LOGINว่านอันอันตั้งใจจะให้ชื่อเจ้าของซานเหอมู่เย่เป็นของซ่งหมิง ส่วนตัวเองจะคอยดูแลเรื่องบัญชีและสนับสนุนเบื้องหลัง หนึ่งเพราะความรู้และฝีมือทางด้านนี้เขามีมากกว่าเธอ สองเพราะตัวเธอเองได้แอบวางเป้าหมายในธุรกิจเสื้อผ้าไว้ในอนาคตแล้ว คงไม่มีเวลาจะมาคอยสอดส่องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดแน่
เธอทิ้งหน้าที่ดูแลการปรับปรุงโรงงานให้เป็นของซ่งหมิง แล้วเรียกผู้หญิงในหมู่บ้านคนหนึ่งมาคุย เธอคนนี้มีชื่อว่า เหวินซิน เป็นหญิงสาวที่เพิ่งมาจากหมู่บ้านข้าง ๆ แต่งมาเป็นภรรยาของเด็กหนุ่มในหมู่บ้านนี้ เธอเรียนจบมัธยมต้นมาพออ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง
เมื่อได้ยินว่าที่นี่รับสมัครคนงานสามีเธอที่เพิ่งถูกบีบให้ออกจากโรงไม้ใหญ่ในเมืองเทียนจินจึงมาสมัครงาน เธอเองก็ติดตามมาด้วย ว่านอันอันเห็นแววฉลาดเฉลียวจึงได้เข้ามาสอบถามว่าเธอสนใจทำงานเกี่ยวกับบัญชีไหม
แน่นอนว่าเหวินซินตกลงโดยเร็ว เพราะต้องคอยดูแลลูกจึงไม่สามารถหางานไกลบ้านได้ หากได้งานใกล้บ้านที่เดียวกับสามี ก็ไม่มีอะไรให้ต้องปฏิเสธ ว่านอันอันจึงวางเธอไว้ในตำแหน่งผู้ช่วยนักบัญชี
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ส่วนของอาคารโรงไม้ที่ต้องปรับปรุงต่อเติมก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยยึดถือการแบ่งสัดส่วนที่เหมาะสมและพื้นที่เก็บข้าวของอย่างเป็นระเบียบเช่นเดียวกับโรงไม้หมู่ซาน ส่วนไหนต้องแบ่งหน้าที่และสอนงานก็เป็นไปได้ด้วยดี ซานเหอมู่เย่ จึงได้ฤกษ์เปิดกิจการในที่สุด ประทัดสีแดงพวงใหญ่ถูกจุดอย่างครื้นเครง คนที่มีเวลาว่างของหมู่บ้านทูวาต่างก็มามุงดูด้วยความสนุกสนาน
เห็นโรงเก็บผลผลิตเก่าเก็บกลายมาเป็นโรงงานไม้ที่ใหญ่โตสวยงามแปลกตาก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ป้ายไม้อันใหญ่แกะสลักด้วยตัวอักษรงดงามแข็งแรงเฉียบคมของซ่งหมิงดูมีพลังจนผู้คนชี้ชวนกันดูด้วยความประทับใจ
งานฉลองเริ่มต้นขึ้นและจบลง ทว่าความมีชีวิตชีวาในโรงงานซานเหอมู่เย่กลับทวีความร้อนแรงมากกว่าเดิม พวกเขาได้เริ่มวางแผนการผลิตชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ยาวแปลงร่างได้กันแล้ว ว่านอันอันได้ลงทุนซื้อไม้และเครื่องมืออุปกรณ์ทั้งหมดมาเรียบร้อย ทั้งหมดประมาณห้าหมื่นหยวน ซึ่งเป็นค่าเครื่องมือไปมากกว่าครึ่ง แต่อย่างไรสิ่งเหล่านี้ก็จำเป็นและใช้ได้อีกนาน เธอจึงไม่ติดใจอะไรและลงทุนอย่างกล้าหาญ
ไม่นานเสียงพูดคุยก็หายไป กลายเป็นเสียงเลื่อยไม้ ตัดไม้ ขัดเนื้อไม้ ตอกตะปูเข้ามาแทนที่ ทุกคนต่างทำงานกันอย่างมีความสุข ความเร็วในการทำงานจึงไวกว่าที่คิด ซ่งหมิงได้วางตัวซางเจ๋อเป็นหัวหน้าช่างใหญ่ของที่นี่ และคอยสอดส่องดูแลรายละเอียดของผลงานไปด้วยกัน
ซางเจ๋อเองประทับใจในตัวเถ้าแก่หนุ่มคนนี้มาก ทั้งมีความสามารถและถ่อมตัว ทว่าก็กล้าพูดกล้าตัดสินใจ ไม่หวงความรู้ งานแกะสลักอันเป็นเอกลักษณ์ของเขานั้นยังสอนให้หนึ่งในคนจากหมู่ซานด้วยความยินดี
เวลาผ่านไปโต๊ะแปลงร่างตัวแล้วตัวเล่าก็ถูกผลิตออกมาสำเร็จเรื่อย ๆ คุณภาพสินค้าที่ผ่านมือช่างไม้มากประสบการณ์และมากฝีมือออกมาดูดีกว่าต้นแบบมาก ยิ่งได้ขัดเงาเนื้อไม้และลงเคลือบเงายิ่งดูแพงและน่าทึ่งไปใหญ่
เหล่าชายฉกรรจ์บางคนในหมู่บ้านบางคนได้ยินเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการของโรงไม้ก็พากันลาออกจากที่ทำงานเดิมและมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่ จนตอนนี้มีพนักงานในโรงไม้ประมาณสามสิบคน ซึ่งว่านอันอันก็หยุดรับคนเพียงเท่านี้ก่อน จนกว่าจะถึงเวลาขยับขยายส่วนผลิตที่เหมาะสมอีกครั้ง
บรรยากาศในโรงงานเป็นไปได้ดีมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคุณลุงทั้งหลาย
“เหลาเหอ พรุ่งนี้วันหยุดของแกใช่มั้ย” ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีหนวดเฟิ้มถามเหอจื้อเฉียง
“ใช่แล้ว ของแกหยุดต่อจากฉันนี่ วางแผนนอนหลับทั้งวันเลยล่ะสิ”
“เฮ้อ ว่าก็ว่าเถอะ ฉันเองไม่ได้อยากหยุดเลย ทำงานทุกวันแบบนี้ค่อยรู้สึกมีแรงหน่อย นอนอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี”
“ฮ่า ๆ ๆ ฉันก็เหมือนกัน แต่ทำยังไงได้ แม่หนูอันอัน... ไม่สิ เถ้าแก่เนี้ยอันอันบังคับชัดเจนว่าทุกคนต้องมีวันหยุด อยู่กับครอบครัวและใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นบ้าง ไม่อนุญาตให้ก้มหน้าก้มตาทำงานจนเสียสุขภาพ ดูสิ พูดขนาดนี้ใครจะไปปฏิเสธไหว”
“แต่วันก่อนเหมือนพ่อหนุ่มจากโรงงานหมู่ซานแอบมาทำงานแล้วโดนจับได้ ถูกเรียกไปอบรมอยู่นานก่อนจะหิ้วกระเป๋ากลับบ้าน คอนี้ตกแทบจะติดพื้น”
สองชายสูงวัยพูดคุยหัวเราะกันในเวลาพัก ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายไม่เหมือนครั้งแรกก่อนทำงานที่ดูหม่นหมองไร้พลังอีกแล้ว
พวกเขาเองแต่ก่อนก็เคยมีช่วงเวลาหนุ่มที่ต้องทุ่มเททำงานหนัก ภายหลังเมื่ออายุมากขึ้นก็ถูกที่ทำงานปฏิเสธและรับคนหนุ่มเข้ามาแทน จึงต้องกลับมารับจ้างทั่วไปอยู่ในหมู่บ้าน คอยดูแลบ้านและดื่มเหล้าสังสรรค์พูดคุยแต่เรื่องอดีตไปวันวัน ปล่อยลมหายใจทิ้ง ห่างไกลความเป็นวัยเยาว์ไปทุกที ใช้ชีวิตไปเพื่อรอลูกหลานส่งเงินมาให้และรอความตาย
กระทั่งได้มีโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง... จึงได้ราวกับมีชีวิตใหม่
ความรู้สึกตอนที่ได้ก้าวขาออกจากบ้านไปทำงานครั้งแรกหวนกลับมา การหาเงินให้ครอบครัวได้ด้วยตัวเองอีกครั้งเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกมันทั้งซาบซึ้ง ภูมิใจและอิ่มเอม
