Se connecterข่าวสมรสพระราชทานแพร่ไปทั่วจวนเร็วกว่าที่หลี่ซินหรานคาดไว้มาก
แทบไม่ทันพ้นยามค่ำ บ่าวรับใช้ก็เริ่มกระซิบกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เสียงซุบซิบดังแผ่วตามมุมเรือน ทางเดิน และหลังโรงครัว บางคนหยุดงานกลางคัน บางคนทำทีไม่สนใจแต่หูกลับตั้งฟังตลอดเวลา ว่าที่ชายาขององค์ชายเจ็ด คำเรียกขานนั้นเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำเงียบสงบ คลื่นกระเพื่อมแผ่ออกไปไม่รู้จบ เช้าวันถัดมา หลี่ซินหรานเพิ่งออกจากเรือน บ่าวรับใช้ที่เดินสวนต่างชะงักฝีเท้า ก่อนรีบก้มศีรษะคารวะอย่างรีบร้อนกว่าทุกวัน “คารวะคุณหนูใหญ่” เสียงเรียกนั้นไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอจะทำให้บ่าวอีกหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมามอง เสี่ยวเฉียวที่เดินตามหลังถึงกับเบิกตาโต นางไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่จำความได้ บ่าวในจวนมักทำเพียงโค้งกายส่ง ๆ หรือบางครั้งก็ทำเป็นมองไม่เห็น แต่วันนี้ไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้นอีก หลี่ซินหรานเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้หยุด ไม่ได้เอ่ยคำพูดใด น้ำเสียงและท่าทีสงบนิ่งราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ ทว่าความเงียบนั้นเอง กลับทำให้หลายคนรู้สึกหนาวเย็นอย่างบอกไม่ถูก บ่าวรับใช้ฝั่งเรือนหลิ่วซื่อเริ่มแสดงท่าทีชัดเจนขึ้น จากที่เคยพูดจาเฉยชา บัดนี้กลับสุภาพเกินจำเป็น จากที่เคยเดินผ่านเหมือนนางเป็นอากาศ วันนี้กลับหยุดยืนรอให้หลี่ซินหรานเดินพ้นก่อนจึงกล้าขยับตัว บางคนยิ้ม บางคนก้มหน้า แต่ในแววตาไม่มีใครผ่อนคลายจริง ๆ "คุณหนูเจ้าคะ" เสี่ยวเฉียวกระซิบเบา ๆ เมื่อกลับถึงเรือน "พวกเขาเปลี่ยนไปหมดเลยเจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบโต๊ะดังเพียงเล็กน้อย "ไม่ใช่เพราะข้า" นางกล่าวเรียบ ๆ "แต่เพราะวังมากกว่า" เสี่ยวเฉียวเม้มปาก นางเข้าใจดีว่าคุณหนูหมายถึงสิ่งใด ยามสาย หลิ่วซื่อมาเยือนที่เรือนเล็กด้วยตนเอง สตรีวัยกลางคนในอาภรณ์สุภาพ ใบหน้าอ่อนโยนประดับรอยยิ้มอบอุ่น ราวกับไม่เคยมีเรื่องร้ายใดเกิดขึ้นมาก่อน "ซินหราน" นางเอ่ยอย่างสนิทสนม สายตาอ่อนโยนอย่างคนที่กำลังหวังดี "เมื่อคืนข้านอนไม่หลับ คิดไปคิดมาก็เป็นห่วงเจ้า" หลี่ซินหรานลุกขึ้นคำนับตามธรรมเนียม สีหน้าเรียบร้อยไร้พิรุธ "ฮูหยินมีใจเป็นห่วง ข้าซาบซึ้งนักเจ้าค่ะ" นางตั้งไหล่ตรงกิริยาท่าทางบ่งบอกว่ามิใช่อ่อนแอ หลิ่วซื่อจับมือนางเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย "เข้าไปอยู่ในวังไม่เหมือนอยู่จวน หากมีอะไรไม่สบายใจ อย่าลืมส่งข่าวกลับมานะ" คำพูดนั้นอ่อนโยนทุกถ้อยคำ แต่ในใจของหลิ่วซื่อกลับหัวเราะเย็น เด็กขี้ขลาดเช่นนี้หรือ จะอยู่รอดในวังได้ สถานที่ที่คำพูดหนึ่งอาจพรากชีวิต สถานที่ที่คนอ่อนแอไม่มีที่ยืน นางยิ้มให้หลี่ซินหราน รอยยิ้มนั้นงดงามไร้ที่ติ "จวนของเราคงต้องฝากเจ้าไว้กับฟ้าดินแล้ว" หลี่ซินหรานยิ้มตอบบาง ๆ "ข้าจะไม่ทำให้ฮูหยินต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ" หลิ่วซื่อถอนมือกลับ พยักหน้าพอใจก่อนลุกจากไปอย่างสง่างาม ทันทีที่ร่างนั้นลับตา