LOGINจวบจนรุ่งสาง แสงอรุณสาดส่องผ่านช่องโหว่ของหลังคา ปลุกให้สรรพสิ่งมีชีวิตตื่นขึ้นจากนิทรา หยางจิ้งอวี่ลืมตาขึ้นในความเงียบ ดวงตาของนางกระจ่างใสไร้ซึ่งร่องรอยของความง่วงงุน
‘หรือว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน?’
นางครุ่นคิดในใจ แต่แล้วก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ความทรงจำเกี่ยวกับระบบแก้แค้นสุดเทพยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง
นางทดลองเรียกในใจอย่างเงียบๆ ‘ยังอยู่หรือไม่?’
[อรุณสวัสดิ์โฮสต์ที่รัก! ระบบผู้ยิ่งใหญ่พร้อมรับใช้ท่านเสมอ!]
เสียงที่ร่าเริงจนน่าขนลุกตอบกลับมาแทบจะในทันที ยืนยันว่าเรื่องประหลาดเมื่อคืนไม่ใช่จินตนาการของนางอย่างแน่นอน
จิ้งอวี่ถอนหายใจเบาๆ พลางยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า สายตาของนางกวาดมองไปรอบกาย ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของคนสองคนที่นอนหลับอยู่ไม่ไกล
แม้จะอยู่ในห้วงนิทรา แต่ร่างกายของคนทั้งสองก็ยังคงสั่นสะท้านเป็นพักๆ จากความหนาวเย็น ใบหน้าของพวกนางซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ผิวพรรณซีดเหลืองขาดเลือดฝาด ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกจะมีเสียงไอแห้งๆ ดังตามมาเป็นระยะ เป็นสัญญาณของร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดสารอาหารและตรากตรำทำงานหนักมานานหลายปี สภาพของพวกนางไม่ต่างอะไรจากตะเกียงที่ใกล้จะสิ้นน้ำมัน๑
ภาพนั้นทำให้หัวใจของจิ้งอวี่กระตุกวูบ ความรู้สึกหวงแหนและต้องการปกป้องซึ่งเป็นของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง
‘ร่างกายของพวกนางอ่อนแอเกินไป หากปล่อยไว้เช่นนี้ ต่อให้ข้ามีแผนการที่ดีเพียงใดก็คงไร้ประโยชน์’ นางครุ่นคิดอย่างเฉยชา ‘สิ่งแรกที่ต้องทำ คือฟื้นฟูสุขภาพของพวกนางให้กลับมาแข็งแรงเสียก่อน’
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ย่อมต้องใช้ยาบำรุงชั้นดีและอาหารเลิศรส ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องใช้เงิน หากว่าพวกนางไม่มีเลยแม้แต่อีแปะเดียว
ราวกับอ่านความคิดของนางออก เสียงในหัวก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
[ไอโย่ว โฮสต์ผู้มีจิตใจเมตตา ข้ามองเห็นความต้องการของท่านแล้ว ความกังวลของท่านย่อมเป็นความกังวลของข้า!]
น้ำเสียงที่แสร้งทำเป็นเข้าอกเข้าใจนั้นทำให้จิ้งอวี่รู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย
[ในร้านค้าระบบของข้ามียาสุดวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาของท่านได้ในพริบตา มันคือยาฟื้นฟูพลังระดับต้น หนึ่งเม็ดสามารถขจัดความอ่อนล้า ฟื้นฟูพลังกาย และรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างชะงัด]
ข้อเสนอของระบบช่างหอมหวานจนน่าเหลือเชื่อ เป็นสิ่งที่นางต้องการที่สุดในตอนนี้
หยางจิ้งอวี่จึงถามกลับในใจอย่างระแวดระวัง ‘ต้องใช้อะไรแลกเปลี่ยน?’
ในโลกของนาง ไม่มีอาหารกลางวันที่ไหนให้กินฟรี๒ ทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
เสียงของระบบเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
[แหม... โฮสต์ช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก เงื่อนไขนั้นง่ายแสนง่าย เพียงแค่ท่านเอ่ยชมข้าด้วยความจริงใจเท่านั้น!]
