เข้าสู่ระบบข่าวสมรสพระราชทานแพร่ไปทั่วจวนเร็วกว่าที่หลี่ซินหรานคาดไว้มาก
แทบไม่ทันพ้นยามค่ำ บ่าวรับใช้ก็เริ่มกระซิบกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เสียงซุบซิบดังแผ่วตามมุมเรือน ทางเดิน และหลังโรงครัว บางคนหยุดงานกลางคัน บางคนทำทีไม่สนใจแต่หูกลับตั้งฟังตลอดเวลา ว่าที่ชายาขององค์ชายเจ็ด คำเรียกขานนั้นเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำเงียบสงบ คลื่นกระเพื่อมแผ่ออกไปไม่รู้จบ เช้าวันถัดมา หลี่ซินหรานเพิ่งออกจากเรือน บ่าวรับใช้ที่เดินสวนต่างชะงักฝีเท้า ก่อนรีบก้มศีรษะคารวะอย่างรีบร้อนกว่าทุกวัน “คารวะคุณหนูใหญ่” เสียงเรียกนั้นไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอจะทำให้บ่าวอีกหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมามอง เสี่ยวเฉียวที่เดินตามหลังถึงกับเบิกตาโต นางไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่จำความได้ บ่าวในจวนมักทำเพียงโค้งกายส่ง ๆ หรือบางครั้งก็ทำเป็นมองไม่เห็น แต่วันนี้ไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้นอีก หลี่ซินหรานเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้หยุด ไม่ได้เอ่ยคำพูดใด น้ำเสียงและท่าทีสงบนิ่งราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ ทว่าความเงียบนั้นเอง กลับทำให้หลายคนรู้สึกหนาวเย็นอย่างบอกไม่ถูก บ่าวรับใช้ฝั่งเรือนหลิ่วซื่อเริ่มแสดงท่าทีชัดเจนขึ้น จากที่เคยพูดจาเฉยชา บัดนี้กลับสุภาพเกินจำเป็น จากที่เคยเดินผ่านเหมือนนางเป็นอากาศ วันนี้กลับหยุดยืนรอให้หลี่ซินหรานเดินพ้นก่อนจึงกล้าขยับตัว บางคนยิ้ม บางคนก้มหน้า แต่ในแววตาไม่มีใครผ่อนคลายจริง ๆ "คุณหนูเจ้าคะ" เสี่ยวเฉียวกระซิบเบา ๆ เมื่อกลับถึงเรือน "พวกเขาเปลี่ยนไปหมดเลยเจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบโต๊ะดังเพียงเล็กน้อย "ไม่ใช่เพราะข้า" นางกล่าวเรียบ ๆ "แต่เพราะวังมากกว่า" เสี่ยวเฉียวเม้มปาก นางเข้าใจดีว่าคุณหนูหมายถึงสิ่งใด ยามสาย หลิ่วซื่อมาเยือนที่เรือนเล็กด้วยตนเอง สตรีวัยกลางคนในอาภรณ์สุภาพ ใบหน้าอ่อนโยนประดับรอยยิ้มอบอุ่น ราวกับไม่เคยมีเรื่องร้ายใดเกิดขึ้นมาก่อน "ซินหราน" นางเอ่ยอย่างสนิทสนม สายตาอ่อนโยนอย่างคนที่กำลังหวังดี "เมื่อคืนข้านอนไม่หลับ คิดไปคิดมาก็เป็นห่วงเจ้า" หลี่ซินหรานลุกขึ้นคำนับตามธรรมเนียม สีหน้าเรียบร้อยไร้พิรุธ "ฮูหยินมีใจเป็นห่วง ข้าซาบซึ้งนักเจ้าค่ะ" นางตั้งไหล่ตรงกิริยาท่าทางบ่งบอกว่ามิใช่อ่อนแอ หลิ่วซื่อจับมือนางเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย "เข้าไปอยู่ในวังไม่เหมือนอยู่จวน หากมีอะไรไม่สบายใจ อย่าลืมส่งข่าวกลับมานะ" คำพูดนั้นอ่อนโยนทุกถ้อยคำ แต่ในใจของหลิ่วซื่อกลับหัวเราะเย็น เด็กขี้ขลาดเช่นนี้หรือ จะอยู่รอดในวังได้ สถานที่ที่คำพูดหนึ่งอาจพรากชีวิต สถานที่ที่คนอ่อนแอไม่มีที่ยืน นางยิ้มให้หลี่ซินหราน