LOGINท่ามกลางบรรยากาศภายในห้องหอรับรองที่ถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าแพรพรรณสีแดงมงคล อบอวลและตลบอบอวลไปด้วย
ท่ามกลางบรรยากาศภายในห้องหอรับรองที่ถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าแพรพรรณสีแดงมงคล อบอวลและตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งผัดหน้าชั้นเลิศราคาแพงระยับ ผสมผสานกับกลิ่นของน้ำปรุงดอกไม้สกัดเข้มข้นที่ไป๋ลี่ถิงทรงทุ่มทุนสั่งนำเข้าจากดินแดนต่างแคว้นอันห่างไกล เพื่อนำมาประโคมฉีดพ่นใส่ตำหนักรับรองในวันมงคลสมรสนี้โดยเฉพาะ เสียงเครื่องสายอย่างพิณและซอที่กำลังบรรเลงทำนองเพลงมงคลอันแสนจะอ่อนหวานและไพเราะเสนาะหู ดูเหมือนจะต้องดิ้นรนเปล่งเสียงดังแข่งกับเสียงรัวลูกคิดของเหล่าขันทีฝ่ายบัญชีนับสิบชีวิต ที่ยังคงนั่งหลังขดหลังแข็งคำนวณและนับจำนวนสินเดิมกันอย่างไม่หยุดหย่อน แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ทอประกายแสงสีทองอร่าม สาดส่องลอดผ่านช่องบานหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายดอกท้อ ตกกระทบลงบนร่างอรชรของสตรีผู้เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลในงานมงคลวันนี้ไป๋ลี่ซูนั่งนิ่งสงบประดุจรูปสลักหยกหิมะอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องบานใหญ่ คันฉ่องบานนี้ทำจากกระจกแก้วคริสตัลใสแจ๋วที่เจียระไนอย่างประณีตที่สุด สะท้อนภาพทุกกระเบียดนิ้วได้อย่างชัดเจนกระจ่างตา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นของวิเศษนำเข้าที่ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงทรงทุ่มงบประมาณกว้านซื้อมาเพื่อประด
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใสปราศจากเมฆหมอกของเมืองหลวงแคว้นต้าจง บรรยากาศในยามเช้าตรู่วันนี้ดูจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกโบตั๋นสายพันธุ์หายากที่ถูกสั่งนำเข้ามาประดับประดาทั่วทุกมุมถนน กลิ่นหอมนั้นลอยละล่องผสมผสานไปกับเสียงรัวกลองหนังวัวขนาดมหึมาที่ถูกตีจนสะเทือนเลื่อนลั่นดังกึกก้องไปถึงสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ทว่าสิ่งที่ทำให้ประชาราษฎรทั่วทั้งเมืองหลวงต้องตื่นตะลึงจนตาค้าง หาใช่เสียงดนตรีมงคลที่บรรเลงอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ แต่เป็นภาพของกองทัพข้าราชบริพาร ขันที และนางกำนัลนับพันชีวิต ที่กำลังวิ่งวุ่นจัดการเตรียมงานมงคลสมรสที่ยิ่งใหญ่และผลาญงบประมาณแผ่นดินมากที่สุดในรอบศตวรรษ มันคืองานวิวาห์ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อประกาศศักดาและตอกย้ำสัจธรรมที่ว่า การเป็นสตรีที่ฮองเฮาทรงโปรดปรานนั้น จะมีกินมีใช้ มีหน้ามีตา ไปยันชาติหน้าตอนบ่ายๆ อย่างแท้จริงณ ห้องโถงกลางของตำหนักคุนหนิงอันโอ่อ่าตระการตา ฮ่องเต้ฉินจื่อเสวียน โอรสสวรรค์ผู้ซึ่งบัดนี้ได้สลัดภาพลักษณ์มังกรหนุ่มผู้เคร่งขรึมและน่าเกรงขามทิ้งไปจนไม่เหลือซาก พระองค์ทรงประทับยืนอยู่กลางห้องด้วยท่าทีเบิกบานพระทัย ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดลำลองที่ตัดเย็บจากผ้าไห
