Masukวังหลวงยามค่ำ แสงโคมยาวเรียงรายตลอดทางเดินหินสีเขียว กำแพงสูงตระหง่านดุจเงาของสัตว์ขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหล
ข่าวราชโองการส่งเข้ามาในวังตั้งแต่รุ่งเช้า แต่จนถึงยามนี้กลับไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ในตำหนักหนึ่ง ขันทีคุกเข่ารายงานเสียงต่ำ "ว่าที่ชายาองค์ชายกำลังจะเข้าวังในอีกสามวันพ่ะย่ะค่ะ" ม่านโปร่งไหวเบา ๆ จากแรงลม เสียงสตรีดังขึ้นช้า ๆ นิ่งเย็น ราบเรียบ "บุตรีตระกูลหลี่หรือ" "พ่ะย่ะค่ะ เป็นบุตรสาวภรรยาเอกที่สิ้นชีวิตไปแล้ว" ภายในม่าน เงาร่างขยับเล็กน้อย "เด็กจากหลังจวนกลับถูกเลือกให้เข้าใกล้ราชวงศ์" "ช่างน่าสนใจ" "จับตาดูต่อไป" เพียงคำเดียวก็เพียงพอให้ขันทีเข้าใจ อีกด้านหนึ่งของวัง เสียงรายงานดังขึ้นในอีกตำหนัก "นางยังไม่เคลื่อนไหวพ่ะย่ะค่ะ" "ในจวนตระกูลหลี่ ไม่มีการทะเลาะหรือการเรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ" ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเข้มนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ มือหยุดอยู่บนกระดาษเพียงชั่วครู่ก่อนวางพู่กันลง "ไม่เคลื่อนไหวหรือ" เขาไม่ได้ถามต่อเพียงเอ่ยเสียงเรียบ "เฝ้าดูต่อ" คำสั่งสั้น ๆ แต่กลับหนักแน่น จวนตระกูลหลี่ ค่ำวันเดียวกัน จวนตระกูลหลี่กลับไม่สว่างไสวเท่าที่ควร เรือนคุณหนูใหญ่เงียบกว่าทุกคืน โคมแขวนเพียงสองดวง แสงอ่อนราวกับไม่ต้องการดึงดูดสายตาใคร หลี่ซินหรานยืนอยู่หน้าประตูเรือนมองท้องฟ้าที่ไร้ดาวเสี่ยวเฉียวยืนอยู่ด้านหลัง มือกุมห่อผ้าแน่น "คุณหนู พรุ่งนี้ท่านก็จะจากไปแล้ว" หลี่ซินหรานพยักหน้า "ใช่" ไม่มีคำว่าเสียดายหรือหวาดกลัว มีเพียงความนิ่งที่ทำให้คนมองไม่ออกว่านางคิดสิ่งใดอยู่ ขณะนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินหิน หลิ่วซื่อปรากฏตัวพร้อมบ่าวรับใช้สองสามคนใบหน้ายิ้มอ่อนโยน สมกับบทบาทแม่เลี้ยงผู้แสนดี "ซินหราน เหตุใดไม่พักผ่อนอีก" หลี่ซินหรานคำนับตามมารยาท "กำลังจะพักแล้วเจ้าค่ะ" หลิ่วซื่อกวาดตามองเรือนอย่างละเอียดก่อนถอนใจเบา ๆ "เข้าไปอยู่ในวัง ไม่เหมือนอยู่ที่นี่" "เจ้าต้องระวังคำพูด ระวังการวางตัว" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนแต่แววตากลับซ่อนความเย็นชา "คนอย่างเจ้า…" "หวังว่าจะปรับตัวได้" เสี่ยวเฉียวที่ยืนด้านหลังกำมือแน่นอีกครั้งแต่หลี่ซินหรานเพียงยิ้มบาง "ข้าจะจำคำสั่งสอนของท่านไว้" คำตอบของนางสุภาพไร้ช่องโหว่ หลิ่วซื่อยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ในใจกลับเยาะเย้ย 'เด็กที่ไม่กล้าแม้แต่โต้เถียงเข้าไปอยู่ในวังก็แค่รอวันถูกกลืนกิน' ด้านหลัง หลี่ซินเหยาปรากฏตัวอีกครั้งนางมองพี่สาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่ชัดเจน "พี่ใหญ่ อย่าลืมเขียนจดหมายกลับมาบ้างนะเจ้าคะ" "หากยังมีโอกาสเขียนได้อยู่" ประโยคนั้นเหมือนคำอวยพรแต่แฝงคำสาปอย่างไม่ปิดบัง