Masukสิบวันต่อมา ณ เรือนมู่เสวี่ย
หลินมู่เสวี่ย ที่ตอนนี้อาการโดยรวมดีขึ้นมากแล้ว ทว่านางยังคงไม่อาจทำตัวให้เก่งเกินไป จนกลายเป็นที่ผิดสังเกตของคนในครอบครัว จึงเลือกที่จะอยู่แบบเงียบๆ ดังเดิมและเร่งฟื้นฟูร่างกายนี้ ให้พร้อมสำหรับชีวิตใหม่
“คุณหนูอยากแดดข้างนอกเริ่มแรงแล้วนะเจ้าคะ”
แม่นมชรารีบเข้ามาเรียกผู้เป็นนาย ให้กลับเข้าไปในเรือน ด้วยเกรงว่าจะเจ็บป่วยมากกว่าที่เป็นอยู่ หญิงสาวแอบถอนหายใจหนักๆ เพราะแบบนี้อย่างไรเล่า ร่างกายนี่จึงได้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง อย่างว่าแต่จะไปเป้นพระชายาเคียงข้างคนเย็นชาเลย แค่เดินไปเกินร้อยก้าวก็ยากจะทำได้
“ร่างกายคนเราควรได้รับแสงแดดบ้างเจ้าค่ะ ว่าแต่แม่นมจาง พอช่วยทำไข่ต้มให้ข้าสักห้าหกฟองได้หรือไม่เจ้าคะ”
หญิงสาวหันไปถามด้วยแววตาใสซื่อ บ้านแม่ทัพร่ำรวย ไข่ไม่กี่ฟองคงไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่อันใด
“หาได้เป็นการรบกวนเจ้าค่ะ ว่าแต่มันจะไม่มากไปหรือเจ้าคะ คุณหนูจะกินหมดได้อย่างไรไข่ตั้งหลายฟอง”
แม่นมจางรู้ดีว่าคุณหนูของนางนั้น กินข้าวประหนึ่งแมวดม นางเกรงว่าคุณหนูอาจไม่สบายท้องได้ หากกินจนมากไป
“หึๆ เอามาเถอะเจ้าค่ะ เรื่องนั้นข้าจะจัดการเอง ข้ารับแดดรอตรงนี้นะเจ้าคะ”
หญิงสาวเลือกที่จะสนใจดอกไม้ในมือแทน หลังจาดบอกถึงสิ่งที่ต้องการไปแล้ว ร่างกายผอมแห้งนี้ ต้องได้รับการบำรุง เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่อย่างนั้นผลก็แบบเดิม สำหรับนางแล้วความบอบบางนี้ มันแบนจนเกินไป
“เช่นนั้นรอบ่าวสักครู่เจ้าค่ะ”
แม่นมจางรีบไปทำตามที่คุณหนูต้องการ แม้ว่านางจะมีความสงสัย แต่ก็คือคำสั่งนาย มากความไปใช่เรื่องที่ดี คล้อยหลังของแม่นมจางไปแล้ว เสียงฝีเท้าที่เบาทว่าไม่เบาเกินไป สำหรับคนที่ฝึกฝนเรื่องการต่อสู้มาตั้งแต่ยังเล็ก หญิงสาวทำเพีนงชำเลืองมองเพียงเล็กน้อย
“คุณหนูรู้สึกเช่นไรขอรับ”
เป็นท่านหมอชูนั่นเอง ความที่โรคหัวใจของนางหายไปอย่างไรที่มา ทำให้ชายชราอยากที่จะศึกษาให้ถ่องแท้ ถึงสาเหตุความเป็นมา
“ท่านหมอหรือเจ้าคะ”
แค่กลิ่นยาที่ติดบนเสื้อผ้าของชายชรา มีหรือนางจะไม่รู้ว่าเป็นใคร แค่แสร้งถามไปอย่างนั้นเอง
“ขอรับ”
“ข้ารู้ดีขึ้นบ้างแล้วเจ้าค่ะ เพียงแค่ยังคิดว่าร่างกายของข้า อ่อนแรงเกินไปบ้างเท่านั้นเจ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยจบ ก็ยื่นมือไปวางบนโต๊ะ ด้วยรู้ดีว่าหมอชรา คงต้องการที่จะตรวจชีพจร และถามหาสาเหตุที่โรคหัวใจหายไป
“ล่วงเกินคุณหนูแล้วขอรับ”
ชายชราเห็นถึงนิสัยบางส่วน ที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว ก็ทำเพียงเก็บงำเอาไว้ในใจ โลกนี้มีวิชาสับเปลี่ยนใบหน้า แต่คุณหนูหลินนั้นหาใช่จะมีใครสับเปลี่ยนตัวได้โดยง่าย เพราะปานบนต้นแขน ที่มีแต่กำเนิดของนางยังคงอยู่
“สงสัยสิ่งใดถามมาเถิดเจ้าค่ะ ข้ารู้จะช่วยไขข้อข้องใจนั้นเอง”
หญิงสาวเบนใบหน้าไปสบเข้ากับดวงตาของท่านหมอ ที่ตอนนี้เงยหน้าจากข้อมือที่กำลังจับชีพจรนาง ขึ้นจ้องตอบกับคุณหนูสกุลหลิน
“ข้าเพียงงุนงง ว่าอาการเกี่ยวกับหัวใจของคุณหนู หายไปได้อย่างไรกันเท่านั้นขอรับ”
ชายชราเอ่ยถามออกไป อย่างตรงประเด็น เมื่อคนป่วยไม่คิดที่จะปล่อยเขาให้สงสัยมันนานไปกว่านี้
“มันมิได้หายไปที่ใดหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่ข้าผ่านอาการตื่นกลัวอย่างถึงที่สุดมาแล้ว มันเป็นแรงกระตุ้นให้หัวใจข้าเต้นถี่ระรัว จนสามารถควบคุมให้มันคงที่ได้ เมื่อรู้สึกปลอดภัยเท่านั้นเจ้าค่ะ ชีวิตข้ายังคงต้องดื่มยาบำรุงไปจนชั่วชีวิต เพียงแค่จะน้อยลงบ้างเท่านั้น แต่เพิ่มการบำรุงทางอาหารและการออกกำลัง พอดีข้าได้อ่านจากตำราไร้ที่มาเล่มหนึ่ง มันคล้ายสัจธรรมหนึ่งในชีวิตมนุษย์เจ้าค่ะ”
นางทมี่มาจากโลกยุคอนาคต รู้ดีว่านอกจากเปลี่ยนหัวใจดวงใหม่แล้ว ยากที่โรคหัวใจจะหายไปเอง แต่นี่คือความรู้ ที่คนยุคนี้ยังคงไปไม่ถึง ดังนั้นนางเลือกที่จะสร้างตำราทางการแพทย์ ขึ้นมาแต่ในนามของคนไร้ที่มา และใช้ลายมือของตนเองในยุคที่จากมา แม้หมึกจะยังดูใหม่มาก แต่มันก็มากพอที่นางจะใช้มันเอ่ยอ้าง แม้ว่าชายชราจะไม่เชื่อ แล้วอย่างไร...นางก็ถือว่ามอบความรู้ที่มีไว้ในตำรา ให้ชายชรานำกลับไปศึกษา หากเขาร่ำร้องหาตำรานั้นที่นางกล่าวถึง
“เจ้าจะสังหารข้าหรือ”สนมในชินอ๋อง เอ่ยถามออกมา ด้วยน้ำเสียงแหบโหย ใบหน้าของนางเวลานี้ เต็มไปด้วยความหวาดกลัวยิ่งนัก“แล้วข้าจะเก็บเจ้าไว้ทำไม ในเมื่อที่นี่คือบ้านของข้า ใครที่ล้วงล้ำเข้ามา ดดยที่ข้าไม่อนุญาต ย่อมหมดสิทธิ์ที่จะกลับออกไป”กร๊อบ! สิ้นคำเสียงกระดูกลำคอแตกร้าว ก่อนที่ร่างระหง จะร่วงลงสู่พื้น ต่อหน้าของลู่เฟิง ลู่จิ้งอ๋อง ทำเพียงเหลือบมองร่างไร้ลมหายใจ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว นี่นับว่าปราณีที่สุดแล้ว ให้ตายดีไม่ทรมาน เช่นที่มารดาของเขา ต้องเจ็บปวดเพราะสตรีผู้นี้ ทั้งทางกายและใจ“เจ้าคนสารเลว! เจ้าสังหารมารดาข้าได้อย่างไร หากเรื่องนี้ท่านพ่อรู้ จะต้องไม่ไว้ชีวิตเจ้าแน่นอน”“เขารู้กฎของข้าดี เป็นพวกเจ้าที่ล้ำเส้นข้าก่อน หากเขาอยากแก้แค้น ให้กับคนนอกสายเลือดอย่างเจ้า ข้าก็จะไม่ลังเล ที่จะทำให้เขากับข้า ไม่อาจเดินมาบรรจบกันได้อีกชั่วชีวิต”คำพูดของลู่จิ้งอ๋อง ทำให้คนที่ซ่อนกายอยู่ในเงามืด หมุนกายเดินจากไปเงียบ ๆ เพราะอยู่ต่อไป เขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ลู่หย่งไท้มีนิสัยทอดแบบเขาเกือบทุกอย่าง แต่เขาต่างหากที่ดวงตามืดบอด คิดว่าภรรยารักนอกใจ จึงไม่เคยใยดีต่อบุตรชายแท้ ๆ
กลางดึก ณ เรือนหอ ร่างงามในชุดเจ้าสาวอันโอ่อ่า ได้นั่งรอการมาของสามี เพื่อทำพิธีในห้องหอในเสร็จสิ้น ทว่าเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา มันไม่ใช่ที่นางคุ้นเคย แต่หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยหรือแสดงท่าทีใด ๆ นี่นางมั่นใจแล้ว ว่าสะสางทุกปัญหา เพื่อให้งานแต่งเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ดูเหมือนคราวนี้ จะไม่ใช่จากทางด้านของนางกระมัง เรื่องนี้นางควรปล่อยให้สามีเป็นคนจัดการ เพราะถ้าเป็นคนที่ตั้งใจ จะมาที่นี่ในเรือนหอ ก็เท่ากับเป็นการจงใจเปิดศึกกับสามีของนาง โดยมีนางเป็นตัวประกัน ร่างสูงก้าวมาหยุดยังหน้าประตูบานใหญ่ ที่เป็นห้องหอของพี่ชายต่างมารดา มือหนายกขึ้นวางทาบบนประตู เพื่อจะผลักมันให้เปิดออก หมับ! ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ออกแรง ไหล่ของเขาถูกกระชากอย่างแรง จนร่างสูงใหญ่ กระเด็นออกไปไกล “เจ้าคิดทำสิ่งใด ลู่เฟิง” น้ำเสียงเย็นเยียบ เอ่ยถามน้องชายต่างมารดาออกไป นั่นทำให้ท่านอ๋องน้อย รู้สึกคลั่งแค้น ยิ่งเห็นตลอดร่างสูงใหญ่ของพี่ชาย สวมชุดเจ้าบ่าว ใจของเขายิ่งร้อนรุ่มไปด้วยความริษยา เขาคือโอรสที่บิดโปรดปราณ แต่ทำไมทุกสิ่งอย่างเขาจึงไม่เคยได้เทียบเท่า กับคนตรง
“ลาก่อนเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า หวังว่าเรื่องในวันนี้ จะเป้นของขวัญชิ้นสุดท้าย ที่ข้าจะมอบให้ และเราทุกคนจะไม่ข้องแวะใด ๆ กันอีกต่อไป” จ้าวหนิงเอ่ยกับอดีตแม่สามี ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ เยี่ยงผู้ได้รับการอบรมมาดี นางกับคนที่นี่ เสมือนคนแปลกหน้ากันมานานแล้ว คงมีเพียงเจียงจีชินเท่านั้น ที่นางยังให้ความใส่ใจและรักดั่งน้องสาวแท้ ๆ “เจ้ากำลังจะทำลายสกุลเจียงของข้าหรือ” “ถามเขาสิ! ว่าอยากอยู่หรือไม่” จ้าวหนิง ยกหน้าที่ตัดสินใจ ให้แก่บุตรชายไปเสีย เพราะไม่มีใครจะห้ามความต้องการของใครได้ทั้งนั้น ต่อให้นางคือมารดาที่ให้กำเนิดก็ตาม “ข้ามีนามว่าเกาจู เป็นหมอประจำตัวของคุณหนูหลิน และข้าก็พอใจสำหรับหน้าที่ของข้า มิต้องการข้องแวะกับผู้ใดอีก” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันกลับไปประคองมารดา เพื่อพากลับออกจากบ้านอันร้อนระอุแห่งนี้ ก็แค่นรกบนดิน ที่คนนอกมองว่าเป็นสวรรค์ “แต่เจ้าคือหลานย่านะ” “สะสางปัญหาในบ้านท่านให้ดีขอรับ อย่าเพิ่งด่วนมาตัดสินใจเรื่องข้าหรืออื่นใดเลย” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ ทว่ามันกดลึกจนคนฟังสะดุ้ง มั
“ไม่จริง! พวกเจ้ากำลังรวมหัวกันกลั่นแกล้งข้า” หรูอันชิง เริ่มที่จะคุมสติไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม ที่กำลังกอดกับหลินมู่เสวี่ย ชายหนุ่มมีส่วนเหมือนสามีเกือบเจ็ดส่วน มันชัดเจนแล้วว่าเขาคือคนที่ตายแล้ว เพี๊ยะ! ใบหน้าของหรูอันชิง สะบัดตามแรงฝ่ามือของสามี มือเรียวยกขึ้นกุมใบหน้าเอาไว้ ก่อนจะสัมผัสกับรสเค็มที่มุมปาก เขากล้าลงมือกับนางอีกแล้วอย่างนั้นหรือ “สิ่งที่เห็นมันชัดเจนขนาดนี้ เจ้ายังจะบอกว่ามีคนกลั่นแกล้งอีกรหือ ความรักที่ข้าให้เจ้าไป มันไม่มีค่าสักนิดเลยหรืออย่างไร” ท่านกั๋วกงเอ่ยถามภรรยา ด้วยน้ำเสียงที่ร้าวลึก นานแค่ไหนแล้วที่นางเห็นเขาเป็นเพียงลาโง่ ที่จะจับจูงจมูกไปทิศทางใดก็ได้ ยอมแม้แต่ละทิ้งภรรยาหลักคนเดิม ที่ค้ำชูสกุลเจียงมานาน เพียงเพื่อสตรีผู้นี้ “ฮ่า ๆ ความรัก คนอย่างท่านรักใครเป็นเจียงซ่างจื่อ ท่านรักเพียงตัวเองเท่านั้น” หรูอันชิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับสามี พร้อมกับตอบโต้เขา ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ใช่! แล้ว นางไม่เคยซื่อสัตย์ต่อเขา แต่ถ้านางไม่ทำเช่นนั้น ตำแหน่งที่นางยืนอยู่ ทั้งชีวิตก็คงไม่มีโอกาสจะ
