Se connecterหลังจากเข้าเรือนพักไม่นานนัก นางกำนัลคนหนึ่งก็มาถึง
"องค์หญิงหกมีรับสั่ง เรียกคุณหนูหลี่เข้าเฝ้า" คำพูดไม่ได้ให้เกียรติแต่ก็ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ เมื่อมาถึงตำหนักองค์หญิงหก หลี่ซินหรานก้าวเข้าไป เสียงหัวเราะคิกคักก็ดังขึ้นทันที สตรีวัยแรกรุ่นหลายคนนั่งรวมกันอยู่ บางคนแต่งกายหรูหรา บางคนสีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นี่หรือ ว่าที่ชายาขององค์ชายเจ็ด?" องค์หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ สายตากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง "ดูเรียบร้อยดี แต่เงียบเชียว ไม่เหมือนว่าที่ชายาเลยนะ" อีกคนกล่าวเสริมทันที "ได้ยินว่าองค์ชายเจ็ดป่วยหนัก ขนาดลุกจากเตียงยังไม่ได้ คงไม่ต้องเรียนรู้ธรรมเนียมวังมากนักกระมัง" เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก องค์หญิงหกนั่งอยู่หัวโต๊ะ สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาเย็นชา "ในเมื่อยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ" นางเอ่ยช้า ๆ "ก็ควรเรียนรู้มารยาทฝ่ายในเสียบ้าง จะได้ไม่ทำให้วังขายหน้า" คำพูดนั้นเหมือนคำสั่งมากกว่าคำแนะนำเสี่ยวเฉียวกำมือแน่นด้วยความโกรธ แต่หลี่ซินหรานกลับค้อมศีรษะอย่างสง่างาม "หม่อมฉันยินดีเรียนรู้เพคะ" นางเอ่ยเสียงเรียบ "ตราบใดที่เป็นกฎของวัง มิใช่อคติส่วนบุคคล" บรรยากาศเงียบลงฉับพลัน องค์หญิงบางคนหน้าถอดสี องค์หญิงหกหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนยิ้มเย็น "ช่างพูดได้ดีนัก สมกับเป็นบุตรสาวขุนนาง" หลี่ซินหรานไม่ตอบเพียงยืนนิ่ง หลังตรง สายตาสงบ ในวังแห่งนี้นางอาจยังไม่มีตำแหน่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าลดนางให้ต่ำกว่าสถานะว่าที่ชายาได้จริง ๆ หลังออกจากตำหนักองค์หญิงหก นางกำนัลพาหลี่ซินหรานไปยังเรือนรับรองฝ่ายใน ทางเดินหินยาวทอดผ่านสวนที่ตัดแต่งอย่างประณีต กลิ่นดอกไม้หอมอ่อน ๆ ลอยมาเป็นระยะ แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายได้เลย เสียงฝีเท้าของกำนัลสองคนที่เดินนำหน้าดังสม่ำเสมอ พวกนางพูดคุยกันเบา ๆ คิดว่านางคงไม่ได้ยิน "ได้ยินว่าองค์ชายเจ็ด อาการทรุดลงอีกแล้วนะ" อีกคนถอนหายใจเบา ๆ "ก็ไม่น่าแปลก ตั้งแต่ปีนั้นก็ไม่เคยดีขึ้นเลย หมอหลวงเปลี่ยนไปกี่คนแล้วก็เหมือนเดิม" "จริงสิ แล้วเหตุใดฝ่าบาทถึงพระราชทานสมรสให้ตอนนี้กันเล่า" เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังขึ้น "ใครจะไปรู้ อาจเพราะอยากให้มีคนดูแลก่อน…ก่อนจะถึงวันนั้นกระมัง" ไม่ต้องอธิบายนางก็เข้าใจได้ดี เสี่ยวเฉียวหน้าซีด กำชายแขนเสื้อแน่นหลี่ซินหรานกลับเดินต่ออย่างสงบนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย นางกำนัลอีกคนกดเสียงต่ำลง "ว่าที่ชายาก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ถูกส่งมาแบบนี้ คงไม่ต่างจากสิ่งของที่ใช้ถวาย" "อย่าพูดเสียงดัง เดี๋ยวจะเข้าหูคนอื่น" "กลัวอะไร นางก็แค่หมากเบี้ยตัวหนึ่ง เบท้องบนคงไม่ใส่ใจหรอก" คำพูดนั้นบางเบาแต่บาดคมยิ่งกว่าคมมีด เมื่อถึงหน้าเรือนรับรอง กำนัลทั้งสองหยุดเดินหันกลับมาโค้งคำนับอย่างเป็นทางการราวกับเมื่อครู่ไม่เคยพูดอะไร "เชิญคุณหนูพักผ่อน หากมีรับสั่งเพิ่มเติมจะมารายงาน" จากนั้นประตูปิดลงความเงียบเข้าปกคลุม ภายในเรือนรับรอง เรียบง่าย สะอาด แต่ไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากห้องที่เตรียมไว้ให้คนชั่วคราว เสี่ยวเฉียวอดทนไม่ไหว