แสงตะเกียงน้ำมันภายในห้องทำงานส่วนตัวของ ฉวนเฟินหาน ยังคงส่องสว่างวูบวาบ ล้อไปกับเงาของม้วนกระดาษรายงานที่กองพะเนินเทินทึกประดุจภูเขาเลากาที่ไม่มีวันถล่มลงมาได้ ในขณะที่โลกภายนอกและชาววังหลังกำลังสนุกสนานกับการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์บุปผาสวรรค์โอสถ หรือนั่งนับโบนัสทองคำกันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ตัดภาพมาที่กุนซือหนุ่มผู้เป็นมันสมองของแคว้นต้าจง เขากำลังอยู่ในสภาพที่หากใครเดินเข้ามาเห็นคงนึกว่าเห็นซากศพที่ยังขยับปากกาได้ฉวนเฟินหานนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เขาขยับตัว ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยคมคายบัดนี้ดูซูบตอบลงเล็กน้อย ขอบตาคล้ำเป็นวงกว้างประดุจสัตว์ตระกูลแพนด้าที่อดนอนมาสามฤดูกาล มือเรียวที่เคยถือพัดจีบสะบัดอย่างสง่างาม บัดนี้ถูกพันด้วยผ้าพันแผลเล็กน้อยเพราะอาการ "นิ้วล็อก" จากการเขียนร่างกฎหมายการค้าและการบริหารเศรษฐกิจติดต่อกันมาเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวัน"ภาษีการส่งออกผ้าไหม... ต้องปรับลดลงอีกเพื่อกระตุ้นความต้องการในแคว้นทางเหนือ..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าประดุจคนกินทรายเข้าไปแทนข้าว"ส่ว
สายลมยามเช้าที่พัดผ่านโถงท้องพระโรงใหญ่ในวันนี้ดูจะหอบเอาความกดดันมหาศาลมาด้วย บรรดาขุนนางเฒ่าชะตาขาดทั้งหลายต่างยืนเรียงแถวกันหน้าซีดเซียวพลางลอบสบตากันไปมา มือที่เหี่ยวย่นกำไม้เท้าและป้ายชื่อตำแหน่งไว้แน่นจนสั่นระริก ทุกคนต่างได้รับสัญญาณเตือนว่าวันนี้จักรพรรดิ ฉินจื่อเสวียน ผู้ซึ่งบัดนี้กลายเป็นติ่งเบอร์หนึ่งของฮองเฮาไปเสียแล้ว มีเรื่องสำคัญระดับสั่นสะเทือนปฐพีจะประกาศให้ทราบบนบัลลังก์มังกรอันสูงตระหง่าน ฉินจื่อเสวียนประทับนั่งในท่าทางที่ดูเคร่งขรึมทว่าแววตากลับเปล่งประกายความคลั่งรักออกมาอย่างปิดไม่มิด พระองค์ทรงสวมชุดมังกรเต็มยศที่ดูเนี้ยบกริบ (เพราะไป๋ลี่ถิงเพิ่งจะส่งไปซักแห้งด้วยน้ำยาถนอมผ้าสูตรพิเศษของบริษัทมาเมื่อวาน) ข้างวรกายของพระองค์ไม่ได้มีข้าราชบริพารคอยพัดวีเหมือนเก่า แต่มี ไป๋ลี่ถิง ในชุดหงส์เพลิงสีแดงเพลิงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานบุนวมอย่างดีที่สั่งทำมาเป็นพิเศษ พระนางกำลังก้มหน้าก้มตาจิ้มเครื่องคิดเลขไม้แกะสลักอย่างขะมักเขม้น ไม่สนใจสายตาขุนนางแม้แต่นิดเดียว"พวกเจ้าทั้งหลาย!" ฉินจื่อเสวียนแผดสุรเสียงกึกก้องจนโคมไฟระย้าบนเพดานสั่นกังวาน"ข
