LOGIN"แม่ฝากพิมพ์มันแหน่เด้อ" หอมนวลพยายามพูดภาษากลาง จึงฟังค่อนข้างแปร่ง ด้วยหญิงวัยกลางคนเกิดและเติบโตในภาคอิสานมาเนิ่นนาน
ถึงกระนั้นคนเป็นแม่ผู้มีใบหน้าขาวอวบปนฝ้าและกระบนหน้าจาง ๆ ตามวัยก็ปลาบปลื้มจริงจังว่าลูกได้สามีดีมีอันจะกิน เป็นถึงสถาปนิก เงินเดือนมั่นคง คงจะดูแลลูกสาวตัวเองให้สุขสบาย
"แล้วพิมพ์ไปอยู่บ้านเขา อย่าขี้เกียจนะลูก อย่าดื้อ คุณวิชย์พูดอะไร เราต้องฟัง เราความรู้น้อยกว่าเขา ให้ถือว่าเราไม่รู้ ต้องตื่นแต่เช้ามาช่วยงานผัว จะได้เจริญ ๆ ไปด้วยกัน เข้าใจบ่อ"
ตอนนั้นพิมพ์ดาวรับคำแม่เป็นมั่นเป็นเหมาะ อชิรวิชย์เดินทางไปออกแบบบ้านพักตากอากาศที่เชียงคานให้ลูกค้า จึงไปเจอพิมพ์ดาวที่ช่วยแม่ขายมะพร้าวแก้วอยู่ริมแม่น้ำโขงในตลาดถนนคนเดินของเชียงคาน
เขาสะดุดตาความสดใสของเธอ แล้วเหมือนพิมพ์ดาวเองก็ถูกใจเขาเช่นกัน
อชิรวิชย์อยากได้คนมาเยียวยาการสูญเสีย ประจวบเหมาะกับพิมพ์ดาวก็มองเขาด้วยความปลื้มปริ่ม เชื่อว่าชายหนุ่มความรู้สูง น่าชื่นชม ผิดกับตัวเองที่จบแค่มัธยม ความสัมพันธ์จึงเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงปีเดียวอชิรวิชย์จึงจัดงานแต่งงานกับพิมพ์ดาวเล็ก ๆ ที่เชียงคาน แล้วพาเธอกลับมาอยู่กรุงเทพ ฯ ด้วยกัน
ภาพความหวังในใจของพิมพ์ดาวคือการได้ดูแลสนับสนุนสามีให้ก้าวหน้า เธอความรู้น้อยแต่ทำอาหารเก่ง ทำงานบ้านก็เริ่ด เหนื่อยแค่ไหนก็จะสู้ โชคดีเท่าไหร่แล้วได้คนเก่ง คนขยันทำงานเป็นสามี
กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ต้องสู้จริง ๆ คือคนตายไปแล้วก็ตอนหอบหิ้วกันมาถึงบ้าน รูปขนาดใหญ่ของผู้หญิงคนนึงตั้งตระหง่านในบ้านเดี่ยวตรงโถงบันไดทางขึ้น สวยเหมือนคุณหนูในละคร แวบแรกพิมพ์ดาวนึกว่าชีวิตตัวเองจะเป็นเหมือนละครหลังข่าว เข้ามาเป็นเมียน้อยไม่รู้ตัวอะไรแบบนั้น
ก่อนจะโล่งอกตอนเห็นโกฐกระดูกว่า เจ้าของภาพตายไปแล้ว เธอไม่ได้เป็นเมียน้อยและอชิรวิชย์ไม่ได้มีเมียหลวงอยู่ก่อนแต่อย่างไร
ทว่าภาพคนรักเก่าในใจของอชิรวิชย์หนาแน่นเสียยิ่งกว่าหนังหมูชุบแป้งทอดกรอบ
กิจวัตรประจำวันของเขามีผู้หญิงคนนั้นเป็นเงื่อนไขเสมอ หมดจากเวลาทำงาน อชิรวิชย์จะใช้เวลาไปกับการทำบุญหาอดีตคนรัก การไปเที่ยวที่เคยสัญญากับอดีตคนรัก การปรับปรุงบ้านให้เป็นตามที่อดีตคนรักของการ
ราวกับว่าชีวิตของเขาหายใจเพื่อสิ่งนี้
ช่วงแรกพิมพ์ดาวไม่คิดเยอะ อย่างไรคนก็ตายไปแล้ว ทุกคนล้วนมีอดีตมีคนในหัวใจ ตัวเธอเองก็เคยชอบผู้ชายมาหลายคน นักท่องเที่ยวหล่อ ๆ ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน คุณครูหน้าตาดี พิมพ์ดาวเคยปลาบปลื้มมาทั้งนั้น ชีวิตที่ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้พิมพ์ดาวผ่านโลกมาจนเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่าง แม้แต่ตอนที่อชิรวิชย์ยื่นข้อตกลงว่า
ไม่มีลูกเด็ดขาด!!!
พิมพ์ดาวก็เข้าใจ เอาข้อดี เอาคุณสมบัติของเขามากลบเกลื่อนเรื่องนี้ให้มลายหายไป
ทว่านานไปพิมพ์ดาวกลับพบว่าชื่อ 'ไอยรดา' ครอบงำทุกตารางนิ้วในการใช้ชีวิตของผู้ชายชื่ออชิรวิชย์ จนเธอกลายเป็นคนนอก มีหน้าที่มองดูสามีตัวเองใช้ชีวิตกับความทรงจำในอดีต
โดยเฉพาะเรื่องมีลูก อชิรวิชย์มักจะย้ำเตือนซ้ำ ๆ จนบางครั้งพิมพ์ดาวเก็บไปฝันว่ามีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เรียกเธอว่าแม่ แล้วเธอต้องวิ่งหนี เด็กคนนั้นก็กางแขนวิ่งตามไม่ลดละ ขณะที่ในฝันไม่มีอชิรวิชย์ปรากฏให้เห็นแต่อย่างไร พิมพ์ดาวตกใจถึงขนาดโวยวายตื่นขึ้นมา ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกว่ามันเป็นแค่ความฝัน
กระทั่งวันนึง
เรื่องนี้ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป หนึ่งชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกำแพงที่พ่อกักขังตัวเองเอาไว้กับคนในอดีตและความอดทนที่สิ้นสุดลงของพิมพ์ดาวเช่นเดียวกัน
#นิยายรัก #แนะนำนิยาย #หย่าร้าง #ร้านอาหาร #พระเอกเป็นสถาปนิก
ตอนแรกเอกสิทธิ์งงว่าน้องสะใภ้ทำไมสูงเลยเข่าตัวเองมานิดเดียว หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวเหมือนหยวกกล้วยจริง แต่มัดแกละกระจายทั่วศีรษะด้วย ใบหน้ากลม แก้มย้อยแถมแดงแป๊ด น่าหยิกให้หายหมั่นเขี้ยว ตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อยว สวมชุดแขนตุ๊กตา สะพายกระเป๋ามาด้วยนี่แปลก ๆความสูงระดับนี้ไม่น่าจะทำอาหารได้หรือเปล่าฟันขึ้นครบหรือยัง เอาอย่างนี้ดีกว่า“มาทำยัย" (มาทำอะไร) เด็กหญิงพิมพ์ประภายืนจ้องผู้มาเยือนแววตาจริงจัง ในบรรดาผู้ชายสี่คน เด็กหญิงตัวน้อยรู้จักแค่น้าอาทิตย์คนเดียว คนอื่นไม่รู้จัก กติกรก็ไม่ยกเว้นเด็กหญิงตัวน้อยชอบคนหน้าตาใจดี คุณสมบัตินั้นมีอยู่ในตัวอาทิตย์ ชายหนุ่มจึงเป็นที่จดจำเจ้าตัวเล็กยืนบนสนามหญ้า ย่ำเท้าท่าทางนักเลงทั้งที่ตัวกะเปี๊ยกเดียว ขายังไม่แข็งพอจะวิ่งเร็ว ๆ ได้ด้วยซ้ำ แต่ความมั่นใจแก่นแก้วเกินร้อย รอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ“มากินข้าวค่ะ คุณแม่หนูอยู่มั้ย” อาทิตย์ย่อตัวลงบอก อดหยิกแก้มขาวเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวไม่ได้ “โต๊ะเจ็ม" เด็กน้อยยิงฟันโชว์ เลียนแบบคำพูดของพนักงานในร้านที่ชอบกระซิบกันเ
"เราแวะหาอะไรกินก่อนมั้ยครับพี่วิชย์" อาทิตย์รวบรวมความกล้าชะโงกหน้าขึ้นมาถามเจ้านายถนนเส้นเข้าสุขุมวิทแออัดเช่นดังเดิม สี่หนุ่มในรถอันประกอบด้วย เอกสิทธิ์รับหน้าที่พลขับพ่วงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป อชิรวิชย์เป็นเจ้าของ A-Chi architecture นั่งข้างกัน และสถาปนิกระดับจูเนียร์ อาทิตย์ ชายหนุ่มผิวขาวชาวเหนือผู้เขินได้ทุกสถานการณ์ และกติกร หนุ่มใต้คมเข้ม