Masukผุดลุกผุดนั่งมาสองสามวัน อารมณ์โกรธเคืองในใจของพิมพ์ดาวก็เริ่มจาง แล้วก็ตามประสาผัวเมีย นอนเห็นหน้ากันมาตลอดสามปี พิมพ์ดาวจึงเริ่มห่วงใยสามี
อชิรวิชย์เป็นคนกินยาก กระเทียมไม่กิน ปลาร้าไม่แตะ น้ำมันเยอะไปไม่ได้ ของอบแฉะไปไม่กิน ของผัดเค็มไปก็ไม่ได้
พิมพ์ดาวต้องคอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้เขาตลอด
พอไม่อยู่สองสามวันแทนที่จะห่วงตัวเองกลับห่วงว่าผัวจะไม่ได้กินข้าว
"แกก็กลับไปดูเขาสิไป ยังไงผู้หญิงคนนั้นก็ตายไปแล้ว มาแย่งผัวแกไม่ได้หรอก ถ้าไม่กลับชาติมาเกิดใหม่หรือวิญญาณไปเข้าร่างใครแบบในละครน่ะนะ"
แก้วกานต์ตวัดอายไลเนอร์กรีดลงบนเปลือกตา เห็นเพื่อนกระสับกระส่ายก็เข้าใจดี ผัวเมียกันถ้าไม่มีฝ่ายไหนฝ่ายนึงมีใหม่เป็นตัวเป็นตนก็ตัดกันยาก วนไปวนมาขี้คร้านก็กลับไปหากันเหมือนเดิม
"คุณวิชย์เขาไม่โทรหาฉันสักกะสาย" พิมพ์ดาวพึมพำด้วยอารมณ์น้อยใจ ระทดท้อว่าสามีไม่รักไม่ห่วงเธอเลย คงเอาแต่นั่งขัดรูปคนรักเก่าอยู่แบบนั้น
"ฉันส่งข้อความบอกเขาว่าแกอยู่ที่นี่"
สีหน้าของพิมพ์ดาวจึงดีขึ้น แสดงว่าที่เขาไม่ตามไม่ใช่ว่าไม่ห่วง แต่เพราะรู้ว่าเธอปลอดภัยดีต่างหาก
"แต่ถ้าฉันกลับไปแล้วเขาบอกให้ฉันไปทำแท้งล่ะ"
"ลูกเขาทั้งคน เขาจะทำแบบนั้นเหรอ คุณวิชย์เขาไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นหรอกมั้ง .... หรือใช่" แก้วกานต์หันมาถามเพื่อน หลังเสียบอายไลเนอร์ลงหลอดแล้วบิดฝาปิดจนสนิท จากนั้นวางไว้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งตามเดิม
พิมพ์ดาวส่ายหน้าพรืด รีบแก้ตัวแทนมามี
"ไม่หรอก"
"งั้นอารมณ์ดีแล้ว แก็กลับไปหาเขาได้แล้วไป ยังไงผู้หญิงคนนั้นก็ตายไปแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยหรอกว่ถ้าเขายังไม่ตายผัวแกจะเลือกใคร เพราะความจริงคือเขาตายไปแล้ว"
ก็จริงอย่างเพื่อนว่า ไอยรดาตายไปแล้ว ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีก ป่วยการจะไปค้นหาคำตอบในสิ่งที่ไม่มีวันรู้ ไม่ว่าคำตอบของคำถามว่า
"ถ้าผู้หญิงคนนั้นยังไม่ตาย อชิรวิชย์จะเลือกใคร มันก็เป็นเพียงการคิดไปเอง เพราะความจริงตอนนี้ที่เกิดขึ้นคือเธอกับเขาเป็นสามีภรรยากัน และผู้หญิงคนนั้นก็คืออดีตที่ไม่มีวันหวนมา"
