LOGINวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สิบสี่ อชิรวิชย์เตรียมข้าวของไปทำบุญที่วัดตามปกติ ชายหนุ่มขับรถออกจากบ้านแวะรับปิ่นโตอาหารจากร้านอาหารหน้าปากซอย จากนั้นวางไว้เบาะข้าง ๆ คนขับ ก่อนขยับเกียร์ เหยียบคันเร่งพารถไปข้างหน้า
เจ็ดปีแล้ว ไอยรดายังค้างคาอยู่ในใจ อชิรวิชย์ตั้งคำถามภายในใจเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ว่าถ้าหากตอนนั้นเขาไม่โหมงานหนัก ไม่เอาแต่หมกมุ่นกับการหาเงิน ถ้าเขาพาเธอไปหาหมอเร็วกว่านั้นสักสามเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี หรือพาเธอไปตรวจสุขภาพทุกปี
ถ้า...ถ้า...และถ้า...
อชิรวิชย์ไม่เคยได้คำตอบของคำถาม เพราะเขาไม่ทำสิ่งที่ตั้งคำถามในใจ และไม่มีโอกาสทำมันอีกแล้ว
และคำถามเหล่านั้นยังคงค้างคาเนิ่นนานมาจนกระทั่งเจ็ดปี
รถเลี้ยวเข้าบริเวณวัดตอนเกือบเจ็ดโมง ชายหนุ่มตรงเข้าไปในโบสถ์ หลวงลุงรูปเดิมทอดสายตาอ่อนโยนมาให้ แกมแปลกใจนิด ๆ ว่า วันนี้อชิรวิชย์มาคนเดียว ปราศจากเงาของหญิงสาวร่างเล็กผิวขาวผู้เป็นภรรยา
"โยมพิมพ์ไม่มารึ" หลวงลุงมองเลยไปด้านนอก เผื่อว่าพิมพ์ดาวจะเดินตามมาทีหลัง
อชิรวิชย์นั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพุทธรูป วางปิ่นโตไว้ด้านหน้า ก่อนจะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ทะเลาะกันนิดหน่อยครับ พิมพ์เลยไปหาเพื่อน" ตอนสองทุ่มแก้วกานต์เป็นคนโทรมาบอกว่าพิมพ์ดาวอยู่ที่บ้าน อชิรวิชย์จึงไม่ได้โทรตามภรรยา
"อย่างนั้นเหรอ ผัวเมียกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดาแต่โยมวิชย์ก็อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน รีบคุยรีบปรับความเข้าใจกัน สามีภรรยาน่ะ ขัดแย้งกันนาน ๆ ไม่ดี"
"ครับ" อชิรวิชย์ตอบสั้น เลี่ยงหลบสายตา สำหรับคนเป็นสามีผู้เกาะเกี่ยวอดีตไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ยอมให้ใครมาแกะออกจากความยึดมั่นถือมั่นในอดีต เชื่อว่าการเก็บไอยรดาไว้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคือสิ่งอันสมควร
เขามองว่าการกระทำของพิมพ์ดาวแสนเอาแต่ใจ ทุกเงื่อนไขตกลงกันไว้แล้ว เธอเองที่ผิดข้อตกลง
เขาไม่ง้อเพราะเธอนั่นแหละผิด ควรจะต้องคิดพิจารณาตัวเองว่ากำลังละเมิดข้อตกลงอยู่หรือเปล่า การหนีหายไปก็เพื่อเล่นเกมส์ดึงเชิงให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะ
อชิรวิชย์ไม่เล่นด้วย อยากทำอะไรก็ทำไป เดี๋ยวเหนื่อยก็คงกลับมาเอง
ก่อนหน้านี้หญิงสาวถามหลายครั้ง ว่าจะลองขอมีลูกได้มั้ย
"จริง ๆ มีสักคนก็ดีนะคะ แก่มาเราจะได้ไม่ต้องเหงา"