ผู้พร้อมชงทุกหัวข้อแซวเพื่อนทั้งหมดเพิ่งกลับจากพรีเซนต์งานลูกค้าแถวเพลินจิตเป็นงานออกแบบร้านอาหารไทยฟิวชั่นของเชฟชื่อดังจากรายการทำิาหารยอดนิยม จะสร้างแลนด์มาร์คใจกลางสุขุมวิทปีนี้บริษัทออกแบบ A-Chi เติบโตมั่นคงขึ้นอีกก้าว หลังจากสองปีที่แล้ว อชิรวิชย์สร้างความฮือฮาด้วยการออกแบบที่พักเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ ทว่าโดดเด่นจนนักเดินทางหลายคนทำรีวิวชื่นชมกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ ผู้คนจองเต็มไปถ่ายรูปจนได้ชื่อว่าเป็นแลนมาร์กใหม่ของดอยม่อนแจ่มหลังเหตุการณ์นั้นผ่านมาหนึ่งปี ทั้งบริษัทจึงทำงานกันหัวหมุน แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพื่อขยับขยายธุรกิจ อชิรวิชย์จึงย้ายออฟฟิศ ซึ่งแต่เดิมอยู่ใกล้บ้านข
ฝนยังโปรยปรายมาอย่างต่อเนื่อง พิมพ์ดาวมองความมืดสลัวผ่านกระจกสนามบินด้วยสายตาหม่นหมอง บางคราวสายตาของพิมพ์ดาววูบไหว และบางคราวก็หม่นแสงอ่อนล้าลงหน้าท้องเธอเริ่มยื่นออกมา พอจะมองออกแล้วว่ากำลังท้องได้เจ็ดเดือนแล้ว พิมพ์ดาวกลับมาอยู่บ้านตั้งแต่วันนั้น เธอไม่เคยติดต่ออชิรวิชย์กลับไปอีกเลย“พิมพ์ลุกไหวมั้ย มาเช็คอินมา" เสียงแปร่งปร่าของพี่สาวกวักมือเรียก พร้อมเด็กชายวัยสามขวบและเด็กหญิงสี่ขวบ พิมพ์ดาวสะดุ้งออกจากความเศร้า หันไปตามเสียงเรียก ก่อนลุกเดินแอ่นตัวนิด ๆ ไปหา หญิงสาวยื่นพาสสปอร์ตให้พนักงานเช็คข้อมูล ส่วนกระเป๋าพี่เขยชาวออสเตรเลียมีน้ำใจยกให้เพราะพิมพ์ดาวกำลังท้อง “คุณพิมพ์ดาว เนินขาวนะคะ จะเดินทางไปที่ไหนคะ" พนักงานทวนข้อมูลเพื่อความถูกต้อง พิมพ์ดาวพูดคำว่า 'ออสเตรเลีย' ผ่านริมฝีปากแผ่วเบา อดไม่ได้จะเหลียวมองไปยังสายฝนด้านนอก คล้ายว่ามันเป็นภาพความฝันไม่ใช่ความจริง ทว่ามันคือความจริง ไม่ใช่ความฝันอย่างที่ต้องการ ชีวิตเดินทางผ่านพ้นการแต่งงาน มาจนกระทั่งวันที่เลิกรา แล้วอีกไม่นานการจากลากำลังก้าวเข้ามา“ของผู้โดยสารเรียบร้อยค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ" พนักงานยกมือไหว้หลังออกบรอดด
ผุดลุกผุดนั่งมาสองสามวัน อารมณ์โกรธเคืองในใจของพิมพ์ดาวก็เริ่มจาง แล้วก็ตามประสาผัวเมีย นอนเห็นหน้ากันมาตลอดสามปี พิมพ์ดาวจึงเริ่มห่วงใยสามีอชิรวิชย์เป็นคนกินยาก กระเทียมไม่กิน ปลาร้าไม่แตะ น้ำมันเยอะไปไม่ได้ ของอบแฉะไปไม่กิน ของผัดเค็มไปก็ไม่ได้ พิมพ์ดาวต้องคอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้เขาตลอดพอไม่อยู่สองสามวันแทนที่จะห่วงตัวเองกลับห่วงว่าผัวจะไม่ได้กินข้าว "แกก็กลับไปดูเขาสิไป ยังไงผู้หญิงคนนั้นก็ตายไปแล้ว มาแย่งผัวแกไม่ได้หรอก ถ้าไม่กลับชาติมาเกิดใหม่หรือวิญญาณไปเข้าร่างใครแบบในละครน่ะนะ"แก้วกานต์ตวัดอายไลเนอร์กรีดลงบนเปลือกตา เห็นเพื่อนกระสับกระส่ายก็เข้าใจดี ผัวเมียกันถ้าไม่มีฝ่ายไหนฝ่ายนึงมีใหม่เป็นตัวเป็นตนก็ตัดกันยาก วนไปวนมาขี้คร้านก็กลับไปหากันเหมือนเดิม "คุณวิชย์เขาไม่โทรหาฉันสักกะสาย" พิมพ์ดาวพึมพำด้วยอารมณ์น้อยใจ ระทดท้อว่าสามีไม่รักไม่ห่วงเธอเลย คงเอาแต่นั่งขัดรูปคนรักเก่าอยู่แบบนั้น"ฉันส่งข้อความบอกเขาว่าแกอยู่ที่นี่"สีหน้าของพิมพ์ดาวจึงดีขึ้น แสดงว่าที่เขาไม่ตามไม่ใช่ว่าไม่ห่วง แต่เพราะรู้ว่าเธอปลอดภัยดีต่างหาก"แต่ถ้าฉันกลับไปแล้วเขาบอกให้ฉันไปทำแท้งล่ะ""ลูกเขา