"งั้นฉันกลับก่อน"
"กลับได้ใช่มั้ย"
"ได้ เดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปเลย"
แก้วกานต์ลอบเบ้ปาก เผลอค้อนขวับให้เพื่อนวงเบ้อเริ่ม จะมาจะไปไวเหมือนพายุ ใช้อารมณ์มันก็มีแพสชั่นอย่างนี้
แพสชั่นจะบ่นผัวก็รีบปรี่มาหาเพืื่อนรวดเร็วทันใจไวยิ่งกว่านั่งจรวด แพสชั่นจะดีกับผัวก็พุ่งตัวออกไปเหมือนนักกีฬาว่ายน้ำออกตัวหลังได้ยินเสียงปืนยังไงอย่างนั้น
พิมพ์ดาวกดเรียกแท็กซี่ในแอปพลิเคชั่นตามที่อชิรวิชย์เคยสอน พอรถจอดหน้าตึกอพาร์ทเมนต์ของแก้วกานต์ หญิงสาวก็บอกลาเพื่อนเดินลงมาข้างล่าง เห็นรถแท็กซี่สีชมพูจอดอยู่ เช็คเลขทะเบียนถูกต้องจึงเปิดประตูขึ้นไปนั่ง
สักพักนึงฝนก็ตกกระหน่ำเทลงมา รถจึงติดเสียจนพิมพ์ดาวหลับไปหลายตื่นกว่าจะมาถึงหน้าบ้าน
หญิงสาวกดโทรศัพท์หาสามีจะเรียกให้เอาร่มมาให้ ทว่าเขาไม่รับสาย ทุ่มกว่าแล้วอชิรวิชย์ยังไม่น่าจะเข้านอน พิมพ์ดาวจึงกดโทรอีกที แต่เขาก็ไม่รับสายเหมือนเดิม
หญิงสาวตัดสินใจลงจากรถ เดินจ้ำฝ่าม่านฝนจนศีรษะและไหล่เปียก เปิดประตูรั้วบ้านเข้าไป แปลกใจว่ารถใครจอดอยู่คู่ซีวิคคันเก่งของสามี
ภายในบ้านเงียบเชียบ พิมพ์ดาวเดินเข้ามาในครัว อชิรวิชย์ไม่ได้อยู่ในนั้น ทว่าบนโต๊ะกินข้าวมีจานสองใบ
ของใคร ?
ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยพาใครมาบ้าน ซึ่งเรื่องนี้พิมพ์ดาวไม่แปลกใจ เพราะอชิรวิชย์คงไม่อยากให้คนถามว่ารูปผู้หญิงตรงโถงทางเดินคือใคร ทำไมไม่ใช่รูปของเธอที่เป็นภรรยาหรือมันควรจะเป็นรูปแต่งงานหรือเปล่า
เมื่อไม่เจอพิมพ์ดาวจึงเดินขึ้นไปข้างบน บ้านเงียบเกินคำว่าปกติ หญิงสาวตรงไปยังห้องนอน เปิดประตูเข้าไป ตอนนั้นลมหายใจของพิมพ์ดาวหยุดชะงัก เมื่อภายในห้องซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ของเธอปรากฏร่างงอชิรวิชย์กับหญิงสาวคนหนึ่ง ในกิริยาสนิทชิดแนบแน่น
ขณะที่อชิรวิชย์สวมเชิ๊ตสีน้ำเงินเข้ม รั้งแขนพับขึ้นส่วนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นสวมเพียงบราเซียครึ่งตัว เขย่งปลายเท้าขึ้นเบียดบดริมฝีปากแนบลงบนคางเขา
ครั้นพอเห็นว่ามีคนเข้ามา
เธอคนนั้นจึงผลจะออก หันมาด้วยอารามตกใจ
พิมพ์ดาวตััวชาวาบเมื่อใบหน้านั่นละม้ายคล้ายรูปตรงโถงทางเดินของบ้านหลังนี้ไม่มีผิด
ไอยรดา ...
