LOGINบทที่ 3
ล้างมือหรือยัง
“ซีด~อ้า”
เสียงซูดซาดพร้อมครางออกมาเบา ๆ ของสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มช่างน่าเอ็นดูนัก ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมารวมถึงลูกค้าที่ทานบะหมี่อยู่ถึงกับหันขวับไปมองเป็นตาเดียว
ดวงตากลมโตคลอหน่วยไปด้วยน้ำตา ใบหน้าแดงก่ำ หูแดง จมูกแดงลามไปถึงลำคอของนางชวนมองไม่น้อยเมื่อมันเกิดขึ้นกับนางผู้นี้
ตึก!
เสียงกระแทกดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ชามบะหมี่ แต่เป็นกาน้ำชาที่แม่ค้ายกมาวางให้ถึงโต๊ะ
ล่าเจียวในยามนี้ไม่สนใจสังเกตสีหน้าใครอยู่แล้ว เพราะนางกำลังทรมาน มือบางคว้ากาน้ำชามาเทใส่จอกแล้วกรอกเข้าปากไปในทันที
กว่าล่าเจียวจะหายเผ็ดได้ต้องขอร้องแม่ค้าทั้งน้ำตาให้เอาเกลือเม็ดมาให้นางอมที อาการเผ็ดจึงได้ทุเลาลง
“หายเผ็ดแล้วรึ อาการอย่างกับคนกำลังจะตาย” น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นแต่มือกลับล้วงผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อโยนให้ “เพราะสมเพชหรอกเลยเมตตา รีบเช็ด น้ำมูกจะไหลเข้าปากแล้ว”
“ขอบคุณที่สมเพชข้าก็แล้วกัน”
ล่าเจียวยื่นมือไปรับได้ทันท่วงที กางผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกเช็ดน้ำหูน้ำตาอย่างไม่เกรงใจ ใบหน้าเล็กก้มลงมองบนโต๊ะ ในชามยังมีเส้นและเกี๊ยวเหลืออยู่อีกหลายชิ้น ข้าง ๆ กันก็ยังเหลือเม็ดพริกสีแดงอยู่อีกเกือบสิบเม็ด ของร้อนกับอาหารเผ็ดทานคู่กันอย่างไรก็ทรมาน
“น่าจะรอให้เย็นลงก่อน เอาอย่างไรดี จะไปต่อหรือพอแค่นี้”
เปลือกถั่วจากแม่ค้าถูกโยนลงในชามบะหมี่ บ่งบอกว่านางไม่เห็นด้วยที่ล่าเจียวจะกินต่อ ร่างเพรียวบางหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ยังจะกินต่ออีกหรือ เดี๋ยวก็ได้ตายคาร้านข้าหรอก”
“ฝากฝังศพได้ด้วยหรือไม่เล่า”
ล่าเจียวสวนคำพูดกลับในทันที ครั้งนี้ได้ทั้งเปลือกถั่วต้มและเมล็ดที่ยังไม่ได้กินจากอีกฝ่ายมาเต็ม ๆ
“ไอ้เจ้าลูกคนนี้ ยอกย้อนเก่งเหลือเกิน แม่เอ็งยังไม่แก่!”
ล่าเจียวพรูลมออกจากปาก ไล่เปลือกถั่วต้มที่เกาะอยู่บนใบหน้าออกไป
“เหอะ! ที่แท้ก็เก็บความโกรธเคืองจากก่อนหน้านี้มาลงชามบะหมี่ของผู้อื่น เสียดายของนะยาย คนอดยากมีถมเถ พอตัวเองมีกินมีใช้เข้าหน่อยก็ฟุ่มเฟือยเลย”
ถ้าสามารถมองเห็นควันออกจากหูได้ ล่าเจียวคงได้เห็นมันออกมาจากสตรีตรงหน้าเป็นคนแรก นางไม่ถือสาที่ถูกอีกฝ่ายโยนถั่วใส่หน้า ส่วนอีกคนก็ดันถือเรื่องอายุเป็นสำคัญ
“เดี๋ยวก็โดนตบปาก ถ้ายายเจ้ามานั่งอยู่ตรงนี้ได้ ข้านี่แหละจะวิ่งหนีเป็นคนแรก”
“ดูพูดเข้า หน้าสิ่วหน้าขวานก็ยังจะทิ้งกันได้ลงคอหรือ”
ทั้งคู่จ้องตากันอย่างเอาเป็นเอาตาย บริเวณโดยรอบเงียบกริบ เพราะลูกค้าคนอื่นต่างรอฟัง รอดูท่าทีของสตรีทั้งสองอยู่ ถ้ายึดจากน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางของทั้งคู่ในเวลานี้ ใครต่างก็ลงความเห็นกันว่า
ได้ตบกันก็ครานี้!
