Se connecterหลังจากเข้าเรือนพักไม่นานนัก นางกำนัลคนหนึ่งก็มาถึง
"องค์หญิงหกมีรับสั่ง เรียกคุณหนูหลี่เข้าเฝ้า" คำพูดไม่ได้ให้เกียรติแต่ก็ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ เมื่อมาถึงตำหนักองค์หญิงหก หลี่ซินหรานก้าวเข้าไป เสียงหัวเราะคิกคักก็ดังขึ้นทันที สตรีวัยแรกรุ่นหลายคนนั่งรวมกันอยู่ บางคนแต่งกายหรูหรา บางคนสีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นี่หรือ ว่าที่ชายาขององค์ชายเจ็ด?" องค์หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ สายตากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง "ดูเรียบร้อยดี แต่เงียบเชียว ไม่เหมือนว่าที่ชายาเลยนะ" อีกคนกล่าวเสริมทันที "ได้ยินว่าองค์ชายเจ็ดป่วยหนัก ขนาดลุกจากเตียงยังไม่ได้ คงไม่ต้องเรียนรู้ธรรมเนียมวังมากนักกระมัง" เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก องค์หญิงหกนั่งอยู่หัวโต๊ะ สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาเย็นชา "ในเมื่อยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ" นางเอ่ยช้า ๆ "ก็ควรเรียนรู้มารยาทฝ่ายในเสียบ้าง จะได้ไม่ทำให้วังขายหน้า" คำพูดนั้นเหมือนคำสั่งมากกว่าคำแนะนำเสี่ยวเฉียวกำมือแน่นด้วยความโกรธ แต่หลี่ซินหรานกลับค้อมศีรษะอย่างสง่างาม "หม่อมฉันยินดีเรียนรู้เพคะ" นางเอ่ยเสียงเรียบ "ตราบใดที่เป็นกฎของวัง มิใช่อคติส่วนบุคคล" บรรยากาศเงียบลงฉับพลัน องค์หญิงบางคนหน้าถอดสี องค์หญิงหกหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนยิ้มเย็น "ช่างพูดได้ดีนัก สมกับเป็นบุตรสาวขุนนาง" หลี่ซินหรานไม่ตอบเพียงยืนนิ่ง หลังตรง สายตาสงบ ในวังแห่งนี้นางอาจยังไม่มีตำแหน่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าลดนางให้ต่ำกว่าสถานะว่าที่ชายาได้จริง ๆ หลังออกจากตำหนักองค์หญิงหก นางกำนัลพาหลี่ซินหรานไปยังเรือนรับรองฝ่ายใน ทางเดินหินยาวทอดผ่านสวนที่ตัดแต่งอย่างประณีต กลิ่นดอกไม้หอมอ่อน ๆ ลอยมาเป็นระยะ แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายได้เลย เสียงฝีเท้าของกำนัลสองคนที่เดินนำหน้าดังสม่ำเสมอ พวกนางพูดคุยกันเบา ๆ คิดว่านางคงไม่ได้ยิน "ได้ยินว่าองค์ชายเจ็ด อาการทรุดลงอีกแล้วนะ" อีกคนถอนหายใจเบา ๆ "ก็ไม่น่าแปลก ตั้งแต่ปีนั้นก็ไม่เคยดีขึ้นเลย หมอหลวงเปลี่ยนไปกี่คนแล้วก็เหมือนเดิม" "จริงสิ แล้วเหตุใดฝ่าบาทถึงพระราชทานสมรสให้ตอนนี้กันเล่า" เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังขึ้น "ใครจะไปรู้ อาจเพราะอยากให้มีคนดูแลก่อน…ก่อนจะถึงวันนั้นกระมัง" ไม่ต้องอธิบายนางก็เข้าใจได้ดี เสี่ยวเฉียวหน้าซีด กำชายแขนเสื้อแน่นหลี่ซินหรานกลับเดินต่ออย่างสงบนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย นางกำนัลอีกคนกดเสียงต่ำลง "ว่าที่ชายาก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ถูกส่งมาแบบนี้ คงไม่ต่างจากสิ่งของที่ใช้ถวาย" "อย่าพูดเสียงดัง เดี๋ยวจะเข้าหูคนอื่น" "กลัวอะไร นางก็แค่หมากเบี้ยตัวหนึ่ง เบท้องบนคงไม่ใส่ใจหรอก" คำพูดนั้นบางเบาแต่บาดคมยิ่งกว่าคมมีด เมื่อถึงหน้าเรือนรับรอง กำนัลทั้งสองหยุดเดินหันกลับมาโค้งคำนับอย่างเป็นทางการราวกับเมื่อครู่ไม่เคยพูดอะไร "เชิญคุณหนูพักผ่อน หากมีรับสั่งเพิ่มเติมจะมารายงาน" จากนั้นประตูปิดลงความเงียบเข้าปกคลุม ภายในเรือนรับรอง เรียบง่าย สะอาด แต่ไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากห้องที่เตรียมไว้ให้คนชั่วคราว เสี่ยวเฉียวอดทนไม่ไหว พูดเสียงสั่น "คุณหนู พวกเขาพูดจาเกินไปแล้วเจ้าค่ะ องค์ชายเจ็ดไม่ใช่..." "ช่างเถิด" หลี่ซินหรานเอ่ยตัดอย่างแผ่วเบา นางเดินไปนั่งข้างหน้าต่าง มองออกไปยังสวนด้านนอก "คำพูดพวกนั้นสำคัญกว่าที่คิด" เสี่ยวเฉียวชะงัก "สำคัญหรือเจ้าคะ" หลี่ซินหรานพยักหน้าเล็กน้อย "เมื่อทุกคนพูดเหมือนกัน แปลว่านี่คือสิ่งที่ทางวังต้องการให้คนเชื่อ" องค์ชายเจ็ดอ่อนแอ ไร้ค่า ใกล้ตายและว่าที่ชายาก็เป็นเพียงเครื่องประกอบฉาก นางหลับตาลงชั่วครู่ หากเขาไร้ค่าเพียงนั้นจริงวังหลวงจะเสียแรงพระราชทานสมรสทำไม "เสี่ยวเฉียว" "เจ้าค่ะ" "จดจำทุกคำพูดที่ได้ยินวันนี้ไว้" เสี่ยวเฉียวพยักหน้า แม้ไม่เข้าใจทั้งหมดหลี่ซินหรานลืมตาขึ้น แววตานิ่งสงบแต่ลึกลงไปมีประกายเย็นวาบ ในวังแห่งนี้คนที่ถูกมองว่า ไม่มีค่ามักเป็นคนที่ถูกใช้ปิดบังความจริงบางอย่างเสมอ และหากองค์ชายเจ็ดคือเงาที่ทุกคนมองข้าม บางที เขาอาจเป็นหมากที่อันตรายที่สุดบนกระดานนี้ก็ได้ เรือนรับรองฝ่ายในเงียบสงบเกินคาด เสียงพูดคุยของเหล่าองค์หญิงและคุณหนูจากตระกูลขุนนางดังเบา ๆ คล้ายเสียงผ้าไหมเสียดสีกันเอง หลี่ซินหรานได้รับเชิญให้เข้าร่วมวงสนทนา นางนั่งอยู่ตำแหน่งท้ายสุดตามลำดับที่จัดให้ ว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ดมิได้อยู่สูงกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด นางไม่แปลกใจเพราะในสายตาคนในวัง นางเป็นเพียงหมากที่ถูกเขี่ยมาใช้ ไม่มีใครคาดหวัง ไม่มีใครต้องเกรงใจ "ได้ยินว่าท่านจะเข้าวังถาวรเสียทีหรือเจ้าคะ" องค์หญิงผิงหยางเอ่ยขึ้น เสียงหวานแต่แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "องค์ชายเจ็ดช่างโชคร้ายจริง ๆ" เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งหลี่ซินหรานเพียงก้มศีรษะต่ำ สีหน้าเรียบสงบ ทันใดนั้น "อึก!" เสียงสำลักดังขึ้นอย่างฉับพลัน องค์หญิงเย่หลันที่นั่งอยู่ไม่ไกลยกมือกุมอก ร่างเอนพิงโต๊ะ ใบหน้าแดงคล้ำผิดปกติ "องค์หญิง!" เสียงแตกตื่นดังขึ้นทันที เย่หลันอ้าปากจะพูดแต่กลับมีของเหลวสีเข้มไหลออกมาจากมุมปาก นางทรุดลงกับพื้น ลมหายใจติดขัด แขนขาเริ่มเกร็ง เรือนทั้งหลังปั่นป่วน "เรียกหมอหลวงเร็ว!" ขันทีวิ่งออกไปอย่างลนลานหลี่ซินหรานลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัวนางมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่านี่ไม่ใช่อาการธรรมดาที่จะรอหมอหลวงได้ แต่นางไม่พูด ในฐานะคนที่ไม่มีใครเห็นค่า คำพูดของนางไม่มีน้ำหนักใด ๆ จี้หยกบนอกเรืองแสงแผ่วเบา ความเย็นซึมผ่านปลายนิ้ว ราวกับย้ำเตือนบางอย่าง ‘โดนพิษ’เสียงแตรสังข์ดังก้องกังวานไปทั่วนครหลวง ขบวนเดินทัพของอาหู่และ แม่ทัพเกาเทียนเล่อเคลื่อนเข้าสู่ประตูวังอย่างยิ่งใหญ่ ขบวนนี้ไม่ได้พกพาอาวุธมาเพื่อรบ แต่พกพาเอาเหล้าป่าหมื่นไหและ สมุนไพรล้ำค่ามาเพื่อฉลองอาหู่ในชุดขุนนางหนานเจียงที่ดูภูมิฐานขึ้น แต่ยังคงท่าทางนักเลงโตเหมือนเดิม เดินนำขบวนเคียงข้างแม่ทัพเกาที่สวมชุดเกราะอ่อนสีเงินสง่างาม ตามมาด้วยหูเจี้ยนและเกาชิงชิง คู่ข้าวใหม่ปลามันที่เดินจูงมือกันมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม"ดูสิ เมืองหลวงวันนี้สว่างยังกับกลางวัน ลูกชายฝ่าบาทนี่ดวงแข็งจริง ๆ ได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมเมียสวยขนาดนี้"อาหู่กระซิบพลางหัวเราะลั่นจนขุนนางวังหลวงที่เดินผ่านถึงกับสะดุ้งภายในพระที่นั่งบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์สลับกับกลิ่นอายความเข้มข้นของสุราชั้นเลิศ จักรพรรดิเซียวจิ่งเยี่ยนและฮองเฮาอวี้หลัน ประทับบนบัลลังก์คู่ดูสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติโต๊ะเสวยจัดแบ่งตามลำดับอย่างอบอุ่นโต๊ะอาวุโสมีเซียวจิ่งอัน หลี่ซินหราน เฉินเฟิง หลี่ซินเหยา อาหู่ เซียวหลัน และเกาเทียนเล่อ นั่งล้อมวงกันราวกับสหายที่ร่วมรบกันมาแรมปี เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาทำให้อำนาจที่เคย
ทันทีที่ข่าวพยัคฆ์หนุ่มสยบแม่เสือดาวแพร่ไปถึงหูของฮ่องเต้เซียวจิ่งอัน พระองค์ทรงพระสรวลเสียงดังลั่นตำหนัก ทรงรีบสั่งการให้เบิกสมบัติล้ำค่าจากคลังหลวง ทั้งผ้าไหมทองคำ หยกประดับ และอาวุธระดับตำนาน ส่งไปประเคนให้หลานชายถึงหนานเจียงหนัก ๆ โดยส่ง รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยนและเหล่ามังกรแฝด ทั้งสี่พระองค์เดินทางไปเป็นตัวแทนพระองค์บรรยากาศที่หน้าด่านหนานเจียงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขบวนม้าของรัชทายาทช่างสง่างาม แต่อลังการไม่แพ้กันคือขบวนของ แม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยาที่พาลูกชายทั้งสองคนคือเฉินหยาง และเฉินหมิงมาร่วมแสดงความยินดี"อาหู่ ข้าขนดาบเหล็กไหลมาให้ลูกสะใภ้เจ้าโดยเฉพาะ เห็นว่าดุนักไม่ใช่รึ" เฉินเฟิงตะโกนทักทายสหายรักที่ยืนหน้าบานรอรับแขกอยู่หน้าจวน"ฮ่าๆๆ! มาเลยสหายรัก วันนี้ข้าเตรียมเหล้าไว้รับรองพวกเจ้าจนถึงเช้า" อาหู่หัวเราะพลางกอดคอสหายทั้งสองเข้างานลานกว้างใจกลางเมืองหนานเจียงถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราของราชวงศ์และความดิบเถื่อนของนักรบหนานเจียง แสงโคมไฟนับหมื่นดวงส่องสว่างแข่งกับแสงดาว เสียงกลองศึกสลับกับเสียงพิณหวานหูหูเจี้ยน ในชุดเจ้า
ภายในห้องโถงจวนแม่ทัพเกาเทียนเล่อ บรรยากาศอึมครึมลงทันตา เมื่อแม่ทัพเกาเรียกเกาชิงชิงมายืนต่อหน้า โดยมีหูเจี้ยน นั่งกอดอกทำหน้ายียวนอยู่ข้าง ๆ"ชิงชิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ" แม่ทัพเกาตบโต๊ะเสียงดัง"เจ้าลืมที่ข้าสอนรึ วิชาการต่อสู้และธนูที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นลูกกำพร้าของน้องชายข้าที่พลีชีพในสนามรบ ข้าเลี้ยงเจ้ามาเพื่อให้เจ้าปกป้องตัวเอง ไม่ได้ให้เจ้าเอาไปเที่ยวไล่กัดกับแขกของข้าเช่นนี้"เกาชิงชิงก้มหน้านิ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเพราะความน้อยใจ "แต่เขาจะล่าสัตว์ในเขตที่ข้าดูแลนะเจ้าคะท่านพ่อ""หุบปาก! ถึงเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ข้าก็ไม่เคยอนุญาตให้เจ้าไปเป็นทหารรบราฆ่าฟันกับใคร ข้าอยากให้เจ้าเป็นสตรีที่สง่างาม ไม่ใช่แม่เสือป่าเช่นนี้ ขอโทษคุณชายหูเดี๋ยวนี้!"เกาชิงชิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปทางหูเจี้ยนแล้วสะบัดเสียงใส่ "ขอโทษ" จากนั้นนางก็วิ่งหนีเข้าห้องไปทันที ทิ้งให้หูเจี้ยนนั่งงงพลางรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ทำให้สตรีที่ดูเข้มแข็งขนาดนั้นต้องโดนดุเมื่อหูเจี้ยนกลับถึงเมืองหนานเจียง เขายังคงวนเวียนคิดถึงใบหน้าดุ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเกาชิงชิง รวมถึงฝีมือธนูที่ทัดเทียมกั
หลังจากงานพิธีอำลาตาเฒ่ากระบอกยาผ่านพ้นไป ความเศร้าโศกเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงปณิธานที่ต้องสานต่อ องค์รัชทายาททรงเริ่มปฏิบัติภารกิจตรวจการรอบนครหลวงเพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎรตามรอยพระราชบิดาข้างกายของพระองค์คือ เฉินหยาง ลูกชายคนโตของแม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยา ซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพและองครักษ์คู่ใจ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันดั่งพี่น้อง คนหนึ่งคือมังกรผู้ปกครองอีกคนคือพยัคฆ์ขาวผู้พิทักษ์"เฉินหยาง เจ้าว่าวันนี้ตลาดทิศตะวันออกดูคึกคักผิดปกติหรือไม่" รัชทายาทตรัสพลางทอดพระเนตรวิถีชีวิตผู้คน"ทูลรัชทายาท เป็นเพราะใกล้เทศกาลโคมไฟพะย่ะค่ะ ราษฎรต่างพากันเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสงบสุขของแผ่นดิน" เฉินหยางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามแบบฉบับตระกูลเฉินภารกิจสุดท้ายของวันคือการเข้าพบ มหาอัครเสนาบดีหวังอี้เทียน เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในราชสำนัก ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่จวนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง มหาอัครเสนาบดีก็รีบออกมาต้อนรับ"กระหม่อมขอประทานอภัยที่ให้ทรงรอนานพะย่ะค่ะ พอดีบุตรีของกระหม่อมกำลังจัดเตรียมน้ำชาเพื่อต้อนรับพระองค์อยู่"ทันใดนั้น สตรีนางหนึ่งใน
ในบ่ายวันที่อากาศอบอ้าว จดหมายจากนกสื่อสารปีกสีเงินสามฉบับส่งถึงวังหลวง, จวนแม่ทัพ และหนานเจียง เนื้อความในจดหมายสั้นและห้วนตามสไตล์ ตาเฒ่ากระบอกยา ว่า "ข้าแก่แล้ว สังขารข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน วิชาที่ข้ามีข้าไม่อยากให้มันตายไปกับโลงศพ ส่งลูกบ้านละหนึ่งคนมาหาข้าที่หุบเขาไร้นามภายในเจ็ดวัน ใครช้า ข้าจะถือว่าสิ้นวาสนาต่อกัน" ข่าวนี้ทำเอาเหล่าพ่อแม่นั่งไม่ติดพื้น ทุกคนต่างรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้รับสืบทอดวิชาที่เปลี่ยนคนตายให้ฟื้นได้ หลังจากปรึกษากันอย่างเคร่งครัด ตัวแทนรุ่นที่หนึ่งจึงถูกเลือก เซียวหลิน องค์หญิงแฝดผู้พี่ ตัวแทนจากวังหลวง นางมีพื้นฐานจากมารดาและมุ่งมั่นจะเป็นหมอหญิงที่เก่งที่สุด เฉินหมิง ลูกชายคนเล็กตระกูลเฉิน แม้จะเป็นขุนนางกรมโยธา แต่เขามีสมาธิสูงและเข้าใจเรื่องกลไกธาตุ ซึ่งจำเป็นต่อการสกัดยาชั้นสูง หูหลัน ลูกสาวคนเล็กหนานเจียง นางมีความใกล้ชิดกับพฤกษศาสตร์ป่าไม้มากที่สุดในสองพี่น้องของอาหู่ การเดินทางสู่หุบเขาไร้นามไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสามคนต้องเดินทางร่วมกันโดยไม่มีผู้ช่วยหรือทหารติดตาม ทันทีที่เข้าสู่เขตป่าหมอก พวกเขาต้องเจอกับเขาวงกตพฤกษาที่ตาเฒ่าจัดวา
