Se connecterเรือนหลักเงียบสงบ เสียงฝีเท้าบ่าวรับใช้เบาบางในยามเช้า หลี่เหวินเจิ้งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอม ใบหน้าขรึม เย็นชา สวมอาภรณ์ขุนนางอย่างเรียบร้อย ข้างกายคือหลิ่วซื่อกับหลี่ซินเหยา
เมื่อเห็นร่างบางก้าวเข้ามา หลิ่วซื่อถึงกับชะงัก ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาสั่นไหวเล็กน้อย หลี่ซินเหยาหน้าซีด ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อาจปิดบัง เพราะคนที่ควรตายไปแล้วกำลังยืนอยู่ตรงหน้า หลี่ซินหรานทำความเคารพอย่างงดงาม คุกเข่าลงช้า ๆ ตามธรรมเนียม "ลูกมาคารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ" เสียงนางราบเรียบ กิริยานิ่งสงบราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หลี่เหวินเจิ้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แววตานั้นมิใช่ดีใจ หากเป็นความแปลกใจปนเย็นชา "ได้ยินว่าวันนั้นไม่สบาย อาการเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ" คำถามนั้นฟังดูเหมือนห่วงใยแต่ไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง "เจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานตอบสั้น ๆ แล้วก้มหน้า หลิ่วซื่อรีบตั้งสติ ยิ้มอ่อนโยนอย่างที่ฝึกมานับสิบปี "เมื่อวานข้าคิดว่าซินหรานเพียงสลบไป จึงสั่งให้ปล่อยกลับเรือน นึกไม่ถึงว่านางจะฟื้นได้เร็วถึงเพียงนี้" น้ำเสียงอ่อนโยน แฝงความเมตตา หากใต้รอยยิ้ม ดวงตากลับแข็งกร้าว หลี่ซินเหยาก้าวออกมาหนึ่งก้าว เอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย "พี่ใหญ่ เมื่อวานท่านทำให้พวกเราตกใจนัก หากไม่สบาย เหตุใดไม่บอกเล่าแต่แรกเจ้าคะ" คำพูดนั้นฟังดูห่วงใยแต่คนฟังย่อมได้ยินว่าเป็นการโยนความผิดอย่างแนบเนียน หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสงบนิ่งไร้ข้อโต้แย้ง "เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ ทำให้ท่านพ่อและฮูหยินรองกังวล" คำพูดนั้นทำให้หลิ่วซื่อชะงักงันก่อนเก็บสีหน้าเป็นสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งที่ภายในใจคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์โกรธ หลี่เหวินเจิ้งเคยให้เรียกนางว่าท่านแม่ นางก็เชื่อฟังมาตลอด แต่เมื่อคำเรียกขานเปลี่ยนไปนับว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้กล้าท้าทายนางแล้ว จากคนที่เคยร้องไห้ขอความเมตตามาตลอด วันนี้กลับนิ่งจนชวนหวาดหวั่น หลี่เหวินเจิ้งสีแม้หน้าไม่เปลี่ยนแปลงกลับเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก "เหตุใดไม่เรียกท่านแม่" น้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้นมาทันใดดั่งคนที่เคยกดข่มผู้อื่นมานาน แต่หลี่ซินหรานยังคงเงียบต่อไป เขาจึงถอนหายใจพยักหน้าเล็กน้อย "วันนี้ข้าจะไม่ถือสาเจ้าเห็นว่าเจ้าไม่สบาย กลับไปพักผ่อน อย่าสร้างเรื่องให้วุ่นวายอีก เรื่องนี้ข้าจะทดเอาไว้ค่อยว่ากันวันหลัง" คำตัดสินนั้นหมายหัวนางชัดเจน ไม่มีการไต่ถามหรือตรวจสอบ ไม่มีแม้คำถามที่ห่วงใยว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นกับนางบ้าง หลี่ซินหรานก้มศีรษะต่ำ "เจ้าค่ะ" ก่อนลุกขึ้น นางเหลือบมองหลิ่วซื่อกับหลี่ซินเหยาเพียงชั่วอึดใจ แววตานั้นไม่โกรธแค้นหากเป็นความสงบนิ่งดั่งผิวน้ำก่อนเกิดพายุ นางหมุนตัวจากไปอย่างสำรวม ทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบที่ค่อย ๆ แทรกซึมในเรือนหลัก หลิ่วซื่อกำถ้วยชาแน่น ชาร้อนลวกฝ่ามือแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือคนที่ควรตายไปแล้วกลับมายืนอย่างสงบเหยียบหน้านางอยู่เช่นนี้ หลังออกจากเรือนหลักหลี่ซินหรานยังไม่กลับเรือนตนเอง