“...”
[เพียงแค่ท่านเอ่ยชมข้าว่าระบบช่างสุดยอดหาใครเปรียบ ข้าจะมอบยาฟื้นฟูพลังระดับต้นให้ท่านทันที 1 เม็ด เป็นอย่างไรเล่า? คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก]
คิ้วเรียวของจิ้งอวี่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
ให้ตายเถอะ นี่มันระบบอะไรกันแน่? บ้ายอเสียยิ่งกว่าขันทีเฒ่าในวังหลวงเสียอีก สำหรับนางที่เคยเป็นถึงนักฆ่าอันดับหนึ่ง ผู้ที่ไม่เคยต้องก้มหัวให้ใคร การที่จะต้องมาเอ่ยคำเยินยอเลี่ยนๆ เช่นนี้ มันน่าอัปยศยิ่งกว่าการถูกบังคับให้คุกเข่าเสียอีก
นางเหลือบมองไปยังพี่สาวที่กำลังไอจนตัวโยนอีกครั้ง...
ภาพความทรงจำที่หยางเสวี่ยอิงคอยแบ่งปันอาหารน้อยนิดให้นางเสมอ ภาพที่นางใช้ร่างเล็กๆ ของตนเองบังหิมะให้ยามฤดูหนาว ภาพเหล่านั้นล้วนฉายชัดขึ้นมาในหัว
จิ้งอวี่หลับตาลงช้าๆ ศักดิ์ศรีหรือ? ในสถานการณ์เช่นนี้มันจะมีค่าอะไรกัน
เมื่อต้องเผชิญกับทางเลือกสองทางที่เลวร้ายไม่แพ้กัน ก็จำต้องเลือกทางที่ส่งผลเสียน้อยที่สุด การเสียศักดิ์ศรีเล็กน้อยเทียบไม่ได้เลยกับสุขภาพ และความปลอดภัยของพี่สาว
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคนั้นออกมาในใจด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ระบบ... ช่างสุดยอดหาใครเปรียบ”
แม้จะไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ดูเหมือนว่าระบบจะไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
[ติ๊ง! ได้รับคำชมจากโฮสต์ ค่าความจริงใจ 75% ผ่านเกณฑ์ กำลังส่งมอบของรางวัล]
สิ้นเสียงนั้น ในห้วงความคิดของจิ้งอวี่ก็พลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีทองอันอบอุ่น แสงนั้นควบแน่นรวมตัวกันจนกลายเป็นยาเม็ดกลมๆ สีเขียวมรกตเม็ดหนึ่ง ก่อนที่มันจะปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางในโลกแห่งความเป็นจริง
หยางจิ้งอวี่เบิกตากว้าง จ้องมองโอสถในมือด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
ยาเม็ดนั้นมีขนาดเท่าเมล็ดเหลียนฮวา ส่งกลิ่นหอมสดชื่นราวกับสมุนไพรนับพันชนิดในยามเช้า พลังงานบริสุทธิ์แผ่ออกมาจากตัวยาจางๆ จนสัมผัสได้ จิ้งอวี่กำยาเม็ดนั้นไว้ในมือแน่น ดวงตาของนางทอประกายกล้าขึ้นมาอีกครั้ง
. . . . . .
