชอบเถิด” “เจ้า! เจ้าพูดบ้าอันใด” ซ่งเหยาหน้าแดง นางเองก็แอบหวังให้เขาพูดคำนี้ออกมาเช่นกัน “ข้าจะแต่งกับเจ้าได้อย่างไร” “ทำไมกัน เจ้ายังมิได้หมั้นหมายนี่ แต่งกับข้าแทนจะเป็นไรไป” ซ่งเหยาหน้าง้ำหน้างอ นางอยากให้เขาพูดว่า เขาชอบนางมากกว่าจะมาบังคับแต่งงาน ช่วงที่นางได้รับบาดเจ็บเพราะตกลงไปในหลุมขวากดักสัตว์ เสี่ยวฝานคอยดูแลนางอย่างดี คนผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษที่พึ่งพาได้ผู้หนึ่ง “ข้าพูดจริง ข้าชอบเจ้า หากว่าเจ้าจะแต่งงาน ให้เจ้าบ่าวเป็นข้าได้หรือไม่ ข้าอยู่กับคุณชายมานาน เงินเบี้ยหวัดเก็บเอาไว้ไม่น้อย สามารถให้สินสอดเจ้าได้ไม่น้อยหน้าผู้ใด ขอเพียงเจ้าพยักหน้าตกลง ข้าจะรีบไปเรียนคุณชาย” ซ่งเหยายิ้มน้อยๆ ก้มหน้ามองมือตนเองที่ถูกเสี่ยวฝานกุมเอาไว้ คำพูดว่าชอบเขาก็พูดออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น นางจึงยินดี“ตกลง” นางตอบแผ่วเบา เสี่ยวฝานวิ่งไปที่รถม้า ฮัวชวินกับหรูหยู่เยียนนั่งรออยู่ได้สักพักแล้ว ครั้น
สองหนุ่มสาวที่หลับใหลอยู่บนเตียงงัวเงียตื่นขึ้นมาบนเตียงในหอสุราก็ต้องตกใจ ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรุมล้อมเตียงอยู่จนแน่น “นี่มันอะไรกัน!” “ตื่นเสียทีนะ เจ้าลูกชั่ว! พวกเจ้าสองคนก็หมั้นหมายกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องมานัดพบทำเรื่องไม่ดีในสถานที่เช่นนี้เลย เพียงพอพ่อดีๆ ให้พ่อเร่งรัดงานแต่งก็ได้แล้ว” รองแม่ทัพมู่เอ่ยด้วยความโกรธแค้น บิดาของซ่งชิงอีเดินเข้ามาใกล้เตียง “อีอี เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดถึงหน้าพ่อบ้าง เจ้ากับมู่อันหมั้นหมายกันอยู่แล้ว อดใจรอสักหน่อยไม่ได้หรือไร ทำเช่นนี้ พ่อจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด” ซ่งชิงอีถึงกับสะดุ้ง นางลุกขึ้นใช้ผ้าห่มปิดบังร่างกาย น่าอับอายนัก ต่อหน้าญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย ตัวนางเหลือเพียงเอี๊ยมแต่กางเกงขายาวใส่นอน “มู่อัน! เจ้าทำอันใดข้า” นางหันไปตวาดชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ “ข้าหรือ! ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเมื่อคืนเจ้าทำอันใดกับข้า พวกเราก็แค่ดื่มไม่กี่ขวดมิใช่หรือ” ซ่งฮูหยินแอบยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากยิ้มขำ พอกลั้นได้ก็ลดมือลงแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม“พอ! เลิกทะเลาะกันได้แล้ว! พวกเจ้าสองคนนัดหมายกันมาที่นี
ในงานวันนี้ พระราชโองการเชิดดูความดีงามของฮัวชวินก็มาถึง ลู่กงกงออกมาด้วยตนเอง“ท่านหมอฮัว ข้ายินดีกับท่านด้วย วันนี้เป็นงานมงคลจัดเพื่อให้ญาติๆ สกุลหรูได้รู้จักท่าน และอีกเจ็ดวัน ฝ่าบาทจะพระราชทานงานเลี้ยงขอบคุณท่านโดยเฉพาะด้วย”ญาติพี่น้องสกุลหรูได้ยินก็พากันตื่นเต้น นอกจากแม่ทัพใหญ่หรูแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดได้รับพระราชทานงานเลี้ยง