“เจ้าคิดว่าเข้ามาแล้ว จะได้กลับออกไปง่าย ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” หญิงสาวยกยิ้มหยัน นางรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ แผนการที่จะเริ่มในอีกไม่กี่วัน นางก็สามารถเลื่อนมันขึ้นมาได้เช่นกัน ในเสื่อเลือกเส้นทางนี้แล้ว ก็ต้องจบมันเสีย ใครจะอยู่จะตายก็ไม่เกี่ยวอันกับนาง “แล้วท่านกั๋วกง ไม่คิดว่าข้าเอง ก็เตรียมตัวมาแล้วเช่นกันรึ! เจ้าคะ” หญิงสาวยกขึ้นมือปลดผ้าคาดใบหน้าออก เผยให้เห็นความงามที่ถอดแบบมารดามา และหลายส่วนที่เหมือนกับชายตรงหน้า ใช่แล้วนางคือครึ่งหนึ่งของสกุลเจียง แต่นางไม่มีความจำเป็นต้องกลับมาที่นี่ เพราะมันคือนรกหาใช่บ้าน “เจ้า!” “คนอย่างข้า ถ้ากล้าที่จะเผชิญ ย่อมต้องมีสิ่งรองรับต่อผลที่กระทำเสมอ แล้วทุกคนที่นี่เล่า พร้อมแล้วหรือยัง” หญิงสาวกวาดสายตามองไปที่สมาชิกของจวนกั๋วกง คนพวกนี้จะแบกรับมันได้จริงหรือ ถ้าต้องรู้เรื่องบางอย่างขึ้นมาจริง ๆ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” “ก็หมายความว่า...นางมีหลักฐานตัวเป็น ๆ มายืนยันความชั่วของใครบางคนที่นี่” เป็นเจียงจีชิน ที่ก้าวเข้ามาในลาน พร้อมกับใครอีกคนที่สวมหน้ากาก และมีชา
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้ามีพี่ชายน้องชาย เพียงอย่างละหนึ่งเท่านั้น คำว่าพี่น้องหยอกเย้า หรือแม้แต่คำว่าครอบครัว สำหรับข้าแล้ว ย่อมหาใช่กับคนที่นี่ บางครั้งที่ข้านิ่งเฉยก็เพียบงไม่อยากเสียมารยาท สอดแทรกการสนทนาของผู้ใด แต่ถ้ายังเงียบอยู่ พวกท่านก้คิดเอาเองไปเสียทุกอย่าง เช่นนั้นข้าจะพูดให้มันจบไปเสียในตอนนี้ ว่าข้า หลินมู่เสวี่ยคือบุตรสาวแม่ทัพหลินมู่เฉียว น้องสาวของหลินเสวี่ยหลงคุณชายใหญ่สกุลหลิน และพี่สาวของหลินเสวียน คุณชายเล็กสกุลเสวียน บุตรสาวของมารดาจ้าวหนิง ธิดาจากสกุลพ่อค้าหลวง นี่คือชีวิตและตัวตนของข้า ฉะนั้นคำพูดอย่างไร้มูลของพวกท่าน ที่พยายามดึงข้าเข้าไปร่วม ข้าย่อมไม่อาจแบกรับมันเอาไว้”คำพูดของหญิงสาว สะกดให้ทุกคนนิ่งงัน นางกำลังมองว่าจวนกั๋วกง ไม่คู่ควรที่จะเป็นครอบครัว ไม่ยอมรับว่ามีสายเลือดเจียงในกาย ช่างเป็นหญิงที่โง่เขลานัก พวกเขาอุตส่าห์ให้ความสำคัญ ที่จะยกย่องนางเป็นบุตรสาวภรรยาเอกอย่างออกหน้า แต่นางกลับกล้าที่จะเดินเข้ามาในบ้าน แล้วบอกว่านางไม่เกี่ยวข้องอันใด กับคนในจวนเจียง“หลินมู่เสวี่ย บิดาข้ากับท่านปู่ท่านย่า ให้เกียรติเจ้ามากแค่ไหน ที่ยอมรับลูกที่ไม่อาจแน่ใจ ว่าใช่ส