รอยยิ้มนั้นงดงามไร้ที่ติ "จวนของเราคงต้องฝากเจ้าไว้กับฟ้าดินแล้ว" หลี่ซินหรานยิ้มตอบบาง ๆ "ข้าจะไม่ทำให้ฮูหยินต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ" หลิ่วซื่อถอนมือกลับ พยักหน้าพอใจก่อนลุกจากไปอย่างสง่างาม ทันทีที่ร่างนั้นลับตา เสี่ยวเฉียวถึงได้ถอนหายใจยาว "ฮูหยิน ดูใจดีขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ" หลี่ซินหรานมองไปทางประตูที่ปิดสนิท เสียงของนางนิ่งสงบ "เพราะนางคิดว่าข้าจะตายอยู่ในวัง" เสี่ยวเฉียวสะดุ้ง เงียบไปทันที ช่วงบ่าย หลี่เหวินเจิ้งเรียกหลี่ซินหรานไปพบ การสนทนาสั้นกระชับและเป็นทางการ "อีกสามวันเจ้าจะเข้าวัง วางตัวให้เรียบร้อย อย่าสร้างปัญหา" ไม่มีคำถามว่านางรู้สึกอย่างไร แม้คำพูดห่วงใยหรืออำลาก็ไม่หลุดออกมาจากปากของผู้เป็นบิดา หลี่ซินหรานรับคำอย่างสงบ "ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ" หลี่เหวินเจิ้งพยักหน้า สีหน้าแข็งกร้าวเช่นเดิม แต่คำพูดระมัดระวังกว่าแต่ก่อน ราวกับกลัวว่าแม้แต่ถ้อยคำจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง ยามเย็น หลี่ซินหรานนั่งอยู่ในเรือน มองหีบทรัพย์สินของมารดาที่วางเรียงเป็นระเบียบ ทุกชิ้นกลับมาอยู่ในที่ของมัน ไม่มีใครกล้าแตะต้องอีก เสียงในจวนยังคงคุกรุ่นแต่เรือนของนางกลับเงียบสงบอย่างประหลาด เสี่ยวเฉียวยืนอยู่ข้าง ๆ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน "คุณหนูเจ้าคะ พวกเขาคงไม่กล้าทำอะไรอีกแล้ว" หลี่ซินหรานมองหีบเหล่านั้นนิ่ง ๆ ก่อนเอ่ยเบา ๆ "ไม่ใช่เพราะไม่กล้า" นางเงยหน้าขึ้น สายตานิ่งลึก "แต่เพราะกำลังรอให้ข้าไม่อยู่" สามวันก่อนเข้าวังจวนตระกูลหลี่ดูสงบ แต่ภายใต้ความสงบนั้นคลื่นบางอย่างกำลังรวมตัวเงียบ ๆ เช้าวันที่สองหลังรับราชโองการ จวนตระกูลหลี่ดูสงบผิดปกติ ไม่มีเสียงซุบซิบโจ่งแจ้งเหมือนวันก่อน บ่าวรับใช้ต่างทำหน้าที่ของตนเงียบ ๆ ทว่าแววตาที่แอบเหลือบมองเรือนคุณหนูใหญ่กลับไม่เคยหายไป เหมือนทุกคนกำลังรอดูว่าสตรีผู้นี้จะล้มลงเมื่อใด หลี่ซินหรานนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เสี่ยวเฉียวกำลังจัดเครื่องประดับอย่างระมัดระวัง นางเลือกเพียงของเรียบง่าย ไม่หรูหรา ไม่สะดุดตา "คุณหนูไม่เลือกของงามกว่านี้หรือเจ้าคะ' เสี่ยวเฉียวเอ่ยอย่างอดไม่ได้ "อย่างน้อยก็เป็นว่าที่ชายาองค์ชาย" หลี่ซินหรานมองเงาสะท้อนของตนในกระจก สีหน้าสงบ "ยิ่งงาม ยิ่งเป็นเป้าสายตา" เสี่ยวเฉียวชะงัก มือที่ถือปิ่นเงินแน่นขึ้นเล็กน้อย การเตรียมตัวเป็นไปอย่างเรียบง่ายเกินกว่าที่ใครคาดคิดไม่มีการรื้อฟื้นของเก่า ไม่มีการจัดขบวนโอ่อ่า แม้แต่ผ้าไหมที่ตัดใหม่ก็เลือกเพียงสีสุภาพ บ่าวรับใช้บางคนเริ่มกระซิบกันอีกครั้ง ว่าที่ชายากลับเตรียมตัวเหมือนคนกำลังจะถูกส่งไปไกล ไม่ใช่คนกำลังจะได้ยศศักดิ์ ขณะนั้นเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน "พี่ใหญ่ยังอยู่หรือไม่เจ้าคะ" หลี่ซินเหยาก้าวเข้ามาในเรือน