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สิบสี่ อชิรวิชย์เตรียมข้าวของไปทำบุญที่วัดตามปกติ ชายหนุ่มขับรถออกจากบ้านแวะรับปิ่นโตอาหารจากร้านอาหารหน้าปากซอย จากนั้นวางไว้เบาะข้าง ๆ คนขับ ก่อนขยับเกียร์ เหยียบคันเร่งพารถไปข้างหน้าเจ็ดปีแล้ว ไอยรดายังค้างคาอยู่ในใจ อชิรวิชย์ตั้งคำถามภายในใจเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ว่าถ้าหากตอนนั้นเขาไม่โหมงานหนัก ไม่เอาแต่หมกมุ่นกับการหาเงิน ถ้าเขาพาเธอไปหาหมอเร็วกว่านั้นสักสามเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี หรือพาเธอไปตรวจสุขภาพทุกปีถ้า...ถ้า...และถ้า...อชิรวิชย์ไม่เคยได้คำตอบของคำถาม เพราะเขาไม่ทำสิ่งที่ตั้งคำถามในใจ และไม่มีโอกาสทำมันอีกแล้วและคำถามเหล่านั้นยังคงค้างคาเนิ่นนานมาจนกระทั่งเจ็ดปีรถเลี้ยวเข้าบริเวณวัดตอนเกือบเจ็ดโมง ชายหนุ่มตรงเข้าไปในโบสถ์ หลวงลุงรูปเดิมทอดสายตาอ่อนโยนมาให้ แกมแปลกใจนิด ๆ ว่า วันนี้อชิรวิชย์มาคนเดียว ปราศจากเงาของหญิงสาวร่างเล็กผิวขาวผู้เป็นภรรยา"โยมพิมพ์ไม่มารึ" หลวงลุงมองเลยไปด้านนอก เผื่อว่าพิมพ์ดาวจะเดินตามมาทีหลังอชิรวิชย์นั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพ
ภายใต้ข้อดีร้อยข้อของเขา มีเงื่อนไขหนึ่งหนักแน่นมั่นคงเช่นเดียวกัน เป็นเหมือนกฏการคบหาระหว่างอชิรวิชย์และพิมพ์ดาวคือเธอจะต้องไม่มีลูกอชิรวิชย์ จมกับคนเก่า รักเก่า คนที่ตายไปแล้ว เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งยึดถือเอาไว้แน่นสิ่งที่ทุกคนไม่เคยรู้คือภายในบ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยเมฆหมอกของผู้หญิงชื่อไอยรดาล่องลอยอยู่ทั่ว ในห้องนอนมีโกฐบรรจุเถ้ากระดูกของไอยรดา ทำให้พิมพ์ดาวตะขิดตะขวงใจทุกครั้งเมื่อมีความสัมพันธ์ทางกายอยากจะแน่นแฟ้นแต่ก็ห่างเหิน อายฟ้าอายดิน อายวิญญาณอย่างไรก็ไม่รู้ในห้องทำงานเขามีภาพของไอยรดาตั้งอยู่ ส่วนภาพของพิมพ์ดาวระเห็จไปอยู่บนผนัง ทุกวันที่สิบสี่ซึ่งเป็นวันเสียชีวิตของไอยรดา อชิรวิชย์จะไปทำบุญที่วัด ไปทุกเดือน ไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย จะมีสงคราม เกิดรัฐประหาร มีการเคอร์ฟิว เกิดวิกฤตไวรัสแพร่ระบาด เขาก็ยังไปตอนแรกหมอดูที่วัด คำนวณฤกษ์งามยามดีของวันแต่งงานให้เป็นวันที่ 14 อชิรวิชย์เลื่อนไป 1 วันให้เป็นวันที่ 15 เพราะต้องไปทำบุญที่วัดให้กับไอยรดาดูเหมือนผู้หญิงคนที่ตายไปแล้วจะเป็นเง