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างแกะสลักของตำหนักเฉียนชิง กระทบลงบนม้วนกระดาษบัญชีความยาวกว่าสามเมตรที่ทอดตัวยาวระนาบไปกับพื้นพรม ฉินจื่อเสวียน ฮ่องเต้หนุ่มผู้ปกครองแผ่นดินต้าจง ประทับนั่งอยู่บนตั่งทองคำ แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจผิวน้ำในฤดูหนาวบัดนี้เบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า พระหัตถ์ที่เคยถือดาบปราบศัตรูสั่นระริกขณะที่ไล่เรียงปลายนิ้วไปตามตัวเลขสีแดงและสีดำที่จดบันทึกอย่างเป็นระเบียบโดยระบบบัญชีคู่ของฮองเฮา"นี่มัน... นี่มันคือยอดกำไรสุทธิของเดือนเดียวจริงๆ หรือ?" ฮ่องเต้พึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าประดุจคนเพิ่งถูกหวยรางวัลที่หนึ่งร้อยใบซ้อน ตัวเลขผลประกอบการจากการขายผ้าไหมและสมุนไพรสกัดเข้มข้น พุ่งปรี๊ดทะลุเพดานคลังหลวงเดิมไปไกลลิบ หากเปรียบเป็นจรวดก็คงกำลังทะยานผ่านชั้นบรรยากาศมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ไปเรียบร้อยแล้วพระองค์กะพริบตาปริบๆ ลองใช้นิ้วขยี้ตาแล้วเพ่งมองใหม่อีกครั้ง เผื่อว่าตนเองจะพักผ่อนน้อยจนเห็นเลขศูนย์งอกออกมาเกินความจริง แต่เปล่าเลย ตัวเลขเหล่านั้นยังคงเด่นหรา ท้าทายอำนาจมืดและความยากจนที่เคยกัดกินงบประมาณกองทัพมานานหลายปี"กงกง! เจ้ามาดูนี่สิ! ข
แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองของพระราชวังต้องห้ามในวันนี้ ดูจะส่องประกายวิบวับเป็นรูปสัญลักษณ์สกุลเงินหยวนในสายตาของ ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสูงสุดแห่งบุปผาสวรรค์โอสถกรุ๊ป พระนางประทับยืนอยู่บนระเบียงสูงหินอ่อน มือเรียวบางข้างหนึ่งถือกล้องส่องทางไกลที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่จากเลนส์แกะสลักอย่างดี ส่วนอีกข้างหนึ่งถือสมุดจดบันทึกเล่มหนาที่หน้าปกเขียนว่า "แผนยุทธศาสตร์เพิ่มผลกำไรไตรมาสที่ 1"ไป๋ลี่ถิงกวาดสายตามองไปทั่วอาณาบริเวณวังหลังที่กว้างขวาง พระนางเห็นเหล่าสนมนางในนับร้อยนับพันชีวิตที่เดินเยื้องย่างไปมา บ้างก็นั่งถอนหายใจทิ้งที่ศาลาริมน้ำ บ้างก็นั่งร้อยมาลัยฆ่าเวลา หรือบ้างก็แอบหลบมุมนั่งสัปหงกอยู่หลังต้นโบตั๋น ภาพเหล่านี้ทำให้เลือดนักบริหารในกายของพระนางเดือดพล่านประดุจน้ำในหม้อต้มยาบอระเพ็ด"สูญเสีย... นี่มันคือการสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!" ไป๋ลี่ถิงพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะเทือนไปด้วยความเสียดาย"ดูพนักงานพวกนั้นสิไคเซอร์ มีมือมีเท้า มีสมองที่ใช้คิดแผนริษยาได้ซับซ้
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
ไป๋ลี่ถิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว สองมือของนางกุมขมับแน่น ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์เมื่อวานนี้ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำจากการอดนอนตลอดทั้งคืน สมองอันปราดเปรื่องของยอดนักขายมือทองระดับพระกาฬกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงประดุจกงล้อ
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