อาภรณ์สดใสกว่าทุกวัน ใบหน้าแต่งแต้มอย่างตั้งใจราวกับวันนี้เป็นวันที่นางควรเฉิดฉาย "ข้ามาเยี่ยมท่านพี่" น้ำเสียงหวาน แต่แววตาไม่ปิดบังความพึงพอใจ หลี่ซินหรานลุกขึ้นยืนต้อนรับตามมารยาท "มีธุระอันใดหรือ" หลี่ซินเหยามองไปรอบเรือน ก่อนหัวเราะเบา ๆ "ข้านึกว่าจะคึกคักกว่านี้" "อย่างไรเสีย ท่านก็จะได้เข้าไปอยู่ในวังหลวงแล้วไม่ใช่หรือ" นางเดินเข้ามาใกล้ มองหีบทรัพย์สินที่วางเรียงอย่างเป็นระเบียบก่อนยิ้มเยาะ "เก็บของพวกนี้ไปด้วยหรือเจ้าคะ" "หรือคิดว่าของพวกนี้จะช่วยให้รอดจากคนในวังได้" เสี่ยวเฉียวกำมือแน่น แต่หลี่ซินหรานกลับยืนนิ่ง "อย่างน้อยก็เป็นของของข้า" นางตอบเรียบ ๆ คำตอบนั้นทำให้หลี่ซินเหยาหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง "ท่านนี่ช่างไร้เดียงสาจริง ๆ วังหลวงไม่เหมือนจวนหลังนี้นะเจ้าคะ" นางโน้มตัวเข้าใกล้ ลดเสียงลงเล็กน้อยแต่ถ้อยคำกลับคมกริบ "ที่นั่น คนขี้ขลาดอยู่ไม่รอด" "ท่านเคยกล้าสู้กับใครหรือไม่ หรือจะได้แต่ร้องไห้เหมือนเดิม" เสี่ยวเฉียวเผลอขยับตัวไปข้างหน้า แต่หลี่ซินหรานยกมือห้ามเบา ๆ "ขอบใจที่เป็นห่วง" นางเอ่ยเสียงสงบ "ข้าจะจำคำเจ้าไว้" คำตอบนั้นไม่โต้เถียงหรือไม่แม้แต่แสดงความขุ่นเคือง หลี่ซินเหยาชะงักไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ "ดีแล้วเจ้าค่ะ" "อย่างน้อย ก็รู้ตัวว่าอยู่ฐานะไหน" นางหมุนตัวจากไป ทิ้งเสียงหัวเราะเบา ๆ ไว้เบื้องหลัง เมื่อเรือนกลับมาเงียบอีกครั้ง เสี่ยวเฉียวถึงได้กัดฟันเอ่ย "คุณหนู เหตุใดท่านไม่ตอบโต้เลยเจ้าคะ" หลี่ซินหรานนั่งลงช้า ๆ สีหน้ายังนิ่ง "เพราะยังไม่ถึงเวลา" นางมองไปยังประตูที่หลี่ซินเหยาเดินออกไป "คนที่คิดว่าตนชนะแล้ว จะเผยไพ่ในมือออกมาเอง" เสี่ยวเฉียวเงียบไป ดวงตาเต็มไปด้วยความเข้าใจครึ่งหนึ่งและความหวาดหวั่นอีกครึ่งหนึ่ง ยามค่ำ บ่าวรับใช้ฝั่งหลิ่วซื่อเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น บางคนมองเรือนคุณหนูใหญ่ด้วยสายตาแปลกไป บางคนเริ่มพูดจาไม่เกรงใจเท่าเดิม ทุกคนต่างคิดเหมือนกันว่าอีกไม่นาน สตรีผู้นี้จะไม่อยู่ในจวนอีกแล้ว หลี่ซินหรานนั่งอยู่ในความเงียบ ฟังเสียงลมพัดผ่านระเบียง นางไม่คิดโกรธหรือแก้แค้นเพราะสำหรับนางสามวันนี้ไม่ใช่การหนีแต่เป็นการ ก้าวออกจากชีวิตเดิมเสียงแตรสังข์ดังก้องกังวานไปทั่วนครหลวง ขบวนเดินทัพของอาหู่และ แม่ทัพเกาเทียนเล่อเคลื่อนเข้าสู่ประตูวังอย่างยิ่งใหญ่ ขบวนนี้ไม่ได้พกพาอาวุธมาเพื่อรบ แต่พกพาเอาเหล้าป่าหมื่นไหและ สมุนไพรล้ำค่ามาเพื่อฉลองอาหู่ในชุดขุนนางหนานเจียงที่ดูภูมิฐานขึ้น แต่ยังคงท่าทางนักเลงโตเหมือนเดิม เดินนำขบวนเคียงข้างแม่ทัพเกาที่สวมชุดเกราะอ่อนสีเงินสง่างาม ตามมาด้วยหูเจี้ยนและเกาชิงชิง คู่ข้าวใหม่ปลามันที่เดินจูงมือกันมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม"ดูสิ เมืองหลวงวันนี้สว่างยังกับกลางวัน ลูกชายฝ่าบาทนี่ดวงแข็งจริง