“ฮ่า ๆ”
แต่กลายเป็นว่าสตรีต่างวัยทั้งสองกลับประสานเสียงพากันหัวเราะออกมาท้องคัดท้องแข็ง ทำเอาคนที่มองอยู่ตามอารมณ์ไม่ทัน
“ไอ้ลูกหมา ป่านนี้ยายเจ้าคงแช่งชักหักกระดูกข้าแล้ว โทษฐานสอนสั่งหลานสาวนางให้เสียผู้เสียคน”
“บ้า” ล่าเจียวหยุดหัวเราะพร้อมใช้ตะเกียบคีบเปลือกถั่วออกจากชามบะหมี่ “เผากระดาษเงินกระดาษทอง บ้านพร้อมที่ดินไปให้ทุกปี แค่นี้ท่านยายก็น่าจะพอใจนะ ว่าแต่ล้างมือก่อนแกะเปลือกถั่วหรือยัง ข้าจะได้กินบะหมี่ต่อ”
สตรีสูงวัยกว่าพยักหน้ารับหงึกหงัก ล่าเจียวที่อาการเผ็ดทุเลาลงแล้วจึงได้หยิบพริกเข้าปากแล้วซดบะหมี่ในชามต่อ
“ข้าล้างแล้ว แต่คนขายถั่วอาจยัง”
พรูด! แค่ก ๆ
อาการสำลักน้ำหูน้ำตาไหลของล่าเจียวทำให้แม่ค้ายังสาวถึงกับหัวเราะ ปรบมือด้วยความชอบใจ
ใครบอกครอบครัวเป็นเซฟโซน สตรีตรงหน้าล่ะไม่ใช่
“เหอะ! สะใจนักใช่หรือไม่ที่เห็นผู้อื่นลำบาก”
ล่าเจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดแง่งอน แต่ครู่ต่อมาก็หลุดหัวเราะเพราะสตรีที่นั่งอยู่ตรงข้ามตนแววตาเปล่งประกายดูมีความสุขยิ่งนัก
ภาพหัวเราะคิกคักของสตรีทั้งสองรวมถึงถ้อยความที่พวกนางโต้กันไปมาทำให้ลูกค้าที่อยู่ในร้านจับใจความทั้งหมดได้ว่า แท้จริงแล้วสตรีทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน!
บทที่ 130 ส้มส้มโต้วฟุพาภรรยากลับจวนตระกูลไช่ทำการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดให้นางโดยไม่เรียกใช้สาวใช้ การกระทำนี้ทำเอาล่าเจียวมีความรู้สึกว่าเขากำลัง ‘ทำดีหวังผล’“พูดมาเถิดเจ้าค่ะฟูจวิน เอาใจข้าเช่นนี้กำลังห(จบวังผลอยู่ใช่หรือไม่”มือที่กำลังนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้นางอยู่ชะงัก ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มสมใจที่ต่อให้ล่าเจียวไม่หันไปมองก็รู้ว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรอยู่“ต่อให้วันนี้จะได้รับชัยชนะมา แต่ตามเนื้อตามตัวเจ้ามีรอยฟกช้ำแถมมาด้วย ฟูจวินเห็นแล้วปวดใจยิ่ง”คนที่สนับสนุนให้นางเดินทางสายจอมยุทธ์นักประลองมีเพียงล่าซูซูเท่านั้น วันนี้มารดาของนางไม่ได้มาชมการประลองด้วยเพราะฮุ้ยจื้อมีสอบหน้าพระที่นั่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ล่าเจียวประลองยุทธ์ ต่อให้บิดามารดาไม่มาให้กำลังใจนางก็พอเข้าใจได้“กำลังจะขอให้ข้าเลิกการประลองยุทธ์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”ล่าเจียวเข้าสู่สายจอมยุทธ์มาได้สองปีแล้ว ประลอง 12 ครั้งชนะรวด ใช้ทั้งอาวุธธรรมดาไปจนถึงท่าไม้ตาย‘ไม้ตาย’ ที่ว่าเป็นการแช่แข็งตัวคู่ต่อสู้ให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ นานทีนางจะแสดงวิชานี้ต่อหน้าผู้คน ถือว่าเป็นจุดขายที่ทำให้คนตีตั๋วเข้าชมเต็มทุกรอบ สร้างรายได้ให
บทที่ 129เมื่อห้าปีผ่านไปทุกคนมีสิ่งที่ต้องการทำในอนาคต ฮุ้ยจื้อเตรียมตัวสอบขุนนางในปีนี้ โต้วฟุเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลไช่แทนไช่หลุนซึ่งจะต้องรับตำแหน่งผู้นำเมืองตงไฮ้ต่อจากบิดา ส่วนล่าเจียวนั้น...“และผู้ชนะในวันนี้ก็คือเถี่ยล่าเจียวเจียว~”“เฮ!”เป็นจอมยุทธ์สาวผู้เลื่องชื่อ!