พูดเสียงสั่น "คุณหนู พวกเขาพูดจาเกินไปแล้วเจ้าค่ะ องค์ชายเจ็ดไม่ใช่..." "ช่างเถิด" หลี่ซินหรานเอ่ยตัดอย่างแผ่วเบา นางเดินไปนั่งข้างหน้าต่าง มองออกไปยังสวนด้านนอก "คำพูดพวกนั้นสำคัญกว่าที่คิด" เสี่ยวเฉียวชะงัก "สำคัญหรือเจ้าคะ" หลี่ซินหรานพยักหน้าเล็กน้อย "เมื่อทุกคนพูดเหมือนกัน แปลว่านี่คือสิ่งที่ทางวังต้องการให้คนเชื่อ" องค์ชายเจ็ดอ่อนแอ ไร้ค่า ใกล้ตายและว่าที่ชายาก็เป็นเพียงเครื่องประกอบฉาก นางหลับตาลงชั่วครู่ หากเขาไร้ค่าเพียงนั้นจริงวังหลวงจะเสียแรงพระราชทานสมรสทำไม "เสี่ยวเฉียว" "เจ้าค่ะ" "จดจำทุกคำพูดที่ได้ยินวันนี้ไว้" เสี่ยวเฉียวพยักหน้า แม้ไม่เข้าใจทั้งหมดหลี่ซินหรานลืมตาขึ้น แววตานิ่งสงบแต่ลึกลงไปมีประกายเย็นวาบ ในวังแห่งนี้คนที่ถูกมองว่า ไม่มีค่ามักเป็นคนที่ถูกใช้ปิดบังความจริงบางอย่างเสมอ และหากองค์ชายเจ็ดคือเงาที่ทุกคนมองข้าม บางที เขาอาจเป็นหมากที่อันตรายที่สุดบนกระดานนี้ก็ได้ เรือนรับรองฝ่ายในเงียบสงบเกินคาด เสียงพูดคุยของเหล่าองค์หญิงและคุณหนูจากตระกูลขุนนางดังเบา ๆ คล้ายเสียงผ้าไหมเสียดสีกันเอง หลี่ซินหรานได้รับเชิญให้เข้าร่วมวงสนทนา นางนั่งอยู่ตำแหน่งท้ายสุดตามลำดับที่จัดให้ ว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ดมิได้อยู่สูงกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด นางไม่แปลกใจเพราะในสายตาคนในวัง นางเป็นเพียงหมากที่ถูกเขี่ยมาใช้ ไม่มีใครคาดหวัง ไม่มีใครต้องเกรงใจ "ได้ยินว่าท่านจะเข้าวังถาวรเสียทีหรือเจ้าคะ" องค์หญิงผิงหยางเอ่ยขึ้น เสียงหวานแต่แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "องค์ชายเจ็ดช่างโชคร้ายจริง ๆ" เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งหลี่ซินหรานเพียงก้มศีรษะต่ำ สีหน้าเรียบสงบ ทันใดนั้น "อึก!" เสียงสำลักดังขึ้นอย่างฉับพลัน องค์หญิงเย่หลันที่นั่งอยู่ไม่ไกลยกมือกุมอก ร่างเอนพิงโต๊ะ ใบหน้าแดงคล้ำผิดปกติ "องค์หญิง!" เสียงแตกตื่นดังขึ้นทันที เย่หลันอ้าปากจะพูดแต่กลับมีของเหลวสีเข้มไหลออกมาจากมุมปาก นางทรุดลงกับพื้น ลมหายใจติดขัด แขนขาเริ่มเกร็ง เรือนทั้งหลังปั่นป่วน "เรียกหมอหลวงเร็ว!" ขันทีวิ่งออกไปอย่างลนลานหลี่ซินหรานลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัวนางมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่านี่ไม่ใช่อาการธรรมดาที่จะรอหมอหลวงได้ แต่นางไม่พูด ในฐานะคนที่ไม่มีใครเห็นค่า คำพูดของนางไม่มีน้ำหนักใด ๆ จี้หยกบนอกเรืองแสงแผ่วเบา ความเย็นซึมผ่านปลายนิ้ว ราวกับย้ำเตือนบางอย่าง ‘โดนพิษ’ท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการล่าถอยของนางกำนัลใหญ่ กลิ่นอายของความตึงเครียดในห้องมิได้จางหายไปตามฝีเท้าของนางกำนัลผู้นั้น หลี่ซินหรานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ลมหายใจของนางหอบถี่เล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่ใช้พลังวิญญาณผ่านจี้หยกมากเกินไป ในขณะที่เซียวจิ่งอันยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีเบื้องหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ"เจ้ากล้าดีอย่างไร" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก "เจ้ากล้าใช้ร่างกายตนเองมาเป็นเกราะกำบัง เจ้าคิดว่าข้าจะซาบซึ้งจนมอบหัวใจให้เจ้า หรือคิดว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเสียตอนนี้"หลี่ซินหรานแค่นยิ้ม นางมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเข็มเงินที่ปนเปื้อนเลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษตกค้างจากแผ่นหลังของเขา"องค์ชายเจ็ด ท่านอาจจะฆ่าหมอทั่วไปเพื่อปิดปากได้" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า "แต่ท่านฆ่าหมอที่รู้วิธีถอนพิษชนิดพิเศษไม่ได้หรอกเพคะ"นางเว้นจังหวะครู่เดียวก็เผยคำพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้เศียวจิ่งอันนึกไม่ถึง "องค์ชายแกล้งขาพิการหากไม่มีหม่อมฉัน อีกไม่นานท่านพิการจริง ๆ และจ
