เข้าสู่ระบบเสียงพลิกหน้ากระดาษหยุดชะงัก เมืองน่านนิ่งไป มือที่ถือหนังสือลดระดับลงเล็กน้อย เขาหันหน้ามามองเธอ หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นรอยย่นตรงกลางหน้าผาก แววตาที่เคยสงบเริ่มมีความหงุดหงิดพาดผ่านบางๆ
เขาเกลียดคำถามประเภทนี้ คำถามที่ต้อนให้เขาต้องพูดถึงความรู้สึก คำถามที่พยายามบีบคั้นหาคำตอบที่เขาไม่อยากให้
"ไปเอาคำถามไร้สาระแบบนี้มาจากไหน" เขาถามกลับ น้ำเสียงติดจะรำคาญ "อินกับงานแต่งงานของเพื่อนมากไปหรือเปล่าแพร"
"ตอบแพรหน่อยสิ" เธอหันหน้าไปสบตาเขาตรงๆ ไม่หลบเลี่ยงเหมือนทุกครั้งที่เขาเริ่มทำเสียงดุ "ถ้าพรุ่งนี้แพรไม่อยู่ตรงนี้แล้ว คุณจะรู้สึกยังไง"
เมืองน่านถอนหายใจหนักๆ วางหนังสือลงบนโต๊ะข้างเตียงดังตึบ เขาพลิกตัวตะแคงหันหลังให้เธอ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ เป็นปฏิกิริยาต่อต้านแบบเด็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกของผู้ใหญ่ที่แสนเยือกเย็น
"อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ผมเหนื่อย พรุ่งนี้มีเวรเช้า" เขาตัดบทด้วยข้ออ้างเดิมๆ ที่มักจะใช้ได้ผลเสมอเวลาที่เธอพยายามล้ำเส้น
ข้ออ้างที่บอกว่า เขาคือหมอ เขาเหนื่อย และเธอไม่ควรเรียกร้องอะไรให้วุ่นวาย
แพรวากลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ ความหวังริบหรี่สุดท้ายที่จุดขึ้นมาถูกเป่าดับลงอย่างเลือดเย็น ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะรั้ง หรือความห่วงใยว่าทำไมเธอถึงถามแบบนี้ เขาเลือกที่จะหันหลังและปกป้องพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองโดยไม่สนใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร
เธอมองแผ่นหลังกว้างนั้น แผ่นหลังที่เธอเคยกอดมันมานับครั้งไม่ถ้วน
"เราเลิกกันเถอะ"
ประโยคนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของเธอด้วยระดับเสียงปกติ ไม่มีการสั่นเครือ ไม่มีการตะโกนใส่หน้า มันราบเรียบเหมือนการบอกว่าพรุ่งนี้ฝนจะตก
เมืองน่านชะงัก ร่างกายสูงใหญ่ที่นอนหันหลังอยู่แข็งทื่อไปชั่ววินาที ก่อนที่เขาจะพลิกตัวกลับมามองเธออย่างรวดเร็ว คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วยิ่งขมวดแน่นขึ้นไปอีก แววตาของเขามีความสับสนปนหงุดหงิด
กลไกการป้องกันตัวของเขาง้างออกทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ สมองของเขาสั่งการให้ใช้ตรรกะที่คุ้นเคยที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องเป็นฝ่ายถูกทิ้งหรือเจ็บปวด
"เราไม่ได้คบกัน" เขาสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "คุณจะเอาอะไรมาเลิก"
มันเป็นประโยคที่เขาใช้เตือนเธอเสมอมาตลอดสามปี ประโยคที่เคยทำร้ายเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชินชา แต่วันนี้... ตอนนี้... มันกลับเป็นกุญแจที่ไขแม่กุญแจที่ล็อกเท้าเธอไว้ออกจนหมดสิ้น
แพรวานิ่งอึ้งไปเสี้ยววินาที ก่อนที่ริมฝีปากกระจับจะค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ไม่ใช่รอยยิ้มฝืนทน ไม่ใช่รอยยิ้มประชดประชัน แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย รอยยิ้มที่สว่างไสวและเย็นชาที่สุดเท่าที่เมืองน่านเคยเห็น
ไม่มีน้ำตาหล่นลงมาสักหยดเดียว
"จริงด้วยค่ะ" เธอพยักหน้าช้าๆ แววตาที่เคยมองเขาด้วยความรักและความหวัง ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าแบบเดียวกับที่เขาเคยมอบให้เธอเมื่อเช้า "ฉันลืมไปเลยว่าเราเป็นแค่คนรู้จักที่นอนด้วยกัน"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำให้เมืองน่านชะงัก ลมหายใจของเขาสะดุดไปจังหวะหนึ่ง "แพร..."