นางหยุดยืนที่ทางเดินหิน แสงแดดอ่อนยามเช้าทอแสงบางผ่านกิ่งไม้ที่ยังไม่ผลิใบ "พี่ใหญ่" เสียงอ่อนหวานดังขึ้นด้านหลัง หลี่ซินเหยาเดินตามออกมา ใบหน้ายังซีดเล็กน้อย แต่ยังพยายามยิ้ม "เมื่อวานท่านทำให้ทุกคนตกใจจริง ๆ หากท่านไม่สบาย ควรบอกกล่าวแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่เกิดเรื่องเข้าใจผิด" คำพูดฟังดูมีเหตุผลแต่แฝงการตำหนิอย่างแนบเนียน หลี่ซินหรานหันกลับไปด้วยสีหน้าเรียบสงบ "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว" หลี่ซินเหยาชะงัก "เมื่อวานข้าไม่ได้ไม่สบาย" "แต่ข้า กำลังจะตาย" คำพูดนั้นแผ่วเบาแต่เน้นย้ำชัดเจน บ่าวรับใช้สองสามคนที่เดินผ่านต่างชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว หลิ่วซื่อที่เดินตามออกมาสมทบ ใบหน้าตึงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงยิ้มให้นาง "ซินหราน เจ้าอย่าพูดเกินจริงไปเลย เรื่องเมื่อวานเป็นเรื่องภายใน หากพูดเช่นนี้ต่อหน้าคนอื่นจะทำให้จวนเสียชื่อได้" หลี่ซินหรานก้มศีรษะเล็กน้อย ท่าทางนอบน้อม "ฮูหยินกล่าวถูกต้อง" "ข้าจึงตั้งใจจะจัดการให้เรียบร้อย" หลิ่วซื่อได้ฟังก็ขมวดคิ้ว "จัดการหรือ" หลี่ซินหรานหันไปทางบ่าวรับใช้ที่ยืนใกล้ แล้วกล่าวเสียงนิ่ง "ข้าสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวไปทั้งหมด" "เครื่องประดับ เสื้อผ้า เงินส่วนตัว รวมถึงตำราที่ท่านแม่ข้าทิ้งไว้" บ่าวรับใช้หน้าเปลี่ยนสีเพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก "ตามกฎของจวน" "ทรัพย์สินบุตรสาว ย่อมต้องคืนแก่เจ้าของ" "ข้าจึงตั้งใจจะขอให้พ่อบ้านตรวจสอบบัญชี และเชิญผู้ใหญ่ในจวนเป็นพยาน" คำว่า ผู้ใหญ่ในจวนทำให้หลิ่วซื่อหน้าซีดลงเล็กน้อยเพราะนั่นหมายถึงเรื่องจะไม่จบเงียบ ๆ หลี่ซินเหยารีบพูดขึ้นอย่างร้อนรน "พี่ใหญ่ คงเป็นความเข้าใจผิด บ่าวรับใช้อาจเก็บผิดที่ก็ได้เจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานยิ้มบาง ๆ "ไม่เป็นไร ข้าชอบความชัดเจน" นางหันไปมองหลิ่วซื่อ ดวงตาสงบนิ่งจนอ่านไม่ออก "ฮูหยินคุมจวนมาหลายปี ย่อมไม่ปล่อยให้บ่าวลักทรัพย์คุณหนูได้จริงหรือไม่" คำถามนั้นสุภาพแต่เหมือนคมมีดจ่ออยู่ที่คอ หากหลิ่วซื่อปฏิเสธเท่ากับยอมรับว่าการคุมจวนหละหลวม หากยอมรับก็เท่ากับรับว่าทรัพย์สินอยู่ที่ตน หลิ่วซื่อฝืนยิ้ม "แน่นอน ข้าจะให้คนตรวจสอบให้" หลี่ซินหรานพยักหน้า มิใช่การเคารพแต่ท่าทางของนางทำให้อีกฝ่ายกำลังรู้สึกด้อยกว่า "เช่นนั้นก็ดี ข้าไม่อยากให้คนภายนอกเข้าใจผิดว่าจวนตระกูลหลี่ฆ่าบุตรสาวคนโต แล้วยังยึดทรัพย์อีก" บ่าวรับใช้หลายคนก้มหน้าลงทันที หลี่ซินหรานยิ้มก่อนทำความเคารพเล็กน้อย "ข้าขอตัว" นางเดินจากไปอย่างสงบทิ้งไว้เพียงสองแม่ลูกที่ยืนแข็งทื่อ หลิ่วซื่อกำชายแขนเสื้อแน่น เล็บจิกลงเนื้อจนเจ็บ การที่เด็กหัวอ่อนคนหนึ่งเคยอยู่ใต้อาณัติของนางเกิดดวงแข็งขึ้นมาและกลับกลายเป็นอีกคน นอกจากไม่มีความกลัวเช่นเดิมยังไร้ความเคารพนางในฐานะผู้มีอำนาจในจวนที่เปรียบดั่งมารดา "ไม่ให้เกียรติข้าแล้วยังกล้าท้าทายข้าหรือ"ท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการล่าถอยของนางกำนัลใหญ่ กลิ่นอายของความตึงเครียดในห้องมิได้จางหายไปตามฝีเท้าของนางกำนัลผู้นั้น หลี่ซินหรานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ลมหายใจของนางหอบถี่เล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่ใช้พลังวิญญาณผ่านจี้หยกมากเกินไป ในขณะที่เซียวจิ่งอันยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีเบื้องหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ"เจ้ากล้าดีอย่างไร" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก "เจ้ากล้าใช้ร่างกายตนเองมาเป็นเกราะกำบัง เจ้าคิดว่าข้าจะซาบซึ้งจนมอบหัวใจให้เจ้า หรือคิดว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเสียตอนนี้"หลี่ซินหรานแค่นยิ้ม นางมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเข็มเงินที่ปนเปื้อนเลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษตกค้างจากแผ่นหลังของเขา"องค์ชายเจ็ด ท่านอาจจะฆ่าหมอทั่วไปเพื่อปิดปากได้" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า "แต่ท่านฆ่าหมอที่รู้วิธีถอนพิษชนิดพิเศษไม่ได้หรอกเพคะ"นางเว้นจังหวะครู่เดียวก็เผยคำพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้เศียวจิ่งอันนึกไม่ถึง "องค์ชายแกล้งขาพิการหากไม่มีหม่อมฉัน อีกไม่นานท่านพิการจริง ๆ และจ
ภายในห้องอักษรที่เงียบสงัด เซียวจิ่งอันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เขาจ้องมองสตรีที่ยืนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัย"เจ้าบอกให้ข้าควบคุมเจ้าให้ได้อย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นต่ำทุ้มแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกครั่นคร้าม "รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าว ข้าคงสั่งตัดลิ้นมันไปแล้ว"หลี่ซินหรานมิได้หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายสมุนไพรอ่อน ๆ จากตัวนางลอยไปกระทบจมูกของเขา เป็นกลิ่นที่สะอาดและทำให้จิตใจที่เคยหนักอึ้งของเขาสงบลงอย่างประหลาด"คนที่จะตัดลิ้นหม่อมฉันได้ ต้องเป็นคนที่มองว่าหม่อมฉันไร้ค่าเท่านั้นเพคะ" นางตอบพลางย่อกายลงเบื้องหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาอีกครั้งโดยมิได้ขออนุญาตเซียวจิ่งอันชะงัก ร่างกายของเขาตื่นตัวสัญชาตญาณสั่งให้เขาสะบัดออก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วนุ่มที่วางลงบนจุดชีพจรอย่างแม่นยำ เขากลับปล่อยให้นางทำตามใจ"ชีพจรขององค์ชายยังคงเต้นผิดจังหวะในบางช่วง เป็นเพราะพิษตกค้างที่ฝังลึกในเส้น
ฝนหยุดตกก่อนยามสามแต่ข่าวลือไม่เคยหยุดตาม คำสั่งย้ายแพร่ไปทั้งวังภายในครึ่งคืน ยามเช้า เสียงกระซิบดังทั่วทางเดิน "ว่าที่ชายาย้ายเข้าแล้วจริงหรือ" "ยังไม่อภิเษกก็อยู่ร่วมตำหนัก" "องค์ชายเจ็ดทรงลำเอียงถึงเพียงนี้" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูคนในตำหนักไม่ขาดสาย ภายในเรือนข้างของตำหนักหลัก หลี่ซินหรานกำลังอ่านบัญชียาสมุนไพรเมื่อคืนอย่างละเอียด เสี่ยวเฉียวกระซิบอย่างร้อนใจ "คุณหนู ข่าวข้างนอกแรงมากเจ้าค่ะ" "แรงเพียงใด" "เขาว่าท่านจงใจวางยาเพื่อย้ายเข้ามาใกล้ชิดองค์ชาย" มือที่เปิดหน้ากระดาษหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดำเนินต่อ "ยิ่งแรง ยิ่งมีคนร้อนตัว" เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขันทีเอกประจำตำหนักค้อมกาย "องค์ชายเรียกพบ" ภายในห้องอักษรเงียบสนิท องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย สีหน้าสงบเกินกว่าจะอ่านใจได้เมื่อหลี่ซินหรานคุกเข่า เขาไม่ได้ให้ลุกทันที "ข่าวลือวันนี้ เจ้าได้ยินหรือยัง" "ได้ยินแล้วเพคะ" "รู้สึกอย่างไร" คำถามนั้นฟังดูเหมือนไม่สำคัญแต่แท้จริงคือการชั่งใจ "ผู้ที่ปล่อยข่าวหวังให้หม่อมฉันเสียชื่อและให้องค์ชายเสียพระเกียรติ" เขาไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธเพียงกล่าวว่า "เจ้าทนได้หรื