และหลายครั้งอชิรวิชย์ก็จะส่งตาเขียวป้๊ดให้ภรรยา เพื่อบังคับให้เธอเลิกล้มความคิดนี้ไป พิมพ์ดาวจึงเงียบ ๆ ไป จนกระทั่งมาบอกว่าท้องแล้ว
คนเป็นสามีจึงเชื่อเต็มอกว่าภรรยาจงใจ ไม่ใช่เป็นความพลาดพลั้ง เอาแค่เธอได้อะไรดี ๆ แทนที่ไอยรดาที่ตายไป เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมแล้ว ยิ่งเธอละเมิดข้อตกลงแบบนี้ เขายิ่งรู้สึกว่าพิมพ์ดาวเห็นแก่ตัว
"จะใส่บาตรให้โยมรดาเหมือนเดิมสินะ"
หลวงลุงน้อมรู้จักทั้งไอยรดาและพิมพ์ดาว วัดนี้เป็นวัดประจำของอชิรวิชย์ ชายหนุ่มเติบโตที่นี่ แม่พามาวิ่งเล่น หลวงลุงเป็นคนสั่งสอน จนเติบโตก็ยังเป็นที่ปรึกษาเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตให้
"เอ้อ ! คราวก่อนหลวงลุงว่าจะทักสักหน่อย เห็นโยมพิมพ์หน้าซีด ๆ แล้วเด็กวัดบอกว่าไปอาเจียนข้างวัด ได้ไปตรวจร่างกายบ้างหรือเปล่า " หลวงลุงน้อมพูดไปเรื่อย เพียงอยากเตือนสติให้หลานได้ใส่ใจภรรยาเพิ่มสักหน่อย คนผ่านโลกมาก่อนมองออกว่ามีความเป็นไปได้ที่พิมพ์ดาวอาจจะตั้งท้อง เพียงแต่ไม่กล้าพูดตรง ๆ เพราะดูสถานการณ์ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดี
"ครับ" อชิรวิชย์ไม่พูดอะไร ยกปิ่นโตถวายให้หลวงลุง
"แล้วจะแวะไปหาโยมรดาหรือเปล่า"
"ไปครับ"
"อดีตก็ดี มีไว้เรียนรู้ อนาคตก็ดีมีไว้เป็นความหวัง แต่โยมหลานวิชย์ก็อย่าลืมนะว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ใช้ปัจจุบันให้ดี จะได้ไม่ต้องทนทุกข์กับอดีตแล้วไม่ต้องกังวลกับอนาคต"
"ครับ" อชิรวิชย์พยักหน้าส่ง ๆ เมื่อเกาะเกี่ยวอดีตไว้แล้ว จะปัจจุบันหรืออนาคตก็ไม่มีทั้งสิ้น
ชายหนุ่มบอกลาหลวงพ่อออกจากโบสถ์ อ้อมไปทางด้านหลัง ตรงไปยังป่าช้าที่บรรจุอัฐิของไอยรดา ภาพหญิงสาวใบหน้าอ่อนโยนประทับอยู่บนเจดีย์เล็ก ๆ ซึ่งตั้งบนพื้นดิน รายล้อมด้วยต้นหญ้าผัดจากดินสีเข้มต้นเล็ก ๆ และดอกหญ้าเป็นหย่อม ๆ
อชิรวิชย์หยิบทิชชู่เปียกออกมาเช็ดภาพให้ใสกระจ่างดังเดิม จากนั้นวางดอกกุหลาบสีชมพูที่ไอยรดาโปรดปรานลงบนหน้ารูปสวย ดึงหญ้าให้เหลือเพียงดอกไม้เล็ก ๆ สีขาว เกลี่ยดินให้เรียบสบายตามากขึ้น
ชายหนุ่มปัดเศษดินออกจากมือ สายตาของอชิรวิชย์เศร้าหมอง เมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวในรูปกำลังถูกเอาเปรียบอีกครั้งจากการตั้งท้องของพิมพ์ดาว
ไอยรดาเคยอยากมีลูกมาก หญิงสาวตั้งครรภ์ได้สามเดือนตอนตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ปอด ไอยรดาไม่ยอมรักษา ยืนยันจะเก็บลูกไว้ ทว่ามะเร็งลุกลามเร็วจนเธอไม่ทันได้คลอด สุดท้ายหญิงสาวจากไปพร้อมกับลูกและคำขอว่า
"วิชย์อย่ามีลูกอีกได้มั้ย รดาไม่อยากให้ลูกเราเสียใจที่ไม่ได้เกิดมา"
