เข้าสู่ระบบหรูหยู่เยียนนั่งใจลอยอยู่ราวสองเค่อ ย้อนนึกถึงครั้งที่ไปเยือนหอแสงจันทร์แล้วนึกขอบคุณแม่นางนิ่งที่ทำให้นางเข้าใจวิถีระหว่างบุรุษกับสตรี ทว่าตราบจนบัดนี้ นางมัวแต่อยู่ในสมรภูมิรบพุ่ง นางจะเอาเวลาใดไปแสวงหาบุรุษที่พึงใจ
นางวางจอกน้ำชาในมือลงกับโต๊ะข้างเก้าอี้ เหลือบมองท่อนแขนที่แขนเสื้อเลิกขึ้นจนเกือบถึงศอก รอยเข็มนับพันเป็นจุดดำเล็กๆ แลน่าตกใจ
‘ถ้าหากหมอฮัวเก่งจริง พิษในกายข้า เขาก็ต้องช่วยกำจัดได้ ไม่ต้องทนทรมานเช่นนี้’
แค่เพียงคิดถึงใบหน้าและช่วงอกของฮัวชวิน หรูหยู่เยียนก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา นางหันไปหยิบเอาเข็มที่วางอยู่บนห่อผ้าข้างจอกน้ำชาขึ้นมาจิ้มที่แขนตนเองอีกครั้ง คราวนี้แม้จะจิ้มถี่กว่าเดิมก็ไม่อาจลดความเจ็บปวดในกายได้
หรูหยู่เยียนวางเข็มลงแล้วกระโจนออกทางหน้าต่าง พุ่งตรงไปยังเรือนท้ายค่ายอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักนางก็มาถึงเรือนของหมอฮัว
ฮัวชวินผู้มีความสามารถในการฟังเสียงความเคลื่อนไหว รู้ว่ามีคนกำลังแอบส่องตนจากข้างหน้าต่างก็ชะงักมือเล็กน้อย ครั้นนึกขึ้นมาได้ว่าค่ายนี่คือค่ายลึกลับที่ไม่อาจจะมีคนเข้ามาถึงได้ ชายหนุ่มผ่อนคลายอาการเกร็ง
เขาลองถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก คล้ายคนด้านนอกจะถอยไปหนึ่งก้าว หมอหนุ่มอมยิ้ม เขาพอนึกออกแล้วว่านั่นคือผู้ใด
“เสี่ยวไป๋ ข้าจะเข้านอนแล้วนะ เจ้ากลับเรือนไปพักผ่อนเถิด”
“ขอรับ” เสี่ยวไป๋รับคำแล้วเดินดุ่มกลับไปยังเรือนนอนที่อยู่ห่างออกไปไกลพอสมควร
ฮัวชวินถอดเสื้อผ้าออกเหลือเพียงเสื้อตัวในบางเบา เขาแบะสาบเสื้อค่อนข้างกว้าง จงใจหันไปทางที่มีโจรเด็ดบุปผาซ่อนตัวอยู่
หรูหยู่เยียนที่ลอบมองหมอหนุ่มรูปงามถึงกับต้องหยิกต้นขาตนเองอย่างแรง นางมั่นใจแล้วว่าตนเองชอบบุรุษผู้นี้มากอย่างที่ไม่เคยมาก่อน เพราะอาการของพิษหยิน หยางในกายบัดนี้ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป
หญิงสาวดึงเอาท่อไม้ไผ่เล็กๆ ออกมาแล้วแหย่เข้าไปในช่องกระดาษกรุหน้าต่าง พ่นควันยาสลบเข้าไป
‘ข้าจำใจจริงๆ ที่ผ่านมาข้าระงับพิษด้วยตนเองได้มาโดยตลอด แต่พอพบเจ้า ข้าไม่อาจทนได้ไหว แต่หากข้าไม่ทำ ข้าคงต้องสิ้นใจตายในคืนนี้’ นางนึกขอโทษฮัวชวินในใจ ก่อนจะเปิดหน้าต่างเข้ามาในห้อง
ชายหนุ่มรูปงามนอนหงายอยู่บนเตียง ขาข้างหนึ่งพาดอยู่ข้างบน แต่อีกข้างเข่าพับ ปลายเท้าระอยู่พื้น เทียนในห้องยังไม่ถูกดับ หรูหยู่เยียนไม่มีเวลาพิจารณาเขาอีกต่อไป พิษของนางกำเริบจนร้อนรุ่มจนร่างแทบระเบิด