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่าน ลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิงซูเหยา" เขาเพียงพยักหน้าราวกับไม่ใส่ใจนัก "อืม" อีกด้านหนึ่ง หลี่ซินหรานได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ในท้องพระโรงฝ่ายในฮองเฮานั่งนิ่งสายตาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "ได้ยินว่าเจ้าทำให้องค์ชายเจ็ดต้องออกหน้า" คำกล่าวไม่ดังมากแต่หนักอึ้งในใจคนฟัง หลี่ซินหรานคุกเข่าตอบ "หม่อมฉันมิได้เจตนา" "แต่ผลลัพธ์คือเขาเอ่ยปาก" บรรยากาศตึงเครียดจากแรงกดดันของผู้มีอำนาจจริง "เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นหรือ" คำถามราบเรียบแฝงความคมกริบ หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ "หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ" ฮองเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ดี เช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ภาระของตำหนักองค์ชาย" นี่คือคำเตือนของเบื้องสูง ถ้าข่าวลือยังไม่หยุดนางอาจถูกปลดจากการหมั้นหมายได้ ตอ
สองวันหลังเหตุการณ์ช่วยองค์หญิงเย่หลัน ฝ่ายในกลับเงียบผิดปกติเป็นความเงียบแต่ไม่สงบระหว่างทางเดินหินอ่อน เสียงกระซิบดังตามหลังทุกครั้งที่หลี่ซินหรานก้าวผ่าน"นางรู้เรื่องพิษได้อย่างไร""เข้าวังวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว""หรือเป็นคนวางเอง แล้วแสร้งช่วยเหลือ"คำพูดไม่ได้ดังแต่ตั้งใจให้ได้ยิน เสี่ยวเฉียวทึ่เดินตามหลังกำมือแน่น"คุณหนู พวกนางกล่าวหาท่านชัด ๆ เหตุใดไม่ชี้แจงเจ้าคะ"หลี่ซินหรานเดินต่อไปอย่างสงบ"ยิ่งชี้แจง ยิ่งเหมือนแก้ตัว""แต่หากปล่อยไว้...""ข่าวลือมีอายุของมัน"นางเอ่ยเรียบ ๆ"หากไม่มีคนเติมเชื้อไฟ เดี๋ยวมันก็ดับเอง"คำพูดนั้นเหมือนมั่นใจ แต่ในวังหลวง ข่าวลือไม่เคยดับเองเย็นวันนั้น เบี้ยหวัดที่ควรส่งมาถึงตำหนักกลับล่าช้า อาหารเย็นที่นำมากลับเย็นชืด และมีรอยช้ำบนผักอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยวเฉียวหน้าแดงด้วยความโกรธ"นี่จงใจแกล้งกันเห็น ๆ"หลี่ซินหรานใช้ตะเกียบเขี่ยผักเบา ๆ"ไม่ใช่แกล้ง แต่กำลังลองใจ""ลองใจ?""ดูว่าข้าจะโวยวายหรือไม่"นางวางตะเกียบแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าไม่เปลี่ยน"หากข้าไปร้องเรียน จะยิ่งดูเหมือนคนมีความผิดแล้วพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบ"เสี่ยวเฉียวจึงเงีย
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น"องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท"ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด"ขออภัย"เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว"โลหิตที่พระโอษฐ์มีสีคล้ำ มิใช่อาการจากความตกใจ"หลี่ซินหรานเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำหมอหลวงชะงัก สีหน้าไม่พอใจ"เจ้าคือใคร กล้าขัดคำวินิจฉัยของข้า""หม่อมฉันเป็นเพียงว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ด"นางตอบอย่างสุภาพ"แต่หากถวายยานั้น ชีพจรจะยิ่งอ่อนลง"ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วองค์หญิงอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ"เจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงหรือ"หลี่ซินหรานไม่ตอบ นางเพียงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเย่หลัน"ปลายเล็บเขียวคล้ำ ลมหายใจมีกลิ่นฝาด นี่คืออาการของพิษสะสม ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน"จี้หยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับยืนยันความคิดของนางหมอหลวงหน้าซีดวาบเขาก้มลงตรวจอีกครั้งก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า"รีบเปลี่ยนตำรับยา!"เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีผ่านไปครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเย่หลันพ้นขีดอันตราย ข่าวแพร่สะพัดไปท







