مشاركة

คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา
คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา
مؤلف: หวางลี่อิง/มงกุฏดาว

บทที่ 1

last update تاريخ النشر: 2025-12-13 23:21:28

ฤดูชุนเทียน [1] เมฆาหมองบางตา เมฆาเคลื่อนคล้อย อากาศหนาวคลายตัว พืชพรรณต่าง ๆ เริ่มผลิดอกแตกกิ่งก้านใบเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นปีนักษัตรใหม่ ดอกเหมยที่เริ่มเบ่งบานตั้งแต่เดือนสิบสองจนถึงเดือนสองยังคงมีให้เห็นหนาตา ทำให้กิจกรรมที่เป็นที่นิยมในแคว้นหนานอัน คือการนั่งชมทิวทัศน์สุดตระการตาของทิวต้นดอกเหมย จิบชา ฟังพิน เดินหมาก ถือเป็นช่วงผ่อนคลายของผู้คนทั่วใต้หล้าแต่ไม่ใช่ ‘หลี่ฉงจื่อ’

เสียงทวนเหล็กที่ทำจากเหล็กนิลชั้นดีกระทบกับไม้พลองของท่านน้า ‘ฟ่านเทียนเทียน’ เกิดเป็นเสียงดังสั่นลั่นกลางเรือนสกุลฟ่านที่หวายหว๋า

“ยะ!” ทวนไม้ของท่านน้าสามกวัดแกว่งไปมากลางอากาศ จากนั้นฟาดลงกลางหลังของหลี่ฉงจื่อดัง ‘อัก!’ จนทำให้ผู้คนที่เฝ้าดูการฝึกฝนวิชาต่อสู้ตรงกลางลานบ้านกำมือจิกเข้าหากันแน่นด้วยความอึดอัด

“เอาใหม่!” แม้กายล้มลงกับพื้น แล้วฝืนใช้ทวนหยัดยืนขึ้นอย่างยากเย็น แต่เสียงกลับบอกว่าเอาใหม่ของยายหนูตัวน้อย

วัยเพียงสิบหนาวที่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แกร่งกล้า แววตาดุดัน จิตใจมุ่งมั่น จนทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฟ่านเจ็บปวดใจ

“พอก่อน...พักดื่มน้ำค่อยฝึกต่อ” ฮูหยินผู้เฒ่ารัก

หลี่ฉงจื่อมาก เพราะเป็นบุตรีของลูกสาวคนกลางที่ล่วงลับไปอย่างอนาถ เดิมนางไม่รู้คิดว่าบุตรสาวเจ็บป่วยหลังคลอดบุตรและสิ้นชีพลงตอนยายหนูผู้นี้อายุได้เจ็ดหนาวเศษ หลังไว้ทุกข์หนึ่งปี ยายหนู

หลี่ฉงจื่อของนางกลับต้องระหกระเหินกลับมาพึ่งพิงตระกูลฟ่าน

ซึ่งเป็นตระกูลมารดาอย่างน่าเจ็บใจ

แรกเริ่มยายหนูเอาแต่นั่งน้ำตาซึมทุกวัน นางก็เจ็บปวด

ไร้มารดาไม่พอบิดากลับทอดทิ้ง จนเมื่อหลังจากยายหนูป่วยหนักและฟื้นขึ้นอีกครั้ง จึงเล่าทุกอย่างที่มารดานางประสบพบเจอ จากนั้นปรับตัวเปลี่ยนตน จากสตรีที่เอาแต่เก็บเงียบไม่ค่อยพูดจา ยายหนูตัวน้อยนักสู้ก็ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อรอเวลากลับไปล้างแค้น

‘ท่านยายท่านเชื่อฉงจื่อหรือไม่’ เสียงเด็กน้อยสะอึกสะอื้นปานขาดใจตาย พลันน้ำตาหญิงชราเช่นนางหลั่งริน ในอกรู้สึก

บีบคั้นจนแทบไม่อยากหายใจ

“เหตุใดไม่เชื่อ...ยายย่อมต้องเชื่อเจ้า”

หลังจากรับรู้ว่าบิดาของนางบังคับให้ลูกสาวของตนผูกคอตาย รับผิดแทนคนชั่วช้าสามานย์ เพื่อให้คดีปิดอย่างเงียบเชียบ จากนั้นส่งข่าวมาหลังจากฝังศพไปแล้ว บอกว่าลูกสาวของตนป่วยตาย เดิมอยากขึ้นไปเยี่ยม แต่ในจดหมายมีข้อความระบุชัดเจนว่าไม่อยากให้ไป นางเป็นแม่ทนเจ็บปวดใจไม่ไหวจนล้มป่วย ยิ่งเมื่อ

รู้ว่าชายสารเลวที่เป็นลูกเขย จากที่เคยรับปากลูกสาวว่าจะดูแล

หลี่ฉงจื่ออย่างดีกลับตระบัดสัตย์ ส่งนางมาอยู่บ้านนอกที่หวายหว๋า ตระกูลเดิมที่หลบหลีกความวุ่นวายในเมืองหลวง หลังบ้านเมืองสงบสุข ตระกูลขุนศึกที่ออกรบกันตั้งแต่อายุไม่ถึงเจ็ดหนาว ทุกคนหญิงชายล้วนต้องออกต่อสู้ ตระกูลฟ่านในเมืองหลวงเหลือเพียงพ่อบ้านและบ่าวรับใช้ดูแล ห้าปีจะกลับมาตระกูลสักครั้ง แต่กลับได้รับความไร้ความเป็นธรรมเช่นนี้ ยากนักที่จะวางใจสงบ

ยายหนูหลี่ฉงจื่อบอกว่านางฝันเห็นอนาคตทุกวัน และทุกครั้งที่ทดสอบเรื่องต่าง ๆ เป็นจริงดังคาดการณ์ เมื่อทดสอบดูแล้วเป็นจริงสิบในสิบครั้ง ‘สวี่หรงเจิน’ เสาหลักของตระกูลฟ่านอย่างนางกรีดเลือดสาบานต่อฟ้า หากเถียนเอ๋อร์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาตินี้ไม่ขอตายตาหลับ!

“ต่อให้สวรรค์ให้ข้าตาย แต่ข้าจะอยู่เพื่อทวงแค้น!”

ครั้งนั้นนักรบสกุลฟ่านที่เหลืออยู่ทั้งหมดร่วมสาบาน

ไปกับฮูหยินผู้เฒ่า เพื่อจัดการตระกูลหลี่ทวงคืนความยุติธรรม

ให้คุณหนูรอง ‘ฟ่านเถียนเถียน’

“ท่านยายให้ข้าฝึกอีก ข้าคือลูกหลานนักรบตระกูลฟ่าน ข้าไม่ยอมแพ้” หลี่ฉงจื่อเมื่อรับรู้ความทรมานมาหนึ่งชาติ นางจึงเปลี่ยนจากดำเป็นขาว จากไร้เดียงสาสู่ความเลือดเย็น เพื่อรอเวลากลับไปแก้แค้น ยามนี้นางสิบหนาว อีกเพียงห้าปีเท่านั้น หนี้แค้นของนางย่อมต้องล้างด้วยเลือด

“โบตั๋นรดน้ำหนเดียวไม่มีทางออกดอกได้ฉันใดคนก็เช่นกัน หมั่นขัดเกลาฝึกปรือไปเรื่อย ๆ สักวันจะพัฒนาขึ้นฉันนั้น”

หลี่ฉงจื่อที่ใจร้อนเกินไปจึงถอนหายใจหนึ่งหน นั่งลงอย่างว่าง่ายให้มามารินน้ำชาให้ดื่มหนึ่งถ้วย ชาหลงจิ่ง[2] ที่มีต้นกำเนิดจากบ้านเดิมของท่านยาย กลิ่นหอมหวานทำให้นางรู้สึกสดชื่นหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าเคียดแค้นของท่านน้าสาม นางกลับยิ่งเจ็บปวดใจ ความเจ็บแค้นจากการถูกทรมาน

ให้ตายทั้งเป็น ในบ้านสามีที่มักมากในกามสุดแสนจะกล้ำกลืน

แต่นั่นคือความจริงที่นางไม่อาจหลีกหนีในชาติก่อน

“ข้าอยากจะขี่ม้าไปจัดการเจ้าสุนัขหลี่เหมิงที่ฉางซาเร็ว ๆ เสียจริง” บ้านเดิมของตระกูลฟ่านแน่นอนว่าอยู่ฉางซาเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง ภายหลังบิดาสละชีวิตในสนามรบ พี่ใหญ่สละชีวิตให้เขาอยู่สืบทอดตระกูล ทำให้เขาและท่านแม่เสียใจอยู่นาน เกียรติยศของตระกูลฟ่านครานั้นทั่วใต้หล้าต่างสรรเสริญ แม้ตำหนักอ๋อง

ยังต้องยอมคารวะมารดาของเขา ฟ่านเถียนเถียนสู้ตายกลับมา

แต่นางกลับหลงรักคนไม่รู้จักพออย่างหลี่เหมิง ที่เพิ่งรับราชการในกรมขุนนางเป็นเพียงขุนขั้นเจ็ด ที่มีหน้าที่เสมียนจดบันทึกเท่านั้น

แต่เพราะวาสนาของหลี่เหมิงที่ได้รักกับตระกูลที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของคนในตระกูลฟ่าน เพื่อให้แคว้นหนานอันสงบสุข ฝ่าบาทเกรงใจอยู่หลายส่วนจึงเลือกพระราชทานสมรสให้

พี่หญิงของเขา ครานั้นเขาร้องไห้ปานขาดใจยามส่งพี่หญิงขึ้นเกี้ยว แต่ใครจะคิดว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน เพราะท่านแม่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบในที่ดินศักดินาที่หวายหว๋า เขาจึงเดินทางกลับมาด้วย

หลังจากยายหนูป่วยเกือบเอาชีวิตไม่รอด แล้วมาเล่าเรื่องทั้งหมด แถมยังสามารถหยั่งรู้อนาคตได้ เขาแทบจะรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหว หากท่านแม่ไม่ห้ามเอาไว้ ป่านนี้เขาคงเป็นอดีตแม่ทัพ

ที่ฆ่าขุนนางคนโปรดของฝ่าบาทอย่างเลือดเย็น และโดนประหาร

ไปแล้ว

ตอนแต่งออกพี่หญิงถือได้ว่ามีสินเดิมมากกว่าใครในเมืองหลวง แต่กลับบ้านกระทั่งเศษอีแปะติดตัวให้หลานสาวกลับมายัง

ไม่มี ทุกวันต้องกินแป้งย่างกับคนบังคับม้า รอนแรมนานกว่ากึ่งเดือนจนถึงที่หวายหว๋าอย่างปลอดภัย เขาจึงตกรางวัลคนขับรถม้า

ที่ยังคิดถึงเกียรติยศของตระกูลฟ่าน ไม่ทิ้งเด็กน้อยคนนี้กลางทาง หากเป็นเช่นนั้น ตระกูลหลี่อย่าได้หวังว่าจะอยู่อย่างสงบสุขตลอดชีวิต เขาอยากให้หลี่เหมิงได้ลิ้มรสความเจ็บปวดทุกขณะที่เขาจะใช้มีดค่อย ๆ แล่เนื้อของมัน แล้วโยนให้สุนัขป่ากินทีละชิ้นอย่างเลือดเย็น

“ลืมแล้วรึ บิดาเจ้าสั่งสอนว่าอย่างไร เย็นให้พอรอให้เป็น เจ้าลืมสิ้นแล้วรึ!” สวี่หรงเจินสั่งสอนผู้เป็นลูกชาย ลูกชายคนสุดท้องของนางเดิมใจร้อนมุทะลุ หากไม่ได้พี่ใหญ่ของเขาสละชีวิต คาดว่าตอนนี้คงได้ไปอยู่ปรโลกแล้ว

ฟ่านเทียนเทียนลุกขึ้นค้อมกายคำนับก่อนกล่าว “ท่านแม่สั่งสอนได้ถูกต้อง ลูกวู่วามเอง จะจดจำที่ท่านแม่สั่งสอนอย่างดี”

“เอาเถอะยายหนูจื่อไปพักก่อน ฝึกวิชาจะรีบร้อนไม่ได้

มีเวลาอีกห้าปีเพียงพอให้เจ้าเก่งกาจ วรยุทธตระกูลฟ่านย่อมเป็นเจ้าได้สืบทอดทั้งหมด”

ปกติตระกูลฟ่านไม่สอนวรยุทธทุกอย่างให้ทุกคน ให้แต่

ละคนเลือกว่าชอบวิชาใดจึงถ่ายทอด เป็นคำสั่งสามีก่อนตาย

นางจำใส่ใจเอาไว้เพราะไม่อยากให้ลูก ๆ ถือดีเป็นคนเก่งกาจ

อยากให้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนย่อมมีคนเหนือกว่า

แต่ตอนนี้นางขอละเมิดคำสั่งสามี ถ่ายทอดวิชาให้เจ้าสามจนหมดสิ้นหลังรู้ความจริง เพื่อสั่งสอนหลานเพียงคนเดียวอย่าง

หลี่ฉงจื่อ หวังคืนความเป็นธรรมให้บุตรสาว

หลี่ฉงจื่อมองผ้าปักรูปท่านแม่ที่นางได้รับการสั่งสอนจากท่านยาย นางจดจำใบหน้าท่านแม่ได้แม่นยำ แล้วค่อย ๆ ปักเกือบหนึ่งปี ทุกฝีเข็มทำอย่างประณีตหนักแน่นเป็นระเบียบสวยงาม

นางเลือกแขวนเอาไว้ในห้อง มีกระถางธูปจุดบูชาทุกวัน ดอกไม้วันนี้นางเก็บมาเป็นกิ่งเหมยงดงามอ่อนช้อย เหมาะกับความงามของท่านแม่ที่สุด

ท่านแม่แม้ไม่ได้ออกรบหลังจากแต่งงาน นางก็จำความได้ว่าไม่มีสตรีใดเทียบเคียงท่านแม่ของนางได้สักคนเดียว นางยิ้มให้ท่านแม่ก่อนเอ่ย “ท่านแม่ ลูกตั้งใจเก็บดอกเหมยมาให้ท่าน ฤดูนี้หากได้นั่งจิบชา ชมดอกไม้ มีท่านแม่ดีดพินไพเราะ ข้าจะมีความสุขเพียงใดกันนะ”

ท่านแม่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ยามรบกล้าหาญเด็ดเดี่ยวน่าเกรงขาม ยามเป็นฮูหยินอ่อนหวานนุ่มนวลชวนให้ลุ่มหลง บุรุษใดได้ยลโฉมย่อมก้าวขาไม่ออก พวกนี้เป็นคำที่บิดานางเอ่ยชม นางฟังแล้วคิดได้ว่าไม่เกินจริง และคู่ควรกับมารดาของนางยิ่ง

ใครจะคิดหลังใช้มารดานางเป็นสะพานไต่เต้าถึงตำแหน่งเสนาบดีกรมคลัง บิดาที่เคยซื่อสัตย์ต่อท่านแม่ก็รื้อสะพานทิ้งทันที เมื่อฮ่องเต้สอบทุจริต และเขาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าเกลือที่

ไม่ผ่านทางการ เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เขาใช้ชื่อเสียงมารดาของนางแลกพร้อมชีวิตและหลักฐานปลอม ส่วนพยานหลักฐานจริงก็ถูกกำจัดสิ้น ปล่อยข่าวฮูหยินป่วยตาย การค้าในมือของฮูหยินถูกเปลี่ยนมือทันที นั่นทำให้เขาพ้นผิดไปด้วย

บิดาบัดซบ!

หลายปีต่อมาเมื่อเขาสร้างฐานอำนาจใหม่ ถึงกับให้นางแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลหวัง แต่ใครจะคิดทั้งหมดเป็นแผนการของพวกเขาหญิงโฉด ชายชั่ว น้องสาวสารเลว ถีบนางสู่นรกอเวจีที่ยากจะปีนขึ้น และเหมือนเดิมยกเอาเกียรติยศตระกูลฟ่านขึ้นมาเพื่อการใหญ่ แต่นางล่วงรู้ก่อนจึงคิดกำจัด...

ลูกกตัญญู...เหอะ! ข้าขำได้หรือไม่!

บิดามันเถอะ...ข้าจะเป็นเพียงคุณหนูใหญ่หลี่ หาใช่ลูกสาวโง่เขลากตัญญู จนหน้ามืดตามัวตายไร้ดินกลบหน้าอีกต่อไปแล้ว...

อีกห้าปีเจอข้า ‘หลี่ฉงจื่อ’

[1] ชุนเทียน: ฤดูใบให้ผลิหนึ่งปีของจีนเริ่มจากฤดูใบไม้ผลิ โดยมีเทศกาลตรุษจีนหรือชุนเจี๋ย ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ในเดือนเดียวกันยังมีเทศกาลสำคัญอีกอย่างคือเทศกาลหยวนเซียว เทศกาลโคมไฟในวันขึ้นขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย โดยแบ่งเป็น 6 ช่วง

[2] ชางหลงจิ่ง สุดยอดชาที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,200 ปี ถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่บ้านหลงจิ่ง เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนคุณสมบัติโดดเด่นของชาหลงจิ่ง คือ สีเขียวมรกต กลิ่นหอมหวานสดชื่น ลักษณะใบชาคล้ายลิ้นนกกระจอก ทั้งนี้ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโน และวิตามิน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการสร้างของเหลวในร่างกาย ดับกระหาย ย่อยอาหาร ลดคอลเลสเตอรอล และล้างสารพิษ
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 62

    “กระหม่อมไม่อยากให้องค์ชายเสียหน้า” เด็กผู้นั้นกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ชนะองค์ชายเขาก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี หากไม่ดีจะมีคนเกลียดเขาอีกด้วย “คราวหน้าไม่ต้องออมมือ แพ้ก็แพ้ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล” ไท่หยางกล่าวก่อนเดินไปคารวะบิดาที่อยู่ที่นั่งที่เตรียมไว้ให้บรรดาผู้สูงศักดิ์ ในใจเด็ก

  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 61

    ศึกษาจากสำนักศึกษาตระกูลฟ่านมาได้สามเดือน ก่อนจะมีการทดสอบก่อนจะปิดภาคก่อนศึกษา ฟ่านฮุ่ยเสียน หวังฉิงอวิ๋น และองค์ชายไท่หยางได้รับเลือกให้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน และเมื่อมีการจับคู่การสอบในครั้งนี้จึงมีสามคนจับคู่ด้วยกัน โดยให้เลือกคนที่เชี่ยวชาญที่สุดในกลุ่มออกมาแต่ละวิชาที่สอบ ฟ่านฮุ่ยเสีย

  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 60

    “เอาล่ะ มาพร้อมกันแล้วก็ดี ข้าจะให้ท่องคัมภีร์เมิ่งจื่อ” อาจารย์ถือคัมภีร์อย่างทะมัดทะแมง จากนั้นเริ่มอ่านตั้งแต่ต้น คุณธรรมของมนุษย์แยกแยะได้สี่ประการ คือ 1. เหริน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น... จนเวลาผ่านได้ได้ครึ่งชั่วยาม อาจารย์ผู้ตั้งมั่นในการสอนกลับรู้สึกว่าคอแห้งหลังจะตะแบงเสียงออ

  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 59

    สามปีผ่านไปในแคว้นหนานอันมีจัดให้ตั้งสำนักศึกษาทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่ผู้ที่มีกำลังส่งบุตรหลานได้ศึกษามีเพียงชนชั้นสูงและครอบครัวของเศรษฐีกับขุนนางในราชสำนัก แต่เมื่อปีที่แล้วหลี่ฉงจื่อขอร้องให้ฝ่าบาทจัดให้มีเรียนสำนักศึกษาชั้นต้น เพื่อให้เด็กทุกคนในเมืองหลวงอ่านออกเขียนได้ จะได้ทำการค้าในอนาคต และเ

  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 58

    หาใช่หญิงชั้นสูงคู่ควรกับฝ่าบาท จึงพยายามเข้มงวดกับบุตรชาย คนแรกให้มาก เพื่อจะได้ลดข้อครหาและนางเข้าใจความกดดันนี้ดี “ฮองเฮาเพคะ ให้เด็ก ๆ เจริญเติบโตตามวัยเถิด ดูอย่าง ฮุ่ยเสียนเขาเป็นเด็กยิ้มง่าย ตรงไปตรงมา กินเยอะ แต่ทุกครั้งเขาก็มีความสุขไม่สนใจเรื่องฝึกวิชาอะไรนัก นั่นเพราะท่านน้าสา

  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 57

    วันที่เก้าเดือนเก้าเป็นเทศกาลฉงหยาง[1]เป็นวันที่ไท่ซ่าง-หวงจัดงานเลี้ยงที่บ้านพักตากอากาศนอกเมืองหลวง ต้องเดินทางขึ้นไปบนเขา แต่ทว่าเส้นทางถูกบุกเบิกจนสามารถให้รถม้าเดินทางขึ้นไปโดยสะดวก ทำให้ไม่ลำบากนัก แขกในงานแน่นอนว่าต้องเป็นฝ่าบาท ฮองฮา ตระกูลฟ่าน และตระกูลหวัง สองตระกูลซึ่งอยู่ค้ำคู่บัลลังก์มา

  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 9

    ตระกูลหวัง เจ้าเล่ามีอะไรดี” ปัง! เสียงตบโต๊ะดังสนั่นทำให้ทั้งงานเลี้ยงอยู่ในความสงบอีกครั้ง เป็นไท่ซ่างหวงที่เป็นผู้ตบโต๊ะ มองจิ้งอันโหวอย่างต้องการ เอาเรื่อง “จิ้งอันโหวเล่ามีอะไรดี” คำพูดนี้ไม่เพียงทำให้เกิดความเงียบงันขึ้น ฉงจื่อก้มหน้าลอบยิ้มอยู่เล็กน้อย

    last updateآخر تحديث : 2026-03-18
  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 8

    หลี่ฉงจื่อพยุงฮูหยินผู้เฒ่าฟ่านมายังที่นั่งที่จัดเอาไว้ให้กับตระกูลฟ่าน ซึ่งเป็นที่นั่งที่ใกล้กับพระที่นั่งของไท่ซ่างหวงและ ฝ่าบาท เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วนางสังเกตไปรอบ ๆ เห็นว่าเหล่า ขุนนางราวกับรอตระกูลฟ่านนั่งเท่านั้น เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าฟ่านนั่งแล้วจึงทยอยเข้ามานั่งเรียงตามลำดับชั้นยศ ส

    last updateآخر تحديث : 2026-03-17
  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 6

    หลี่เหมิงรู้สึกเหมือนฝ่าบาทต้องการเอาชีวิตเขา สายพระเนตรเกรี้ยวกราด พระพักตร์บึ้งตึง จนเขาไม่กล้าแม้จะเงยหน้าสบตา ตั้งแต่ครองราชย์มาหลายปีตั้งแต่วัยหนุ่ม บัดนี้เจริญวัยขึ้นสมควรแก่การรับฮองเฮาแล้ว แต่ยังไม่แต่งตั้งผู้ใดจริงจังนัก พักตร์ที่เคยอ่อนโยนมองเหล่าขุนนางที่รุมทึ้งมาตลอดหลายปี เหตุใดจึงเพิ่ง

    last updateآخر تحديث : 2026-03-17
  • คุณหนูหลี่กลับมาพลิกชะตา   บทที่ 7

    “ท่านยาย ข้าอยากให้ตระกูลหลี่เข้างานนี้ด้วยพอจะเป็นไปได้หรือไม่ ข้าอยากเหยียบให้เขาจมยิ่งกว่าจมธรณีไปอีก และขยี้ด้วยเท้าของข้าทีหลัง” หากตัวต้นเรื่องไม่ไปจะน่าสนุกได้อย่างไร “เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่าย เพียงแต่อ้างว่าเขาเป็นบิดาของเจ้า แล้วขอฝ่าบาทพิจารณาก็ทำได้ เพียงแต่ฝ่าบาทย่อมต้องฟังเสีย

    last updateآخر تحديث : 2026-03-17
فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status