#หย่าร้าง #รักสามเส้า #รักเก่า #พระเอกใจร้าย #พระเอกธงแดง #นางเอกเก่ง
ผุดลุกผุดนั่งมาสองสามวัน อารมณ์โกรธเคืองในใจของพิมพ์ดาวก็เริ่มจาง แล้วก็ตามประสาผัวเมีย นอนเห็นหน้ากันมาตลอดสามปี พิมพ์ดาวจึงเริ่มห่วงใยสามีอชิรวิชย์เป็นคนกินยาก กระเทียมไม่กิน ปลาร้าไม่แตะ น้ำมันเยอะไปไม่ได้ ของอบแฉะไปไม่กิน ของผัดเค็มไปก็ไม่ได้ พิมพ์ดาวต้องคอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้เขาตลอดพอไม่อยู่สองสามวันแทนที่จะห่วงตัวเองกลับห่วงว่าผัวจะไม่ได้กินข้าว "แกก็กลับไปดูเขาสิไป ยังไงผู้หญิงคนนั้นก็ตายไปแล้ว มาแย่งผัวแกไม่ได้หรอก ถ้าไม่กลับชาติมาเกิดใหม่หรือวิญญาณไปเข้าร่างใครแบบในละครน่ะนะ"แก้วกานต์ตวัดอายไลเนอร์กรีดลงบนเปลือกตา เห็นเพื่อนกระสับกระส่ายก็เข้าใจดี ผัวเมียกันถ้าไม่มีฝ่ายไหนฝ่ายนึงมีใหม่เป็นตัวเป็นตนก็ตัดกันยาก วนไปวนมาขี้คร้านก็กลับไปหากันเหมือนเดิม "คุณวิชย์เขาไม่โทรหาฉันสักกะสาย" พิมพ์ดาวพึมพำด้วยอารมณ์น้อยใจ ระทดท้อว่าสามีไม่รักไม่ห่วงเธอเลย คงเอาแต่นั่งขัดรูปคนรักเก่าอยู่แบบนั้น"ฉันส่งข้อความบอกเขาว่าแกอยู่ที่นี่"สีหน้าของพิมพ์ดาวจึงดีขึ้น แสดงว่าที่เขาไม่ตามไม่ใช่ว่าไม่ห่วง แต่เพราะรู้ว่าเธอปลอดภัยดีต่างหาก"แต่ถ้าฉันกลับไปแล้วเขาบอกให้ฉันไปทำแท้งล่ะ""ลูกเขา
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สิบสี่ อชิรวิชย์เตรียมข้าวของไปทำบุญที่วัดตามปกติ ชายหนุ่มขับรถออกจากบ้านแวะรับปิ่นโตอาหารจากร้านอาหารหน้าปากซอย จากนั้นวางไว้เบาะข้าง ๆ คนขับ ก่อนขยับเกียร์ เหยียบคันเร่งพารถไปข้างหน้าเจ็ดปีแล้ว ไอยรดายังค้างคาอยู่ในใจ อชิรวิชย์ตั้งคำถามภายในใจเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ว่าถ้าหากตอนนั้นเขาไม่โหมงานหนัก ไม่เอาแต่หมกมุ่นกับการหาเงิน ถ้าเขาพาเธอไปหาหมอเร็วกว่านั้นสักสามเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี หรือพาเธอไปตรวจสุขภาพทุกปีถ้า...ถ้า...และถ้า...อชิรวิชย์ไม่เคยได้คำตอบของคำถาม เพราะเขาไม่ทำสิ่งที่ตั้งคำถามในใจ และไม่มีโอกาสทำมันอีกแล้วและคำถามเหล่านั้นยังคงค้างคาเนิ่นนานมาจนกระทั่งเจ็ดปีรถเลี้ยวเข้าบริเวณวัดตอนเกือบเจ็ดโมง ชายหนุ่มตรงเข้าไปในโบสถ์ หลวงลุงรูปเดิมทอดสายตาอ่อนโยนมาให้ แกมแปลกใจนิด ๆ ว่า วันนี้อชิรวิชย์มาคนเดียว ปราศจากเงาของหญิงสาวร่างเล็กผิวขาวผู้เป็นภรรยา"โยมพิมพ์ไม่มารึ" หลวงลุงมองเลยไปด้านนอก เผื่อว่าพิมพ์ดาวจะเดินตามมาทีหลังอชิรวิชย์นั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพ
ภายใต้ข้อดีร้อยข้อของเขา มีเงื่อนไขหนึ่งหนักแน่นมั่นคงเช่นเดียวกัน เป็นเหมือนกฏการคบหาระหว่างอชิรวิชย์และพิมพ์ดาวคือเธอจะต้องไม่มีลูกอชิรวิชย์ จมกับคนเก่า รักเก่า คนที่ตายไปแล้ว เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งยึดถือเอาไว้แน่นสิ่งที่ทุกคนไม่เคยรู้คือภายในบ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยเมฆหมอกของผู้หญิงชื่อไอยรดาล่องลอยอยู่ทั่ว ในห้องนอนมีโกฐบรรจุเถ้ากระดูกของไอยรดา ทำให้พิมพ์ดาวตะขิดตะขวงใจทุกครั้งเมื่อมีความสัมพันธ์ทางกายอยากจะแน่นแฟ้นแต่ก็ห่างเหิน อายฟ้าอายดิน อายวิญญาณอย่างไรก็ไม่รู้ในห้องทำงานเขามีภาพของไอยรดาตั้งอยู่ ส่วนภาพของพิมพ์ดาวระเห็จไปอยู่บนผนัง ทุกวันที่สิบสี่ซึ่งเป็นวันเสียชีวิตของไอยรดา อชิรวิชย์จะไปทำบุญที่วัด ไปทุกเดือน ไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย จะมีสงคราม เกิดรัฐประหาร มีการเคอร์ฟิว เกิดวิกฤตไวรัสแพร่ระบาด เขาก็ยังไปตอนแรกหมอดูที่วัด คำนวณฤกษ์งามยามดีของวันแต่งงานให้เป็นวันที่ 14 อชิรวิชย์เลื่อนไป 1 วันให้เป็นวันที่ 15 เพราะต้องไปทำบุญที่วัดให้กับไอยรดาดูเหมือนผู้หญิงคนที่ตายไปแล้วจะเป็นเง
"แกก็เลยออกจากบ้านผัวมาตัวเปล่าเล่าเปลือยประหนึ่งว่าตัวเองมีเงินร้อยล้าน เดี๋ยวเอามือถือมาสแกนซื้อคอนโดเกร๋ ๆ สักห้าล้านซุกหัวนอนไปก่อนงั้นเหรอ"พิมพ์ดาวเหลือบตามองเพื่อนแล้วจิ๊ปากเบา ๆ ก็ตอนนั้นเธอโทโหมาก นึกอะไรไม่ออกเลยมาหาเพื่อนแถวสนามบินสุวรรณภูมิ พอมาถึงอารมณ์โมโหยังไม่ทันจางก็เวียนหัวเสียก่อนคลื่นไส้อาเจียนไปหลายรอบ จึงขอเพื่อนนอนพักหนึ่งชั่วโมง ตื่นมาตอนห้าโมงเย็นพอดี ความรู้สึกดีขึ้น จึงหยิบยาดมสมุนไพรจ่อจมูก ออกมาชี้แจงแถลงไขให้เพื่อนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นตรงม้านั่งหินหน้าบ้านทาวเฮ้าส์สองชั้นแก้วกานต์ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในบาร์โรงแรมสี่ดาวแถวสนามบินสุวรรณภูมิ หญิงสาวพักอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เกือบ ๆ จะแออัด แต่ก็เจริญในคราวเดียวกัน ด้วยจำนวนยูนิตห้องเช่าเกือบสี่ร้อยห้อง ทำให้ที่นี่เหมือนเมืองขนาดย่อม สองสาวเปิดประตูนั่งคุยกันลดความอุดอู้ นั่งมาร่วมสองชั่วโมงคนเดือนผ่านไปแล้วเกือบยี่สิบคน"ฉันว่าแกสงบสติอารมณ์แล้วไปคุยกันดี ๆ ก่อนมั้ย วิชย์เขาอาจจะแค่ตกใจ""มันมีผู้ชายที่ตกใจว่าเมียท้องเลยเผลอสบถโวยวายอะไรแบบนี
"แม่ฝากพิมพ์มันแหน่เด้อ" หอมนวลพยายามพูดภาษากลาง จึงฟังค่อนข้างแปร่ง ด้วยหญิงวัยกลางคนเกิดและเติบโตในภาคอิสานมาเนิ่นนานถึงกระนั้นคนเป็นแม่ผู้มีใบหน้าขาวอวบปนฝ้าและกระบนหน้าจาง ๆ ตามวัยก็ปลาบปลื้มจริงจังว่าลูกได้สามีดีมีอันจะกิน เป็นถึงสถาปนิก เงินเดือนมั่นคง คงจะดูแลลูกสาวตัวเองให้สุขสบาย"แล้วพิมพ์ไปอยู่บ้านเขา อย่าขี้เกียจนะลูก อย่าดื้อ คุณวิชย์พูดอะไร เราต้องฟัง เราความรู้น้อยกว่าเขา ให้ถือว่าเราไม่รู้ ต้องตื่นแต่เช้ามาช่วยงานผัว จะได้เจริญ ๆ ไปด้วยกัน เข้าใจบ่อ"ตอนนั้นพิมพ์ดาวรับคำแม่เป็นมั่นเป็นเหมาะ อชิรวิชย์เดินทางไปออกแบบบ้านพักตากอากาศที่เชียงคานให้ลูกค้า จึงไปเจอพิมพ์ดาวที่ช่วยแม่ขายมะพร้าวแก้วอยู่ริมแม่น้ำโขงในตลาดถนนคนเดินของเชียงคานเขาสะดุดตาความสดใสของเธอ แล้วเหมือนพิมพ์ดาวเองก็ถูกใจเขาเช่นกันอชิรวิชย์อยากได้คนมาเยียวยาการสูญเสีย ประจวบเหมาะกับพิมพ์ดาวก็มองเขาด้วยความปลื้มปริ่ม เชื่อว่าชายหนุ่มความรู้สูง น่าชื่นชม ผิดกับตัวเองที่จบแค่มัธยม ความสัมพันธ์จึงเดินหน้าอย่างรวดเร
ด้านนอกฝนโปรยลงมาไม่ขาดสาย อากาศมวลรวมเย็นและชื้น ยกเว้นห้องทำงานภายในบ้านพื้นที่กว่าหกสิบตารางวาของอชิรวิชย์กับพิมพ์ดาวตอนนี้สองสามีภรรยาจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร หลังจากพิมพ์ดาวถือภาพถ่ายอัลตร้าซาวด์มาบอกสามีว่ากำลังท้อง อชิรวิชย์หน้าเครียดตาวาว เขากำลังโกรธมากประหนึ่งโลกจะถล่มดินจะทลายเพียงแค่ภรรยาบอกว่ากำลังตั้งท้องได้สามเดือน ชายหนุ่มถึงขนาดวางมือถือลุกขึ้นถลึงตา ถกแขนเสื้อเท้าสะเอว สบถถ้อยคำรุนแรงแล้วเดินวนไปวนมาเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก “เราตกลงกันแล้วไง ว่าจะไม่มีลูก ไม่เด็ดขาด” เสียงคนเป็นสามีดังลั่นเกือบ ๆ จะตะโกน ระเบิดอารมณ์ออกมาราวกับว่านี่คือเรื่องเลวร้ายใหญ่โตที่สุดในชีวิตพิมพ์ดาวก็ใช่ย่อย ไม่ยอมเหมือนกัน ตัวเธอเล็กกว่าก็จริง แต่พอความโกรธเข้าครอบงำหญิงสาวผิวขาวราวกับหยวกกล้วยผู้พกพาความสูงมาแค่หนึ่งร้อยห้าสิบแปดเซนติเมตรก็ลืมเรื่องขนาดตัวไปหมดสิ้น ใจคนเป็นเมียเต้นตุบ ๆ จะหลุดออกมาข้างนอก ความโกรธโหมกระพือแน่นอก เขาทำราวกับว่าลูกของเธอเป็นปิศาจซาตานน่าเกลียดน่ากลัวจนไม่สมควรเผยอขึ้นมามีชีวิตเฮงซวยเอ้ย ! สัญชาตญาณความเป็นแม่เติบโตตั้งแต่รับรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตในท







