LOGINบรรยากาศภายในห้องทำงานลับอันแสนจะหรูหราอลังการและถูกปกปิดมิดชิดด้วยผนังไม้จันทน์หอมบุกำมะหยี่เก็บ
บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ของฮองเฮาไป๋ลี่ถิงในยามบ่ายคล้อยนั้น ช่างแตกต่างจากความตึงเครียดในท้องพระโรงมังกรทองเมื่อช่วงเช้าอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมกำจายของกำยานไม้กฤษณาชั้นเลิศที่สั่งทำพิเศษจากร้านกิจการบุปผาสวรรค์โอสถลอยอวลไปทั่วทุกซอกมุมของห้อง ผสมผสานกับกลิ่นกระดาษสาและกลิ่นหมึกหอมที่คุ้นเคย มันคือกลิ่นแห่งความมั่งคั่งที่ช่วยชโลมจิตใจของสตรีผู้รักเงินทองยิ่งชีพให้สงบลงได้อย่างน่าประหลาด แสงแดดสีทองอ่อนจางสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย ทาบทับลงบนกองสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายที่วางเรียงรายเป็นระเบียบประดุจกำแพงป้อมปราการขนาดย่อมไป๋ลี่ถิงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หอมบุนวมผ้าไหมสีแดงเพลิง ท่วงท่าของพระนางในยามนี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายทว่าแฝงความหยิ่งผยองและกวนประสาทอยู่ในทุกอณู ขาทั้งสองข้างไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ปลายเท้าที่สวมรองเท้าปักดิ้นทองกระดิกไปมาเป็นจังหวะเพลงรื่นเริงในหัว เบื้องหลังของพระนางคือไคเซอร์ องครักษ์เงาหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำขลับประดุจปีกกาและนัยน์ตาสีแดงฉานดั่งโลหิต เขายืนกอดอกพิทักษ์ความปลอดภัยอยู่อย่างเงียบเชียบและซื่อสัตย์ประดุจรูปสลักหินที่ไร้ลม
บรรยากาศยามเช้าตรู่ภายในพระบรมมหาราชวังแห่งแคว้นต้าจงนั้น ควรจะเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความมั่งคั่ง หลังจากมหกรรมการกวาดล้างขุนนางกังฉินและยึดทรัพย์เข้าคลังหลวงผ่านพ้นไป ทุกตารางนิ้วของพระราชวังดูเหมือนจะถูกขัดเกลาจนส่องประกายสีทองอร่าม ทว่าความสงบสุขที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นประดุจฟองสบู่สีรุ้ง กลับต้องแตกสลายลงอย่างกะทันหันด้วยเสียงฝีเท้าของม้าศึกที่ควบตะบึงฝ่าความเงียบเข้ามาอย่างบ้าคลั่งม้าเร็วจากชายแดนทิศอุดรวิ่งกระหืดกระหอบผ่านประตูวังชั้นนอกเข้ามา ร่างกายของม้าศึกตัวนั้นอาบไปด้วยเหงื่อจนขนเปียกลู่ น้ำลายฟูมปากประดุจเพิ่งวิ่งหนีมัจจุราชมาเจ็ดวันเจ็ดคืนติดต่อกัน ทหารม้าผู้ทำหน้าที่ส่งสารกระโดดลงจากหลังม้าทั้งที่ยังไม่ทันจอดสนิท ร่างของเขากลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นหินอ่อนขัดมัน ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นมาด้วยสภาพสะบักสะบอม เขารีบชูม้วนกระดาษที่ประทับตราครั่งสีแดงสดขึ้นเหนือศีรษะ พลางตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบแห้งจนแทบขาดใจเพื่อขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้และฮองเฮาเป็นการด่วนภายในท้องพระโรงมังกรทองที่เพิ่งจะเริ่มการประชุมเช้า ขุนนางทั้งหลายต่างพากันชะเง้อคอมองม้วนสารสีแดงในม