"งั้นง่ายเลยค่ะ"
ผ้าแพรตวัดผ้าห่มออกจากตัว ลุกขึ้นยืนข้างเตียงโดยไม่สนใจสายตาของเขาที่มองตาม เธอเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดฝั่งที่เป็นพื้นที่ของเธอ เอื้อมมือหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่วางอยู่บนหลังตู้ลงมา รูดซิปเปิดออก แล้วเริ่มกวาดเสื้อผ้าของตัวเองลงไปทีละชิ้น
เมืองน่านยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง มองการกระทำนั้นด้วยความงุนงงปนไม่พอใจ "คุณกำลังทำอะไร ดึกป่านนี้แล้วจะไปไหน ขับรถกลับมันอันตรายนะ"
"กลับบ้านค่ะ" เธอตอบสั้นๆ ไม่หันมามอง มือยังคงวุ่นวายกับการพับชุดนอนและเสื้อกางเกงไม่กี่ตัวใส่กระเป๋า
"อย่ามาทำตัวงี่เง่าเรียกร้องความสนใจตอนนี้นะ แพรวา" น้ำเสียงของเขาเริ่มกดต่ำลง เป็นสัญญาณเตือนว่าเขากำลังโกรธที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ "ผมบอกแล้วไงว่าผมเหนื่อย ถ้าจะทะเลาะกัน ค่อยคุยพรุ่งนี้"
ผ้าแพรรูดซิปกระเป๋าปิด เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา หิ้วกระเป๋าไว้ในมือ รูปร่างที่เล็กกว่าเขามากไม่ได้ทำให้เธอดูอ่อนแอเลยในนาทีนี้
"ฉันไม่ได้งี่เง่า และไม่ได้เรียกร้องความสนใจค่ะ หมอเมืองน่าน" เธอเรียกชื่อเต็มยศของเขาด้วยน้ำเสียงห่างเหินที่สุด "ฉันแค่เห็นด้วยกับคุณ ว่าเราไม่ได้คบกัน ดังนั้น ฉันก็ไม่มีสิทธิ์อะไรในบ้านหลังนี้ และไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป"
เธอเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบขวดน้ำหอม ลิปสติก และครีมบำรุงผิวของตัวเองกวาดใส่กระเป๋าสะพาย พื้นที่ที่เคยมีของใช้ผู้หญิงวางปะปนอยู่ ตอนนี้กลับมาโล่งเตียนเหมือนเมื่อสามปีก่อน
เมืองน่านมองตามทุกการเคลื่อนไหว กรามของเขาบดเข้าหากันแน่น เขาอยากจะลุกขึ้นไปคว้าข้อมือเธอไว้ อยากจะดุให้เธอนั่งลงและเลิกทำตัวเป็นเด็กๆ แต่ทิฐิและกำแพงที่เขาสร้างไว้มันสั่งให้เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียง ปล่อยให้เธออาละวาดไป เดี๋ยวพรุ่งนี้เธอก็คงใจเย็นลงและกลับมาเป็นผ้าแพรคนเดิมที่โอนอ่อนผ่อนตามเขา
เขาเชื่อแบบนั้นมาตลอด
ผ้าแพรเดินกลับมาหยุดอยู่ที่ปลายเตียง เธอมองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย สายตาของเธอไม่ได้ตัดพ้อ ไม่ได้เจ็บปวด มันราบเรียบจนน่ากลัว
เขากระชากบานประตูลิ้นชักออกดูทีละชั้น โล่งเตียน ไม่มีแม้แต่ยางรัดผมเส้นสีดำที่เธอมักจะทำหล่นไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้านกรามเข้มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน เมืองน่านหมุนตัวเดินเร็วๆ เข้าไปในห้องน้ำ กวาดสายตามองไปที่ชั้นวางของเหนืออ่างล้างหน้า ขวดแก้วสีชมพูอ่อน ครีมบำรุงผิว ยาสระผมขวดเล็ก และแปรงสีฟันด้ามสีชมพูที่เคยวางคู่กับด้ามสีน้ำเงินของเขา หายไปทั้งหมดพื้นที่ตรงนั้นสะอาดสะอ้าน ราวกับไม่เคยมีผู้หญิงชื่อแพรวาเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเขาในบ้านหลังนี้มาตลอดสามปี"เก็บกวาดเก่งดีนี่"น้ำเสียงทุ้มต่ำลอดผ่านไรฟันออกมา เขามองตัวเองในกระจกเงา ดวงตาคู่คมมีความหงุดหงิดพาดผ่านอย่างปิดไม่มิดการที่เธอหอบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าออกไปเมื่อคืน เขาคิดว่าเธอคงหยิบไปแค่ไม่กี่ชุดเพื่อประชด แต่การลบร่องรอยทุกอย่างออกไปจนหมดจดขนาดนี้ มันแสดงถึงความตั้งใจที่จะขีดเส้นแบ่งอย่างเด็ดขาดแต่คนอย่างเมืองน่านไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ที่เขามองว่าตัวเองเป็นคนคุมกฎมาตลอดเขาสะบัดหน้า เดินกลับไปสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิม คว้ากุญแจรถและกระเป๋าทำงาน เดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับไปมองความว่างเปล่าในตู้เสื้อผ้าอีกโร