ย่ำรุ่งของเช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับไอหมอกบางเบาและอากาศที่เย็นชื้นกว่าเดิม หยางจิ้งอวี่ตื่นขึ้นก่อนใครเพื่อน นางขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของพี่สาวและบ่าวคนสนิท
นางหยิบยาฟื้นฟูพลังระดับต้นออกมาจากอกเสื้อ กลิ่นหอมสดชื่นของมันยังคงชัดเจน การจะให้คนทั้งสองกินยาเม็ดนี้เข้าไปโดยไม่ให้เกิดข้อสงสัย จำเป็นต้องอาศัยความแนบเนียนอยู่บ้าง
จิ้งอวี่เดินไปยังมุมห้อง หยิบถ้วยชาที่บิ่นไปใบหนึ่งกับก้อนหินเรียบๆ ที่นางเก็บไว้ขึ้นมา นางค่อยๆ วางยาเม็ดลงในถ้วยแล้วใช้ก้อนหินบดขยี้มันอย่างเบามือที่สุด ยาเม็ดที่ดูแข็งกลับถูกบดเป็นผงละเอียดสีเขียวมรกตได้อย่างง่ายดาย กลิ่นหอมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ไม่นานนัก หลานจิงก็ตื่นขึ้นและออกไปก่อไฟเพื่อต้มโจ๊กสำหรับมื้อเช้า ซึ่งก็คือโจ๊กที่ใสราวกับน้ำล้างข้าวเช่นทุกวัน เมื่อหลานจิงนำโจ๊กสองถ้วยเข้ามาในห้อง จิ้งอวี่จึงรีบฉวยโอกาสนั้นทันที
นางแสร้งทำเป็นเดินโซเซเข้าไปหาพี่สาวที่เพิ่งจะลืมตาตื่น ก่อนจะยื่นมือที่กำผงยาไว้แน่นออกไปเบื้องหน้าคนทั้งสอง
“เจี่ยเจีย... หลานจิง... กิน... ยา...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงติดขัดเล็กน้อย แววตาดูสับสนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นบางอย่าง
หยางเสวี่ยอิงกับหลานจิงมองหน้ากันอย่างงุนงง
“ยาอะไรหรือ อาอวี่?” เสวี่ยอิงถามอย่างอ่อนโยน พลางประคองร่างน้องสาวให้นั่งลง “เจ้าไปเอายามาจากที่ใดกัน?”
“ใน... ในฝัน...” จิ้งอวี่ตอบช้าๆ พยายามปั้นเรื่องราวที่น่าเชื่อถือที่สุด “ท่านแม่... ท่านแม่มาเข้าฝัน... บอกว่า... มียาสมุนไพร... อยู่ใต้หมอน... บอกให้... พวกเรา... กิน...”
คำพูดที่กระท่อนกระแท่นของนาง ประกอบกับแววตาที่ดูซื่อตรง กลับทำให้เรื่องราวที่ดูเหลือเชื่อนี้มีความน่าเชื่อถือขึ้นมาอย่างประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับมารดาผู้ล่วงลับของพวกนาง
หยางเสวี่ยอิงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของน้องสาว นางก็ไม่อยากขัดใจ บางทีการที่น้องสาวเริ่มจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ อาจเป็นเพราะนางคิดถึงท่านแม่มากจนเก็บไปฝันก็เป็นได้ ดั่งคำกล่าวที่ว่า คิดเรื่องใดในยามตื่น ย่อมฝันถึงเรื่องนั้นในยามหลับ๓
“เช่นนั้นหรือ ดีจริงที่เจ้าเริ่มจำเรื่องราวต่างๆ ได้แล้ว” เสวี่ยอิงลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ “เอาเถิด ในเมื่อเป็นสูตรยาที่ท่านแม่บอก พวกเราก็จะกิน”
จิ้งอวี่แอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางค่อยๆ เทผงยาสีมรกตในมือ แบ่งครึ่งใส่ลงในถ้วยโจ๊กของพี่สาวและหลานจิงอย่างเท่าเทียมกัน ผงยานั้นละลายหายไปกับน้ำโจ๊กในทันที ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ที่กลมกลืนไปกับกลิ่นข้าวต้ม
ทั้งหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงต่างก็กินโจ๊กเข้าไปโดยไม่ลังเล แม้รสชาติจะแปลกไปเล็กน้อย แต่พวกนางก็ไม่ได้เอะใจอะไร
ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากที่โจ๊กถ้วยนั้นหมดลง . . .