เกียรติยศของเขยอย่างฮัวชวินนับว่าไม่น้อยหน้าผู้เป็นหัวหน้าตระกูลอย่างหรูจื่อเหลียงลู่กงกงประกาศพระราชโองการเสร็จก็มอบป้ายเข้าวังหลวงให้กับเขา “ป้ายนี้มีเพียงขุนนางขั้นสามขึ้นไปที่ได้รับ ท่านคือคนพิเศษที่ฝ่าบาททรงพระราชทานให้ด้วยตนเองเป็นคนแรก”“ขอบพระทัย ฝ่าบาท” ฮัวชวินค้อมศีรษะรับอย่างนอบน้อมลู่กงกงสั่งให้ขบวนคนข้างนอกนำข้าวของพระราชทานออกมาวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ทรัพย์สินเงินทองพวกนั้นมากจนคนสกุลหรูพากันตื่นตะลึง“ท่านพ่อ นี่มันมากกว่าตอนที่ท่านพิชิตชนเผ่าเถื่อนได้เลยนะเจ้าคะ” หรูหยู่เยียนกระซิบ“อย่าลืมว่าฮัวชวินช่วยชีวิตฮ่องเต้ จะได้มากกว่าก็ย่อมไม่แปลก” แม่ทัพหรูยิ้มน้อยๆ ปลาบปลื้มในตัวเขยจับมา “ลูกพ่อ เจ้าจับเขยได้ดีนัก เป็นเกียรติแก่สกุลหรูเ
หรูหยู่เยียนที่ฝึกฝนฝีมืออยู่ในค่ายม้าแดงในแคว้นหมิงตลอดระยะเวลาที่บิดาของนางล้มเจ็บ บัดนี้ฝีมือของนางนับว่าเหนือชั้นกว่าเดิมมากขุนพลหนุ่มหันขวับไปหาหรูหยู่เยียน นางลอยตัวลงไปที่พื้นได้ก็รีบหยิบเอาดาบจากศพของทหารที่อยู่ใกล้ขึ้นมา แล้วพุ่งไปต่อเพื่อจะเอาชีวิตเซิ่งเทากาลก่อนนั้น เซิ่งเทาผู้นี้เป็นผู้ใช้กระบี่แทงนางถึงสองแผลในช่วงที่นางมิได้ระวังตัว จากนั้นทหารที่จงรักภกดีต่อนางก็ถูกคนของเซิ่งเทาฆ่าตายไปถึงยี่สิบคน แค้นนี้นางต้องชำระด้วยตนเองเซิ่งเทามัวแต่ตกใจที่บิดาสิ้นชีพกะทันหันมิได้ระวังด้านหลัง หรูหยู่เยียนแทงดาบเข้ามา เขาจึงหลบแทบไม่ทัน ปลายดาบถูกสีข้างเขาลึกลงไปราวหนึ่งชุ่น ขุนพลหนุ่มผละออกยกทวนของตนขึ้นต้านเอาไว้“บัดซบ! เจ้ากล้าฆ่าท่านพ่อของข้า” เซิ่งเทาร้องลั่น“ไม่ต้องห่วง ข้าจะเป็นคนส่งเจ้ากับแม่ทัพเซิ่งไปปรโลกเพื่อขอขมาทหารสกุลหรูที่ตายไปทั้งหมดเอง” หรูหยู่เยียนร้องลั่นขุนพลหญิงโจมตีอย่างรุนแรงจนเซิ่งเทาตั้งตัวไม่ติด กระบวนท่าที่สิบ หรูหยู่เยียนก็ใช้ดาบตวัดเอาดาบของศัตรูหล่นไปบนพื้นก่อนจะฟันร่างของเซิ่งเทาจนด้านหน้าเป็นแผลลึก ร่างหงายผลึงล้มตาตั้ง“แม่ทัพเซิ่งตายแล้ว! ขุ
ด้านนอกเมืองฝั่งประตูทิศใต้ กองทัพม้าเทพยังไม่รู้เหตุการณ์ในวังหลวง แม่ทัพเซิ่งกับบุตรชายยกทัพมาประจันอยู่หน้าประตูเมืองทิศใต้ ร้องเรียกให้คนข้างในเปิดประตู ยามนั้นพระราชโองการจากวังหลวงถูกส่งไปยังประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ทหารรักษาเมืองทั้งหมดรู้แล้วว่าเสนาบดีเถาคิดก่อกบฏและบัดนี้ กองทัพม้าเทพที่ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองนำโดยแม่ทัพเซิ่งก็คือทัพของกบฏ ต่อให้คนข้างนอกจะเรียกร้องให้เปิดประตูก็ไร้ผล ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว แม่ทัพหรูที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านใกล้ที่ตั้งค่ายทหารทัพหลวงจึงพาทหารสกุลหรูที่มารวมตัวกันราวห้าพันคนไปแสดงตัวกับแม่ทัพโจวสองพี่น้อง “ดีจริง! มีท่านที่รู้กลศึกการจัดทัพของทัพม้าเทพมาช่วย ศึกนี้คงไม่กลัวฝ่ายนั้นจะได้เปรียบแล้ว”โจวม่อหานที่กำลังหนักใจเพราะทหารฝ่ายตนมีน้อยกว่ากองทัพจากแดนใต้ เห็นแม่ทัพหรูพาคนมาสมทบก็ดีใจมาก“แม่ทัพโจวอย่าเพิ่งเคร่งเครียด ทหารในกองทัพม้าเทพ ส่วนหนึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจกับเซิ่งเหยียนจง พวกเขาถูกปกปิดความจริง ข้าไม่ต้องการให้ทหารของแคว้นเราต้องมาล้มตายเพราะต่อสู้กันเอง เช่นนั้น เราก็เข้าไปในเมือง
เถาซื่อเหิงโกรธจนตัวสั่น หันไปหาผู้บัญชาการกองทหารพิทักษ์วังหลวง “เร็วสิ! รีบไปฆ่าอ๋องฉีเสีย ด้านนอกเรายังมีทัพม้าเทพคอยสนับสนุน ขอเพียงยึดวังหลวงได้ ต่อไปแผ่นดินนี้ก็ต้องเป็นของข้า” คนผู้นั้นเป็นญาติห่างๆ ของเสนาบดีเถา ไต่เต้าจนได้ดีเพราะได้เถาซื่อเหิงคอยผลักดัน เขาได้รับคำมั่นว่าหากเถาซื่อเหิงกลายเป็นฮ่องเต้ จะให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลทัพหลวง “เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือพวกกบฏ! นี่คือพระราชโองการของฮ่องเต้ ทรงสั่งให้ข้ามาจัดการกับเสนาบดีเถา ผู้ใดขัดขวางฆ่าทิ้ง แต่ผู้ใดวางอาวุธจะละเว้นโทษตาย” ทหารในวังหลวงได้ยินคำว่าพระราชโองการก็พากันเลิ่กลั่ก ที่พวกเขาทำตามคำสั่งของหัวหน้าก็เพราะไม่รู้ ครั้นอ๋องฉีผู้เป็นพระญาติของฮ่องเต้ประกาศว่าเสนาบดีเถาคิดก่อกบฏ คนส่วนหนึ่งจึงพากันลังเล อึดใจหนึ่ง คนที่ยืนอยู่รายล้อมเสนาบดีเถาก็พากันยอมวางอาวุธและขยับไปอยู่ฝั่งอ๋องฉี “พวกเจ้า! คนทรยศ! แค่นี้ก็ปอดแหกเสียแล้ว” เถาซื่อเหิงโมโหยิ่งนักร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง “ผู้ใดช่วยข้าฆ่าอ๋องฉีได้ ข้าจะมอบสองหมื่นตำลึงให้เป็นรางวัล” ฝ่ายที่เลือกจะ
หรูหยู่เยียนนั่งใจลอยอยู่ราวสองเค่อ ย้อนนึกถึงครั้งที่ไปเยือนหอแสงจันทร์แล้วนึกขอบคุณแม่นางนิ่งที่ทำให้นางเข้าใจวิถีระหว่างบุรุษกับสตรี ทว่าตราบจนบัดนี้ นางมัวแต่อยู่ในสมรภูมิรบพุ่ง นางจะเอาเวลาใดไปแสวงหาบุรุษที่พึงใจ นางวางจอกน้ำชาในมือลงกับโต๊ะข้างเก้าอี้ เหลือบมองท่อนแขนที่แขนเ
ฮัวชวินเดินนำหน้าหรูหยู่เยียนเข้าไปสำรวจห้องในเรือนท้ายค่ายด้วยความพอใจ เขาหยุดยืนอยู่กลางห้องนอนที่อยู่ด้านในสุดของเรือน มองไปยังเตียงไม้ขนาดใหญ่ ก่อนจะหันมายิ้มน้อยๆ ให้กับหรูหยู่เยียนแล้วเดินไปเขย่าเสาเตียงจนมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดพร้อมกับส่งสายตามีเลศนัยไปยังหญิงสาว “คนลามก!” ขุนพลห
“คน!” หญิงสาวขมวดคิ้ว ในใจนางไพล่คิดไปว่าเขา คิดจะกำลังคน เรื่องฆ่าฟันสำหรับนางนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ทว่านางมิเคยฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำร้ายตนเองก่อน หากว่าเขาคิดจะให้นางไปแก้แค้นแทนเล่า จะทำเช่นไร “ว่ามาเถิด เจ้าต้องการให้ข้าไปกำจัดผู้ใด” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ให้ท่านไป
“ข้ากินข้าวแล้ว จะอาบน้ำต่อ เจ้าให้คนเตรียมน้ำอาบให้ข้าที” ท่านหมอหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับอยู่ในเรือนตน เสี่ยวไป๋ค้อมศีรษะรับคำ ในใจก็นึกชื่นชมท่านหมอผู้นี้ที่มิได้หวาดกลัวการตกมาอยู่ในค่ายแห่งนี้เลยสักนิด บ่าวรับใช้ออกจากเรือนรับรองสำหรับแขกพิเศษไปสั่งให้บ่าวทำงานหนักทำการต