เสี่ยวเฉียวถึงได้ถอนหายใจยาว "ฮูหยิน ดูใจดีขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานมองไปทางประตูที่ปิดสนิท เสียงของนางนิ่งสงบ "เพราะนางคิดว่าข้าจะตายอยู่ในวัง" เสี่ยวเฉียวสะดุ้ง เงียบไปทันที ช่วงบ่าย หลี่เหวินเจิ้งเรียกหลี่ซินหรานไปพบ การสนทนาสั้นกระชับและเป็นทางการ "อีกสามวันเจ้าจะเข้าวัง วางตัวให้เรียบร้อย อย่าสร้างปัญหา" ไม่มีคำถามว่านางรู้สึกอย่างไร แม้คำพูดห่วงใยหรืออำลาก็ไม่หลุดออกมาจากปากของผู้เป็นบิดา หลี่ซินหรานรับคำอย่างสงบ "ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ" หลี่เหวินเจิ้งพยักหน้า สีหน้าแข็งกร้าวเช่นเดิม แต่คำพูดระมัดระวังกว่าแต่ก่อน ราวกับกลัวว่าแม้แต่ถ้อยคำจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง ยามเย็น หลี่ซินหรานนั่งอยู่ในเรือน มองหีบทรัพย์สินของมารดาที่วางเรียงเป็นระเบียบ ทุกชิ้นกลับมาอยู่ในที่ของมัน ไม่มีใครกล้าแตะต้องอีก เสียงในจวนยังคงคุกรุ่นแต่เรือนของนางกลับเงียบสงบอย่างประหลาด เสี่ยวเฉียวยืนอยู่ข้าง ๆ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน "คุณหนูเจ้าคะ พวกเขาคงไม่กล้าทำอะไรอีกแล้ว" หลี่ซินหรานมองหีบเหล่านั้นนิ่ง ๆ ก่อนเอ่ยเบา ๆ "ไม่ใช่เพราะไม่กล้า" นางเงยหน้าขึ้น สายตานิ่งลึก "แต่เพราะกำลังรอให้ข้าไม่อยู่" สามวันก่อนเข้าวังจวนตระกูลหลี่ดูสงบ แต่ภายใต้ความสงบนั้นคลื่นบางอย่างกำลังรวมตัวเงียบ ๆ เช้าวันที่สองหลังรับราชโองการ จวนตระกูลหลี่ดูสงบผิดปกติ ไม่มีเสียงซุบซิบโจ่งแจ้งเหมือนวันก่อน บ่าวรับใช้ต่างทำหน้าที่ของตนเงียบ ๆ ทว่าแววตาที่แอบเหลือบมองเรือนคุณหนูใหญ่กลับไม่เคยหายไป เหมือนทุกคนกำลังรอดูว่าสตรีผู้นี้จะล้มลงเมื่อใด หลี่ซินหรานนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เสี่ยวเฉียวกำลังจัดเครื่องประดับอย่างระมัดระวัง นางเลือกเพียงของเรียบง่าย ไม่หรูหรา ไม่สะดุดตา "คุณหนูไม่เลือกของงามกว่านี้หรือเจ้าคะ' เสี่ยวเฉียวเอ่ยอย่างอดไม่ได้ "อย่างน้อยก็เป็นว่าที่ชายาองค์ชาย" หลี่ซินหรานมองเงาสะท้อนของตนในกระจก สีหน้าสงบ "ยิ่งงาม ยิ่งเป็นเป้าสายตา" เสี่ยวเฉียวชะงัก มือที่ถือปิ่นเงินแน่นขึ้นเล็กน้อย การเตรียมตัวเป็นไปอย่างเรียบง่ายเกินกว่าที่ใครคาดคิดไม่มีการรื้อฟื้นของเก่า ไม่มีการจัดขบวนโอ่อ่า แม้แต่ผ้าไหมที่ตัดใหม่ก็เลือกเพียงสีสุภาพ บ่าวรับใช้บางคนเริ่มกระซิบกันอีกครั้ง ว่าที่ชายากลับเตรียมตัวเหมือนคนกำลังจะถูกส่งไปไกล ไม่ใช่คนกำลังจะได้ยศศักดิ์ ขณะนั้นเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน "พี่ใหญ่ยังอยู่หรือไม่เจ้าคะ" หลี่ซินเหยาก้าวเข้ามาในเรือน อาภรณ์สดใสกว่าทุกวัน ใบหน้าแต่งแต้มอย่างตั้งใจราวกับวันนี้เป็นวันที่นางควรเฉิดฉาย "ข้ามาเยี่ยมท่านพี่" น้ำเสียงหวาน แต่แววตาไม่ปิดบังความพึงพอใจ หลี่ซินหรานลุกขึ้นยืนต้อนรับตามมารยาท "มีธุระอันใดหรือ" หลี่ซินเหยามองไปรอบเรือน ก่อนหัวเราะเบา ๆ "ข้านึกว่าจะคึกคักกว่านี้" "อย่างไรเสีย ท่านก็จะได้เข้าไปอยู่ในวังหลวงแล้วไม่ใช่หรือ" นางเดินเข้ามาใกล้ มองหีบทรัพย์สินที่วางเรียงอย่างเป็นระเบียบก่อนยิ้มเยาะ "เก็บของพวกนี้ไปด้วยหรือเจ้าคะ" "หรือคิดว่าของพวกนี้จะช่วยให้รอดจากคนในวังได้" เสี่ยวเฉียวกำมือแน่น แต่หลี่ซินหรานกลับยืนนิ่ง "อย่างน้อยก็เป็นของของข้า" นางตอบเรียบ ๆ คำตอบนั้นทำให้หลี่ซินเหยาหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง "ท่านนี่ช่างไร้เดียงสาจริง ๆ วังหลวงไม่เหมือนจวนหลังนี้นะเจ้าคะ" นางโน้มตัวเข้าใกล้ ลดเสียงลงเล็กน้อยแต่ถ้อยคำกลับคมกริบ "ที่นั่น คนขี้ขลาดอยู่ไม่รอด" "ท่านเคยกล้าสู้กับใครหรือไม่ หรือจะได้แต่ร้องไห้เหมือนเดิม" เสี่ยวเฉียวเผลอขยับตัวไปข้างหน้า แต่หลี่ซินหรานยกมือห้ามเบา ๆ "ขอบใจที่เป็นห่วง" นางเอ่ยเสียงสงบ "ข้าจะจำคำเจ้าไว้" คำตอบนั้นไม่โต้เถียงหรือไม่แม้แต่แสดงความขุ่นเคือง หลี่ซินเหยาชะงักไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ "ดีแล้วเจ้าค่ะ" "อย่างน้อย ก็รู้ตัวว่าอยู่ฐานะไหน" นางหมุนตัวจากไป ทิ้งเสียงหัวเราะเบา ๆ ไว้เบื้องหลัง เมื่อเรือนกลับมาเงียบอีกครั้ง เสี่ยวเฉียวถึงได้กัดฟันเอ่ย "คุณหนู เหตุใดท่านไม่ตอบโต้เลยเจ้าคะ" หลี่ซินหรานนั่งลงช้า ๆ สีหน้ายังนิ่ง "เพราะยังไม่ถึงเวลา" นางมองไปยังประตูที่หลี่ซินเหยาเดินออกไป "คนที่คิดว่าตนชนะแล้ว จะเผยไพ่ในมือออกมาเอง" เสี่ยวเฉียวเงียบไป ดวงตาเต็มไปด้วยความเข้าใจครึ่งหนึ่งและความหวาดหวั่นอีกครึ่งหนึ่ง ยามค่ำ บ่าวรับใช้ฝั่งหลิ่วซื่อเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น บางคนมองเรือนคุณหนูใหญ่ด้วยสายตาแปลกไป บางคนเริ่มพูดจาไม่เกรงใจเท่าเดิม ทุกคนต่างคิดเหมือนกันว่าอีกไม่นาน สตรีผู้นี้จะไม่อยู่ในจวนอีกแล้ว หลี่ซินหรานนั่งอยู่ในความเงียบ ฟังเสียงลมพัดผ่านระเบียง นางไม่คิดโกรธหรือแก้แค้นเพราะสำหรับนางสามวันนี้ไม่ใช่การหนีแต่เป็นการ ก้าวออกจากชีวิตเดิมท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการล่าถอยของนางกำนัลใหญ่ กลิ่นอายของความตึงเครียดในห้องมิได้จางหายไปตามฝีเท้าของนางกำนัลผู้นั้น หลี่ซินหรานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ลมหายใจของนางหอบถี่เล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่ใช้พลังวิญญาณผ่านจี้หยกมากเกินไป ในขณะที่เซียวจิ่งอันยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีเบื้องหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ"เจ้ากล้าดีอย่างไร" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก "เจ้ากล้าใช้ร่างกายตนเองมาเป็นเกราะกำบัง เจ้าคิดว่าข้าจะซาบซึ้งจนมอบหัวใจให้เจ้า หรือคิดว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเสียตอนนี้"หลี่ซินหรานแค่นยิ้ม นางมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเข็มเงินที่ปนเปื้อนเลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษตกค้างจากแผ่นหลังของเขา"องค์ชายเจ็ด ท่านอาจจะฆ่าหมอทั่วไปเพื่อปิดปากได้" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า "แต่ท่านฆ่าหมอที่รู้วิธีถอนพิษชนิดพิเศษไม่ได้หรอกเพคะ"นางเว้นจังหวะครู่เดียวก็เผยคำพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้เศียวจิ่งอันนึกไม่ถึง "องค์ชายแกล้งขาพิการหากไม่มีหม่อมฉัน อีกไม่นานท่านพิการจริง ๆ และจ
ภายในห้องอักษรที่เงียบสงัด เซียวจิ่งอันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เขาจ้องมองสตรีที่ยืนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัย"เจ้าบอกให้ข้าควบคุมเจ้าให้ได้อย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นต่ำทุ้มแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกครั่นคร้าม "รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าว ข้าคงสั่งตัดลิ้นมันไปแล้ว"หลี่ซินหรานมิได้หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายสมุนไพรอ่อน ๆ จากตัวนางลอยไปกระทบจมูกของเขา เป็นกลิ่นที่สะอาดและทำให้จิตใจที่เคยหนักอึ้งของเขาสงบลงอย่างประหลาด"คนที่จะตัดลิ้นหม่อมฉันได้ ต้องเป็นคนที่มองว่าหม่อมฉันไร้ค่าเท่านั้นเพคะ" นางตอบพลางย่อกายลงเบื้องหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาอีกครั้งโดยมิได้ขออนุญาตเซียวจิ่งอันชะงัก ร่างกายของเขาตื่นตัวสัญชาตญาณสั่งให้เขาสะบัดออก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วนุ่มที่วางลงบนจุดชีพจรอย่างแม่นยำ เขากลับปล่อยให้นางทำตามใจ"ชีพจรขององค์ชายยังคงเต้นผิดจังหวะในบางช่วง เป็นเพราะพิษตกค้างที่ฝังลึกในเส้น
ฝนหยุดตกก่อนยามสามแต่ข่าวลือไม่เคยหยุดตาม คำสั่งย้ายแพร่ไปทั้งวังภายในครึ่งคืน ยามเช้า เสียงกระซิบดังทั่วทางเดิน "ว่าที่ชายาย้ายเข้าแล้วจริงหรือ" "ยังไม่อภิเษกก็อยู่ร่วมตำหนัก" "องค์ชายเจ็ดทรงลำเอียงถึงเพียงนี้" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูคนในตำหนักไม่ขาดสาย ภายในเรือนข้างของตำหนักหลัก หลี่ซินหรานกำลังอ่านบัญชียาสมุนไพรเมื่อคืนอย่างละเอียด เสี่ยวเฉียวกระซิบอย่างร้อนใจ "คุณหนู ข่าวข้างนอกแรงมากเจ้าค่ะ" "แรงเพียงใด" "เขาว่าท่านจงใจวางยาเพื่อย้ายเข้ามาใกล้ชิดองค์ชาย" มือที่เปิดหน้ากระดาษหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดำเนินต่อ "ยิ่งแรง ยิ่งมีคนร้อนตัว" เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขันทีเอกประจำตำหนักค้อมกาย "องค์ชายเรียกพบ" ภายในห้องอักษรเงียบสนิท องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย สีหน้าสงบเกินกว่าจะอ่านใจได้เมื่อหลี่ซินหรานคุกเข่า เขาไม่ได้ให้ลุกทันที "ข่าวลือวันนี้ เจ้าได้ยินหรือยัง" "ได้ยินแล้วเพคะ" "รู้สึกอย่างไร" คำถามนั้นฟังดูเหมือนไม่สำคัญแต่แท้จริงคือการชั่งใจ "ผู้ที่ปล่อยข่าวหวังให้หม่อมฉันเสียชื่อและให้องค์ชายเสียพระเกียรติ" เขาไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธเพียงกล่าวว่า "เจ้าทนได้หรื
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่าน ลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิงซูเหยา" เขาเพียงพยักหน้าราวกับไม่ใส่ใจนัก "อืม" อีกด้านหนึ่ง หลี่ซินหรานได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ในท้องพระโรงฝ่ายในฮองเฮานั่งนิ่งสายตาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "ได้ยินว่าเจ้าทำให้องค์ชายเจ็ดต้องออกหน้า" คำกล่าวไม่ดังมากแต่หนักอึ้งในใจคนฟัง หลี่ซินหรานคุกเข่าตอบ "หม่อมฉันมิได้เจตนา" "แต่ผลลัพธ์คือเขาเอ่ยปาก" บรรยากาศตึงเครียดจากแรงกดดันของผู้มีอำนาจจริง "เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นหรือ" คำถามราบเรียบแฝงความคมกริบ หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ "หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ" ฮองเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ดี เช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ภาระของตำหนักองค์ชาย" นี่คือคำเตือนของเบื้องสูง ถ้าข่าวลือยังไม่หยุดนางอาจถูกปลดจากการหมั้นหมายได้ ตอ
สองวันหลังเหตุการณ์ช่วยองค์หญิงเย่หลัน ฝ่ายในกลับเงียบผิดปกติเป็นความเงียบแต่ไม่สงบระหว่างทางเดินหินอ่อน เสียงกระซิบดังตามหลังทุกครั้งที่หลี่ซินหรานก้าวผ่าน"นางรู้เรื่องพิษได้อย่างไร""เข้าวังวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว""หรือเป็นคนวางเอง แล้วแสร้งช่วยเหลือ"คำพูดไม่ได้ดังแต่ตั้งใจให้ได้ยิน เสี่ยวเฉียวทึ่เดินตามหลังกำมือแน่น"คุณหนู พวกนางกล่าวหาท่านชัด ๆ เหตุใดไม่ชี้แจงเจ้าคะ"หลี่ซินหรานเดินต่อไปอย่างสงบ"ยิ่งชี้แจง ยิ่งเหมือนแก้ตัว""แต่หากปล่อยไว้...""ข่าวลือมีอายุของมัน"นางเอ่ยเรียบ ๆ"หากไม่มีคนเติมเชื้อไฟ เดี๋ยวมันก็ดับเอง"คำพูดนั้นเหมือนมั่นใจ แต่ในวังหลวง ข่าวลือไม่เคยดับเองเย็นวันนั้น เบี้ยหวัดที่ควรส่งมาถึงตำหนักกลับล่าช้า อาหารเย็นที่นำมากลับเย็นชืด และมีรอยช้ำบนผักอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยวเฉียวหน้าแดงด้วยความโกรธ"นี่จงใจแกล้งกันเห็น ๆ"หลี่ซินหรานใช้ตะเกียบเขี่ยผักเบา ๆ"ไม่ใช่แกล้ง แต่กำลังลองใจ""ลองใจ?""ดูว่าข้าจะโวยวายหรือไม่"นางวางตะเกียบแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าไม่เปลี่ยน"หากข้าไปร้องเรียน จะยิ่งดูเหมือนคนมีความผิดแล้วพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบ"เสี่ยวเฉียวจึงเงีย
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น"องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท"ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด"ขออภัย"เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว"โลหิตที่พระโอษฐ์มีสีคล้ำ มิใช่อาการจากความตกใจ"หลี่ซินหรานเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำหมอหลวงชะงัก สีหน้าไม่พอใจ"เจ้าคือใคร กล้าขัดคำวินิจฉัยของข้า""หม่อมฉันเป็นเพียงว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ด"นางตอบอย่างสุภาพ"แต่หากถวายยานั้น ชีพจรจะยิ่งอ่อนลง"ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วองค์หญิงอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ"เจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงหรือ"หลี่ซินหรานไม่ตอบ นางเพียงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเย่หลัน"ปลายเล็บเขียวคล้ำ ลมหายใจมีกลิ่นฝาด นี่คืออาการของพิษสะสม ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน"จี้หยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับยืนยันความคิดของนางหมอหลวงหน้าซีดวาบเขาก้มลงตรวจอีกครั้งก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า"รีบเปลี่ยนตำรับยา!"เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีผ่านไปครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเย่หลันพ้นขีดอันตราย ข่าวแพร่สะพัดไปท