ภายในห้องอักษรที่เงียบสงัด เซียวจิ่งอันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เขาจ้องมองสตรีที่ยืนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัย"เจ้าบอกให้ข้าควบคุมเจ้าให้ได้อย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นต่ำทุ้มแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกครั่นคร้าม "รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าว ข้าคงสั่งตัดลิ้นมันไปแล้ว"หลี่ซินหรานมิได้หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายสมุนไพรอ่อน ๆ จากตัวนางลอยไปกระทบจมูกของเขา เป็นกลิ่นที่สะอาดและทำให้จิตใจที่เคยหนักอึ้งของเขาสงบลงอย่างประหลาด"คนที่จะตัดลิ้นหม่อมฉันได้ ต้องเป็นคนที่มองว่าหม่อมฉันไร้ค่าเท่านั้นเพคะ" นางตอบพลางย่อกายลงเบื้องหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาอีกครั้งโดยมิได้ขออนุญาตเซียวจิ่งอันชะงัก ร่างกายของเขาตื่นตัวสัญชาตญาณสั่งให้เขาสะบัดออก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วนุ่มที่วางลงบนจุดชีพจรอย่างแม่นยำ เขากลับปล่อยให้นางทำตามใจ"ชีพจรขององค์ชายยังคงเต้นผิดจังหวะในบางช่วง เป็นเพราะพิษตกค้างที่ฝังลึกในเส้น
ฝนหยุดตกก่อนยามสามแต่ข่าวลือไม่เคยหยุดตาม คำสั่งย้ายแพร่ไปทั้งวังภายในครึ่งคืน ยามเช้า เสียงกระซิบดังทั่วทางเดิน "ว่าที่ชายาย้ายเข้าแล้วจริงหรือ" "ยังไม่อภิเษกก็อยู่ร่วมตำหนัก" "องค์ชายเจ็ดทรงลำเอียงถึงเพียงนี้" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูคนในตำหนักไม่ขาดสาย ภายในเรือนข้างของตำหนักหลัก หลี่ซินหรานกำลังอ่านบัญชียาสมุนไพรเมื่อคืนอย่างละเอียด เสี่ยวเฉียวกระซิบอย่างร้อนใจ "คุณหนู ข่าวข้างนอกแรงมากเจ้าค่ะ" "แรงเพียงใด" "เขาว่าท่านจงใจวางยาเพื่อย้ายเข้ามาใกล้ชิดองค์ชาย" มือที่เปิดหน้ากระดาษหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดำเนินต่อ "ยิ่งแรง ยิ่งมีคนร้อนตัว" เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขันทีเอกประจำตำหนักค้อมกาย "องค์ชายเรียกพบ" ภายในห้องอักษรเงียบสนิท องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย สีหน้าสงบเกินกว่าจะอ่านใจได้เมื่อหลี่ซินหรานคุกเข่า เขาไม่ได้ให้ลุกทันที "ข่าวลือวันนี้ เจ้าได้ยินหรือยัง" "ได้ยินแล้วเพคะ" "รู้สึกอย่างไร" คำถามนั้นฟังดูเหมือนไม่สำคัญแต่แท้จริงคือการชั่งใจ "ผู้ที่ปล่อยข่าวหวังให้หม่อมฉันเสียชื่อและให้องค์ชายเสียพระเกียรติ" เขาไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธเพียงกล่าวว่า "เจ้าทนได้หรื
