เข้าสู่ระบบจวบจนรุ่งสาง แสงอรุณสาดส่องผ่านช่องโหว่ของหลังคา ปลุกให้สรรพสิ่งมีชีวิตตื่นขึ้นจากนิทรา หยางจิ้งอวี่ลืมตาขึ้นในความเงียบ ดวงตาของนางกระจ่างใสไร้ซึ่งร่องรอยของความง่วงงุน
‘หรือว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน?’
นางครุ่นคิดในใจ แต่แล้วก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป ความทรงจำเกี่ยวกับระบบแก้แค้นสุดเทพยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง
นางทดลองเรียกในใจอย่างเงียบๆ ‘ยังอยู่หรือไม่?’
[อรุณสวัสดิ์โฮสต์ที่รัก! ระบบผู้ยิ่งใหญ่พร้อมรับใช้ท่านเสมอ!]
เสียงที่ร่าเริงจนน่าขนลุกตอบกลับมาแทบจะในทันที ยืนยันว่าเรื่องประหลาดเมื่อคืนไม่ใช่จินตนาการของนางอย่างแน่นอน
จิ้งอวี่ถอนหายใจเบาๆ พลางยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า สายตาของนางกวาดมองไปรอบกาย ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของคนสองคนที่นอนหลับอยู่ไม่ไกล
แม้จะอยู่ในห้วงนิทรา แต่ร่างกายของคนทั้งสองก็ยังคงสั่นสะท้านเป็นพักๆ จากความหนาวเย็น ใบหน้าของพวกนางซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ผิวพรรณซีดเหลืองขาดเลือดฝาด ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกจะมีเสียงไอแห้งๆ ดังตามมาเป็นระยะ เป็นสัญญาณของร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดสารอาหารและตรากตรำทำงานหนักมานานหลายปี สภาพของพวกนางไม่ต่างอะไรจากตะเกียงที่ใกล้จะสิ้นน้ำมัน๑
ภาพนั้นทำให้หัวใจของจิ้งอวี่กระตุกวูบ ความรู้สึกหวงแหนและต้องการปกป้องซึ่งเป็นของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง
‘ร่างกายของพวกนางอ่อนแอเกินไป หากปล่อยไว้เช่นนี้ ต่อให้ข้ามีแผนการที่ดีเพียงใดก็คงไร้ประโยชน์’ นางครุ่นคิดอย่างเฉยชา ‘สิ่งแรกที่ต้องทำ คือฟื้นฟูสุขภาพของพวกนางให้กลับมาแข็งแรงเสียก่อน’
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ย่อมต้องใช้ยาบำรุงชั้นดีและอาหารเลิศรส ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องใช้เงิน หากว่าพวกนางไม่มีเลยแม้แต่อีแปะเดียว
ราวกับอ่านความคิดของนางออก เสียงในหัวก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
[ไอโย่ว โฮสต์ผู้มีจิตใจเมตตา ข้ามองเห็นความต้องการของท่านแล้ว ความกังวลของท่านย่อมเป็นความกังวลของข้า!]
น้ำเสียงที่แสร้งทำเป็นเข้าอกเข้าใจนั้นทำให้จิ้งอวี่รู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย
[ในร้านค้าระบบของข้ามียาสุดวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาของท่านได้ในพริบตา มันคือยาฟื้นฟูพลังระดับต้น หนึ่งเม็ดสามารถขจัดความอ่อนล้า ฟื้นฟูพลังกาย และรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างชะงัด]
ข้อเสนอของระบบช่างหอมหวานจนน่าเหลือเชื่อ เป็นสิ่งที่นางต้องการที่สุดในตอนนี้
หยางจิ้งอวี่จึงถามกลับในใจอย่างระแวดระวัง ‘ต้องใช้อะไรแลกเปลี่ยน?’
ในโลกของนาง ไม่มีอาหารกลางวันที่ไหนให้กินฟรี๒ ทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
เสียงของระบบเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
[แหม... โฮสต์ช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก เงื่อนไขนั้นง่ายแสนง่าย เพียงแค่ท่านเอ่ยชมข้าด้วยความจริงใจเท่านั้น!]
“...”