หลี่ซินหรานสบตาน้องสาวนิ่ง ๆ "หากข้ายังอยู่ ก็ย่อมเขียน" นางพูดเพียงประโยคเดียวกลับทำให้หลี่ซินเหยาหัวเราะอย่างพอใจ เมื่อทุกคนจากไป ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง เสี่ยวเฉียวอดถามไม่ได้ "คุณหนู ท่านไม่โกรธหรือเจ้าคะ" หลี่ซินหรานมองประตูเรือนที่เพิ่งปิดลง "โกรธสิ" คำตอบทำให้เสี่ยวเฉียวชะงัก "แต่ความโกรธที่เปลืองแรงกับคนพวกนี้ยังไม่คุ้มค่า" นางหันกลับเข้าห้อง หยิบห่อผ้าของมารดาที่เก็บรักษาไว้อย่างดี "เมื่อข้าออกจากจวนนี้ อะไร ๆ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" เสี่ยวเฉียวมองแผ่นหลังของนายหญิงรู้สึกได้ชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าสตรีผู้นี้ไม่ใช่คนที่กำลังถูกส่งไปตายแต่คือคนที่กำลังก้าวเข้าสู่สนามใหม่ด้วยสายตาที่มั่นใจ วันออกเดินทาง รถม้าตระกูลหลี่เคลื่อนออกจากจวนตั้งแต่เช้า หลี่ซินหรานเดินทางโดยมีเสี่ยวเฉียวติดตามเพียงหนึ่งคน ประตูวังหลวงสูงตระหง่านเงาทอดยาวทับพื้นศิลาเย็นเยียบตั้งแต่เช้ายังไม่ถึงยามสาย หลี่ซินหรานนั่งอยู่ในขบวนรับตัว อาภรณ์สีอ่อนเรียบง่าย ไม่มีลวดลายฟุ้งเฟ้อ ไม่สูงศักดิ์เกินฐานะว่าที่ชายาที่ยังไม่ผ่านพิธี เสี่ยวเฉียวนั่งก้มหน้ามือประสานแน่น ตั้งแต่ล้อรถหยุดลงหน้าประตูวัง เด็กสาวก็แทบไม่กล้าเงยหน้ามอง เสียงเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นประตูวังเปิดออกทีละบานช้า ๆ ราวกับไม่ยินดีต้อนรับผู้ใด "ลงจากรถ" เสียงนางกำนัลวัยกลางคนดังขึ้น สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ นางสวมชุดสีกรมท่าขลิบเงิน ปักตรานกยูงหนึ่งชิ้น ตำแหน่งกำนัลควบคุมระเบียบฝ่ายใน หลี่ซินหรานก้าวลงมาอย่างสงบ นางยกมือคำนับอย่างถูกแบบแผน "ข้าน้อย หลี่ซินหราน เข้ารายงานตัว" สายตาหลายคู่มองมาในทันที ทั้งนางกำนัล บ่าวรับใช้ และขันทีประจำประตู ไม่มีใครพูดแต่ไม่มีใครไม่ประเมิน "ตามข้ามา" กำนัลผู้นั้นหันหลังเดินนำ ไม่หันกลับมาแม้แต่น้อย นั่นคือกฎข้อแรกของวัง อย่าคาดหวังคำอธิบาย เรือนพักรับรองฝ่ายในตั้งอยู่ลึกเข้าไป เส้นทางคดเคี้ยว เงียบผิดปกติทุกย่างก้าวเหมือนถูกจับจ้อง เมื่อถึงโถงหลัก นางกำนัลใหญ่หยุดฝีเท้าหันกลับมามองหลี่ซินหรานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่เสี่ยวเฉียว "บ่าวผู้นี้ ไม่อยู่ในรายชื่อ" เสียงราบเรียบแต่หนักอึ้ง เสี่ยวเฉียวหน้าซีดรีบคุกเข่าลงทันที "นางเป็นบ่าวติดตัวข้าน้อยมีรายชื่อในจวน หากข้าน้อยเข้าวังโดยไร้ผู้ดูแลจะเป็นการเสียมารยาทต่อราชสำนักมากกว่าเจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงสุภาพ ไม่อวดเบ่งและไม่อ่อนข้อเกินไป "กฎวังระบุชัด ว่าที่ชายาอยู่ระหว่างการเตรียมพิธี จะมีบ่าวติดตัวได้หนึ่งคนหากได้รับการรับรองชั่วคราว" นางกำนัลใหญ่ได้ฟังก็หรี่ตาเล็กน้อย "เจ้ารู้กฎดีนี่" "ข้าน้อยอ่านกฎการรับตัวก่อนออกจากจวนทุกฉบับเจ้าค่ะ" คำตอบนั้นไม่ใช่การอวดเก่งแต่เป็นการแสดงความพร้อม