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่าน ลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิงซูเหยา" เขาเพียงพยักหน้าราวกับไม่ใส่ใจนัก "อืม" อีกด้านหนึ่ง หลี่ซินหรานได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ในท้องพระโรงฝ่ายในฮองเฮานั่งนิ่งสายตาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "ได้ยินว่าเจ้าทำให้องค์ชายเจ็ดต้องออกหน้า" คำกล่าวไม่ดังมากแต่หนักอึ้งในใจคนฟัง หลี่ซินหรานคุกเข่าตอบ "หม่อมฉันมิได้เจตนา" "แต่ผลลัพธ์คือเขาเอ่ยปาก" บรรยากาศตึงเครียดจากแรงกดดันของผู้มีอำนาจจริง "เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นหรือ" คำถามราบเรียบแฝงความคมกริบ หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ "หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ" ฮองเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ดี เช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ภาระของตำหนักองค์ชาย" นี่คือคำเตือนของเบื้องสูง ถ้าข่าวลือยังไม่หยุดนางอาจถูกปลดจากการหมั้นหมายได้ ตอ
สองวันหลังเหตุการณ์ช่วยองค์หญิงเย่หลัน ฝ่ายในกลับเงียบผิดปกติเป็นความเงียบแต่ไม่สงบระหว่างทางเดินหินอ่อน เสียงกระซิบดังตามหลังทุกครั้งที่หลี่ซินหรานก้าวผ่าน"นางรู้เรื่องพิษได้อย่างไร""เข้าวังวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว""หรือเป็นคนวางเอง แล้วแสร้งช่วยเหลือ"คำพูดไม่ได้ดังแต่ตั้งใจให้ได้ยิน เสี่ยวเฉียวทึ่เดินตามหลังกำมือแน่น"คุณหนู พวกนางกล่าวหาท่านชัด ๆ เหตุใดไม่ชี้แจงเจ้าคะ"หลี่ซินหรานเดินต่อไปอย่างสงบ"ยิ่งชี้แจง ยิ่งเหมือนแก้ตัว""แต่หากปล่อยไว้...""ข่าวลือมีอายุของมัน"นางเอ่ยเรียบ ๆ"หากไม่มีคนเติมเชื้อไฟ เดี๋ยวมันก็ดับเอง"คำพูดนั้นเหมือนมั่นใจ แต่ในวังหลวง ข่าวลือไม่เคยดับเองเย็นวันนั้น เบี้ยหวัดที่ควรส่งมาถึงตำหนักกลับล่าช้า อาหารเย็นที่นำมากลับเย็นชืด และมีรอยช้ำบนผักอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยวเฉียวหน้าแดงด้วยความโกรธ"นี่จงใจแกล้งกันเห็น ๆ"หลี่ซินหรานใช้ตะเกียบเขี่ยผักเบา ๆ"ไม่ใช่แกล้ง แต่กำลังลองใจ""ลองใจ?""ดูว่าข้าจะโวยวายหรือไม่"นางวางตะเกียบแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าไม่เปลี่ยน"หากข้าไปร้องเรียน จะยิ่งดูเหมือนคนมีความผิดแล้วพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบ"เสี่ยวเฉียวจึงเงีย
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น"องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท"ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด"ขออภัย"เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว"โลหิตที่พระโอษฐ์มีสีคล้ำ มิใช่อาการจากความตกใจ"หลี่ซินหรานเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำหมอหลวงชะงัก สีหน้าไม่พอใจ"เจ้าคือใคร กล้าขัดคำวินิจฉัยของข้า""หม่อมฉันเป็นเพียงว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ด"นางตอบอย่างสุภาพ"แต่หากถวายยานั้น ชีพจรจะยิ่งอ่อนลง"ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วองค์หญิงอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ"เจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงหรือ"หลี่ซินหรานไม่ตอบ นางเพียงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเย่หลัน"ปลายเล็บเขียวคล้ำ ลมหายใจมีกลิ่นฝาด นี่คืออาการของพิษสะสม ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน"จี้หยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับยืนยันความคิดของนางหมอหลวงหน้าซีดวาบเขาก้มลงตรวจอีกครั้งก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า"รีบเปลี่ยนตำรับยา!"เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีผ่านไปครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเย่หลันพ้นขีดอันตราย ข่าวแพร่สะพัดไปท