“ท่านยอมให้ข้าย่ำยีเสียเถิด ข้ารับรองจะไม่ทำให้ท่านบุบสลาย” นางคำรามก่อนจะก้มลงจุมพิตเขาอย่างรีบเร่ง
ทว่าริมฝีปากของเขากลับเผลอขึ้น ท่อนแขนของชายหนุ่มโอบกอดนางไว้แน่น
“อ๊ะ!” นางร้องขึ้นคำหนึ่ง แล้วผงะออก
“นายน้อยหรู ท่านจะทุบตีข้าไม่ได้หรอกนะ พิษของท่านยามนี้กำเริบถึงขีดสุดแล้ว หากข้าร่วมมือกับท่านก็จะสลายพิษนี้ได้มาก แต่ถ้าท่านคิดจะรังแกข้าอยู่ฝ่ายเดียว เห็นทีพิษนี้จะสลายเพียงส่วนเดียว”
หรูหยู่เยียนชะงักอึดใจเดียว จากนั้นก็ไม่อาจต่อต้านความเจ็บปวดในร่างกาย นางผงกศีรษะกลับลงไปแนบริมฝีปากกับท่านหมอหนุ่ม เทียนพลันดับลง ความสว่างจากคบไฟภายนอกคนในห้องมองเห็นเงาสลัวราง
เสียงหายใจฟืดฟาดค่อนข้างแรงและเร่งเร้า สลับกับเสียงคนทั้งสองที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงหมุนกลิ้งสลับกันไปมา สุดท้ายเป็นฮัวชวินที่พลิกกายขึ้นมาอยู่ด้านบนได้สำเร็จ
บทรักของสองหนุ่มสาวเร่าร้อนราวกับคืนเข้าหอ แม้ครั้งแรกจะผ่านไปค่อนข้างทุลักทุเล ทว่าครั้งที่สอง ฮัวชวิน กลับควบคุมหรูหยู่เยียนได้อย่างราบรื่น
เมื่อชายหนุ่มพลิกกายลงมานอนกอดนางอยู่ข้างๆ หรูหยู่เยียนก็คิดจะสะบัดตัวออก
“เจ้าคงไม่คิดจะกินข้าแล้วทิ้งหรอกนะ น้องหญิง”
“เอ๊ะ!” นางร้องขึ้น ปกติเขาเรียกว่าท่านทุกคำ แต่พอหลับนอนด้วยกันแล้ว กลับเรียกนางว่าน้องหญิงอย่างสนิทสนม
“หรือว่านายน้อยหรูจะให้ข้าป่าวประกาศว่าเจ้าบุกเข้ามาขืนใจข้ากลางดึก”
หรูหยู่เยียนผิวหน้าแดงเรื่อ เกิดมานางยังไม่เคยทำเรื่องอับอายเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่นางถูกพิษหยินหยาง นางไม่ยอมแตะต้องบุรุษคนใด ได้แต่ใช้วิธีทรมานร่างกายของตนเรื่อยมา ตั้งแต่แช่น้ำเย็นจัดไปจนถึงใช้เข็มจิ้มเอาเลือดออกบ้าง ซึ่งก็ได้ผล กระทั่งมาพบฮัวชวินผู้นี้
“ไม่ได้! ข้าเป็นถึงผู้คุมค่าย ทำเช่นนี้ลูกน้องของข้าจะมองข้าเช่นไรเล่า” นางร้องตวาด
“น้องหญิง ตั้งแต่ข้าได้สัมผัสข้อมือเจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าถูกพิษหยินหยาง พิษนี้กำจัดไม่ได้ ยกเว้นเจ้าจะร่วมรักกับบุรุษที่พึงใจ และหากเจ้าไม่ร่วมรัก เจ้าก็ต้องร้อนอยู่ภายในจนร่างทนไม่ไหว...สิ้นชีพ”
“นี่เจ้า! เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้ว” นางกัดริมฝีปาก
ฮัวชวินผงกศีรษะขึ้นจูบแก้มนางหนหนึ่ง “รู้สิ! เจ้าใจเต้นแรงกับข้าขนาดนั้น ข้าดูออกว่าเจ้าพึงใจข้าแล้ว และคืนนี้เจ้าก็จะทนไม่ไหวต้องคิดข่มเหงข้า ข้าจึงยินดีมาอยู่เรือนท้ายค่ายแห่งนี้เพื่อรอเจ้า”
“คนบัดซบ!”
“แต่คนบัดซบผู้นี้ คือสามีของเจ้านะ”
นางหมุนกายไปนอนจ้องหน้ากับฮัวชวินโดยลืมไปว่าร่างของตนเองเปลือยเปล่าอยู่ในผ้าห่มกับหมอหนุ่ม
“ข้าไปแต่งงานกับเจ้าตั้งแต่เมื่อใด! ข้าก็แค่เห็นเจ้าเป็นยารักษาพิษเท่านั้น!”
“เยียนเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการรักษาพิษนี้ไม่ใช่เพียงหลับนอนกับข้าเพียงครั้งเดียว หากแต่ต้องทำเช่นนี้ถึงสามเดือนถึงจะหายสนิท”
“บังอาจ! ผู้ใดให้เจ้าเรียกข้าว่าเยียนเอ๋อร์”
ฮัวชวินหัวเราะหึๆ “ข้าเดาว่าตอนเด็กๆ ที่เจ้ายังแต่งตัวเป็นเด็กหญิง บิดาของเจ้าน่าจะเรียกเช่นนี้”
หญิงสาวหน้าแดง ฮัวชวินทายได้ถูกต้อง ก่อนที่นางจะถูกบิดาจับเข้าไปฝึกวรยุทธ์ในกองทัพ นางถูกเรียกเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อเห็นนางเงียบ ฮัวชวินก็พูดต่อ “หากเจ้าไม่พูด ข้าถือว่าเจ้าตกลงจะหลับนอนกับข้าไปอีกสามเดือน”
หรูหยู่เยียนกำหมัดแน่น “ผู้ใดจะบ้าทำเช่นนั้นเล่า”
ฮัวชวินหัวเราะ “ที่ข้าเสนอให้เจ้าแต่งกับข้าก็เพื่อตัวเจ้าเอง ในเมื่อเจ้าชอบข้าและต้องการใช้ร่างกายข้าเพื่อรักษาพิษก็ต้องหลับนอนกับข้าถึงสามเดือน เช่นนั้น ข้าในฐานะที่เป็นหมอก็จะเสียสละตนเองยอมแต่งกับเจ้า ไม่ดีหรือ”
หรูหยู่เยียนรู้สึกว่าความรุ่มร้อนเจ็บปวดหมดลงไปแล้วจริงๆ หากแต่ไม่รู้ว่าจะกำเริบขึ้นมาอีกวันใด “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าไม่หลอกข้า”
เสี่ยวฝานดึงข้อมือของซ่งเหยาให้นางตามเขาไปด้านหลังเรือนใหญ่ “เสี่ยวเหยา เจ้าอย่ากลับเลย เรื่องแต่งงานนั่น ให้ข้าเป็นคนรับผิดชอบเถิด” “เจ้า! เจ้าพูดบ้าอันใด” ซ่งเหยาหน้าแดง นางเองก็แอบหวังให้เขาพูดคำนี้ออกมาเช่นกัน “ข้าจะแต่งกับเจ้าได้อย่างไร” “ทำไมกัน เจ้ายังมิได้หมั้นหมายนี่ แต่งกับข้าแทนจะเป็นไรไป” ซ่งเหยาหน้าง้ำหน้างอ นางอยากให้เขาพูดว่า เขาชอบนางมากกว่าจะมาบังคับแต่งงาน ช่วงที่นางได้รับบาดเจ็บเพราะตกลงไปในหลุมขวากดักสัตว์ เสี่ยวฝานคอยดูแลนางอย่างดี คนผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษที่พึ่งพาได้ผู้หนึ่ง “ข้าพูดจริง ข้าชอบเจ้า หากว่าเจ้าจะแต่งงาน ให้เจ้าบ่าวเป็นข้าได้หรือไม่ ข้าอยู่กับคุณชายมานาน เงินเบี้ยหวัดเก็บเอาไว้ไม่น้อย สามารถให้สินสอดเจ้าได้ไม่น้อยหน้าผู้ใด ขอเพียงเจ้าพยักหน้าตกลง ข้าจะรีบไปเรียนคุณชาย” ซ่งเหยายิ้มน้อยๆ ก้มหน้ามองมือตนเองที่ถูกเสี่ยวฝานกุมเอาไว้ คำพูดว่าชอบเขาก็พูดออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น นางจึงยินดี“ตกลง” นางตอบแผ่วเบา เสี่ยวฝานวิ่งไปที่รถม้า ฮัวชวินกับหรูหยู่เยียนนั่งรออยู่ได้สักพักแล้ว ครั้น