[เพียงแค่ท่านเอ่ยชมข้าว่าระบบช่างสุดยอดหาใครเปรียบ ข้าจะมอบยาฟื้นฟูพลังระดับต้นให้ท่านทันที 1 เม็ด เป็นอย่างไรเล่า? คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก]
คิ้วเรียวของจิ้งอวี่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
ให้ตายเถอะ นี่มันระบบอะไรกันแน่? บ้ายอเสียยิ่งกว่าขันทีเฒ่าในวังหลวงเสียอีก สำหรับนางที่เคยเป็นถึงนักฆ่าอันดับหนึ่ง ผู้ที่ไม่เคยต้องก้มหัวให้ใคร การที่จะต้องมาเอ่ยคำเยินยอเลี่ยนๆ เช่นนี้ มันน่าอัปยศยิ่งกว่าการถูกบังคับให้คุกเข่าเสียอีก
นางเหลือบมองไปยังพี่สาวที่กำลังไอจนตัวโยนอีกครั้ง...
ภาพความทรงจำที่หยางเสวี่ยอิงคอยแบ่งปันอาหารน้อยนิดให้นางเสมอ ภาพที่นางใช้ร่างเล็กๆ ของตนเองบังหิมะให้ยามฤดูหนาว ภาพเหล่านั้นล้วนฉายชัดขึ้นมาในหัว
จิ้งอวี่หลับตาลงช้าๆ ศักดิ์ศรีหรือ? ในสถานการณ์เช่นนี้มันจะมีค่าอะไรกัน
เมื่อต้องเผชิญกับทางเลือกสองทางที่เลวร้ายไม่แพ้กัน ก็จำต้องเลือกทางที่ส่งผลเสียน้อยที่สุด การเสียศักดิ์ศรีเล็กน้อยเทียบไม่ได้เลยกับสุขภาพ และความปลอดภัยของพี่สาว
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคนั้นออกมาในใจด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ระบบ... ช่างสุดยอดหาใครเปรียบ”
แม้จะไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ดูเหมือนว่าระบบจะไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
[ติ๊ง! ได้รับคำชมจากโฮสต์ ค่าความจริงใจ 75% ผ่านเกณฑ์ กำลังส่งมอบของรางวัล]
สิ้นเสียงนั้น ในห้วงความคิดของจิ้งอวี่ก็พลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีทองอันอบอุ่น แสงนั้นควบแน่นรวมตัวกันจนกลายเป็นยาเม็ดกลมๆ สีเขียวมรกตเม็ดหนึ่ง ก่อนที่มันจะปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางในโลกแห่งความเป็นจริง
หยางจิ้งอวี่เบิกตากว้าง จ้องมองโอสถในมือด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
ยาเม็ดนั้นมีขนาดเท่าเมล็ดเหลียนฮวา ส่งกลิ่นหอมสดชื่นราวกับสมุนไพรนับพันชนิดในยามเช้า พลังงานบริสุทธิ์แผ่ออกมาจากตัวยาจางๆ จนสัมผัสได้ จิ้งอวี่กำยาเม็ดนั้นไว้ในมือแน่น ดวงตาของนางทอประกายกล้าขึ้นมาอีกครั้ง
. . . . . .
ย่ำรุ่งของเช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับไอหมอกบางเบาและอากาศที่เย็นชื้นกว่าเดิม หยางจิ้งอวี่ตื่นขึ้นก่อนใครเพื่อน นางขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของพี่สาวและบ่าวคนสนิท
นางหยิบยาฟื้นฟูพลังระดับต้นออกมาจากอกเสื้อ กลิ่นหอมสดชื่นของมันยังคงชัดเจน การจะให้คนทั้งสองกินยาเม็ดนี้เข้าไปโดยไม่ให้เกิดข้อสงสัย จำเป็นต้องอาศัยความแนบเนียนอยู่บ้าง
จิ้งอวี่เดินไปยังมุมห้อง หยิบถ้วยชาที่บิ่นไปใบหนึ่งกับก้อนหินเรียบๆ ที่นางเก็บไว้ขึ้นมา นางค่อยๆ วางยาเม็ดลงในถ้วยแล้วใช้ก้อนหินบดขยี้มันอย่างเบามือที่สุด ยาเม็ดที่ดูแข็งกลับถูกบดเป็นผงละเอียดสีเขียวมรกตได้อย่างง่ายดาย กลิ่นหอมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ไม่นานนัก หลานจิงก็ตื่นขึ้นและออกไปก่อไฟเพื่อต้มโจ๊กสำหรับมื้อเช้า ซึ่งก็คือโจ๊กที่ใสราวกับน้ำล้างข้าวเช่นทุกวัน เมื่อหลานจิงนำโจ๊กสองถ้วยเข้ามาในห้อง จิ้งอวี่จึงรีบฉวยโอกาสนั้นทันที
นางแสร้งทำเป็นเดินโซเซเข้าไปหาพี่สาวที่เพิ่งจะลืมตาตื่น ก่อนจะยื่นมือที่กำผงยาไว้แน่นออกไปเบื้องหน้าคนทั้งสอง
“เจี่ยเจีย... หลานจิง... กิน... ยา...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงติดขัดเล็กน้อย แววตาดูสับสนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นบางอย่าง
หยางเสวี่ยอิงกับหลานจิงมองหน้ากันอย่างงุนงง
“ยาอะไรหรือ อาอวี่?” เสวี่ยอิงถามอย่างอ่อนโยน พลางประคองร่างน้องสาวให้นั่งลง “เจ้าไปเอายามาจากที่ใดกัน?”
“ใน... ในฝัน...” จิ้งอวี่ตอบช้าๆ พยายามปั้นเรื่องราวที่น่าเชื่อถือที่สุด “ท่านแม่... ท่านแม่มาเข้าฝัน... บอกว่า... มียาสมุนไพร... อยู่ใต้หมอน... บอกให้... พวกเรา... กิน...”
คำพูดที่กระท่อนกระแท่นของนาง ประกอบกับแววตาที่ดูซื่อตรง กลับทำให้เรื่องราวที่ดูเหลือเชื่อนี้มีความน่าเชื่อถือขึ้นมาอย่างประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับมารดาผู้ล่วงลับของพวกนาง
หยางเสวี่ยอิงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของน้องสาว นางก็ไม่อยากขัดใจ บางทีการที่น้องสาวเริ่มจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ อาจเป็นเพราะนางคิดถึงท่านแม่มากจนเก็บไปฝันก็เป็นได้ ดั่งคำกล่าวที่ว่า คิดเรื่องใดในยามตื่น ย่อมฝันถึงเรื่องนั้นในยามหลับ๓
“เช่นนั้นหรือ ดีจริงที่เจ้าเริ่มจำเรื่องราวต่างๆ ได้แล้ว” เสวี่ยอิงลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ “เอาเถิด ในเมื่อเป็นสูตรยาที่ท่านแม่บอก พวกเราก็จะกิน”
จิ้งอวี่แอบลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางค่อยๆ เทผงยาสีมรกตในมือ แบ่งครึ่งใส่ลงในถ้วยโจ๊กของพี่สาวและหลานจิงอย่างเท่าเทียมกัน ผงยานั้นละลายหายไปกับน้ำโจ๊กในทันที ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ที่กลมกลืนไปกับกลิ่นข้าวต้ม
ทั้งหยางเสวี่ยอิงและหลานจิงต่างก็กินโจ๊กเข้าไปโดยไม่ลังเล แม้รสชาติจะแปลกไปเล็กน้อย แต่พวกนางก็ไม่ได้เอะใจอะไร
ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจหลังจากที่โจ๊กถ้วยนั้นหมดลง . . .
หลานจิงซึ่งมักจะไอค่อกแค่กอยู่เสมอพลันรู้สึกว่าอาการคันระคายคอที่เรื้อรังมานานได้หายเป็นปลิดทิ้ง นางลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สามารถหายใจได้อย่างเต็มปอดโดยไม่รู้สึกเจ็บหน้าอก
“คุณหนูใหญ่!” นางอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง “อาการไอของบ่าว... หายไปแล้ว! หายไปจริงๆ เจ้าค่ะ!”
หยางเสวี่ยอิงเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน นางรู้สึกได้ถึงกระแสธารอันอบอุ่นสายหนึ่งที่แผ่ซ่านออกจากช่องท้อง ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทั่วทุกส่วนของร่างกาย ขับไล่ความหนาวเย็นและความอ่อนล้าที่เกาะกินนางมาแรมปีให้สลายไปสิ้น ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มปรากฏสีเลือดฝาดจางๆ ขึ้นมาให้เห็น
พวกนางทั้งสองมองหน้ากันด้วยความเหลือเชื่อ ก่อนจะหันไปมองหยางจิ้งอวี่เป็นตาเดียว แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและคำถามมากมาย
หยางเสวี่ยอิงรู้สึกราวกับมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางค่อยๆ คลานเข้าไปหาน้องสาว กุมมือนางไว้แน่น น้ำตาที่เก็บกลั้นไว้ไม่อยู่ไหลทะลักออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง
“อาอวี่... เจ้า...” เสียงของนางสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ “เจ้า... เจ้าจำเรื่องราวของท่านแม่ได้แล้วหรือ?”
หยางจิ้งอวี่มองสบตาพี่สาว นางเห็นภาพสะท้อนของตนเองในดวงตาที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตานั้น ชั่วขณะนั้นเอง หัวใจที่เคยด้านชาของนักฆ่าสาวก็พลันรู้สึกได้ถึงกระแสธารอันอบอุ่นที่ไหลเข้าสู่ใจเป็นครั้งแรก เป็นความรู้สึกที่นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต
ความอบอุ่นที่เรียกว่าครอบครัว . . .
นางไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ทำเพียงพยักหน้าช้าๆ หนึ่งครั้ง
และเพียงเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้หยางเสวี่ยอิงปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น นางโผเข้ากอดน้องสาวไว้แน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายไป
จิ้งอวี่ยอมให้นางกอดอย่างเงียบงัน นางยกมือขึ้นลูบหลังพี่สาวเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
ในใจของนางได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า นับจากนี้ไป คนผู้นี้คือครอบครัวของนาง คนที่นางจะต้องปกป้องไว้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม!
[ผู้บุกรุก... ตรวจสอบ... ไม่ใช่พลเมือง... กำจัด!]เสียงสังเคราะห์แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับหอกเลเซอร์ในมือที่ง้างขึ้นเตรียมแทง“ยินดีต้อนรับกันอบอุ่นจริง!” เจิ้งเฟิงเยวี่ยคำราม ชักกระบี่แสงออกมา “อวี่เอ๋อร์จัดการตัวซ้าย เจิ้นลุยตัวขวา”การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เจิ้งเฟิงเยวี่ยเคลื่อนไหวพริ้วไหวดั่งสายน้ำ กระบี่แสงตัดผ่านเกราะโลหะของหุ่นยามได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่จิ้งอวี่ใช้แส้แม่เหล็กไฟฟ้าฟาดพันขาของหุ่นอีกตัวจนล้มคว่ำ แล้วยิงซ้ำที่หัวด้วยปืนพกคู่“จิงหยุน อ๋องแปด แฮกเข้าระบบประตูเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้านพวกมันไว้” จิ้งอวี่ตะโกนสั่ง ขณะกระโดดถีบยอดอกหุ่นตัวหนึ่งจนกระเด็นฝูงหุ่นทหารดินเผาจักรกลแห่กันออกมาจากซอกตึกนับร้อยตัว“เยอะเกินไปแล้ว” เจิ้งอี้เซวียนมือสั่นรัวนิ้วบนแผงวงจรหน้าประตูพีระมิด “ภาษาบ้าอะไรเนี่ย มันไม่ใช่ภาษาเทียนจี มันเป็นภาษารูนส์ผสมไบนารี”“ใช้เลือดเจิ้น!”เจิ้งเฟิงเยวี่ยตะโกนบอก เขาพุ่งฝ่าวงล้อมเข้ามายืนหน้าประตู แล้วกรีดฝ่ามือตัวเองด้วยคมกระบี่ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นลงบนแผงควบคุม
ครืนนน! เปรี๊ยะ!เสียงเลื่อนลั่นมิต่างจากฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งวังหลวงฉางอัน ทว่าครานี้มิได้มาจากฟากฟ้าดั่งเช่นคราวจรวดทะยาน แต่กลับดังมาจากเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า พื้นศิลาแกรนิตในท้องพระโรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนแจกันลายครามสมัยราชวงศ์ก่อนร่วงหล่นแตกกระจาย ฝุ่นละอองจากคานไม้สักทองร่วงกราวลงมา“ฝ่าบาท! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนก้อง ถลันกายเข้ามาใช้ร่างกำยำของตนกำบังเศษกระเบื้องหลังคาที่เริ่มร่วงหล่นเจิ้งเฟิงเยวี่ยทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนบัลลังก์มังกร มือแกร่งกุมศีรษะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรที่รุนแรงผิดมนุษย์“อึก เสียงนี้มันกำลังเรียกเจิ้น” สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก “มันก้องอยู่ในหัว ราวกับจะฉีกวิญญาณเจิ้นออกเป็นชิ้นๆ”หยางจิ้งอวี่ไม่รอช้า นางดีดตัวจากเก้าอี้หงส์ข้างกาย พุ่งเข้าไปประคองร่างสวามี มือเรียวแตะชีพจรที่ข้อมือเขา แล้วเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความร้อนมหาศาลที่กำลังเดือดพล่านในกระแสเลือด“เลือดมังกรของท
หมับ!ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยพร้อมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นดินปืนจางๆ ทำให้จิ้งอวี่รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด“ซุ่มซ่ามจริงนะ ฮองเฮาของเจิ้น”น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความห่วงใยดังขึ้นเหนือศีรษะ จิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบที่ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่สุด เจิ้งเฟิงเยวี่ยอุ้มนางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย“ฝ่าบาท ท่านกลับมาแล้ว” นางยิ้มหวาน ยกมือเปื้อนเลือดขึ้นลูบแก้มสากของเขา “ชนะไหมเพคะ?”“ชนะราบคาบ” เขาตอบ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมนของนางเบาๆ “ขอบคุณเจ้า ขอบคุณที่รักษาสัญญา และรักษาบ้านเมืองของเราไว้”“หม่อมฉันก็แค่... ไม่อยากให้ใครมาพังของเล่นใหม่ของหม่อมฉันต่างหาก” นางแก้เขิน “แล้วท่านอาเทียนหมิงล่ะ?”“อยู่ในคุกหลวง กำลังนอนปรับทุกข์กับหนูท่อ” เจิ้งเฟิงเยวี่ยหัวเราะหึ “ส่วนกองทัพหุ่นกระป๋องพวกนั้น เจิ้นสั่งให้ท่านราชครูและจิงหยุนไปเก็บกู้ซากแล้ว คงได้อะไหล่ดีๆ มาให้เจ้าเล่นอีกเพียบ”“เยี่ยมยอด!” จิ้งอวี่ตาเป็นประกาย แม้จะเจ็บแผล “หม่อมฉันจะเอามาสร้างกองทัพกัน
ห้วงเวลาราวกับถูกแช่แข็ง ณ วินาทีที่จรวดเทียนหลง หรือจรวดมังกรสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกม่านเมฆขึ้นสู่ท้องนภา เปลวเพลิงสีส้มแดงอันพวยพุ่งจากส่วนท้ายขับดันด้วยเชื้อเพลิงยูเรเนียมเข้มข้น ส่งเสียงเลื่อนลั่น แสงสว่างจ้าบาดตาจนรัตติกาลกลับกลายเป็นทิวาในขณะเดียวกัน บนจุดสูงสุดของวงโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ ดาวเทียมสังหารเนตรมารของเทียนจี ก็เริ่มปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ลำแสงเลเซอร์สีแดงเลือดนกขนาดมหึมาถูกยิงลงมาเป็นเส้นตรง หมายจะเจาะทะลุหัวใจของเมืองฉางอันให้กลายเป็นเถ้าธุลี“ชน!”หยางจิ้งอวี่ตะโกนก้องในห้องควบคุมที่พังยับเยิน เลือดกำเดาไหลซึมออกมาจากจมูกรั้นเนื่องจากแรงกดดันทางจิตใจที่เชื่อมต่อกับระบบนำร่องตูมมมมม!จุดปะทะเกิดขึ้น ณ ความสูงเหนือพื้นดินสามหมื่นลี้ หัวรบนิวเคลียร์ที่บรรจุแร่หินไฟมังกรปะทะเข้ากับลำแสงทำลายล้างอย่างจัง เกิดเป็นลูกไฟขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกเป็นวงกว้างครอบคลุมท้องฟ้าทั้งแถบแสงสว่างวาบนั้นรุนแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์พันดวงระเบิดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดอกไม้ไฟวันสิ้นโลกเบ่งบานอวดโฉมเหนือแผ่นดินมังกร รัศมีทรงกลมสีขาวโพลนกลืนกินก้
“แต่ฝ่าบาท...” หยางกั๋วกงพยายามทัดทาน “ไม่มีแต่ ถ้าฉางอันแตกก่อนที่จรวดจะถูกยิง ทุกอย่างก็จบสิ้น!” ฮ่องเต้หนุ่มหันมาสบตาภรรยา “อวี่เอ๋อร์ หน้าที่ของเจ้าคือส่งเจ้ามังกรนั่นขึ้นฟ้า ส่วนหน้าที่ของเจิ้นคือปกป้องเจ้าและฐานยิงจรวดนี้ด้วยชีวิต” หยางจิ้งอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตามังกรที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าห้ามเขาไม่ได้ และนางก็ภูมิใจในตัวบุรุษผู้นี้เหลือเกิน “สัญญามาสิ ว่าจะกลับมาหาหม่อมฉัน” นางกระซิบเสียงเครือ “สัญญา” เขาดึงนางมาจูบที่หน้าผากเร็วๆ หนึ่งครั้ง “รีบทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วเราจะฉลองชัยชนะด้วยกัน” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสะบัดผ้าคลุมมังกร เดินนำหลี่เจิ้งและราชครูหยางออกไปสู่สมรภูมิ ทิ้งให้จิ้งอวี่ยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา “เอาล่ะ” นางสูดหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ซึมออกมาทิ้ง เปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าว “จิงหยุน อ๋องแปด เดินเครื่องเต็มกำลัง ถ้าใครชักช้าข้าจะจับโยนลงบ่อจระเข้!” ณ ทุ่งราบหน้ากำแพงเมืองทิศตะวันตก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเครื่องจ
เสียงเครื่องยนต์ของอาชาเหล็กคำรามกระหึ่มกึกก้อง ผสานไปกับเสียงหวีดหวิวของกระสุนแสงพลาสม่าที่พุ่งแหวกอากาศไล่หลังมา ผืนทรายสีทองอันร้อนระอุแห่งหุบเขาอัคคีถูกบดขยี้ด้วยล้อหนาม และกรงเล็บของกิ้งก่ายักษ์จนฝุ่นตลบอบอวลเป็นม่านหมอกสีน้ำตาลแดงบดบังทัศนวิสัย“เร็วกว่านี้! พวกมันกัดไม่ปล่อยเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจิ้งตะโกนแข่งกับเสียงลม ก้มศีรษะหลบลำแสงสีม่วงที่เฉียดหมวกเกราะไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กลิ่นไหม้ของเส้นผมที่ถูกความร้อนเล็มปลายโชยแตะจมูกหยางจิ้งอวี่บิดคันเร่งจนสุดข้อมือ ใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อกเคร่งเครียด หยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม “กัดไม่ปล่อยก็ต้องสลัดให้หลุดท่านจูหรง ทางลัดที่ท่านว่าอยู่ไหน”ราชินีจูหรง ซึ่งนั่งซ้อนท้ายกิ้งก่ายักษ์ตัวจ่าฝูงที่วิ่งตีคู่มากับมอเตอร์ไซค์ ชี้มือไปยังซอกเขาแคบๆ ที่ดูเหมือนรอยแตกของแผ่นดินเบื้องหน้า “นั่นไงช่องแคบงูยักษ์ ทางแคบและคดเคี้ยว ยานพาหนะใหญ่ของพวกมันตามเข้ามาไม่ได้แน่”“ดี ทุกคนเลี้ยวซ้าย ตามก้นราชินีไป” เจิ้งเฟิงเยวี่ยสั่งการเสียงเฉียบขาด หักแฮนด์รถเลี้ยวเข้าสู่ซอกเขาด้วยทักษะอันช่ำชองขบวนหลบหนีพุ่งเข้