บรรยากาศภายในท้องพระคลังหลวงของแคว้นต้าจงในยามสายของวันนี้นั้น ช่างอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งที่หอมหวานเสียยิ่งกว่าดอกไม้สวรรค์พันปี กลิ่นของโลหะมีค่าที่ถูกขัดเกลาจนเงาวับ กลิ่นของกระดาษข่อยชั้นดีที่บันทึกตัวเลขรายรับ และกลิ่นของหมึกชั้นเลิศ ผสมผสานกันกลายเป็นน้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงรู้สึกเบิกบานใจจนแทบจะลอยขึ้นไปบนเพดาน พระนางประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หอมบุนวมกำมะหยี่สีแดงสด ขาทั้งสองข้างไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ท่วงท่าการนั่งนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและกวนประสาทประดุจเถ้าแก่เนี้ยผู้กุมชะตากรรมของเศรษฐกิจทั้งแผ่นดินเอาไว้ในกำมือดวงตากลมโตที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเลนส์กระจกกรอบทองคำบริสุทธิ์ กวาดไล่เรียงไปตามตัวอักษรสีหมึกบนหน้ากระดาษบัญชีรายรับรายจ่ายของแคว้น ทุกตัวอักษรที่บันทึกตัวเลขผลกำไรมหาศาลนั้น เปรียบเสมือนตัวโน้ตดนตรีอันแสนไพเราะที่กำลังบรรเลงเพลงขับกล่อมจิตวิญญาณแห่งความตระหนี่ถี่เหนียวของพระนางให้พองโต นิ้วเรียวขาวผ่องที่มีปลอกเล็บทองคำสวมอยู่ ขยับปัดลูกคิดรางไม้แกะสลักไปมาด้วยความเร็วที่เหนือชั้นจนเกิดเสียงดังก๊อกแก๊กสม่ำเสมอ เสีย
สายลมยามเหมันต์ที่เคยพัดพากลิ่นอายของความตึงเครียดและคาวเลือดจางหายไปจากแผ่นดินต้าจงจนหมดสิ้น บรรยากาศเหนือเมืองหลวงในยามนี้ช่างปลอดโปร่งและสว่างไสวประดุจกระจกทองเหลืองที่ได้รับการขัดเกลามาอย่างดีเยี่ยม หลังจากพายุลูกใหญ่แห่งการกวาดล้างและชำระบัญชีแค้นได้พัดกระหน่ำผ่านพ้นไป ราชสำนักที่เคยเน่าเฟะและเต็มไปด้วยเหลือบไรที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อราษฎร บัดนี้กลับสะอาดสะอ้านหมดจดเสียจนหากมีผู้ใดเผลอทำเศษก้อนเงินหล่นลงบนพื้นหินอ่อนในท้องพระโรง ก็คงไม่มีขุนนางหน้าไหนกล้าก้มลงไปเก็บแม้แต่หางตาการกวาดล้างตระกูลซุนและเครือข่ายขุนนางฉ้อฉลครั้งประวัติศาสตร์นั้น เปรียบเสมือนการถอนรากถอนโคนต้นไม้พิษขนาดมหึมาที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงสว่างมานานนับทศวรรษ ขั้วอำนาจเก่าแก่ที่เคยวางก้ามข่มขู่ฮ่องเต้ ขุนนางเฒ่าหัวโบราณที่มักจะอ้างจารีตประเพณีเพื่อกอบโกยผลประโยชน์เข้าจวนของตนเอง ตลอดจนพวกหน้าไหว้หลังหลอกที่คอยรับส่วยอยู่ตามประตูเมือง บุคคลเหล่านั้นต่างถูกกวาดต้อนลงสู่ขุมนรกแห่งการล้มละลายและถูกเนรเทศไปใช้แรงงานอย่างน่าอนาถ ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อของพวกเขาขึ้นมาอีก ราวกับว่าตัวตนของคนเหล่านั้นถู
ยามเฉินที่แสงตะวันเพิ่งจะสาดส่องพ้นขอบกำแพงเมืองหลวงต้าจง บรรยากาศรอบจวนตระกูลซุนอันกว้างใหญ่ไพศาลกลับไม่ได้ดูเงียบสงบเฉกเช่นยามรุ่งอรุณทั่วไป ทว่ามันกลับอึกทึกครึกโครมและเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายประดุจตลาดสดที่กำลังลดราคาเนื้อหมูครึ่งราคา กองกำลังองครักษ์เงาในชุดรัดกุมสีดำสนิทนับร้อยนาย ภายใต้การนำของไคเซอร์ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาทว่าเย็นชาประดุจน้ำแข็งพันปี กำลังยืนล้อมจวนตระกูลซุนเอาไว้อย่างแน่นหนาจนแม้แต่แมลงวันสักตัวก็ไม่อาจบินรอดออกไปได้ไคเซอร์ยืนกอดอกพิงเสาหินอ่อนหน้าประตูจวน นัยน์ตาสีแดงฉานทอดมองเจ้าหน้าที่จากกรมพระคลังนับสิบคนที่กำลังวิ่งวุ่นเข้าออกจวนประดุจมดงานที่กำลังขนเสบียงเข้าเนื้อรัง เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต่างมีเหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า ทว่ามือของพวกเขากลับขยับปัดลูกคิดรางไม้กันอย่างเมามันจนเกิดเสียงดังก๊อกแก๊กสลับซับซ้อนดังก้องไปทั่วบริเวณ พวกเขาได้รับพระราชเสาวนีย์สายฟ้าแลบจากฮองเฮาไป๋ลี่ถิงให้มากวาดล้างและยึดทรัพย์สมบัติทุกชิ้นที่อยู่ภายในจวนแห่งนี้ โดยมีคำสั่งกำชับอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่าห้ามปล่อยให้เหลือแม้แต่เศษฝุ่นที่มีมูลค่า"พวกเจ้าจง
คลื่นลมแห่งความโกลาหลระลอกใหม่ได้พัดกระหน่ำเข้าใส่เขตพระราชฐานชั้นในอย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งหญ้าแห้งในฤดูแล้ง ข่าวการสั่งประหารชีวิตล้างเจ็ดชั่วโคตรของตระกูลซุนอันยิ่งใหญ่ การริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าสู่ท้องพระคลังหลวง และการเนรเทศเครือญาติที่เหลือไปเป็นทาสใช้แรงงานที่ชายแดน ได้แพร่สะพัดปากต่อปากผ่านเหล่านางกำนัลและขันทีด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่านกพิราบสื่อสารที่ถูกฝึกมาอย่างดีที่สุดในใต้หล้าบรรยากาศในวังหลังยามนี้เต็มไปด้วยการจับกลุ่มซุบซิบและเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกตกใจ เหล่าสนมกำนัลที่เคยประจบสอพลอและหวังพึ่งพาใบบุญของตระกูลซุน ต่างพากันวิ่งวุ่นกลับตำหนักของตนเองเพื่อเก็บกวาดข้าวของและเผาทำลายจดหมายหรือของกำนัลใดๆ ก็ตามที่มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลซุนประทับอยู่ พวกนางกลัวจนหัวหดว่าตนเองจะถูกหางเลขและถูกจับโยนเข้าคุกหลวงไปด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เคยถูกตระกูลซุนกดขี่ข่มเหงต่างก็ลอบยิ้มและจุดธูปขอบคุณสวรรค์ที่ส่งฮองเฮาไป๋ลี่ถิงมาเป็นเทพพิทักษ์ความยุติธรรมผู้กวาดล้างขยะเปียกแห่งราชสำนักจนสะอาดสะอ้านทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกและความยินดีปรีดาที่ผสมปนเป
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