สองหนุ่มสาวที่หลับใหลอยู่บนเตียงงัวเงียตื่นขึ้นมาบนเตียงในหอสุราก็ต้องตกใจ ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรุมล้อมเตียงอยู่จนแน่น “นี่มันอะไรกัน!” “ตื่นเสียทีนะ เจ้าลูกชั่ว! พวกเจ้าสองคนก็หมั้นหมายกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องมานัดพบทำเรื่องไม่ดีในสถานที่เช่นนี้เลย เพียงพอพ่อดีๆ ให้พ่อเร่งรัดงานแต่งก็ได้แล้ว” รองแม่ทัพมู่เอ่ยด้วยความโกรธแค้น บิดาของซ่งชิงอีเดินเข้ามาใกล้เตียง “อีอี เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดถึงหน้าพ่อบ้าง เจ้ากับมู่อันหมั้นหมายกันอยู่แล้ว อดใจรอสักหน่อยไม่ได้หรือไร ทำเช่นนี้ พ่อจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด” ซ่งชิงอีถึงกับสะดุ้ง นางลุกขึ้นใช้ผ้าห่มปิดบังร่างกาย น่าอับอายนัก ต่อหน้าญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย ตัวนางเหลือเพียงเอี๊ยมแต่กางเกงขายาวใส่นอน “มู่อัน! เจ้าทำอันใดข้า” นางหันไปตวาดชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ “ข้าหรือ! ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเมื่อคืนเจ้าทำอันใดกับข้า พวกเราก็แค่ดื่มไม่กี่ขวดมิใช่หรือ” ซ่งฮูหยินแอบยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากยิ้มขำ พอกลั้นได้ก็ลดมือลงแสร้งทำหน้าเคร่งขรึม“พอ! เลิกทะเลาะกันได้แล้ว! พวกเจ้าสองคนนัดหมายกันมาที่นี
ในงานวันนี้ พระราชโองการเชิดดูความดีงามของฮัวชวินก็มาถึง ลู่กงกงออกมาด้วยตนเอง“ท่านหมอฮัว ข้ายินดีกับท่านด้วย วันนี้เป็นงานมงคลจัดเพื่อให้ญาติๆ สกุลหรูได้รู้จักท่าน และอีกเจ็ดวัน ฝ่าบาทจะพระราชทานงานเลี้ยงขอบคุณท่านโดยเฉพาะด้วย”ญาติพี่น้องสกุลหรูได้ยินก็พากันตื่นเต้น นอกจากแม่ทัพใหญ่หรูแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดได้รับพระราชทานงานเลี้ยง เกียรติยศของเขยอย่างฮัวชวินนับว่าไม่น้อยหน้าผู้เป็นหัวหน้าตระกูลอย่างหรูจื่อเหลียงลู่กงกงประกาศพระราชโองการเสร็จก็มอบป้ายเข้าวังหลวงให้กับเขา “ป้ายนี้มีเพียงขุนนางขั้นสามขึ้นไปที่ได้รับ ท่านคือคนพิเศษที่ฝ่าบาททรงพระราชทานให้ด้วยตนเองเป็นคนแรก”“ขอบพระทัย ฝ่าบาท” ฮัวชวินค้อมศีรษะรับอย่างนอบน้อมลู่กงกงสั่งให้ขบวนคนข้างนอกนำข้าวของพระราชทานออกมาวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า ทรัพย์สินเงินทองพวกนั้นมากจนคนสกุลหรูพากันตื่นตะลึง“ท่านพ่อ นี่มันมากกว่าตอนที่ท่านพิชิตชนเผ่าเถื่อนได้เลยนะเจ้าคะ” หรูหยู่เยียนกระซิบ“อย่าลืมว่าฮัวชวินช่วยชีวิตฮ่องเต้ จะได้มากกว่าก็ย่อมไม่แปลก” แม่ทัพหรูยิ้มน้อยๆ ปลาบปลื้มในตัวเขยจับมา “ลูกพ่อ เจ้าจับเขยได้ดีนัก เป็นเกียรติแก่สกุลหรูเ
หรูหยู่เยียนที่ฝึกฝนฝีมืออยู่ในค่ายม้าแดงในแคว้นหมิงตลอดระยะเวลาที่บิดาของนางล้มเจ็บ บัดนี้ฝีมือของนางนับว่าเหนือชั้นกว่าเดิมมากขุนพลหนุ่มหันขวับไปหาหรูหยู่เยียน นางลอยตัวลงไปที่พื้นได้ก็รีบหยิบเอาดาบจากศพของทหารที่อยู่ใกล้ขึ้นมา แล้วพุ่งไปต่อเพื่อจะเอาชีวิตเซิ่งเทากาลก่อนนั้น เซิ่งเทาผู้นี้เป็นผู้ใช้กระบี่แทงนางถึงสองแผลในช่วงที่นางมิได้ระวังตัว จากนั้นทหารที่จงรักภกดีต่อนางก็ถูกคนของเซิ่งเทาฆ่าตายไปถึงยี่สิบคน แค้นนี้นางต้องชำระด้วยตนเองเซิ่งเทามัวแต่ตกใจที่บิดาสิ้นชีพกะทันหันมิได้ระวังด้านหลัง หรูหยู่เยียนแทงดาบเข้ามา เขาจึงหลบแทบไม่ทัน ปลายดาบถูกสีข้างเขาลึกลงไปราวหนึ่งชุ่น ขุนพลหนุ่มผละออกยกทวนของตนขึ้นต้านเอาไว้“บัดซบ! เจ้ากล้าฆ่าท่านพ่อของข้า” เซิ่งเทาร้องลั่น“ไม่ต้องห่วง ข้าจะเป็นคนส่งเจ้ากับแม่ทัพเซิ่งไปปรโลกเพื่อขอขมาทหารสกุลหรูที่ตายไปทั้งหมดเอง” หรูหยู่เยียนร้องลั่นขุนพลหญิงโจมตีอย่างรุนแรงจนเซิ่งเทาตั้งตัวไม่ติด กระบวนท่าที่สิบ หรูหยู่เยียนก็ใช้ดาบตวัดเอาดาบของศัตรูหล่นไปบนพื้นก่อนจะฟันร่างของเซิ่งเทาจนด้านหน้าเป็นแผลลึก ร่างหงายผลึงล้มตาตั้ง“แม่ทัพเซิ่งตายแล้ว! ขุ
ด้านนอกเมืองฝั่งประตูทิศใต้ กองทัพม้าเทพยังไม่รู้เหตุการณ์ในวังหลวง แม่ทัพเซิ่งกับบุตรชายยกทัพมาประจันอยู่หน้าประตูเมืองทิศใต้ ร้องเรียกให้คนข้างในเปิดประตู ยามนั้นพระราชโองการจากวังหลวงถูกส่งไปยังประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ทหารรักษาเมืองทั้งหมดรู้แล้วว่าเสนาบดีเถาคิดก่อกบฏและบัดนี้ กองทัพม้าเทพที่ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองนำโดยแม่ทัพเซิ่งก็คือทัพของกบฏ ต่อให้คนข้างนอกจะเรียกร้องให้เปิดประตูก็ไร้ผล ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว แม่ทัพหรูที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านใกล้ที่ตั้งค่ายทหารทัพหลวงจึงพาทหารสกุลหรูที่มารวมตัวกันราวห้าพันคนไปแสดงตัวกับแม่ทัพโจวสองพี่น้อง “ดีจริง! มีท่านที่รู้กลศึกการจัดทัพของทัพม้าเทพมาช่วย ศึกนี้คงไม่กลัวฝ่ายนั้นจะได้เปรียบแล้ว”โจวม่อหานที่กำลังหนักใจเพราะทหารฝ่ายตนมีน้อยกว่ากองทัพจากแดนใต้ เห็นแม่ทัพหรูพาคนมาสมทบก็ดีใจมาก“แม่ทัพโจวอย่าเพิ่งเคร่งเครียด ทหารในกองทัพม้าเทพ ส่วนหนึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจกับเซิ่งเหยียนจง พวกเขาถูกปกปิดความจริง ข้าไม่ต้องการให้ทหารของแคว้นเราต้องมาล้มตายเพราะต่อสู้กันเอง เช่นนั้น เราก็เข้าไปในเมือง