หากวันนี้นางลังเล เสี่ยวเฉียวจะถูกพาตัวออกไปทันทีและอาจไม่ได้กลับมาอีก นางกำนัลใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น "บ่าวผู้นี้ จะพักได้เพียงเรือนนอกไม่ก้าวล่วงเขตฝ่ายใน ไม่พูดกับผู้ใดหากไม่ได้รับอนุญาตและหากทำผิดโทษจะตกอยู่ที่เจ้า" "ข้าน้อยรับทราบ" หลี่ซินหรานก้มศีรษะต่ำอย่างนอบน้อม เสี่ยวเฉียวตัวสั่น แต่ยังคุกเข่าอยู่จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ลุก สายตาที่มองมาจากรอบด้านเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เป็นความความระแวดระวังไม่ใช่ความเอ็นดู อีกฟากหนึ่งของวังหลวงในตำหนักที่เงียบสงัด ม่านหน้าต่างเปิดออกเพียงครึ่งเดียว แสงแดดส่องผ่านเข้ามาไม่ถึงกลางห้อง ขันทีผู้หนึ่งคุกเข่ารายงานเสียงต่ำ "ว่าที่ชายา เข้าวังเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะนางพาบ่าวติดตัวมาหนึ่งคน แต่สามารถอ้างกฎได้ครบถ้วน ไม่มีผู้ใดจับผิดได้" ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังฉากไม้ไม่ขยับ มีเพียงเสียงนิ้วเคาะพนักเก้าอี้ช้า ๆ "นางพูดว่าอย่างไร" "นางกล่าวเพียงว่า อ่านกฎการรับตัวทุกฉบับก่อนออกจากจวนพ่ะย่ะค่ะ" เสียงเคาะหยุดลงเงาร่างนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ "ไม่สะเพร่า" ในความหมายไม่มีคำชมแต่ก็ไม่ใช่คำดูแคลน ยามบ่าย เรือนพักจัดไว้ให้เรียบร้อยภายในสะอาดและว่างเปล่าเกินไปเสี่ยวเฉียวคุกเข่าจัดของเงียบ ๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ข่าวลือเริ่มแพร่ไปรวดเร็ว ว่าที่ชายาที่พาบ่าวเข้าได้โดยไม่ผิดกฎบ่าวบางคนมองด้วยสายตาอิจฉา บางคนมองอย่างหวาดระแวง หลี่ซินหรานนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองลานกว้างด้านนอกในวังแห่งนี้ ทุกการมองคือการชั่งน้ำหนักทุกความเงียบคือการคุกคาม นางรู้ดีวันนี้ไม่ใช่ชัยชนะ มันเป็นเพียงการยืนอยู่ได้ในวันที่หนึ่งของสนามรบ และหากวังหลวงคิดว่านางเป็นเพียงหญิงสาวจากตระกูลขุนนางธรรมดาที่ถูกส่งมาเป็นหมากโดยไม่รู้ตัว หลี่ซินหรานหลับตาลงช้า ๆ ริมฝีปากโค้งขึ้นเพียงนิดเดียว 'คราวนี้หมากตัวนี้ จะไม่เดินตามมือใครง่าย ๆ แน่นอน'เสียงแตรสังข์ดังก้องกังวานไปทั่วนครหลวง ขบวนเดินทัพของอาหู่และ แม่ทัพเกาเทียนเล่อเคลื่อนเข้าสู่ประตูวังอย่างยิ่งใหญ่ ขบวนนี้ไม่ได้พกพาอาวุธมาเพื่อรบ แต่พกพาเอาเหล้าป่าหมื่นไหและ สมุนไพรล้ำค่ามาเพื่อฉลองอาหู่ในชุดขุนนางหนานเจียงที่ดูภูมิฐานขึ้น แต่ยังคงท่าทางนักเลงโตเหมือนเดิม เดินนำขบวนเคียงข้างแม่ทัพเกาที่สวมชุดเกราะอ่อนสีเงินสง่างาม ตามมาด้วยหูเจี้ยนและเกาชิงชิง คู่ข้าวใหม่ปลามันที่เดินจูงมือกันมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม"ดูสิ เมืองหลวงวันนี้สว่างยังกับกลางวัน ลูกชายฝ่าบาทนี่ดวงแข็งจริง ๆ ได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมเมียสวยขนาดนี้"อาหู่กระซิบพลางหัวเราะลั่นจนขุนนางวังหลวงที่เดินผ่านถึงกับสะดุ้งภายในพระที่นั่งบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์สลับกับกลิ่นอายความเข้มข้นของสุราชั้นเลิศ จักรพรรดิเซียวจิ่งเยี่ยนและฮองเฮาอวี้หลัน ประทับบนบัลลังก์คู่ดูสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติโต๊ะเสวยจัดแบ่งตามลำดับอย่างอบอุ่นโต๊ะอาวุโสมีเซียวจิ่งอัน หลี่ซินหราน เฉินเฟิง หลี่ซินเหยา อาหู่ เซียวหลัน และเกาเทียนเล่อ นั่งล้อมวงกันราวกับสหายที่ร่วมรบกันมาแรมปี เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาทำให้อำนาจที่เคย
ทันทีที่ข่าวพยัคฆ์หนุ่มสยบแม่เสือดาวแพร่ไปถึงหูของฮ่องเต้เซียวจิ่งอัน พระองค์ทรงพระสรวลเสียงดังลั่นตำหนัก ทรงรีบสั่งการให้เบิกสมบัติล้ำค่าจากคลังหลวง ทั้งผ้าไหมทองคำ หยกประดับ และอาวุธระดับตำนาน ส่งไปประเคนให้หลานชายถึงหนานเจียงหนัก ๆ โดยส่ง รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยนและเหล่ามังกรแฝด ทั้งสี่พระองค์เดินทางไปเป็นตัวแทนพระองค์บรรยากาศที่หน้าด่านหนานเจียงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขบวนม้าของรัชทายาทช่างสง่างาม แต่อลังการไม่แพ้กันคือขบวนของ แม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยาที่พาลูกชายทั้งสองคนคือเฉินหยาง และเฉินหมิงมาร่วมแสดงความยินดี"อาหู่ ข้าขนดาบเหล็กไหลมาให้ลูกสะใภ้เจ้าโดยเฉพาะ เห็นว่าดุนักไม่ใช่รึ" เฉินเฟิงตะโกนทักทายสหายรักที่ยืนหน้าบานรอรับแขกอยู่หน้าจวน"ฮ่าๆๆ! มาเลยสหายรัก วันนี้ข้าเตรียมเหล้าไว้รับรองพวกเจ้าจนถึงเช้า" อาหู่หัวเราะพลางกอดคอสหายทั้งสองเข้างานลานกว้างใจกลางเมืองหนานเจียงถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราของราชวงศ์และความดิบเถื่อนของนักรบหนานเจียง แสงโคมไฟนับหมื่นดวงส่องสว่างแข่งกับแสงดาว เสียงกลองศึกสลับกับเสียงพิณหวานหูหูเจี้ยน ในชุดเจ้า
ภายในห้องโถงจวนแม่ทัพเกาเทียนเล่อ บรรยากาศอึมครึมลงทันตา เมื่อแม่ทัพเกาเรียกเกาชิงชิงมายืนต่อหน้า โดยมีหูเจี้ยน นั่งกอดอกทำหน้ายียวนอยู่ข้าง ๆ"ชิงชิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ" แม่ทัพเกาตบโต๊ะเสียงดัง"เจ้าลืมที่ข้าสอนรึ วิชาการต่อสู้และธนูที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นลูกกำพร้าของน้องชายข้าที่พลีชีพในสนามรบ ข้าเลี้ยงเจ้ามาเพื่อให้เจ้าปกป้องตัวเอง ไม่ได้ให้เจ้าเอาไปเที่ยวไล่กัดกับแขกของข้าเช่นนี้"เกาชิงชิงก้มหน้านิ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเพราะความน้อยใจ "แต่เขาจะล่าสัตว์ในเขตที่ข้าดูแลนะเจ้าคะท่านพ่อ""หุบปาก! ถึงเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ข้าก็ไม่เคยอนุญาตให้เจ้าไปเป็นทหารรบราฆ่าฟันกับใคร ข้าอยากให้เจ้าเป็นสตรีที่สง่างาม ไม่ใช่แม่เสือป่าเช่นนี้ ขอโทษคุณชายหูเดี๋ยวนี้!"เกาชิงชิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปทางหูเจี้ยนแล้วสะบัดเสียงใส่ "ขอโทษ" จากนั้นนางก็วิ่งหนีเข้าห้องไปทันที ทิ้งให้หูเจี้ยนนั่งงงพลางรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ทำให้สตรีที่ดูเข้มแข็งขนาดนั้นต้องโดนดุเมื่อหูเจี้ยนกลับถึงเมืองหนานเจียง เขายังคงวนเวียนคิดถึงใบหน้าดุ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเกาชิงชิง รวมถึงฝีมือธนูที่ทัดเทียมกั
