Masuk“ตายเสียเถอะ!”
ชายหนุ่มหมุนตัวรับดาบ
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด เถาหู่มีพละกำลังมาก แต่ฝีมือกระบี่ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดบุรุษชุดดำก็ใช้จังหวะหนึ่งปัดดาบของเถาหู่หลุดจากมือก่อนยกกระบี่จ่อคออีกฝ่าย
“ถอยไป” เขากล่าวเสียงต่ำ
เถาหู่หอบหายใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและหวาดกลัว โจรที่เหลือต่างหยุดเคลื่อนไหว ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ บุรุษชุดดำมองพวกเขาอย่างเย็นชา
“พาคนของเจ้าออกไป”
“ถอย!” เถาหู่กัดฟันแต่เมื่อเห็นกระบี่ที่จ่อคออยู่ ก็จำต้องพยักหน้า
โจรที่เหลือรีบเข้ามาช่วยพยุงพวกพ้องที่บาดเจ็บก่อนทยอยถอยเข้าไปในป่า เถาหู่มองหลิงหนานด้วยสายตาอาฆาต
“วันนี้ถือว่าเจ้าโชคดี!”
หลิงหนานไม่ตอบ นางเพียงจดจำใบหน้าของเขาเอาไว้โดยเฉพาะรอยแผลเป็นยาวบนแก้ม หากมีโอกาส นางจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าใครเป็นคนส่งโจรกลุ่มนี้มา เมื่อโจรทั้งหมดหายลับเข้าไปในป่า บุรุษชุดดำจึงค่อย ๆ ลดกระบี่ลง
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” หลิงหนานรีบเดินเข้าไปหา
ชายหนุ่มไม่ตอบทันที เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองนาง ดวงตาคู่นั้นคมเข้มและเย็นชา แต่แฝงความอ่อนล้าอย่างชัดเจน
“เจ้าไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่”
“ข้าไม่เป็นไร แต่ท่าน…ท่านบาดเจ็บหนักมาก” หลิงหนานส่ายหน้า นางมองคราบเลือดบนเสื้อเขา
“แผลเก่า” ชายหนุ่มก้มมองชายโครงตัวเอง
“แผลเก่าที่เลือดไหลไม่หยุดเช่นนี้หรือ”
“ข้ายังไม่ตาย” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนไม่คุ้นเคยกับการถูกหญิงสาวตำหนิ
“ถ้าท่านยังพูดเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานก็อาจเป็นเช่นนั้น” หลิงหนานขมวดคิ้ว
เสี่ยวชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเบิกตากว้าง คุณหนูของนางกล้าพูดกับผู้มีพระคุณเช่นนี้ได้อย่างไรแต่บุรุษชุดดำกลับมองหลิงหนานอยู่ครู่หนึ่งก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าปากเก่งนัก”
“ข้าเพียงพูดความจริง นั่งลงก่อน ข้าจะดูแผลให้” หลิงหนานตอบ
“ไม่จำเป็น” ชายหนุ่มส่ายหน้า
“จำเป็น”
“ข้ายังมีธุระ”
“ธุระอะไรสำคัญกว่าชีวิตตัวเอง”
เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหันมองเส้นทางด้านหลัง สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นระแวดระวัง หลิงหนานสังเกตเห็นทันที
“มีคนตามท่านมาหรือ”
บุรุษชุดดำหันกลับมามองนาง แววตาคมกริบขึ้นทันที “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”
หลิงหนานนิ่งไป นางเริ่มมั่นใจว่าชายคนนี้มีเรื่องบางอย่างปิดบังแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาซักถาม
“ก็ได้ ข้าไม่ถาม” นางตอบ “แต่ท่านควรพักก่อน”
ชายหนุ่มกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าทันใดนั้นร่างสูงกลับเซไปด้านหนึ่ง หลิงหนานรีบยื่นมือเข้าประคอง
“ระวัง!”
เขาพยายามตั้งหลักแต่ความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้ขาอ่อนแรง กระบี่ในมือหลุดตกลงบนพื้น
หลิงหนานตกใจ “เสี่ยวชิง! มาช่วยข้า!”
เสี่ยวชิงรีบวิ่งเข้ามา อาหลิวกับอาซานซึ่งบาดเจ็บไม่มากนักก็เข้ามาช่วยด้วยแต่ชายหนุ่มกลับพยายามผลักทุกคนออก
“ไม่ต้อง…” เสียงของเขาแหบพร่า “ข้าเดินเองได้”
“ท่านอย่าดื้อได้หรือไม่!” หลิงหนานมองใบหน้าที่เริ่มซีดลง
เขาหันมามองนาง ดวงตาคมเข้มคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ยังไม่ทันเปล่งเสียง ร่างสูงก็เสียหลักถอยหลัง เท้าของเขาสะดุดรากไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้น หลิงหนานรีบคว้าแขนไว้ทว่าแรงของนางไม่มากพอจะพยุงบุรุษร่างสูงได้ ทั้งสองเสียหลักพร้อมกัน
“เจ้า!”
ชายหนุ่มพยายามบิดตัวเพื่อไม่ให้ล้มทับนางแต่ศีรษะของเขากลับกระแทกเข้ากับก้อนหินที่อยู่ข้างทางอย่างแรง เสียงกระแทกดังทึบ
“ท่าน!” หลิงหนานหน้าซีดทันที
ชายหนุ่มนิ่งไป ดวงตาที่เคยคมกริบค่อย ๆ ปิดลง ร่างสูงหมดสติอยู่บนพื้น เลือดสดเริ่มไหลออกจากบริเวณท้ายทอย เสี่ยวชิงยกมือปิดปาก
“คุณหนู! เขา…”
หลิงหนานรีบคุกเข่าลงข้างกายชายหนุ่ม นางยื่นมือไปแตะบริเวณลำคอเพื่อตรวจชีพจร หัวใจยังเต้นอยู่แต่ค่อนข้างเร็ว นางรีบตรวจการหายใจ ก่อนใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณบาดแผลที่ศีรษะอย่างระมัดระวัง โดยพยายามไม่ขยับคอของเขา
“เขายังมีชีวิต”
เสี่ยวชิงถอนหายใจอย่างโล่งอก “แล้วเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
หลิงหนานมองชายหนุ่มตรงหน้า ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย แม้ยามหมดสติก็ยังมีความสง่างามบางอย่างที่แตกต่างจากบุรุษทั่วไป คิ้วเข้มพาดเหนือดวงตาที่ปิดสนิท สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบางซีดเพราะเสียเลือด เสื้อผ้าที่สวมแม้เปื้อนเลือดและฝุ่นดิน แต่เนื้อผ้ากลับมีคุณภาพดีอย่างเห็นได้ชัด
หลิงหนานใช้ปลายนิ้วสัมผัสแขนเสื้อเบา ๆ ผ้าชนิดนี้ไม่ใช่ของที่คนธรรมดาจะซื้อมาใช้ได้ง่าย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น กระบี่ที่ตกอยู่ข้างกายก็มีฝักประดับลวดลายละเอียด ชายคนนี้ต้องมีฐานะไม่ธรรมดาแต่เขาเป็นใครกันแน่และเหตุใดจึงได้รับบาดเจ็บอยู่กลางป่า
“คุณหนูเจ้าคะ” เสี่ยวชิงเรียกอีกครั้ง “เราควรรีบออกจากที่นี่นะเจ้าคะ หากโจรกลับมาอีก…”
“ข้ารู้” หลิงหนานพยักหน้า นางหันไปมองอาหลิวกับอาซาน “พวกเจ้าสองคนยังไหวหรือไม่”
อาหลิวรีบตอบ “ไหวขอรับ”
อาซานกุมไหล่ที่บาดเจ็บ “ข้าน้อยยังเดินได้ขอรับ”
“ดี” หลิงหนานมองเส้นทางเบื้องหน้า
การเดินทางไปเมืองชิงเหอคงต้องยุติลงเพียงเท่านี้ โจรกลุ่มนั้นตั้งใจมาฆ่านาง หากฝืนเดินทางต่อไป อาจตกอยู่ในอันตรายอีกครั้งแต่การกลับจวนก็ไม่ได้ปลอดภัยนัก โดยเฉพาะหากเจินจี้เป็นผู้วางแผนทั้งหมด
หลิงหนานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจ “เราจะกลับเมือง”
เสี่ยวชิงรีบพยักหน้า “เจ้าค่ะ!”
“แต่ต้องพาชายคนนี้ไปด้วย”
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