กาลเวลาผันผ่านล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี แผ่นดินเซียวไม่เพียงแต่สงบสุข แต่ยังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ภายใต้การดูแลของทายาทแห่งหลี่ซินหรานและเซียวจิ่งอัน องค์รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยน แฝดคนโตของราชวงศ์ บุรุษผู้มีความเคร่งขรึมและเด็ดขาดเหมือนพระราชบิดา แต่มีนัยน์ตาที่แฝงความอ่อนโยนเหมือนมารดา เขาไม่เพียงแต่เก่งการปกครอง แต่ยังเป็นจอมทัพที่ได้รับการยอมรับจากทหารทั่วแผ่นดิน ในวัยยี่สิบเศษ เขาสามารถบริหารราชกิจแทนฮ่องเต้ได้อย่างไร้ที่ติ ราชเลขาเซียวอวี่ แฝดผู้น้องผู้ที่ตาเฒ่ากระบอกยาเคยย่นจมูกใส่เพราะหน้าเหมือนตา บัดนี้กลายเป็นนักปราชญ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เขามีความจำที่เลิศเลอและไหวพริบปฏิภาณในการวางแผนการเมืองได้อย่างแยบยล เป็นขุนพลฝ่ายบุ๋นที่คอยคานอำนาจและอุดช่องโหว่ให้พี่ชายได้อย่างสมบูรณ์แบบ องค์หญิงเซียวหลิน ธิดาแฝดองค์โต นางสืบทอดวิชาการแพทย์มาอย่างเต็มเปี่ยม นางเปิดสถานพยาบาลประชาราษฎร์ทั่วแคว้นพัฒนาการผ่าตัดและร่วมกับตำราของตาเฒ่า จนโรคร้ายไม่สามารถกล้ำกรายแผ่นดินเซียวได้อีก องค์หญิงเซียวเฟย แฝดหญิงคนน้อง รั้งตำแหน่งราชทูต นางเป็นผู้ที่นำกองเรือเซียวออกสู่มหาสมุทร ค้าขายกับดินแ
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่านลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิง
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น "องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท" ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด "ขออภัย" เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายท
เสียงฝีเท้าของคนทั้งห้าดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินของวิหารโลหิตที่ลึกลงไปใต้ดิน ยิ่งลึกอากาศยิ่งเย็นเยียบและชื้นแฉะ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซินหรานต้องหยุดชะงักไม่ใช่ความหนาวเย็น แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าน้ำค้างสวรรค์และจันทน์เทศพันปีที่ลอยมาตามลม กลิ่นที่นางจำได้ขึ้นใจว่ามันคือกลิ่นเฉพาะตัวที่ติดอ
กลางดึกท่ามกลางป่าหนานเจียงที่มืดมิด เสียงแมลงป่าเงียบหายไปอย่างประหลาด ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดกำลังกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่ปกคลุมอยู่ ในวงล้อมอาคมของตาเฒ่ากระบอกยา แสงสีม่วงทองยังคงหมุนวนรอบตัวเซียวจิ่งอันและหลี่ซินหรานอย่างต่อเนื่องเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าคมคายของรัชทายาทหนุ่ม พลั