เมื่อประกาศชัยชนะ เสียงผู้คนโดยรอบก็เฮสนั่นด้วยสมใจเป็นอย่างยิ่ง นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเถี่ยล่าเจียวเจียว จอมยุทธ์สาวที่สามารถแช่แข็งคู่ต่อสู้ได้ด้วยการซัดลมปราณใส่“เฮ ท่านแมะ…” คำว่า ‘แม่’ หายไปในทันทีเมื่อถูกมือใหญ่ของผู้เป็นบิดาปิดปากเอาไว้ใบหน้างดงามกระซิบลงข้างหูเล็กของบุตรชายที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเขาถึงเจ็ดส่วน“ถังถั่ง อยู่ตรงนี้เรียกแม่ไม่ได้นะ”เด็กน้อยวัยสี่หนาวเชื่อฟังบิดายิ่งแล้ว ยกมือเล็กปิดปากตนเองไว้ พยักหน้าเชื่อฟังบิดาแต่โดยดี“ขอรับ ถังถั่งจะไม่เรียกว่ามะ…จอมยุทธ์เจียวเจียวเก่งที่สุดเลย”โต้วฟุเอ็นดูลูกน้อย หอมแก้มซาลาเปาฟอดใหญ่ แววตาที่มองร่างเล็กจ้อยมีแต่ความรักใคร่ฉายอยู่ในนั้น“เก่งมาก ให้กำลังใจเจียวเจียวอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวเจียวเจียวก็ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นถังถังจะเรียกเสียง
บทที่ 128คุณสามีคุณภรรยาเช้านี้เป็นเช้าแรกที่ล่าเจียวรู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมานั่ง ไม่อยากเดิน ไม่อยากขยับร่างกายเยอะ ด้วยเมื่อคืนเพิ่งผ่านประสบการณ์สุดวาบหวามกับสามีเขาไปหาเวลาศึกษาท่วงท่ามาจากไหน เหตุใดจึงเก่งกาจเพียงนี้“ตื่นแล้วหรือ…ฟอด~”ถามภรรยาด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนที่จะก้มลงหอมแก้มนางฟอดใหญ่ แขนแกร่งสอดเข้ากับเอวเล็กดึงนางเข้ามาใกล้มากขึ้น แนบกายเปลือยเปล่าเข้ากับร่างบาง ก่อนที่จะจุมพิตบนเปลือกตากลมโต“เหนื่อยเจ้าค่ะ”ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังร่างกายท่อนบนของเขา หากไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน นางก็คงไม่ทราบว่าภายใต้อาภรณ์เนื้อดีนั้นมีมัดกล้ามแข็งแกร่งซ่อนอยู่ที่สำคัญคือเขายังโตได้อีก ไม่อยากจะคิดสภาพตัวเองเมื่อถึงยามนั้น ยามค่ำคืนที่เขา…“หน้าแดงเชียว คิดอะไรทะลึ่งอยู่ใช่หรือไม่”โดนเขาจับได้ไม่พอยังโดนอีกฝ่ายพลิกตัวให้ขึ้นมานอนบนร่าง ล่าเจียวหลุดเสียงกรี๊ดออกมาแผ่วเบา แต่หลังจากนั้นเสียงก็เงียบหายไปเมื่อโดนริมฝีปากของสามีกลืนกินเสียงไปทั้งหมดแล้วเช้าวันนี้คู่ข้าวใหม่ปลามันก็ทำกิจกรรมบนเตียงกันต่อโดยไม่สนใจเลยว่าหน้าเรือนหอนั้นกำลังมีบ่าวรับใช้ถืออ่างน้ำรออยู่ ติงตงที่มาหาเจ้านายแต่เ
บทที่ 127วิวาห์สายฟ้าไม่ฟาด“หนึ่ง....คำนับฟ้าดิน สอง....คำนับบิดามารดา สาม....คำนับกันและกัน ส่งตัวเข้าห้องหอ!”เพียงจบประโยคนี้เท่านั้นล่าเจียวก็มีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวถูกพาตัวมาในห้องหอรอเจ้าบ้านร่ำสุรากับแขกเหรื่อ ปรกตินางไม่สวมเครื่องประดับหนักศีระอยู่แล้ว เมื่อสวมมงกุฏเจ้าสาวน้ำสามกิโลกรัมพลันมีความรู้สึกว่า…หัวจะแตกวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหม หนักเว้ย!ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง~“อันใดกัน บ่าวสาวยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลย มีคนมาก่อกวนแล้วเช่นนั้นหรือ”สาวใช้ตัวน้อยที่ถูกเลือกให้เป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อยคนใหม่เอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงนการละเล่นอีกอย่างหนึ่งในพิธีแต่งงานคือการก่อกวนห้องหอของบ่าวสาว ทว่าตอนนี้เจ้าบ่าวยังไม่ได้เข้าห้องหอก็มีคนมาคอยแกล้งแล้ว หากสาวใช้นางนี้จะรู้สึกแปลกใจก็ไม่ผิดหรือเกอเกอสั่งให้คนมาแกล้งไปตามธรรมเนียมก่อน เข้าห้องหอจริง ๆ จะได้ไม่่โดนขัดจังหวะล่าเจียวเพิ่งมาตกผลึกได้ว่าสามีป้ายแดงของนางนั้นเจ้าเล่ห์ชอบวางแผนเป็นที่สุด เขาตบตาทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท่านย่าของเขา การที่นางได้เข้าพิธีแต่งงานกับเขาในวันนี้แท้จริงแล้วคือความมุมานะของเขาทั้งส
บทที่ 126 สิ่งที่อยากจะทำเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกับแขกเหรื่อเสร็จ ญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุและล่าเจียวก็ทำการพูดคุยเรื่องพิธีสำคัญที่เชื่อมสองตระกูลเอาไว้ด้วยกัน ส่วนเจ้าของงานทั้งสองคนนั้นได้เดินจับมือกันมานั่งเล่นที่เรือนไผ่ สถานที่โปรดของคนทั้งสอง“เกอเกอรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ กับการเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมกำหนดเอาไว้”โต้วฟุยิ้ม เอ่ยตอบอย่างที่ใจรู้สึกมาตลอด“รู้สึกดีเป็นที่สุด เรื่องดีของการได้สวมกวานแล้วคือแต่งเจ้าเข้าจวนได้ ตรงข้ามกัน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้รู้สึกว่าไหล่ทั้งสองข้างหนักมาก”ล่าเจียวพยักหน้าเข้าใจไม่แปลก กิจการร้านค้าเยอะขนาดนี้แต่ช่วยกันดูแลไม่กี่คนเท่านั้น หรือข้าจะต้องมีลูกให้เขาเยอะ ๆ แต่ว่าหากมีลูกเยอะแล้วจะแย่งสมบัติกันเองไหมนะท่าทางครุ่นคิดของล่าเจียวทำหว่างคิ้วทั้งสองมุ่นเข้าหากัน โต้วฟุจึงยื่นมือไปช่วยคลายปมตรงหว่างคิ้วให้“คิดอันใดอยู่ เหตุใดทำหน้าเครียดเชียว”“อ้อ แค่กำลังคิดเจ้าค่ะว่าจะมีบุตรให้ท่านกี่คนดี ต้องสอนลูกอย่างไรลูกถึงจะได้ไม่ทะเลาะกัน”นางก็วางแผนถึงอนาคตของเราหรือนี่“สองคนดีหรือไม่ ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง บ
บทที่ 125สวมกวานครั้งแรกสามเดือนผ่านไปพิธีการที่โต้วฟุเฝ้ารอมาตลอดสุดท้ายก็มาถึง โดยปรกติแล้วฝ่ายชายมักรอฝ่ายหญิงปักปิ่น มีเพียงล่าเจียวเท่านั้นที่รอฝ่ายชายเข้าพิธีสวมกวานในห้องโถงยามนี้มีญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุอยู่รายล้อม ล่าเจียวและครอบครัวตระกูลช่านได้รับเกียรติให้อยู่ในพิธีการนี้ด้วย ผู้ที่จะทำการสวมกวานให้แก่โต้วฟุคือเจ้าเมืองไช่ช่านจิ่งผู้เป็นบิดา“คุณชายเล็กมาถึงแล้ว”ทุกคนอยู่ในความสงบ สายตามองไปยังประตูรอรับการมาของเจ้าของงานในวันนี้ ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าปักเย็บเป็นลวดลายเต่าสัญลักษณ์ประจำตระกูลไช่ไม่นานร่างสูงในชุดสีดำปักดิ้นลายเมฆาก็ได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงเต็มร่าง ดวงตาคู่งามกวาดสายตามองคนในห้องโถง“เจอแล้ว” ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่สตรีใบหน้าน่ารักในชุดสีชมพูอ่อนดูน่ารักสมวัยเมื่อเห็นชายหนุ่มมองมา ล่าเจียวก็ส่งยิ้มหวานให้เขา ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเจินที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตามองไปทางอื่นเพียงแค่นึกถึงถ้อยคำด่ากราดอย่างรุนแรงของพี่สาวเมื่อสองเดือนก่อน ใจก็ร้อนรุ่มดังถูกไฟสุม ยามนั้นนางมาหาพี่สาวที่จวนตระกูลไช่เพราะได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าประกาศว่าคุณชายเล็กมีคู่หมายอย่างเป็นทางการ