เถาซื่อเหิงโกรธจนตัวสั่น หันไปหาผู้บัญชาการกองทหารพิทักษ์วังหลวง “เร็วสิ! รีบไปฆ่าอ๋องฉีเสีย ด้านนอกเรายังมีทัพม้าเทพคอยสนับสนุน ขอเพียงยึดวังหลวงได้ ต่อไปแผ่นดินนี้ก็ต้องเป็นของข้า” คนผู้นั้นเป็นญาติห่างๆ ของเสนาบดีเถา ไต่เต้าจนได้ดีเพราะได้เถาซื่อเหิงคอยผลักดัน เขาได้รับคำมั่นว่าหากเถาซื่อเหิงกลายเป็นฮ่องเต้ จะให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลทัพหลวง “เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือพวกกบฏ! นี่คือพระราชโองการของฮ่องเต้ ทรงสั่งให้ข้ามาจัดการกับเสนาบดีเถา ผู้ใดขัดขวางฆ่าทิ้ง แต่ผู้ใดวางอาวุธจะละเว้นโทษตาย” ทหารในวังหลวงได้ยินคำว่าพระราชโองการก็พากันเลิ่กลั่ก ที่พวกเขาทำตามคำสั่งของหัวหน้าก็เพราะไม่รู้ ครั้นอ๋องฉีผู้เป็นพระญาติของฮ่องเต้ประกาศว่าเสนาบดีเถาคิดก่อกบฏ คนส่วนหนึ่งจึงพากันลังเล อึดใจหนึ่ง คนที่ยืนอยู่รายล้อมเสนาบดีเถาก็พากันยอมวางอาวุธและขยับไปอยู่ฝั่งอ๋องฉี “พวกเจ้า! คนทรยศ! แค่นี้ก็ปอดแหกเสียแล้ว” เถาซื่อเหิงโมโหยิ่งนักร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง “ผู้ใดช่วยข้าฆ่าอ๋องฉีได้ ข้าจะมอบสองหมื่นตำลึงให้เป็นรางวัล” ฝ่ายที่เลือกจะ
“ที่ผ่านมา ไม่มีหมอคนใดรักษาพิษนี้ให้เจ้าได้มิใช่หรือ ในเมื่อมีแต่ข้าที่บอกได้ เช่นนั้นสิ่งที่ข้าบอกย่อมเป็นจริง เจ้าต้องหลับนอนกับข้าเก้าสิบวัน ห้ามขาดไปแม้แต่วันเดียวจึงจะถอนพิษได้ทั้งหมด” หญิงสาวกำหมัดแน่น นึกอยากจะทุบบุรุษที่นอนเอาแขนพาดเอวตนเองเป็นกำลัง ทว่ากลับไม่อาจทำได้ เขาพูดถูกทุ
ฮัวชวินเดินนำหน้าหรูหยู่เยียนเข้าไปสำรวจห้องในเรือนท้ายค่ายด้วยความพอใจ เขาหยุดยืนอยู่กลางห้องนอนที่อยู่ด้านในสุดของเรือน มองไปยังเตียงไม้ขนาดใหญ่ ก่อนจะหันมายิ้มน้อยๆ ให้กับหรูหยู่เยียนแล้วเดินไปเขย่าเสาเตียงจนมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดพร้อมกับส่งสายตามีเลศนัยไปยังหญิงสาว “คนลามก!” ขุนพลห
“คน!” หญิงสาวขมวดคิ้ว ในใจนางไพล่คิดไปว่าเขา คิดจะกำลังคน เรื่องฆ่าฟันสำหรับนางนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ทว่านางมิเคยฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำร้ายตนเองก่อน หากว่าเขาคิดจะให้นางไปแก้แค้นแทนเล่า จะทำเช่นไร “ว่ามาเถิด เจ้าต้องการให้ข้าไปกำจัดผู้ใด” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ให้ท่านไป
เมื่อสวมเสื้อผ้าให้กับผู้ป่วยเสร็จเรียบร้อย ฮัวชวินก็ให้บ่าวรับใช้ผู้นั้นออกไปเชิญหรูหยู่เยียนเข้ามาในห้องได้ ‘ลูกก็ถูกพิษ พ่อก็ถูกพิษ เห็นทีสองพ่อลูกคงมิใช่โจรป่าธรรมดาเสียแล้ว ทั้งสองอย่างล้วนมิใช่พิษที่คนทั่วไปจะมีใช้ ล้วนเป็นพิษราคาแพง เห็นทีคงจะเป็นทหารจากแคว้นเว่ยที่มาตั้งค่