การทำตามคำสัญญาคือสิ่งอันทรงพลังให้อชิรวิชย์ไม่รู้สึกผิดไปมากกว่านี้ เหมือนเขาได้ชดเชยความผิดพลาดเมื่อครั้งไม่มีเวลาพาไอยรดาไปหาหมอ
หากแม้นสัญญานี้ถูกทำลาย ความรู้สึกผิดคงไหลท่วมท้นถล่มทับเขาจนหายใจไม่ออก
ชั่วขณะความเงียบงันโอบล้อมอชิรวิชย์ ปลายเท้าใครคนหนึ่งค่อย ๆ กดน้ำหนักลงบนพื้น เกิดเป็นรอยเท้าขนาดเท่ารองเท้าที่เจ้าตัวสวมใส่ กว่าอชิรวิชย์จะรู้ตัว ใครคนนั้นก็เข้ามาประชิดตัวเขาจนส่วนไหล่เกยกัน พออชิรวิชย์หันไป ใบหน้าสวยหวานละม้ายเจ้าของอัฐิในเจดีย์ก็ส่งยิ้มมาให้
"มาเยี่ยมพี่รดาเหมือนกันเหรอคะพี่วิชย์"
#ไม่รัก #หย่าร้าง #แนะนำนิยาย #พระเอกเป็นสถาปนิก
"ขอสงวนสิทธิ์ในการบริการถ้าหากว่าลูกค้ายังยืนยันจะใช้โต๊ะที่จองไว้ให้แขกท่านอื่นนะคะ""มันจะเรื่องมากอะไรนักหนาเล่า" คนเอาแต่ใจแสนจะหงุดหงิด ความดัง ชื่อเสียง เงินทองทำให้เชื่อว่าตัวเองต้องได้ทุกสิ่งตามใจไปทั้งหมด อีกอย่างโม้กับอชิรวิชย์ไว้เยอะด้วยว่าไม่มีปัญหา หากเจรจาต่อรองไม่ได้ โดนฏิเสธก็หน้าแหกพอดี แล้วใครจะยอมให้เป็นอย่างนั้นเล่า“คนที่จองไว้ยังไม่มานี่คะ นั่งไปก่อนจะเป็นอะไร" ไอยวรินทร์ว่า อยากจะยียวนกวนประสาทให้สาแก่ใจ ถ้ารู้ก่อนว่าที่นี่เป็นร้านของพิมพ์ดาวจะชวนอชิรวิชย์มากินทุกวัน ผู้หญิงบ้านนอกคอกนามันจะได้รู้ว่าตัวเองน่ะเป็นแค่ของเก่าผู้ชายไม่เอาไปแล้วพิมพ์ดาวพรูลมหายใจระบายความอัดอั้น แม้เพียงนิดเดียวก็ไม่อยากกระทบกระทั่ง ทำร้านอาหารเกิดเหตุขึ้นมามีแต่เสียกับเสีย แต่ผู้ชายผู้หญิงสองคนนี้ก็มารยาททรามเกินกว่าจะยอมลงให้ได้“ขอความกรุณาใช้บริการโต๊ะที่ยังไม่มีการจองด้วยนะคะ ยังมีโต๊ะว่างสำหรับสามที่อยู่ทางด้านหลังอีกสองสามโต๊ะค่ะ" หญิงสาวทวนทางเลือกที่ถูกต้องอีกครั้งเชฟอดิสรตบโต๊ะดังปัง ! ดังจนสะเทือนลั่นร้าน พิมพ์ดาวเองย
"พิมพ์"เข้ามาถึงเขาก็ตรงไปหาพิมพ์ดาวทันที หญิงสาวเพิ่งฟังเรื่องจากต้นหอมว่ามีลูกค้ากำลังวางท่ากร่างด้านนอก โยนป้ายจองของลูกคนรายอื่นทิ้งอย่างเสียมารยาท แล้วก็เรียกให้เจ้าของร้านออกไปพบ ความวัวไม่ทันหายความควายอย่างเขาก็โผล่เข้ามาอีกพอดี ตอนแรกพิมพ์ดาวคิดว่าเรื่องลูกค้ากร่างกับการมาถึงของอชิรวิชย์เป็นคนละเรื่องกัน แวบแรกหญิงสาวจึงไม่สนใจอดีตสามี ทำเป็นอากาศธาตุไม่เห็นไม่สนใจ ถอดผ้ากันเปื้อนจะออกไปจัดการลูกค้ามากเรื่องด้านนอก"พิมพ์คุยกันก่อน" อชิรวิชย์เข้ามาขวาง "พิมพ์จะขายร้านเหรอ"พิมพ์ดาวนิ่วหน้าขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด ไม่เข้าใจว่าอชิรวิชย์หมายถึงเรื่องอะไร จู่ ๆ ทำไมมาถามว่าเธอจะขายร้านเหรอ เธอไม่ได้ติดป้ายประกาศขายอะไรสักหน่อย ไม่รู้ว่าอชิรวิชย์เอาความคิดนี้มาจากไหน แล้วเธอจะขายร้านได้อย่างไรก็เพิ่งเรียกแก้วกานต์มาทำในส่วนบาร์น้ำเพิ่มเติมไปเองหญิงสาวไม่เคยคิดจะขายร้าน ตรงกันข้าม พิมพ์ดาวกำลังขยายร้านนี้ให้เติบโตขึ้นไปอีก ร้านนี้พี่สาวเธอมีหุ้นอยู่ด้วย จะขายจะทำอะไรก็ต้องปรึกษากันหลายคน ไม่ใช่ว่าคิดจะทำอะไรก็
พิมพ์ดาวนั่งกอดอกหน้าเครียดหลังจากเพ่งมองภาพบนหน้าจอจากกล้องวงจรปิด ผู้ชายในภาพสวมฮู้ดกับหมวกปิดบังใบหน้า ทำให้มองไม่ออกว่าเป็นใคร พิมพ์ดาวยื่นหน้าเข้าไปเพ่งมองสลับกับถอยห่างออกมา ซูมเข้าไปใกล้ เปลี่ยนมุมมองไปมาก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นใครอยู่ดี"หรือจริง ๆ อาจจะเป็นคนแถวนี้ที่บังเอิญเห็นมือถือแกหล่นลงน้ำเลยมาแอบหยิบไปขายหรือเปล่า แกก็ไม่น่าจะมีศัตรูที่ไหนนี่นา"แก้วกานต์คิดว่าพิมพ์ดาวเพิ่งมาไทยได้ไม่ถึงปีดีด้วยซ้ำ คงยังไม่มีเวลาไปสร้างศัตรูที่ไหน แล้วก็ดูไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ชายในภาพจะแอบมาเก็บโทรศัพท์มือถือของพิมพ์ดาวไปด้วยดูแล้วน่าจะเป็นพวกขโมยกิ๊กก็อกมากกว่า"ไม่ใช่หรอก" เรื่องว่าหัวขโมยบังเอิญเห็นว่าเด็กหญิงทำโทรศัพท์มือถือตกน้ำ แล้วอาศัยจังหวะไม่มีคนเข้ามาหยิบ น่าจะเป็นไปได้ยาก ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นร้านอาหาร แต่รั้วรอบขอบชิด การจะบังเอิญมาเห็นและบังเอิญแต่งตัวปกปิดใบหน้ามาหยิบ เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไปในความคิดของพิมพ์ดาวในใจหญิงสาวตอนนี้คิดไปถึงสามีเก่า จะเป็นไปได้ไหมว่าเขาแอบมาหยิบหลังจากเดินตามเธอไปที่คลินิก  
ท้องฟ้ากรุงเทพ ฯ ตอนกลางคืนยังสว่าง ยิ่งบนพื้นที่แห่งความบันเทิงอย่างสุขุมวิท ต่อให้ปิดไฟหน้าร้านแต่ไฟร้านอื่นก็ยังส่องสว่างมาอยู่ดี พิมพ์ดาวก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในบ่อน้ำตกหน้าร้าน พยายามหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่หายไป ทว่ามองทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ยังไม่เห็น บ่อขนาดเล็กนิดเดียวมันจะหายไปไหนกันหญิงสาวอยากได้มือถือกลับคืน ในนั้นมีข้อมูลสำคัญมากมาย อย่างน้อยเอามาเก็บไว้ให้มั่นใจว่าข้อมูลเหล่านั้นจะไม่หลุดรั่วออกไปก็ยังดี ถ้ามันพอจะซ่อมได้ก็จะซ่อม อันที่จริงมือถือเธอเป็นแบบกันน้ำ แต่แช่อยู่นานขนาดนี้ไม่รู้ว่ามันจะพังไปหรือยังเหมือนกัน"หรือไปตกตรงซอกหินหรือเปล่าคะ" ต้นหอมเพิ่งเก็บร้านเสร็จ กำลังจะกลับบ้านแวะมาก้ม ๆ เงย ๆ ช่วยเจ้านายหา ทว่าอย่างไรก็ไม่เจอ แต่เธอจำได้แม่นว่ามือถือกระเด็นจากมือของเด็กหญิงไปตกยังบ่อน้ำจริง ๆ หอมนวลเองก็มาช่วยด้วย แก้วกานต์แวะมาดูความเรียบร้อยจุดตั้งเคาเตอร์สำหรับเครื่องดื่มเห็นเพื่อนก้ม ๆ เงย ๆ กับแม่และเด็กในร้านก็มาชะเง้อชะแง้ด้วยอีกคน“ทำอะไรน่ะพิมพ์”พิมพ์ดาวเงยหน้าจากบ่อน้ำ ยืดตัวถอนหายใจระบายความเห
ห้องโดยสารภายในรถที่เอกสิทธิ์เป็นพลขับเงียบมาตลอดทาง ถึงอาคารจอดรถออฟฟิศอชิรวิชย์ก็เปิดประตูลงไปไม่พูดไม่จา อาทิตย์ขอตัวกลับบ้านไปก่อนหน้าบอกว่าวันนี้ไม่มีอารมณ์กินอาหารฟิวชั่นแล้ว บอกด้วยว่าจะกลับไปพิจารณาเรื่องของอชิรวิชย์อีกทีว่าจะทำยังไงกับความผิดหวังของตัวเองอชิรวิชย์ตรงไปยังห้องทำงาน ปิดประตูได้ก็พรูลมหายใจออกมายืดยาว ระบุความรู้สึกตัวเองไม่ได้เลยว่าเป็นอย่างไร เหมือนคนโดนหมอฉีดยาชาไม่ทันตั้งตัว มันช็อก มันอึ้ง มันทำอะไรไม่ถูก เขาเอนหลังพิงกับพนักหลับตานิ่ง สีหน้าแววตาเหมือนคนจะขาดใจตาย ที่เคยคิดว่าตัวเองแน่ตัวเองเจ๊งพังทลาลงไปทั้งหมด แท้จริงเขาอ่อนแอเกินกว่าจะจัดการทุกเรื่องราวในชีวิตได้ด้วยตัวเองเอกสิทธิ์ตามเพื่อนเข้ามาพลางล็อกห้อง คนช่างเผือกนั่งลงตรงข้ามก่อนจะพูดขึ้นว่า“จริง ๆ ก็ดีนะ” บรรยากาศห้องทำงานกว้างกว่าในรถน่าจะทำให้เพื่อนผ่อนคลายลง เขาจึงกล้าพูด “เขาก็ดูสบายดี มีร้านอาหารใหญ่โตแถวสุขุมวิท แสดงว่าก็ไม่น่าจะลำบากนะ จริงมั้ยวะ”เรื่องนี้ก็จริง อชิรวิชย์ไม่เถียง แต่การไม่ลำบากของพิมพ์ดาวมันกระแทกความรู้สึกบางอย่างมันเหมือนเขาจะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น ไม่มีอะไรให้เธอพึ
พิมพ์ดาวตัดใจจากความทรงจำเก่า ๆ ถ้าถืออดีตเอาไว้ชีวิตก็เดินหน้าลำบาก เธอเลือกจะเดินออกมาแล้ว จากอดีตทั้งของเขาและของตัวเอง ไม่มีเหตุผลอะไรต้องอาลัยอาวรณ์ การพบกันเป็นเรื่องบังเอิญ เธอเปิดร้านอาหาร จะบังเอิญเจอเขามาเป็นลูกค้าก็ไม่แปลก พิมพ์ดาวไม่คิดว่าอชิรวิชย์จะมาตามหาตัวเองอะไรขนาดนั้น คนอย่างเขาไม่ให้ค่าอะไรเธอนักหนาหรอกพิมพ์ดาวไม่คิดด้วยว่าเขาจะเกิดอยากจะรับผิดชอบลูกขึ้นมา ก็ในเมื่อเขาบอกชัดเจนว่า ‘ไม่เอา’ มาตั้งแต่แรก และคนอย่างเธอก็มีศักดิ์ศรีพอจะรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ในเมื่อน้องพลอยเป็นลูกเธอ เธอก็จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องให้ลูกไปเรียกร้องขอความรักจากใคร ความรักของเธอมากมายและเพียงพอแล้วสำหรับจะเลี้ยงเด็กคนนึงให้เติบโตมา พิมพ์ดาวไม่อยากหวนไปเรียกร้องเอาผู้หญิงที่ตายไปแล้วเข้ามาในชีวิต ในเมื่ออชิรวิชย์อยากให้ชีวิตที่เหลือกับคนตายก็ให้เขาใช้ไป ! เธอจะไม่มีทางยอมให้ลูกเธอต้องใช้ชีวิตกับคนตายไปแล้วเด็ดขาด !คนเป็นแม่อุ้มเจ้าตัวแสบเดินกลับร้านด้วยความเด็ดเดี่ยว คนตัวยุ่งวุ่นวายกับแผลตัวเองด้วยความตื่นเต้น สัมผัสไม่ถึงความรู้สึกไม่มั่นคงของคนเป็นแม่ เพราะที่ผ่าน