หลานจิงซึ่งมักจะไอค่อกแค่กอยู่เสมอพลันรู้สึกว่าอาการคันระคายคอที่เรื้อรังมานานได้หายเป็นปลิดทิ้ง นางลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สามารถหายใจได้อย่างเต็มปอดโดยไม่รู้สึกเจ็บหน้าอก
“คุณหนูใหญ่!” นางอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง “อาการไอของบ่าว... หายไปแล้ว! หายไปจริงๆ เจ้าค่ะ!”
หยางเสวี่ยอิงเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน นางรู้สึกได้ถึงกระแสธารอันอบอุ่นสายหนึ่งที่แผ่ซ่านออกจากช่องท้อง ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทั่วทุกส่วนของร่างกาย ขับไล่ความหนาวเย็นและความอ่อนล้าที่เกาะกินนางมาแรมปีให้สลายไปสิ้น ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มปรากฏสีเลือดฝาดจางๆ ขึ้นมาให้เห็น
พวกนางทั้งสองมองหน้ากันด้วยความเหลือเชื่อ ก่อนจะหันไปมองหยางจิ้งอวี่เป็นตาเดียว แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและคำถามมากมาย
หยางเสวี่ยอิงรู้สึกราวกับมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางค่อยๆ คลานเข้าไปหาน้องสาว กุมมือนางไว้แน่น น้ำตาที่เก็บกลั้นไว้ไม่อยู่ไหลทะลักออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง
“อาอวี่... เจ้า...” เสียงของนางสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ “เจ้า... เจ้าจำเรื่องราวของท่านแม่ได้แล้วหรือ?”
หยางจิ้งอวี่มองสบตาพี่สาว นางเห็นภาพสะท้อนของตนเองในดวงตาที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตานั้น ชั่วขณะนั้นเอง หัวใจที่เคยด้านชาของนักฆ่าสาวก็พลันรู้สึกได้ถึงกระแสธารอันอบอุ่นที่ไหลเข้าสู่ใจเป็นครั้งแรก เป็นความรู้สึกที่นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต
ความอบอุ่นที่เรียกว่าครอบครัว . . .
นางไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ทำเพียงพยักหน้าช้าๆ หนึ่งครั้ง
และเพียงเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้หยางเสวี่ยอิงปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น นางโผเข้ากอดน้องสาวไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายไป
จิ้งอวี่ยอมให้นางกอดอย่างเงียบงัน นางยกมือขึ้นลูบหลังพี่สาวเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
ในใจของนางได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า นับจากนี้ไป คนผู้นี้คือครอบครัวของนาง คนที่นางจะต้องปกป้องไว้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม!
แสงอรุโณทัยสีทองคำสาดทอทะลุม่านเมฆครึ้ม ขับไล่พายุหิมะแห่งเหมันตฤดูที่บ้าคลั่งมาตลอดราตรีให้สงบลง ลานไท่เหอที่เคยขาวโพลนถูกย้อมด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นพรมแดงฉานตัดกับบันไดหยกขาว หยางเทียนเจ๋อยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงกู่ร้องถวายพระพรของกองทัพเฟยหลง’ที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวงจิงเฉิงชายหนุ่มหลุบตลงมองศีรษะของเจิ้งรุ่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวาก่อนสิ้นลม นัยน์ตาสีรัตติกาลของมังกรหนุ่มสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไร้ซึ่งความปีติยินดี มีเพียงความโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งตลอดสิบปีได้ถูกปลดเปลื้อง เขายื่นศีรษะอันไร้ค่าของอดีตทรราชส่งให้แก่หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่ที่คุกเข่ารอรับบัญชาอยู่เบื้องล่าง“นำหัวของมันไปเสียบประจานไว้เหนือเสวียนอู่เหมิน ปล่อยให้แร้งกาจิกกินเป็นอาหาร เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินต้าเจิ้ง” สุรเสียงทุ้มต่ำดังกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจ “ส่วนศพของทหารอวี้หลินและองครักษ์เงาที่ยอมจำนน จงปลดอาวุธและคุมขังไว้ก่อน รอการไต่สวน ห้ามผู้ใดเข่นฆ่าเชลยศึกหรือปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนกฎอัยการศึก ตัด
ทันทีที่รุ่ยอ๋องก้าวมายืนอยู่บนลานระเบียง บานประตูมังกรหน้าพระราชวังก็ถูกเครื่องกระทุ้งไม้ซุงขนาดใหญ่กระแทกจนพังครืนลงมา เสียงโห่ร้องของกองทัพเฟยหลงดังกึกก้อง ทหารชุดเกราะสีดำทะลักเข้ามาจัดกระบวนทัพปิดล้อมลานไท่เหอไว้อย่างมิดชิด ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่ท่ามกลางกองทัพที่แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง บุรุษหนุ่มบนหลังอาชาสีนิลควบเหยาะย่างเข้ามาอย่างสง่างาม หยางเทียนเจ๋อในชุดเกราะเกล็ดมังกรเปื้อนโลหิต นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองผู้เป็นอาแท้ๆ ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจชิงชังอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งรุ่ย หมากกระดานนี้เจ้าถูกรุกฆาตแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้าง “ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้แก่เจ้า”“สามหาว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” รุ่ยอ๋องชี้กระบี่สั่นระริกไปทางหลานชาย “เจ้าคิดว่ามีกองทัพสวะพวกนี้แล้วจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้ได้กระนั้นรึ! ในสายตาของราชสำนัก เจ้ามันก็แค่กบฏที่ปลงพระชนม์ฮ่องเต้น้อยเพื่อชิงบัลลังก์!”“ฮ่องเต้น้อยยังคงปลอดภัยดี และกำลังได้รับการดูแลจากหมอเทวดา” หยางเทียนเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “เลิกใช้ทารกไร้เดียงสาเป็น
บานประตูศิลาผสมเหล็กกล้าแห่งเสวียนอู่เหมินค่อยๆ เปิดอ้าออกกว้าง เสียงบานพับที่ฝืดเคืองจากการถูกปิดตายมาเนิ่นนานกรีดร้องดังกังวานแข่งกับเสียงพายุเหมันต์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทันทีที่ช่องว่างเปิดกว้างพอ กองทัพเฟยหลงนับหกหมื่นนายก็หลั่งไหลทะลักเข้าไปประดุจทำนบกั้นน้ำที่แตกซ่าน กระแสน้ำสีนิลอันเกิดจากชุดเกราะทะลวงฟันกวาดล้างทุกสิ่งพินาศราบเป็นหน้ากลอง“ฆ่ามัน! ล้างบางสุนัขรับใช้ของกบฏให้สิ้นซาก!”หลงเหว่ย แม่ทัพใหญ่แห่งเฟยหลงแผดเสียงกึกก้อง ทวนยาวในมือตวัดกวัดแกว่งดั่งมังกรสะบัดหาง เพียงการฟาดฟันครั้งเดียว องครักษ์เสื้อแพรห้านายก็ลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพงเมืองจนกระอักโลหิตความโกลาหลบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตา กองกำลังอวี้หลินแปดหมื่นนายที่ถูกเกณฑ์มาตรึงกำลัง ต่างลนลานทำสิ่งใดไม่ถูก พวกมันเชื่อมั่นในค่ายกลจิ่วกงลวงวิญญาณ และระเบิดใต้ดินจนละเลยการตั้งค่ายกลตั้งรับ เมื่อความตายมาเยือนถึงหน้าประตูโดยไร้เสียงระเบิด ขวัญกำลังใจที่เคยมีก็แตกกระเจิงบนระเบียงหอคอยบัญชาการ หยางเทียนเจ๋อทอดสายตามองเปลวเพลิงและการนองเลือดเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาสีรัตติกาลอันลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มร่างเล็กจ้
รอบระเบียงมีองครักษ์เสื้อแพรยอดฝีมือสิบนายยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา อาวุธครบมือ นัยน์ตาดุดันคอยจับจ้องมองความเคลื่อนไหวทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน“สวรรค์! พวกมันทำกับทารกตัวแค่นี้ได้อย่างไร!” หลี่เม่ยหลินยกมือขึ้นปิดปาก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้นและสงสารจับใจ “หากปล่อยไว้อีกเพียงครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้น้อยต้องสิ้นลมเพราะความหนาวเป็นแน่ อาเจ๋อ!”“พวกมันรนหาที่ตายเอง” น้ำเสียงของหยางเทียนเจ๋อเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว รังสีอำมหิตของราชินีนักฆ่าผู้เป็นมารดาได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปส่งสัญญาณมือให้เงาทั้งสาม “พวกเจ้าสามคนโจมตีประสานจากเพดานและหน้าต่างฝั่งขวา ดึงความสนใจของพวกมัน ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”“พ่ะย่ะค่ะ!”สิ้นคำสั่ง เงาทั้งสามพุ่งทะยานออกไป พวกมันถีบหน้าต่างฉลุลายจนแตกกระจาย พร้อมกับสาดซัดอ้านชี่ เข็มเงินอาบยาสลบเข้าใส่กลุ่มองครักษ์เสื้อแพรอย่างรวดเร็ว“มีผู้บุกรุก! คุ้มกันองค์ชาย อ๊าก!”องครักษ์นายหนึ่งตะโกนลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง เข็มเงินก็ปักเข้าที่ซอกคอจนร่างทรุดฮวบลง ทหารที่เหลือรีบชักกระบี่ออกมารับมือกับเงาทั้งสามอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อ
ท้องฟ้าเหนือมหานครจิงเฉิงถูกฉาบด้วยสีหมึกทะมึน พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงคำรามของลมเหนือกลับถูกกลบด้วยเสียงกลองศึกจ้านกู่ที่ดังกึกก้องมาจากทิศอุดร กองทัพเฟยหลงหกหมื่นนายจุดคบเพลิงสว่างไสว เรียงรายตั้งค่ายประชิดหน้าประตูเสวียนอู่แสร้งทำเป็นจัดกระบวนทัพเตรียมบุกทะลวง ดึงดูดสายตาและความหวาดผวาของกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรแปดหมื่นนายบนกำแพงเมืองให้จดจ่ออยู่แต่เพียงเบื้องหน้าทว่าท่ามกลางความโกลาหลลวงตานั้น ณ มุมอับใต้แนวกำแพงเมืองฝั่งตะวันออกที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนน้ำในคูเมืองจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง เงาดำสิบสองสายในชุดเยี่ยสิงอีแนบเนื้อกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบ“อาเจ๋อ กลืนหว่านอวิ๋นตันลงไปเถิด ยานี้จะช่วยรักษาไออุ่นในจุดตันเถียน มิให้ความเย็นเยียบของสายน้ำกลืนกินลมปราณของพวกเจ้า” หลี่เม่ยหลินกระซิบเสียงแผ่วเบาแข่งกับเสียงกลองศึก นางส่งเม็ดยาสีชาดที่แผ่กลิ่นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนให้แก่หยางเทียนเจ๋อและเหล่าหน่วยข่าวกรองเงาเหยี่ยวหยางเทียนเจ๋อรับยามากลืนลงคอโดยไม่ลังเล สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่ไหลเวียนวาบไปทั่วสรรพางค์กาย เขากระชับสายคาดเอวที่เหน็บมีดสั้นให