ซานเหอมู่เย่ ช่างเป็นสถานที่วิเศษสำหรับพวกเขาเหลือเกิน
ความจุกและคับแน่นที่แล่นปราดทำให้ว่านอันอันตัวกระตุกอ่อนแรงเกาะอยู่บนตัวเขา“อ่าส์... ไม่ได้ทักทายกันนาน แน่นไปหมดเลยนะครับที่รัก...”ชายหนุ่มทำหน้าเหยเกเพราะถูกบีบรัดแน่นจนเกือบระเบิดในทันทีที่เข้าไปแล้ว เขาผ่อนลมหายใจครางเสียงต่ำข้างใบหูกลม ภรรยาตัวน้อยไม่ตอบเขาแต่กลับงับเข้าที่ใบหูเขาแทนไม่พอยังเป็นฝ่ายขยับสะโพกกดเข้าหาตัวตนของเขาอย่างซุกซนด้วยความเสียวซ่านที่ห่างหายไปนานทำให้ชายหนุ่มกัดฟันกรอด สองมือกุมสะโพกผายแน่นแล้วจับเธอตอกตรึงเข้ากับอาวุธแข็งของเขาทันที“อ๊ะ อ๊า อ๊าย”การสอดใส่ของเขาแทบจะเข้าสุดออกสุดแต่กลับแรงหนักหน่วงทุกการตอก ว่านอันอันทำได้แต่ครางไม่เป็นภาษากอดเขาไว้ให้แน่น ของเหลวจากเธอและเขาหลั่งออกมาผสมปนเปกันจนหยดย้อยลงสู่พื้น ให้เสียงน่าอายดังในบ้านพักกว้างด้วยแจ๊ะ แจ๊ะ แจ๊ะ“อืม.... อ่าส์...”เสียงครางต่ำของสามียิ่งทำให้ว่านอันอันฮึกเหิมชอบใจ วาดมือข่วนแผ่นหลังเขาเบา ๆ อย่างยั่วเย้า แถมยังเลียไปตามลำคอแกร่งขบเม้มเพิ่มความเร่าร้อน สติทั้งหมดของซ่งหมิงพลันปลิวหาย เหลือเพียงความดิบเถื่อนตามสัญชาตญาณผู้ชายเขาจับร่างบางลงที่โซฟา ให้เธอยืนจับพนักพิงส่วนเขาแทรกเข้าด้านห
ช่วงนี้ซ่งหมิงมีเรื่องกลุ้มใจมาก ๆ อยู่... “อันอันครับ...” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกภรรยาพร้อมกับมือใหญ่ที่เอื้อมไปคว้าเอวคอดนุ่มนิ่ม รั้งคนงามมามอบจุมพิตแสนหวานสองร่างบนเตียงนอนบดเบียดเข้าหากัน สร้างความรุ่มร้อนทั่วสรรพางค์กาย แต่ก่อนจะก้าวไปถึงขั้นตอนถัดไป เสียงเคาะประตูรัวเร็วด้านนอกก็ดังขัดจังหวะก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ“คุณพ่อคร้าบ !! เสี่ยวเป่ามาแย้ว”“คุณแม่ขา !! เสี่ยวเป้ยก้อมาค่า”เสียงลูกน้อยทั้งสองเจื้อยแจ้วอยู่หน้าประตูห้องทำให้สามีภรรยาที่กำลังจะก่ายกันอยู่บนเตียงถอนหายใจแล้วมาเปิดประตูให้ สองฝาแฝดจอมแสบรีบวิ่งขึ้นเตียงใหญ่แล้วกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงทันทีคนเป็นแม่กอดอกอมยิ้ม ดุลูกอย่างไม่จริงจังนัก“ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”เสี่ยวเป่าเสี่ยวเป้ยในวัยสี่ขวบหยุดกระโดดแล้วล้มตัวนอนบนเตียงทันที“อยากนอนกับคูมแม่ค่า” สาวน้อยใบหน้ากลมป่องพูดด้วยน้ำเสียงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ลง เช่นเดียวกับพี่ชายของเธอ“อยากนอนกับคูมพ่อด้วย”สรุปแล้วคืนนี้สี่คนพ่อแม่ลูกก็ได้นอนด้วยกันอีกคืน... ใช่แล้ว ตั้งแต่เด็กสองคนนี้เริ่มพูดได้เดินได้ก็ไม่ค่อยยอมนอนในห้องของตัวเอง แต่วิ่งโร่มาขอนอนกับพ่อแม่แทบทุกคืน ช่วงแร
เพียงเท่านั้นเจียงรุ่ยก็ตัวชาวาบ นั่งหลังตรงขึ้นมาทันที อวี่หังเองก็ใส่ไฟเพิ่มอย่างสนุกสนาน“ที่นายไปดื่มชากับเธอไม่สังเกตเลยเหรอ ว่าวันหนึ่งเธอได้ดอกไม้เอย ของขวัญเอยกี่ชิ้น”เจียงรุ่ยไม่ได้สังเกตจริง ๆ ทุกครั้งที่ไปดื่มชากับหยาเหวินเขาก็เอาแต่สนใจเธอคนเดียวเท่านั้น จะมีสติไปสำรวจรอบร้านตอนไหนว่ามีดอกไม้ของขวัญอะไรด้วย เพื่อนทั้งสองคนกลัวว่าเจียงรุ่ยจะไม่เชื่อจึงพาเขาไปแอบมองที่ร้านสาขาในเวลาทำงานตรงนั้นหยาเหวินกำลังอธิบายการชงชาแต่ละชนิดให้พนักงานฝึกหัดฟังอยู่ ข้าง ๆ นั้นยังมีชายหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งสวมชุดวิศวกรยืนมองเธอพูดเจื้อยแจ้วด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม ด้านข้างพวกเขายังมีดอกไม้ช่อใหญ่วางอยู่ ชัดเจนว่ามีคนให้หยาเหวินมาความไม่มั่นคงที่พุ่งพรวดเข้ามาในใจทำให้เจียงรุ่ยแตกตื่นทันที ความเปรี้ยวขมในอกนี้ยากจะอธิบาย“แล้วนี่... จะทำยังไงดี...”“สารภาพรักซะสิ เอาให้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าเขา” อวี่หังแนะนำอย่างมั่นใจ“แล้วต้องหาสถานที่ดี ๆ ด้วย จะให้ใครไปขัดจังหวะไม่ได้” ซินเหยาเสริมและนั่นก็เป็นที่มาของงานเลี้ยงที่บาร์หรูแห่งหนึ่งในเวลาถัดมา ในโซนส่วนตัวมุมหนึ่งคนสี่คนซึ่งได้แก่ หยาเหวิน เจีย
เจียงรุ่ยเป็นผู้ชายบ้างาน...นั่นคือคำที่คนรอบตัวเขานิยามให้เป็นเสียงเดียวกัน ชายผู้หลงใหลในการทำการค้าและธุรกิจนี้แทบไม่เคยถูกสะกิดต่อมความรัก เรียกตามตรงว่าเป็นพวกตายด้าน ตัวเจียงรุ่ยเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งเขาจะเริ่มมีความรู้สึกแปลก ๆ กับหญิงสาว เขามองเธอเปล่งประกายกว่าคนทั่วไป ทั้งยังดีใจที่ได้พูดคุยกับเธอแต่กว่าจะรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าชอบ มันก็สายไปแล้วเธอแต่งงานแล้วเจียงรุ่ยจึงทุ่มเทสมองและกายใจให้กับงานอีกครั้งเพื่อลบความรู้สึกหนักอึ้งในใจนี้ออกให้หมด แล้ววันหนึ่งว่านอันอันก็ส่งใครบางคนเข้ามาในชีวิตเขาเธอชื่อว่าหยาเหวิน...“สวัสดีค่ะ คุณเจียงรุ่ยใช่มั้ยคะ ฉันหยาเหวิน มาช่วยดูร้านฉาหยูเถียนสาขาใหม่ค่ะ”“ผมเจียงรุ่ยครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”ทั้งสองทักทายกันอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งคุยเรื่องงานกันอย่างจริงจัง ตอนนี้เทียนหงต๋ามีแผนเปิดร้านฉาหยูเถียนทั้งหมดห้าสาขาในเมืองเซี่ยงไฮ้ หยาเหวินที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลของฉาหยูเถียนจึงเดินทางมาดูงานด้วยตัวเองเรื่องสถานที่และการตกแต่งภายในร้านต่างก็คงรูปแบบเดียวกับร้านหลักทั้งหมดเลยไม่มีปัญหา ทั้งขนมและชาก็เป็นของคุณภาพดี หยาเห
แต่เขาก็ไม่คิดว่าโอกาสนั้นจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา“สวัสดีครับ ผมชื่อฉินเซ่า เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ เพิ่งย้ายมาจากปักกิ่งครับ”เสียงปรับมือและเสียงกรี๊ดกร๊าดเบา ๆ จากครูสาวมากมายดังต้อนรับเขา แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่คนคนเดียว ซึ่งพยายามหลบหน้าหลบตาเขาอยู่ หลังจากนั้นแม้เขาจะพยายามเข้าไปพูดคุยกับเธอกี่ครั้งเธอก็เอาแต่หนีไม่ก็หลบหน้า บุคลิกยังดูแปลกไปไม่น้อย ไม่มั่นใจในตัวเองและเงียบ ๆ ไม่เปล่งประกายเหมือนวันแรกที่พวกเขาพบกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังชอบเธออยู่ดีฉินเซ่ามั่นใจว่าสายตาของเธอเป็นสายตาของคนที่สนใจกันอยู่บ้าง แต่เธอเอาแต่แอบมองเขาอยู่ห่าง ๆ อย่างนี้จนเขาเริ่มทนไม่ไหว อยากจะเข้าไปถามไถ่ว่าเธอไม่สบายใจตรงไหนให้รู้แล้วรู้รอดแต่แล้ววันหนึ่งเธอก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำตัวเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร หลินลี่จูก็มาโรงเรียนด้วยชุดสวยแปลกตาชุดหนึ่ง ที่เขามารู้ทีหลังว่าเป็นยี่ห้อของห้องเสื้อเสียนฮวาสุดหรูที่กำลังโด่งดัง บรรยากาศรอบตัวเองก็เปลี่ยนไปเปล่งประกายสดใสเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกันทั้งรอยยิ้มงดงามความมั่นใจเปี่ยมล้นและดวงตาระยิบระยับคู่นั้นเสียงพูดคุยถึงเธอก็เริ่มเ
หลินลี่จูเป็นลูกสาวคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านทูวา แม้จะไม่มีแม่ แต่ผู้เป็นพ่อก็เลี้ยงดูทะนุถนอมเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี เธอจึงเติบโตเป็นเด็กหญิงที่มีความมั่นใจ สดใส ร่าเริง คนในหมู่บ้านไม่มีใครไม่ชอบเธอเจอหน้าต่างก็มอบคำชมและขนมให้เสมอ ยิ่งมีลูกพี่ลูกน้องอย่างปิงปิง ลู่ลู่ คอยให้ท้าย หลินลี่จูตัวน้อยยิ่งเชิดคอสูงถึงสวรรค์ทะนงตัวเย่อหยิ่งเป็นที่สุด ทว่าคนเรายิ่งโตขึ้นจึงได้รู้ว่าโลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดสังคมที่เธอเข้าเรียนและสังคมการทำงานในโรงเรียนต่างกดขี่ศักดิ์ศรีของเธอด้วยคำว่า ‘บ้านนอก’ หลินลี่จูถูกหญิงสาวชาวเมืองใหญ่เหล่านั้นรังเกียจเพราะไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีเงินทอง ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่ง เธอจึงเกลียดพวกคนชนชั้นสูงและเศรษฐีจนไม่อยากเข้าใกล้ ยิ่งหากเจอคนที่เหยียดหยามผู้อื่นด้วยฐานะยิ่งไม่ชอบตั้งใจว่าถ้าจะคบเพื่อนหรือมีคนรัก ก็จะไม่คบพวกเศรษฐีหัวโตเด็ดขาดแต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกให้เธอได้พบกับว่านอันอันและใครอีกคนในวันเทศกาลฤดูร้อนบนถนนฮวาเจี๋ยแกร๊ก ๆ ๆ“เฮ้อ...”เสียงฟันเฟืองหมุนกระทบกันและเสียงถอนหายใจทำให้หลินลี่จูที่ต้องหันไปมอง เดิมทีเธอแค่หาสถานที่สงบหน่อยมารอปิงปิงกับลู
![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