ๆ ได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมเมียสวยขนาดนี้"อาหู่กระซิบพลางหัวเราะลั่นจนขุนนางวังหลวงที่เดินผ่านถึงกับสะดุ้งภายในพระที่นั่งบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์สลับกับกลิ่นอายความเข้มข้นของสุราชั้นเลิศ จักรพรรดิเซียวจิ่งเยี่ยนและฮองเฮาอวี้หลัน ประทับบนบัลลังก์คู่ดูสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติโต๊ะเสวยจัดแบ่งตามลำดับอย่างอบอุ่นโต๊ะอาวุโสมีเซียวจิ่งอัน หลี่ซินหราน เฉินเฟิง หลี่ซินเหยา อาหู่ เซียวหลัน และเกาเทียนเล่อ นั่งล้อมวงกันราวกับสหายที่ร่วมรบกันมาแรมปี เสียงพูดคุยหัวเราะของพวกเขาทำให้อำนาจที่เคย
ทันทีที่ข่าวพยัคฆ์หนุ่มสยบแม่เสือดาวแพร่ไปถึงหูของฮ่องเต้เซียวจิ่งอัน พระองค์ทรงพระสรวลเสียงดังลั่นตำหนัก ทรงรีบสั่งการให้เบิกสมบัติล้ำค่าจากคลังหลวง ทั้งผ้าไหมทองคำ หยกประดับ และอาวุธระดับตำนาน ส่งไปประเคนให้หลานชายถึงหนานเจียงหนัก ๆ โดยส่ง รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยนและเหล่ามังกรแฝด ทั้งสี่พระองค์เดินทางไปเป็นตัวแทนพระองค์บรรยากาศที่หน้าด่านหนานเจียงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขบวนม้าของรัชทายาทช่างสง่างาม แต่อลังการไม่แพ้กันคือขบวนของ แม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยาที่พาลูกชายทั้งสองคนคือเฉินหยาง และเฉินหมิงมาร่วมแสดงความยินดี"อาหู่ ข้าขนดาบเหล็กไหลมาให้ลูกสะใภ้เจ้าโดยเฉพาะ เห็นว่าดุนักไม่ใช่รึ" เฉินเฟิงตะโกนทักทายสหายรักที่ยืนหน้าบานรอรับแขกอยู่หน้าจวน"ฮ่าๆๆ! มาเลยสหายรัก วันนี้ข้าเตรียมเหล้าไว้รับรองพวกเจ้าจนถึงเช้า" อาหู่หัวเราะพลางกอดคอสหายทั้งสองเข้างานลานกว้างใจกลางเมืองหนานเจียงถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราของราชวงศ์และความดิบเถื่อนของนักรบหนานเจียง แสงโคมไฟนับหมื่นดวงส่องสว่างแข่งกับแสงดาว เสียงกลองศึกสลับกับเสียงพิณหวานหูหูเจี้ยน ในชุดเจ้า
ภายในห้องโถงจวนแม่ทัพเกาเทียนเล่อ บรรยากาศอึมครึมลงทันตา เมื่อแม่ทัพเกาเรียกเกาชิงชิงมายืนต่อหน้า โดยมีหูเจี้ยน นั่งกอดอกทำหน้ายียวนอยู่ข้าง ๆ"ชิงชิง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ" แม่ทัพเกาตบโต๊ะเสียงดัง"เจ้าลืมที่ข้าสอนรึ วิชาการต่อสู้และธนูที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า เพราะเจ้าเป็นลูกกำพร้าของน้องชายข้าที่พลีชีพในสนามรบ ข้าเลี้ยงเจ้ามาเพื่อให้เจ้าปกป้องตัวเอง ไม่ได้ให้เจ้าเอาไปเที่ยวไล่กัดกับแขกของข้าเช่นนี้"เกาชิงชิงก้มหน้านิ่ง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเพราะความน้อยใจ "แต่เขาจะล่าสัตว์ในเขตที่ข้าดูแลนะเจ้าคะท่านพ่อ""หุบปาก! ถึงเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด ข้าก็ไม่เคยอนุญาตให้เจ้าไปเป็นทหารรบราฆ่าฟันกับใคร ข้าอยากให้เจ้าเป็นสตรีที่สง่างาม ไม่ใช่แม่เสือป่าเช่นนี้ ขอโทษคุณชายหูเดี๋ยวนี้!"เกาชิงชิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปทางหูเจี้ยนแล้วสะบัดเสียงใส่ "ขอโทษ" จากนั้นนางก็วิ่งหนีเข้าห้องไปทันที ทิ้งให้หูเจี้ยนนั่งงงพลางรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ทำให้สตรีที่ดูเข้มแข็งขนาดนั้นต้องโดนดุเมื่อหูเจี้ยนกลับถึงเมืองหนานเจียง เขายังคงวนเวียนคิดถึงใบหน้าดุ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าของเกาชิงชิง รวมถึงฝีมือธนูที่ทัดเทียมกั
หลังจากงานพิธีอำลาตาเฒ่ากระบอกยาผ่านพ้นไป ความเศร้าโศกเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงปณิธานที่ต้องสานต่อ องค์รัชทายาททรงเริ่มปฏิบัติภารกิจตรวจการรอบนครหลวงเพื่อดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎรตามรอยพระราชบิดาข้างกายของพระองค์คือ เฉินหยาง ลูกชายคนโตของแม่ทัพเฉินเฟิงและหลี่ซินเหยา ซึ่งบัดนี้รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพและองครักษ์คู่ใจ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันดั่งพี่น้อง คนหนึ่งคือมังกรผู้ปกครองอีกคนคือพยัคฆ์ขาวผู้พิทักษ์"เฉินหยาง เจ้าว่าวันนี้ตลาดทิศตะวันออกดูคึกคักผิดปกติหรือไม่" รัชทายาทตรัสพลางทอดพระเนตรวิถีชีวิตผู้คน"ทูลรัชทายาท เป็นเพราะใกล้เทศกาลโคมไฟพะย่ะค่ะ ราษฎรต่างพากันเตรียมงานเลี้ยงฉลองความสงบสุขของแผ่นดิน" เฉินหยางตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามแบบฉบับตระกูลเฉินภารกิจสุดท้ายของวันคือการเข้าพบ มหาอัครเสนาบดีหวังอี้เทียน เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในราชสำนัก ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่จวนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง มหาอัครเสนาบดีก็รีบออกมาต้อนรับ"กระหม่อมขอประทานอภัยที่ให้ทรงรอนานพะย่ะค่ะ พอดีบุตรีของกระหม่อมกำลังจัดเตรียมน้ำชาเพื่อต้อนรับพระองค์อยู่"ทันใดนั้น สตรีนางหนึ่งใน
ในบ่ายวันที่อากาศอบอ้าว จดหมายจากนกสื่อสารปีกสีเงินสามฉบับส่งถึงวังหลวง, จวนแม่ทัพ และหนานเจียง เนื้อความในจดหมายสั้นและห้วนตามสไตล์ ตาเฒ่ากระบอกยา ว่า "ข้าแก่แล้ว สังขารข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน วิชาที่ข้ามีข้าไม่อยากให้มันตายไปกับโลงศพ ส่งลูกบ้านละหนึ่งคนมาหาข้าที่หุบเขาไร้นามภายในเจ็ดวัน ใครช้า ข้าจะถือว่าสิ้นวาสนาต่อกัน" ข่าวนี้ทำเอาเหล่าพ่อแม่นั่งไม่ติดพื้น ทุกคนต่างรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้รับสืบทอดวิชาที่เปลี่ยนคนตายให้ฟื้นได้ หลังจากปรึกษากันอย่างเคร่งครัด ตัวแทนรุ่นที่หนึ่งจึงถูกเลือก เซียวหลิน องค์หญิงแฝดผู้พี่ ตัวแทนจากวังหลวง นางมีพื้นฐานจากมารดาและมุ่งมั่นจะเป็นหมอหญิงที่เก่งที่สุด เฉินหมิง ลูกชายคนเล็กตระกูลเฉิน แม้จะเป็นขุนนางกรมโยธา แต่เขามีสมาธิสูงและเข้าใจเรื่องกลไกธาตุ ซึ่งจำเป็นต่อการสกัดยาชั้นสูง หูหลัน ลูกสาวคนเล็กหนานเจียง นางมีความใกล้ชิดกับพฤกษศาสตร์ป่าไม้มากที่สุดในสองพี่น้องของอาหู่ การเดินทางสู่หุบเขาไร้นามไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสามคนต้องเดินทางร่วมกันโดยไม่มีผู้ช่วยหรือทหารติดตาม ทันทีที่เข้าสู่เขตป่าหมอก พวกเขาต้องเจอกับเขาวงกตพฤกษาที่ตาเฒ่าจัดวา
กาลเวลาผันผ่านล่วงเลยมาถึงยี่สิบปี แผ่นดินเซียวไม่เพียงแต่สงบสุข แต่ยังเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ภายใต้การดูแลของทายาทแห่งหลี่ซินหรานและเซียวจิ่งอัน องค์รัชทายาทเซียวจิ่งเยี่ยน แฝดคนโตของราชวงศ์ บุรุษผู้มีความเคร่งขรึมและเด็ดขาดเหมือนพระราชบิดา แต่มีนัยน์ตาที่แฝงความอ่อนโยนเหมือนมารดา เขาไม่เพียงแต่เก่งการปกครอง แต่ยังเป็นจอมทัพที่ได้รับการยอมรับจากทหารทั่วแผ่นดิน ในวัยยี่สิบเศษ เขาสามารถบริหารราชกิจแทนฮ่องเต้ได้อย่างไร้ที่ติ ราชเลขาเซียวอวี่ แฝดผู้น้องผู้ที่ตาเฒ่ากระบอกยาเคยย่นจมูกใส่เพราะหน้าเหมือนตา บัดนี้กลายเป็นนักปราชญ์อันดับหนึ่งของแผ่นดิน เขามีความจำที่เลิศเลอและไหวพริบปฏิภาณในการวางแผนการเมืองได้อย่างแยบยล เป็นขุนพลฝ่ายบุ๋นที่คอยคานอำนาจและอุดช่องโหว่ให้พี่ชายได้อย่างสมบูรณ์แบบ องค์หญิงเซียวหลิน ธิดาแฝดองค์โต นางสืบทอดวิชาการแพทย์มาอย่างเต็มเปี่ยม นางเปิดสถานพยาบาลประชาราษฎร์ทั่วแคว้นพัฒนาการผ่าตัดและร่วมกับตำราของตาเฒ่า จนโรคร้ายไม่สามารถกล้ำกรายแผ่นดินเซียวได้อีก องค์หญิงเซียวเฟย แฝดหญิงคนน้อง รั้งตำแหน่งราชทูต นางเป็นผู้ที่นำกองเรือเซียวออกสู่มหาสมุทร ค้าขายกับดินแ
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่านลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิง
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น "องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท" ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด "ขออภัย" เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายท
เสียงฝีเท้าของคนทั้งห้าดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินของวิหารโลหิตที่ลึกลงไปใต้ดิน ยิ่งลึกอากาศยิ่งเย็นเยียบและชื้นแฉะ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซินหรานต้องหยุดชะงักไม่ใช่ความหนาวเย็น แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าน้ำค้างสวรรค์และจันทน์เทศพันปีที่ลอยมาตามลม กลิ่นที่นางจำได้ขึ้นใจว่ามันคือกลิ่นเฉพาะตัวที่ติดอ
กลางดึกท่ามกลางป่าหนานเจียงที่มืดมิด เสียงแมลงป่าเงียบหายไปอย่างประหลาด ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดกำลังกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดที่ปกคลุมอยู่ ในวงล้อมอาคมของตาเฒ่ากระบอกยา แสงสีม่วงทองยังคงหมุนวนรอบตัวเซียวจิ่งอันและหลี่ซินหรานอย่างต่อเนื่องเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าคมคายของรัชทายาทหนุ่ม พลั







