LOGINคำพูดนั้นมิได้สะทกสะท้านกับความผิดแม้แต่น้อย เด็กคนนี้จะอยู่หรือตายก็ไม่สลักสำคัญอะไร เพราะนางเป็นเพียงส่วนเกินของจวนนี้อยู่แล้ว
ความรู้สึกปวดร้าวตีขึ้นมาในอก ภายในเหมือนกำลังสั่นไหว นั่นเพราะจิตใต้สำนึกของวิญญาณเดิมยังหลงเหลือ แต่ไม่นานความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปดั่งคนอ่อนแอที่ยกมือยอมแพ้ต่อโชคชะตา "ทะลุมิติมาได้กลับต้องพบพานคนชั่วร้ายเสียอย่างนั้น" หลี่ซินหรานเม้มปาก เจ้าของร่างเดิมทั้งอ่อนแอและถูกกดขี่ เมื่อนางได้โอกาสกลับมาเกิดและอยู่ในร่างนี้ไปแล้ว สาบานได้เลยว่านางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกได้แม้แต่บิดาของตน บิดาผู้เลือกหน้าตาเกียรติยศ เลือกอยู่ข้างคนชั่วมากกว่าลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง แม้แต่วันที่นางถูกใส่ร้าย ถูกคุมขังและถูกตีจนตาย ศพถูกทอดทิ้ง จะนำไปทำพิธีเป็นการส่งนางครั้งสุดท้ายก็หามีไม่ ต้นเหตุก็มาจากบิดาที่เพิกเฉยนางมาตลอด หากเขาไม่สั่งขังนางวันนั้น วันนี้นางคงไม่ตายอย่างอัปยศเช่นนี้ หลี่ซินหรานลุกขึ้นเดินไปที่หน้ากระจก นางคลี่เสื้อผ้าด้านหลังออกช้า ๆ รอยแส้แดงปรากฏบนแผ่นหลังเป็นทางยาว ไร้รอยแตกหรือมีเลือดไหล มีเพียงความรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในความทรงจำรอยแผลนี้ทำให้หลังนางแทบหัก เจ็บปวดเกินกว่าจะอธิบาย ความรู้สึกเหมือนคนกำลังจะตายแผ่ซ่านไปทุกอณูของร่างกาย ทว่าเมื่อจี้หยกเรืองแสงอยู่พักใหญ่นางรู้สึกว่าแผลบนผิวหนังค่อย ๆ สมานกันจนสนิท "แค่ทายาแก้ฟกช้ำก็หายเจ็บ จี้หยกนี่วิเศษยังไงกันนะ" นางยกมือกุมจี้บนคอเอาไว้ นึกถึงเมื่อชาติก่อนที่นางเคยแคล้วคลาดจากเหตุร้ายหลายครั้ง แต่ล่าสุดก็ไม่อาจยื้อชีวิตนางเอาไว้ได้ "เราคงหมดอายุขัยจากที่นั่นแล้วจริง ๆ" แล้วจี้หยกอันนี้ทำไมไม่ช่วยชีวิตของร่างเดิมเอาไว้ได้ล่ะ ทั้งที่นางโดนรังแกสารพัด นางหยิบห่อยาสมุนไพรที่พอจะมีเหลือไม่กี่อย่างนำมาบดผสมกันทั้งที่มีแต่ความสงสัยอยู่เต็มหัว จากนั้นค่อย ๆ ทาลงบนแผ่นหลังที่มีรอยแดงจนทั่ว นางลองใช้นิ้วกดลงเบา ๆ ตรงรอยเหล่านั้น "เจ็บ" เมื่อสัมผัสบางเบาเจ็บเพียงเล็กน้อยแต่พอลงน้ำหนักนางก็เจ็บเหมือนถูกตีอย่างรุนแรง "หยกนี่ ช่วยได้แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด" นางพึมพำออกมาพลางครุ่นคิด "น่าแปลกจริง" กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยอยู่รอบตัว ความเจ็บแสบค่อย ๆ จางลงอย่างน่าอัศจรรย์ ขณะนั้นจี้หยกพลันอุ่นขึ้นเป็นความอบอุ่นที่กำลังปลอบประโลมนาง หลี่ซินหรานชะงักมือ ปลายนิ้วแตะจี้หยกสีเขียวอ่อนที่มีลายคล้ายหมอกหมุนวนอยู่ภายใน ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาสิ่งนี้ไม่เคยห่างกาย แม้ในยามหมดสติก็ยังห้อยอยู่เช่นเดิม ความอุ่นไหลแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย ลมหายใจค่อย ๆ ราบเรียบ แม้แต่ความเจ็บปวดร้าวลึกก็เหมือนถูกกดทับลงไปแทบหมดสิ้น ราวกับมีใครบางคนกำลังบอกนางว่ายังไม่ถึงคราวแตกสลาย หลี่ซินหรานหลับตาลงชั่วครู่แล้วปล่อยจี้หยกให้แนบอกดังเดิม เมื่อทาแผลเสร็จเรียบร้อยนางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เก็บชุดที่กระจายบนพื้นพับเก็บเข้าที่เดิม จากนั้นนางก็เข้าไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้านอน "พรุ่งนี้ข้าจะไปคารวะท่านพ่อ ข้าไม่หวังอะไรนอกจากหวังเพียงไม่ให้ตัวเองโมโหจนฆ่าคนตายก็พอ" นางพูดพลางยกยิ้มมุมปาก จี้หยกนั้นเรืองแสงกะพริบสามครั้ง หลี่ซินหรานจึงเลิกคิ้วมอง "เจ้ารับรู้ได้ด้วยหรือ เช่นนั้นก็ดี คอยช่วยข้าหน่อยก็แล้วกัน" ทันทีที่นางพูดจบแสงนั้นก็กะพริบอีกสองครั้งราวกับจะบอกว่าข้ารับรู้เจตนาของท่านแล้ว รุ่งเช้า หลี่ซินหรานตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อเตรียมตัวไปที่เรือนหลักให้ทันเวลาก่อนหลี่เหวินเจิ้งออกไปทำงาน "คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้แล้ว" เสี่ยวเฉียวตื่นก่อนนางและเตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้แล้ว "อืม" นางพยักหน้าช้า ๆ แล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำโดยมีเสี่ยวเฉียวตามไปคอยรับใช้ ทันทีที่อาภรณ์เปลื้องออกจากตัวเผยให้เห็นรอยแดงจาง ๆ ที่แผ่นหลังบาง เสี่ยวเฉียวก็เบิกตาโตราวกับตกใจสุดขีด "คะ คุณหนูเจ้าคะ หลังของท่าน" หลี่ซินหรานผินหน้ามองสีหน้าราบเรียบไร้ความตระหนก "ทำไมหรือ" "มิใช่ว่าท่านหลังแตกเลือดอาบเป็นแผลเหวอะหวะหรอกหรือเจ้าคะ ทำไมถึง..." เสี่ยวเฉี่ยวตกตะลึงจนไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดตัวเองออกมาได้ "อาการของข้าดีขึ้นแล้ว ไม่ดีหรือ" นางยักไหล่ ไม่ยี่หระกับสิ่งที่กล่าวถึงแม้แต่น้อย "ดีเจ้าค่ะ ดีมาก แต่ก็เร็วจนเกินไป แค่ชั่วข้ามคืน" ปลายเสียงแผ่วลงพร้อมกับคิ้วเรียวขมวดแน่น "หรือเจ้าไม่อยากให้ข้าหาย อยากให้ข้านอนซมรอคนเอาน้ำกลือมาราด" "ไม่เจ้าค่ะ บ่าวมิได้คิดอย่างนั้น" เสี่ยวเฉียวโบกมือเป็นพัลวันกุลีกุจอช่วยถอดเสื้อผ้าและเกล้าผมให้นางต่อ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หลี่ซินหรานเลือกอาภรณ์สีฟ้าครามอ่อน เป็นผ้าเนื้อดีแต่เก่าเล็กน้อย สีไม่สด เพราะมิใช่ผ้าใหม่ แต่เป็นชุดที่เหมาะสมกับฐานะบุตรสาวขุนนางที่ไร้ผู้อุปถัมภ์ "เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ข้าจะไปคารวะท่านพ่อก่อนจะไม่ทันการ" นางยกยิ้มมุมปาก แววตาเย็นเยียบ พร้อมกับสูดลมหายใจลึกไหล่ตั้งตรง ก่อนก้าวออกจากเรือนอย่างสง่างามราวกับเป็นคนใหม่เสียงแตรสังข์ดังก้องกังวานไปทั่วนครหลวง ขบวนเดินทัพของอาหู่และ แม่ทัพเกาเทียนเล่อเคลื่อนเข้าสู่ประตูวังอย่างยิ่งใหญ่ ขบวนนี้ไม่ได้พกพาอาวุธมาเพื่อรบ แต่พกพาเอาเหล้าป่าหมื่นไหและ สมุนไพรล้ำค่ามาเพื่อฉลองอาหู่ในชุดขุนนางหนานเจียงที่ดูภูมิฐานขึ้น แต่ยังคงท่าทางนักเลงโตเหมือนเดิม เดินนำขบวนเคียงข้างแม่ทัพเกาที่สวมชุดเกราะอ่อนสีเงินสง่างาม ตามมาด้วยหูเจี้ยนและเกาชิงชิง คู่ข้าวใหม่ปลามันที่เดินจูงมือกันมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม"ดูสิ เมืองหลวงวันนี้สว่างยังกับกลางวัน ลูกชายฝ่าบาทนี่ดวงแข็งจริง ๆ ได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมเมียสวยขนาดนี้"อาหู่กระซิบพลางหัวเราะลั่นจนขุนนางวังหลวงที่เดินผ่านถึงกับสะดุ้งภายในพระที่นั่งบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์สลับกับกลิ่นอายความเข้มข้นของสุราชั้นเลิศ จักรพรรดิเซียวจิ่งเยี่ยนและฮองเฮาอวี้หลัน ประทับบนบัลลังก์คู่ดูสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติโต๊ะเสวยจัดแบ่งตามลำดับอย่างอบอุ่นโต๊ะอาวุโสมีเซียวจิ่งอัน หลี่ซินหราน เฉินเฟิง หลี่ซินเหยา อาหู่ เซียวหลัน และเกาเทียนเล่อ นั่งล้อมวงกันราวกับสหายที่ร่วมรบกันมาแรมปี เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาทำให้อำนาจที่เคย
ทันทีที่ข่าวพยัคฆ์หนุ่มสยบแม่เสือดาวแพร่ไปถึงหูของฮ่องเต้เซียวจิ่งอัน พระองค์ทรงพระสรวลเสียงดังลั่นตำหนัก ทรงรีบสั่งการให้เบิกสมบัติล้ำค่าจากคลังหลวง ทั้งผ้าไหมทองคำ หยกประดับ และอาวุธระดับตำนาน ส่งไปประเคนให้หลานชายถึงหนานเจียงหนัก ๆ โดยส่ง รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยนและเหล่ามังกรแฝด ทั้งสี่พระองค์เดินทางไปเป็นตัวแทนพระองค์บรรยากาศที่หน้าด่านหนานเจียงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขบวนม้าของรัชทายาทช่างสง่างาม แต่อลังการไม่แพ้กันคือขบวนของ แม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยาที่พาลูกชายทั้งสองคนคือเฉินหยาง และเฉินหมิงมาร่วมแสดงความยินดี"อาหู่ ข้าขนดาบเหล็กไหลมาให้ลูกสะใภ้เจ้าโดยเฉพาะ เห็นว่าดุนักไม่ใช่รึ" เฉินเฟิงตะโกนทักทายสหายรักที่ยืนหน้าบานรอรับแขกอยู่หน้าจวน"ฮ่าๆๆ! มาเลยสหายรัก วันนี้ข้าเตรียมเหล้าไว้รับรองพวกเจ้าจนถึงเช้า" อาหู่หัวเราะพลางกอดคอสหายทั้งสองเข้างานลานกว้างใจกลางเมืองหนานเจียงถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราของราชวงศ์และความดิบเถื่อนของนักรบหนานเจียง แสงโคมไฟนับหมื่นดวงส่องสว่างแข่งกับแสงดาว เสียงกลองศึกสลับกับเสียงพิณหวานหูหูเจี้ยน ในชุดเจ้า
ภายในห้องโถงจวนแม่ทัพเกาเทียนเล่อ บรรยากาศอึมครึมลงทันตา เมื่อแม่ทัพเกาเรียกเกาชิงชิงมายืนต่อหน้า โดยมีหูเจี้ยน นั่งกอดอกทำหน้ายียวนอยู่ข้าง ๆ"ชิงชิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ" แม่ทัพเกาตบโต๊ะเสียงดัง"เจ้าลืมที่ข้าสอนรึ วิชาการต่อสู้และธนูที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นลูกกำพร้าของน้องชายข้าที่พลีชีพในสนามรบ ข้าเลี้ยงเจ้ามาเพื่อให้เจ้าปกป้องตัวเอง ไม่ได้ให้เจ้าเอาไปเที่ยวไล่กัดกับแขกของข้าเช่นนี้"เกาชิงชิงก้มหน้านิ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเพราะความน้อยใจ "แต่เขาจะล่าสัตว์ในเขตที่ข้าดูแลนะเจ้าคะท่านพ่อ""หุบปาก! ถึงเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ข้าก็ไม่เคยอนุญาตให้เจ้าไปเป็นทหารรบราฆ่าฟันกับใคร ข้าอยากให้เจ้าเป็นสตรีที่สง่างาม ไม่ใช่แม่เสือป่าเช่นนี้ ขอโทษคุณชายหูเดี๋ยวนี้!"เกาชิงชิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปทางหูเจี้ยนแล้วสะบัดเสียงใส่ "ขอโทษ" จากนั้นนางก็วิ่งหนีเข้าห้องไปทันที ทิ้งให้หูเจี้ยนนั่งงงพลางรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ทำให้สตรีที่ดูเข้มแข็งขนาดนั้นต้องโดนดุเมื่อหูเจี้ยนกลับถึงเมืองหนานเจียง เขายังคงวนเวียนคิดถึงใบหน้าดุ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเกาชิงชิง รวมถึงฝีมือธนูที่ทัดเทียมกั
หลังจากงานพิธีอำลาตาเฒ่ากระบอกยาผ่านพ้นไป ความเศร้าโศกเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงปณิธานที่ต้องสานต่อ องค์รัชทายาททรงเริ่มปฏิบัติภารกิจตรวจการรอบนครหลวงเพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎรตามรอยพระราชบิดาข้างกายของพระองค์คือ เฉินหยาง ลูกชายคนโตของแม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยา ซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพและองครักษ์คู่ใจ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันดั่งพี่น้อง คนหนึ่งคือมังกรผู้ปกครองอีกคนคือพยัคฆ์ขาวผู้พิทักษ์"เฉินหยาง เจ้าว่าวันนี้ตลาดทิศตะวันออกดูคึกคักผิดปกติหรือไม่" รัชทายาทตรัสพลางทอดพระเนตรวิถีชีวิตผู้คน"ทูลรัชทายาท เป็นเพราะใกล้เทศกาลโคมไฟพะย่ะค่ะ ราษฎรต่างพากันเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสงบสุขของแผ่นดิน" เฉินหยางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามแบบฉบับตระกูลเฉินภารกิจสุดท้ายของวันคือการเข้าพบ มหาอัครเสนาบดีหวังอี้เทียน เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในราชสำนัก ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่จวนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง มหาอัครเสนาบดีก็รีบออกมาต้อนรับ"กระหม่อมขอประทานอภัยที่ให้ทรงรอนานพะย่ะค่ะ พอดีบุตรีของกระหม่อมกำลังจัดเตรียมน้ำชาเพื่อต้อนรับพระองค์อยู่"ทันใดนั้น สตรีนางหนึ่งใน
ในบ่ายวันที่อากาศอบอ้าว จดหมายจากนกสื่อสารปีกสีเงินสามฉบับส่งถึงวังหลวง, จวนแม่ทัพ และหนานเจียง เนื้อความในจดหมายสั้นและห้วนตามสไตล์ ตาเฒ่ากระบอกยา ว่า "ข้าแก่แล้ว สังขารข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน วิชาที่ข้ามีข้าไม่อยากให้มันตายไปกับโลงศพ ส่งลูกบ้านละหนึ่งคนมาหาข้าที่หุบเขาไร้นามภายในเจ็ดวัน ใครช้า ข้าจะถือว่าสิ้นวาสนาต่อกัน" ข่าวนี้ทำเอาเหล่าพ่อแม่นั่งไม่ติดพื้น ทุกคนต่างรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้รับสืบทอดวิชาที่เปลี่ยนคนตายให้ฟื้นได้ หลังจากปรึกษากันอย่างเคร่งครัด ตัวแทนรุ่นที่หนึ่งจึงถูกเลือก เซียวหลิน องค์หญิงแฝดผู้พี่ ตัวแทนจากวังหลวง นางมีพื้นฐานจากมารดาและมุ่งมั่นจะเป็นหมอหญิงที่เก่งที่สุด เฉินหมิง ลูกชายคนเล็กตระกูลเฉิน แม้จะเป็นขุนนางกรมโยธา แต่เขามีสมาธิสูงและเข้าใจเรื่องกลไกธาตุ ซึ่งจำเป็นต่อการสกัดยาชั้นสูง หูหลัน ลูกสาวคนเล็กหนานเจียง นางมีความใกล้ชิดกับพฤกษศาสตร์ป่าไม้มากที่สุดในสองพี่น้องของอาหู่ การเดินทางสู่หุบเขาไร้นามไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสามคนต้องเดินทางร่วมกันโดยไม่มีผู้ช่วยหรือทหารติดตาม ทันทีที่เข้าสู่เขตป่าหมอก พวกเขาต้องเจอกับเขาวงกตพฤกษาที่ตาเฒ่าจัดวา
กาลเวลาผันผ่านล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี แผ่นดินเซียวไม่เพียงแต่สงบสุข แต่ยังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ภายใต้การดูแลของทายาทแห่งหลี่ซินหรานและเซียวจิ่งอัน องค์รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยน แฝดคนโตของราชวงศ์ บุรุษผู้มีความเคร่งขรึมและเด็ดขาดเหมือนพระราชบิดา แต่มีนัยน์ตาที่แฝงความอ่อนโยนเหมือนมารดา เขาไม่เพียงแต่เก่งการปกครอง แต่ยังเป็นจอมทัพที่ได้รับการยอมรับจากทหารทั่วแผ่นดิน ในวัยยี่สิบเศษ เขาสามารถบริหารราชกิจแทนฮ่องเต้ได้อย่างไร้ที่ติ ราชเลขาเซียวอวี่ แฝดผู้น้องผู้ที่ตาเฒ่ากระบอกยาเคยย่นจมูกใส่เพราะหน้าเหมือนตา บัดนี้กลายเป็นนักปราชญ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เขามีความจำที่เลิศเลอและไหวพริบปฏิภาณในการวางแผนการเมืองได้อย่างแยบยล เป็นขุนพลฝ่ายบุ๋นที่คอยคานอำนาจและอุดช่องโหว่ให้พี่ชายได้อย่างสมบูรณ์แบบ องค์หญิงเซียวหลิน ธิดาแฝดองค์โต นางสืบทอดวิชาการแพทย์มาอย่างเต็มเปี่ยม นางเปิดสถานพยาบาลประชาราษฎร์ทั่วแคว้นพัฒนาการผ่าตัดและร่วมกับตำราของตาเฒ่า จนโรคร้ายไม่สามารถกล้ำกรายแผ่นดินเซียวได้อีก องค์หญิงเซียวเฟย แฝดหญิงคนน้อง รั้งตำแหน่งราชทูต นางเป็นผู้ที่นำกองเรือเซียวออกสู่มหาสมุทร ค้าขายกับดินแ
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่านลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิง
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น "องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท" ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด "ขออภัย" เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายท
เสียงฝีเท้าของคนทั้งห้าดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินของวิหารโลหิตที่ลึกลงไปใต้ดิน ยิ่งลึกอากาศยิ่งเย็นเยียบและชื้นแฉะ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซินหรานต้องหยุดชะงักไม่ใช่ความหนาวเย็น แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าน้ำค้างสวรรค์และจันทน์เทศพันปีที่ลอยมาตามลม กลิ่นที่นางจำได้ขึ้นใจว่ามันคือกลิ่นเฉพาะตัวที่ติดอ
กลางดึกท่ามกลางป่าหนานเจียงที่มืดมิด เสียงแมลงป่าเงียบหายไปอย่างประหลาด ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดกำลังกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่ปกคลุมอยู่ ในวงล้อมอาคมของตาเฒ่ากระบอกยา แสงสีม่วงทองยังคงหมุนวนรอบตัวเซียวจิ่งอันและหลี่ซินหรานอย่างต่อเนื่องเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าคมคายของรัชทายาทหนุ่ม พลั