“แต่ถ้าเราไม่บุกเจิ้งรุ่ยก็จะได้ใจ และข้ออ้างในการทวงคืนความยุติธรรมขององค์รัชทายาทก็จะถูกทำลายป่นปี้พ่ะย่ะค่ะ” หลงเหว่ยโต้แย้งอย่างร้อนรน “เราต้องหาวิธีลอบเข้าไปตัดชนวนระเบิด หรือไม่ก็ส่งหน่วยกล้าตายลุยฝ่าเข้าไป”“หน่วยกล้าตายงั้นรึ? เจ้าจะให้พี่น้องของเรากี่พันกี่หมื่นคนวิ่งเข้าไปเหยียบกับระเบิด!” หยางเทียนเจ๋อตวาดกลับเสียงกร้าว ทำเอาหลงเหว่ยรีบค้อมศีรษะลงทันที “กองทัพเฟยหลงคือครอบครัวของมารดาข้า หาใช่เบี้ยใช้แล้วทิ้งเยี่ยงเดรัจฉานพวกนั้น ข้าจะไม่ยอมเสียเลือดเนื้อพี่น้องแม้แต่หยดเดียวในค่ายกลบัดซบนั่น!”ความเงียบเข้าปกคลุมขบวนทัพ มีเพียงเสียงลมเหนือที่พัดผ่าน สมองของหยางเทียนเจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพทรงจำในวัยเยาว์ คำสอนของหยางจิ้งอวี่ อดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด‘อาเจ๋อ จิงเฉิงคือป้อมปราการเหล็กกล้าก็จริง ทว่าสถาปัตยกรรมทุกชิ้นย่อมมีช่องโหว่ ใต้ประตูเสวียนอู่มีประตูนํ้าลับที่เชื่อมต่อกับคูเมืองเบื้องล่าง เส้นทางนั้นคือทางหนีฉุกเฉินที่เสด็จพ่อของเจ้าแอบสร้างไว้ ผู้ล่วงรู้มีเพียงข้าและพระองค์เท่านั้น’มุมปากของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที
การที่ฮูหยินแม่ทัพใหญ่ให้ความโปรดปรานแก่สองพี่น้องสกุลหยางอย่างออกนอกหน้าเช่นนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อดุลอำนาจในงานเลี้ยงแห่งนี้ในทันที จากเดิมที่เป็นเพียงสตรีลึกลับหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้พวกนางได้กลายเป็นแขกคนสำคัญที่ทุกคนต่างจับตามอง เหล่าคุณหนูที่เคยมีท่าทีดูแคลนต่างก็ต้องเปลี่ยน
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนผิงหลางฝู่... บรรยากาศยามเช้าช่างสดชื่นและสงบสุข หยางเสวี่ยอิงกำลังบรรจงรดน้ำให้กับกล้วยไม้หมึกหิมะที่นางนำมาตั้งไว้ในศาลากลางสวนอย่างทะนุถนอม ส่วนหลานจิงก็กำลังควบคุมบ่าวรับใช้หน้าใหม่สองสามคนที่เพิ่งถูกจ้างมาให้ทำความสะอาดส่วนต่างๆ ของจวน ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบ
เพียงชั่วข้ามคืน ทั้งเมืองหลวงก็ราวกับจะพลิกคว่ำ! เรื่องราวจากงานเลี้ยงชมบุปผาของจวนแม่ทัพใหญ่ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในทุกที่ ตั้งแต่โรงน้ำชาข้างถนนไปจนถึงเหลาอาหารสุดหรู จากปากของบ่าวไพร่ไปจนถึงห้องทรงอักษรของเหล่าขุนนาง ทุกคนต่างพูดถึงแต่เรื่องเดียวกัน เรื่องของสตรีลึกลับสกุลหยา
การเคลื่อนไหวของหลี่เจียวเยว่และกลุ่มสหายของนางนั้นเปิดเผยและจงใจอย่างยิ่ง มันดึงดูดสายตาของทุกคนในบริเวณนั้นให้หันมาจับจ้องโดยอัตโนมัติ บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายของงานเลี้ยงพลันตึงเครียดขึ้นมาในทันที ทุกคนรู้ดีว่าละครฉากเด็ดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว หยางเสวี่ยอิงเมื่อเห็นขบวนคนที่นำโดยคุณหนูหลี่ผู้มีช