หลังจากงานพิธีอำลาตาเฒ่ากระบอกยาผ่านพ้นไป ความเศร้าโศกเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงปณิธานที่ต้องสานต่อ องค์รัชทายาททรงเริ่มปฏิบัติภารกิจตรวจการรอบนครหลวงเพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎรตามรอยพระราชบิดาข้างกายของพระองค์คือ เฉินหยาง ลูกชายคนโตของแม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยา ซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพและองครักษ์คู่ใจ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันดั่งพี่น้อง คนหนึ่งคือมังกรผู้ปกครองอีกคนคือพยัคฆ์ขาวผู้พิทักษ์"เฉินหยาง เจ้าว่าวันนี้ตลาดทิศตะวันออกดูคึกคักผิดปกติหรือไม่" รัชทายาทตรัสพลางทอดพระเนตรวิถีชีวิตผู้คน"ทูลรัชทายาท เป็นเพราะใกล้เทศกาลโคมไฟพะย่ะค่ะ ราษฎรต่างพากันเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสงบสุขของแผ่นดิน" เฉินหยางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามแบบฉบับตระกูลเฉินภารกิจสุดท้ายของวันคือการเข้าพบ มหาอัครเสนาบดีหวังอี้เทียน เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในราชสำนัก ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่จวนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง มหาอัครเสนาบดีก็รีบออกมาต้อนรับ"กระหม่อมขอประทานอภัยที่ให้ทรงรอนานพะย่ะค่ะ พอดีบุตรีของกระหม่อมกำลังจัดเตรียมน้ำชาเพื่อต้อนรับพระองค์อยู่"ทันใดนั้น สตรีนางหนึ่งใน
ในบ่ายวันที่อากาศอบอ้าว จดหมายจากนกสื่อสารปีกสีเงินสามฉบับส่งถึงวังหลวง, จวนแม่ทัพ และหนานเจียง เนื้อความในจดหมายสั้นและห้วนตามสไตล์ ตาเฒ่ากระบอกยา ว่า "ข้าแก่แล้ว สังขารข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน วิชาที่ข้ามีข้าไม่อยากให้มันตายไปกับโลงศพ ส่งลูกบ้านละหนึ่งคนมาหาข้าที่หุบเขาไร้นามภายในเจ็ดวัน ใครช้า ข้าจะถือว่าสิ้นวาสนาต่อกัน" ข่าวนี้ทำเอาเหล่าพ่อแม่นั่งไม่ติดพื้น ทุกคนต่างรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้รับสืบทอดวิชาที่เปลี่ยนคนตายให้ฟื้นได้ หลังจากปรึกษากันอย่างเคร่งครัด ตัวแทนรุ่นที่หนึ่งจึงถูกเลือก เซียวหลิน องค์หญิงแฝดผู้พี่ ตัวแทนจากวังหลวง นางมีพื้นฐานจากมารดาและมุ่งมั่นจะเป็นหมอหญิงที่เก่งที่สุด เฉินหมิง ลูกชายคนเล็กตระกูลเฉิน แม้จะเป็นขุนนางกรมโยธา แต่เขามีสมาธิสูงและเข้าใจเรื่องกลไกธาตุ ซึ่งจำเป็นต่อการสกัดยาชั้นสูง หูหลัน ลูกสาวคนเล็กหนานเจียง นางมีความใกล้ชิดกับพฤกษศาสตร์ป่าไม้มากที่สุดในสองพี่น้องของอาหู่ การเดินทางสู่หุบเขาไร้นามไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสามคนต้องเดินทางร่วมกันโดยไม่มีผู้ช่วยหรือทหารติดตาม ทันทีที่เข้าสู่เขตป่าหมอก พวกเขาต้องเจอกับเขาวงกตพฤกษาที่ตาเฒ่าจัดวา
กาลเวลาผันผ่านล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี แผ่นดินเซียวไม่เพียงแต่สงบสุข แต่ยังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ภายใต้การดูแลของทายาทแห่งหลี่ซินหรานและเซียวจิ่งอัน องค์รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยน แฝดคนโตของราชวงศ์ บุรุษผู้มีความเคร่งขรึมและเด็ดขาดเหมือนพระราชบิดา แต่มีนัยน์ตาที่แฝงความอ่อนโยนเหมือนมารดา เขาไม่เพียงแต่เก่งการปกครอง แต่ยังเป็นจอมทัพที่ได้รับการยอมรับจากทหารทั่วแผ่นดิน ในวัยยี่สิบเศษ เขาสามารถบริหารราชกิจแทนฮ่องเต้ได้อย่างไร้ที่ติ ราชเลขาเซียวอวี่ แฝดผู้น้องผู้ที่ตาเฒ่ากระบอกยาเคยย่นจมูกใส่เพราะหน้าเหมือนตา บัดนี้กลายเป็นนักปราชญ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เขามีความจำที่เลิศเลอและไหวพริบปฏิภาณในการวางแผนการเมืองได้อย่างแยบยล เป็นขุนพลฝ่ายบุ๋นที่คอยคานอำนาจและอุดช่องโหว่ให้พี่ชายได้อย่างสมบูรณ์แบบ องค์หญิงเซียวหลิน ธิดาแฝดองค์โต นางสืบทอดวิชาการแพทย์มาอย่างเต็มเปี่ยม นางเปิดสถานพยาบาลประชาราษฎร์ทั่วแคว้นพัฒนาการผ่าตัดและร่วมกับตำราของตาเฒ่า จนโรคร้ายไม่สามารถกล้ำกรายแผ่นดินเซียวได้อีก องค์หญิงเซียวเฟย แฝดหญิงคนน้อง รั้งตำแหน่งราชทูต นางเป็นผู้ที่นำกองเรือเซียวออกสู่มหาสมุทร ค้าขายกับดินแ
เสียงฝีเท้าของคนทั้งห้าดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินของวิหารโลหิตที่ลึกลงไปใต้ดิน ยิ่งลึกอากาศยิ่งเย็นเยียบและชื้นแฉะ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซินหรานต้องหยุดชะงักไม่ใช่ความหนาวเย็น แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าน้ำค้างสวรรค์และจันทน์เทศพันปีที่ลอยมาตามลม กลิ่นที่นางจำได้ขึ้นใจว่ามันคือกลิ่นเฉพาะตัวที่ติดอ
กลางดึกท่ามกลางป่าหนานเจียงที่มืดมิด เสียงแมลงป่าเงียบหายไปอย่างประหลาด ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดกำลังกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่ปกคลุมอยู่ ในวงล้อมอาคมของตาเฒ่ากระบอกยา แสงสีม่วงทองยังคงหมุนวนรอบตัวเซียวจิ่งอันและหลี่ซินหรานอย่างต่อเนื่องเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าคมคายของรัชทายาทหนุ่ม พลั
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่านลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิง
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น "องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท" ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด "ขออภัย" เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายท







