LOGINวังหลวงยามค่ำ แสงโคมยาวเรียงรายตลอดทางเดินหินสีเขียว กำแพงสูงตระหง่านดุจเงาของสัตว์ขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหล
ข่าวราชโองการส่งเข้ามาในวังตั้งแต่รุ่งเช้า แต่จนถึงยามนี้กลับไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ในตำหนักหนึ่ง ขันทีคุกเข่ารายงานเสียงต่ำ "ว่าที่ชายาองค์ชายกำลังจะเข้าวังในอีกสามวันพ่ะย่ะค่ะ" ม่านโปร่งไหวเบา ๆ จากแรงลม เสียงสตรีดังขึ้นช้า ๆ นิ่งเย็น ราบเรียบ "บุตรีตระกูลหลี่หรือ" "พ่ะย่ะค่ะ เป็นบุตรสาวภรรยาเอกที่สิ้นชีวิตไปแล้ว" ภายในม่าน เงาร่างขยับเล็กน้อย "เด็กจากหลังจวนกลับถูกเลือกให้เข้าใกล้ราชวงศ์" "ช่างน่าสนใจ" "จับตาดูต่อไป" เพียงคำเดียวก็เพียงพอให้ขันทีเข้าใจ อีกด้านหนึ่งของวัง เสียงรายงานดังขึ้นในอีกตำหนัก "นางยังไม่เคลื่อนไหวพ่ะย่ะค่ะ" "ในจวนตระกูลหลี่ ไม่มีการทะเลาะหรือการเรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ" ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเข้มนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ มือหยุดอยู่บนกระดาษเพียงชั่วครู่ก่อนวางพู่กันลง "ไม่เคลื่อนไหวหรือ" เขาไม่ได้ถามต่อเพียงเอ่ยเสียงเรียบ "เฝ้าดูต่อ" คำสั่งสั้น ๆ แต่กลับหนักแน่น จวนตระกูลหลี่ ค่ำวันเดียวกัน จวนตระกูลหลี่กลับไม่สว่างไสวเท่าที่ควร เรือนคุณหนูใหญ่เงียบกว่าทุกคืน โคมแขวนเพียงสองดวง แสงอ่อนราวกับไม่ต้องการดึงดูดสายตาใคร หลี่ซินหรานยืนอยู่หน้าประตูเรือนมองท้องฟ้าที่ไร้ดาวเสี่ยวเฉียวยืนอยู่ด้านหลัง มือกุมห่อผ้าแน่น "คุณหนู พรุ่งนี้ท่านก็จะจากไปแล้ว" หลี่ซินหรานพยักหน้า "ใช่" ไม่มีคำว่าเสียดายหรือหวาดกลัว มีเพียงความนิ่งที่ทำให้คนมองไม่ออกว่านางคิดสิ่งใดอยู่ ขณะนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินหิน หลิ่วซื่อปรากฏตัวพร้อมบ่าวรับใช้สองสามคนใบหน้ายิ้มอ่อนโยน สมกับบทบาทแม่เลี้ยงผู้แสนดี "ซินหราน เหตุใดไม่พักผ่อนอีก" หลี่ซินหรานคำนับตามมารยาท "กำลังจะพักแล้วเจ้าค่ะ" หลิ่วซื่อกวาดตามองเรือนอย่างละเอียดก่อนถอนใจเบา ๆ "เข้าไปอยู่ในวัง ไม่เหมือนอยู่ที่นี่" "เจ้าต้องระวังคำพูด ระวังการวางตัว" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนแต่แววตากลับซ่อนความเย็นชา "คนอย่างเจ้า…" "หวังว่าจะปรับตัวได้" เสี่ยวเฉียวที่ยืนด้านหลังกำมือแน่นอีกครั้งแต่หลี่ซินหรานเพียงยิ้มบาง "ข้าจะจำคำสั่งสอนของท่านไว้" คำตอบของนางสุภาพไร้ช่องโหว่ หลิ่วซื่อยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ในใจกลับเยาะเย้ย 'เด็กที่ไม่กล้าแม้แต่โต้เถียงเข้าไปอยู่ในวังก็แค่รอวันถูกกลืนกิน' ด้านหลัง หลี่ซินเหยาปรากฏตัวอีกครั้งนางมองพี่สาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่ชัดเจน "พี่ใหญ่ อย่าลืมเขียนจดหมายกลับมาบ้างนะเจ้าคะ" "หากยังมีโอกาสเขียนได้อยู่" ประโยคนั้นเหมือนคำอวยพรแต่แฝงคำสาปอย่างไม่ปิดบัง หลี่ซินหรานสบตาน้องสาวนิ่ง ๆ "หากข้ายังอยู่ ก็ย่อมเขียน" นางพูดเพียงประโยคเดียวกลับทำให้หลี่ซินเหยาหัวเราะอย่างพอใจ เมื่อทุกคนจากไป ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง เสี่ยวเฉียวอดถามไม่ได้ "คุณหนู ท่านไม่โกรธหรือเจ้าคะ" หลี่ซินหรานมองประตูเรือนที่เพิ่งปิดลง "โกรธสิ" คำตอบทำให้เสี่ยวเฉียวชะงัก "แต่ความโกรธที่เปลืองแรงกับคนพวกนี้ยังไม่คุ้มค่า" นางหันกลับเข้าห้อง หยิบห่อผ้าของมารดาที่เก็บรักษาไว้อย่างดี "เมื่อข้าออกจากจวนนี้ อะไร ๆ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" เสี่ยวเฉียวมองแผ่นหลังของนายหญิงรู้สึกได้ชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าสตรีผู้นี้ไม่ใช่คนที่กำลังถูกส่งไปตายแต่คือคนที่กำลังก้าวเข้าสู่สนามใหม่ด้วยสายตาที่ที่มั่นใจ วันออกเดินทาง รถม้าตระกูลหลี่เคลื่อนออกจากจวนตั้งแต่เช้า หลี่ซินหรานเดินทางโดยมีเสี่ยวเฉียวติดตามเพียงหนึ่งคน ประตูวังหลวงสูงตระหง่านเงาทอดยาวทับพื้นศิลาเย็นเยียบตั้งแต่เช้ายังไม่ถึงยามสาย หลี่ซินหรานนั่งอยู่ในขบวนรับตัว อาภรณ์สีอ่อนเรียบง่าย ไม่มีลวดลายฟุ้งเฟ้อ ไม่สูงศักดิ์เกินฐานะว่าที่ชายาที่ยังไม่ผ่านพิธี เสี่ยวเฉียวนั่งก้มหน้ามือประสานแน่น ตั้งแต่ล้อรถหยุดลงหน้าประตูวัง เด็กสาวก็แทบไม่กล้าเงยหน้ามอง เสียงเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นประตูวังเปิดออกทีละบานช้า ๆ ราวกับไม่ยินดีต้อนรับผู้ใด "ลงจากรถ" เสียงนางกำนัลวัยกลางคนดังขึ้น สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ นางสวมชุดสีกรมท่าขลิบเงิน ปักตรานกยูงหนึ่งขน ตำแหน่งกำนัลควบคุมระเบียบฝ่ายใน หลี่ซินหรานก้าวลงมาอย่างสงบ นางยกมือคำนับอย่างถูกแบบแผน "ข้าน้อย หลี่ซินหราน เข้ารายงานตัว" สายตาหลายคู่มองมาในทันที ทั้งกำนัล บ่าวรับใช้ และขันทีประจำประตู ไม่มีใครพูด แต่ไม่มีใครไม่ประเมิน "ตามข้ามา" กำนัลผู้นั้นหันหลังเดินนำ ไม่หันกลับมาแม้แต่น้อย นั่นคือกฎข้อแรกของวัง อย่าคาดหวังคำอธิบาย เรือนพักรับรองฝ่ายในตั้งอยู่ลึกเข้าไป เส้นทางคดเคี้ยว เงียบผิดปกติทุกย่างก้าวเหมือนถูกจับจ้อง เมื่อถึงโถงหลัก กำนัลใหญ่หยุดฝีเท้าหันกลับมามองหลี่ซินหรานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่เสี่ยวเฉียว "บ่าวผู้นี้ ไม่อยู่ในรายชื่อ" เสียงราบเรียบแต่หนักอึ้ง เสี่ยวเฉียวหน้าซีดรีบคุกเข่าลงทันที "นางเป็นบ่าวติดตัวข้าน้อยมีรายชื่อในจวน หากข้าน้อยเข้าวังโดยไร้ผู้ดูแลจะเป็นการเสียมารยาทต่อราชสำนักมากกว่าเจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงสุภาพ ไม่อวดเบ่งและไม่อ่อนข้อเกินไป "กฎวังระบุชัด ว่าที่ชายาอยู่ระหว่างการเตรียมพิธี จะมีบ่าวติดตัวได้หนึ่งคนหากได้รับการรับรองชั่วคราว" กำนัลใหญ่ได้ฟังก็หรี่ตาเล็กน้อย "เจ้ารู้กฎดีนี่" "ข้าน้อยอ่านกฎการรับตัวก่อนออกจากจวนทุกฉบับเจ้าค่ะ" คำตอบนั้นไม่ใช่การอวดเก่งแต่เป็นการ แสดงความพร้อม หากวันนี้นางลังเล เสี่ยวเฉียวจะถูกพาตัวออกไปทันทีและอาจไม่ได้กลับมาอีก กำนัลใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น "บ่าวผู้นี้ จะพักได้เพียงเรือนนอกไม่ก้าวล่วงเขตฝ่ายใน ไม่พูดกับผู้ใดหากไม่ได้รับอนุญาตและหากทำผิดโทษจะตกอยู่ที่เจ้า" "ข้าน้อยรับทราบ" หลี่ซินหรานก้มศีรษะต่ำอย่างนอบน้อม เสี่ยวเฉียวตัวสั่น แต่ยังคุกเข่าอยู่จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ลุก สายตาที่มองมาจากรอบด้านเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เป็นความความระแวดระวังไม่ใช่ความเอ็นดู อีกฟากหนึ่งของวังหลวงในตำหนักที่เงียบสงัด ม่านหน้าต่างเปิดออกเพียงครึ่งเดียว แสงแดดส่องผ่านเข้ามาไม่ถึงกลางห้อง ขันทีผู้หนึ่งคุกเข่ารายงานเสียงต่ำ "ว่าที่ชายา เข้าวังเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะนางพาบ่าวติดตัวมาหนึ่งคน แต่สามารถอ้างกฎได้ครบถ้วน ไม่มีผู้ใดจับผิดได้" ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังฉากไม้ไม่ขยับ มีเพียงเสียงนิ้วเคาะพนักเก้าอี้ช้า ๆ "นางพูดว่าอย่างไร" "นางกล่าวเพียงว่า อ่านกฎการรับตัวทุกฉบับก่อนออกจากจวนพ่ะย่ะค่ะ" เสียงเคาะหยุดลงเงาร่างนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ "ไม่สะเพร่า" ในความหมายไม่มีคำชมแต่ก็ไม่ใช่คำดูแคลน ยามบ่าย เรือนพักจัดไว้ให้เรียบร้อยภายในสะอาดและว่างเปล่าเกินไปเสี่ยวเฉียวคุกเข่าจัดของเงียบ ๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ข่าวลือเริ่มแพร่ไปรวดเร็ว ว่าที่ชายาที่พาบ่าวเข้าได้โดยไม่ผิดกฎบ่าวบางคนมองด้วยสายตาอิจฉา บางคนมองอย่างหวาดระแวง หลี่ซินหรานนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองลานกว้างด้านนอกในวังแห่งนี้ ทุกการมองคือการชั่งน้ำหนักทุกความเงียบคือการคุกคาม นางรู้ดีวันนี้ไม่ใช่ชัยชนะ มันเป็นเพียงการ ยืนอยู่ได้ในวันที่หนึ่งของสนามรบ และหากวังหลวงคิดว่านางเป็นเพียงหญิงสาวจากตระกูลขุนนางธรรมดาที่ถูกส่งมาเป็นหมากโดยไม่รู้ตัว หลี่ซินหรานหลับตาลงช้า ๆ ริมฝีปากโค้งขึ้นเพียงนิดเดียว 'คราวนี้หมากตัวนี้ จะไม่เดินตามมือใครง่าย ๆ แน่นอน'ท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการล่าถอยของนางกำนัลใหญ่ กลิ่นอายของความตึงเครียดในห้องมิได้จางหายไปตามฝีเท้าของนางกำนัลผู้นั้น หลี่ซินหรานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ลมหายใจของนางหอบถี่เล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่ใช้พลังวิญญาณผ่านจี้หยกมากเกินไป ในขณะที่เซียวจิ่งอันยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีเบื้องหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ"เจ้ากล้าดีอย่างไร" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก "เจ้ากล้าใช้ร่างกายตนเองมาเป็นเกราะกำบัง เจ้าคิดว่าข้าจะซาบซึ้งจนมอบหัวใจให้เจ้า หรือคิดว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเสียตอนนี้"หลี่ซินหรานแค่นยิ้ม นางมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเข็มเงินที่ปนเปื้อนเลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษตกค้างจากแผ่นหลังของเขา"องค์ชายเจ็ด ท่านอาจจะฆ่าหมอทั่วไปเพื่อปิดปากได้" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า "แต่ท่านฆ่าหมอที่รู้วิธีถอนพิษชนิดพิเศษไม่ได้หรอกเพคะ"นางเว้นจังหวะครู่เดียวก็เผยคำพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้เศียวจิ่งอันนึกไม่ถึง "องค์ชายแกล้งขาพิการหากไม่มีหม่อมฉัน อีกไม่นานท่านพิการจริง ๆ และจ
ภายในห้องอักษรที่เงียบสงัด เซียวจิ่งอันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เขาจ้องมองสตรีที่ยืนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัย"เจ้าบอกให้ข้าควบคุมเจ้าให้ได้อย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นต่ำทุ้มแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกครั่นคร้าม "รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าว ข้าคงสั่งตัดลิ้นมันไปแล้ว"หลี่ซินหรานมิได้หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายสมุนไพรอ่อน ๆ จากตัวนางลอยไปกระทบจมูกของเขา เป็นกลิ่นที่สะอาดและทำให้จิตใจที่เคยหนักอึ้งของเขาสงบลงอย่างประหลาด"คนที่จะตัดลิ้นหม่อมฉันได้ ต้องเป็นคนที่มองว่าหม่อมฉันไร้ค่าเท่านั้นเพคะ" นางตอบพลางย่อกายลงเบื้องหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาอีกครั้งโดยมิได้ขออนุญาตเซียวจิ่งอันชะงัก ร่างกายของเขาตื่นตัวสัญชาตญาณสั่งให้เขาสะบัดออก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วนุ่มที่วางลงบนจุดชีพจรอย่างแม่นยำ เขากลับปล่อยให้นางทำตามใจ"ชีพจรขององค์ชายยังคงเต้นผิดจังหวะในบางช่วง เป็นเพราะพิษตกค้างที่ฝังลึกในเส้น
ฝนหยุดตกก่อนยามสามแต่ข่าวลือไม่เคยหยุดตาม คำสั่งย้ายแพร่ไปทั้งวังภายในครึ่งคืน ยามเช้า เสียงกระซิบดังทั่วทางเดิน "ว่าที่ชายาย้ายเข้าแล้วจริงหรือ" "ยังไม่อภิเษกก็อยู่ร่วมตำหนัก" "องค์ชายเจ็ดทรงลำเอียงถึงเพียงนี้" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูคนในตำหนักไม่ขาดสาย ภายในเรือนข้างของตำหนักหลัก หลี่ซินหรานกำลังอ่านบัญชียาสมุนไพรเมื่อคืนอย่างละเอียด เสี่ยวเฉียวกระซิบอย่างร้อนใจ "คุณหนู ข่าวข้างนอกแรงมากเจ้าค่ะ" "แรงเพียงใด" "เขาว่าท่านจงใจวางยาเพื่อย้ายเข้ามาใกล้ชิดองค์ชาย" มือที่เปิดหน้ากระดาษหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดำเนินต่อ "ยิ่งแรง ยิ่งมีคนร้อนตัว" เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขันทีเอกประจำตำหนักค้อมกาย "องค์ชายเรียกพบ" ภายในห้องอักษรเงียบสนิท องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย สีหน้าสงบเกินกว่าจะอ่านใจได้เมื่อหลี่ซินหรานคุกเข่า เขาไม่ได้ให้ลุกทันที "ข่าวลือวันนี้ เจ้าได้ยินหรือยัง" "ได้ยินแล้วเพคะ" "รู้สึกอย่างไร" คำถามนั้นฟังดูเหมือนไม่สำคัญแต่แท้จริงคือการชั่งใจ "ผู้ที่ปล่อยข่าวหวังให้หม่อมฉันเสียชื่อและให้องค์ชายเสียพระเกียรติ" เขาไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธเพียงกล่าวว่า "เจ้าทนได้หรื
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่าน ลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิงซูเหยา" เขาเพียงพยักหน้าราวกับไม่ใส่ใจนัก "อืม" อีกด้านหนึ่ง หลี่ซินหรานได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ในท้องพระโรงฝ่ายในฮองเฮานั่งนิ่งสายตาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "ได้ยินว่าเจ้าทำให้องค์ชายเจ็ดต้องออกหน้า" คำกล่าวไม่ดังมากแต่หนักอึ้งในใจคนฟัง หลี่ซินหรานคุกเข่าตอบ "หม่อมฉันมิได้เจตนา" "แต่ผลลัพธ์คือเขาเอ่ยปาก" บรรยากาศตึงเครียดจากแรงกดดันของผู้มีอำนาจจริง "เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นหรือ" คำถามราบเรียบแฝงความคมกริบ หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ "หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ" ฮองเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ดี เช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ภาระของตำหนักองค์ชาย" นี่คือคำเตือนของเบื้องสูง ถ้าข่าวลือยังไม่หยุดนางอาจถูกปลดจากการหมั้นหมายได้ ตอ
สองวันหลังเหตุการณ์ช่วยองค์หญิงเย่หลัน ฝ่ายในกลับเงียบผิดปกติเป็นความเงียบแต่ไม่สงบระหว่างทางเดินหินอ่อน เสียงกระซิบดังตามหลังทุกครั้งที่หลี่ซินหรานก้าวผ่าน"นางรู้เรื่องพิษได้อย่างไร""เข้าวังวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว""หรือเป็นคนวางเอง แล้วแสร้งช่วยเหลือ"คำพูดไม่ได้ดังแต่ตั้งใจให้ได้ยิน เสี่ยวเฉียวทึ่เดินตามหลังกำมือแน่น"คุณหนู พวกนางกล่าวหาท่านชัด ๆ เหตุใดไม่ชี้แจงเจ้าคะ"หลี่ซินหรานเดินต่อไปอย่างสงบ"ยิ่งชี้แจง ยิ่งเหมือนแก้ตัว""แต่หากปล่อยไว้...""ข่าวลือมีอายุของมัน"นางเอ่ยเรียบ ๆ"หากไม่มีคนเติมเชื้อไฟ เดี๋ยวมันก็ดับเอง"คำพูดนั้นเหมือนมั่นใจ แต่ในวังหลวง ข่าวลือไม่เคยดับเองเย็นวันนั้น เบี้ยหวัดที่ควรส่งมาถึงตำหนักกลับล่าช้า อาหารเย็นที่นำมากลับเย็นชืด และมีรอยช้ำบนผักอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยวเฉียวหน้าแดงด้วยความโกรธ"นี่จงใจแกล้งกันเห็น ๆ"หลี่ซินหรานใช้ตะเกียบเขี่ยผักเบา ๆ"ไม่ใช่แกล้ง แต่กำลังลองใจ""ลองใจ?""ดูว่าข้าจะโวยวายหรือไม่"นางวางตะเกียบแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าไม่เปลี่ยน"หากข้าไปร้องเรียน จะยิ่งดูเหมือนคนมีความผิดแล้วพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบ"เสี่ยวเฉียวจึงเงีย
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น"องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท"ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด"ขออภัย"เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว"โลหิตที่พระโอษฐ์มีสีคล้ำ มิใช่อาการจากความตกใจ"หลี่ซินหรานเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำหมอหลวงชะงัก สีหน้าไม่พอใจ"เจ้าคือใคร กล้าขัดคำวินิจฉัยของข้า""หม่อมฉันเป็นเพียงว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ด"นางตอบอย่างสุภาพ"แต่หากถวายยานั้น ชีพจรจะยิ่งอ่อนลง"ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วองค์หญิงอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ"เจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงหรือ"หลี่ซินหรานไม่ตอบ นางเพียงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเย่หลัน"ปลายเล็บเขียวคล้ำ ลมหายใจมีกลิ่นฝาด นี่คืออาการของพิษสะสม ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน"จี้หยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับยืนยันความคิดของนางหมอหลวงหน้าซีดวาบเขาก้มลงตรวจอีกครั้งก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า"รีบเปลี่ยนตำรับยา!"เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีผ่านไปครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเย่หลันพ้นขีดอันตราย ข่าวแพร่สะพัดไปท