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบคีย์การ์ดสีขาวที่มีสติกเกอร์รูปแมวแปะอยู่ตรงมุม—คีย์การ์ดบ้านของเขาที่เธอพกติดตัวมาสามปี—วางมันลงบนปลายเตียง"นี่กุญแจบ้านของคุณค่ะ ฉันคืนให้""แพรวา" เมืองน่านเรียกชื่อเธอเสียงแข็ง สายตาจับจ้องที่คีย์การ์ดใบนั้นเหมือนมันเป็นของอันตราย"ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมานะคะคุณหมอ" เธอยิ้มมุมปากบางๆ เป็นการบอกลาที่ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ "ขอให้โชคดีกับพื้นที่ปลอดภัยของคุณค่ะ"พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องนอนไปทันทีเมืองน่านนั่งนิ่งอยู่บนเตียง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอเดินลงบันได ได้ยินเสียงเปิดประตูบ้าน และตามมาด้วยเสียงปิดประตูดัง คลิกเสียงกลอนที่ล็อกลงพาเอาความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของบ้าน มันเงียบจนเขาได้ยินเสียงแอร์ที่ครางหึ่งๆ เงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินติ๊กต็อกเขามองคีย์การ์ดสีขาวที่วางอยู่บนปลายเตียง พื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าตู้เสื้อผ้า และที่นอนฝั่งซ้ายที่ไม่มีรอยยับย่น"ก็แค่เรียกร้องความสนใจ" เขาพึมพำกับตัวเอง ปัดความรู้สึกหวิวๆ ในอกทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เอื้อมมือไปปิดโคมไฟหัวเตียงจนห้องตกอยู่ในความมืดมิด ทิ้งตัวลงนอนและหลับ
เสียงพลิกหน้ากระดาษหยุดชะงัก เมืองน่านนิ่งไป มือที่ถือหนังสือลดระดับลงเล็กน้อย เขาหันหน้ามามองเธอ หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นรอยย่นตรงกลางหน้าผาก แววตาที่เคยสงบเริ่มมีความหงุดหงิดพาดผ่านบางๆเขาเกลียดคำถามประเภทนี้ คำถามที่ต้อนให้เขาต้องพูดถึงความรู้สึก คำถามที่พยายามบีบคั้นหาคำตอบที่เขาไม่อยากให้"ไปเอาคำถามไร้สาระแบบนี้มาจากไหน" เขาถามกลับ น้ำเสียงติดจะรำคาญ "อินกับงานแต่งงานของเพื่อนมากไปหรือเปล่าแพร""ตอบแพรหน่อยสิ" เธอหันหน้าไปสบตาเขาตรงๆ ไม่หลบเลี่ยงเหมือนทุกครั้งที่เขาเริ่มทำเสียงดุ "ถ้าพรุ่งนี้แพรไม่อยู่ตรงนี้แล้ว คุณจะรู้สึกยังไง"เมืองน่านถอนหายใจหนักๆ วางหนังสือลงบนโต๊ะข้างเตียงดังตึบ เขาพลิกตัวตะแคงหันหลังให้เธอ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ เป็นปฏิกิริยาต่อต้านแบบเด็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกของผู้ใหญ่ที่แสนเยือกเย็น"อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย ผมเหนื่อย พรุ่งนี้มีเวรเช้า" เขาตัดบทด้วยข้ออ้างเดิมๆ ที่มักจะใช้ได้ผลเสมอเวลาที่เธอพยายามล้ำเส้นข้ออ้างที่บอกว่า เขาคือหมอ เขาเหนื่อย และเธอไม่ควรเรียกร้องอะไรให้วุ่นวายแพรวากลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ ความหวังริบหรี่สุดท้ายที่จุดขึ้นมาถูกเป่า
ในหัวของเธอฉายภาพเตียงนอนสีเทาเข้มเมื่อเช้า ภาพแผ่นหลังที่หันหนี ภาพช่องว่างหนึ่งฝ่ามือที่ไม่เคยถูกเติมเต็มเมื่อพิธีการบนเวทีจบลง แพรวาปลีกตัวเดินฝ่าฝูงชนออกมาที่ห้องน้ำด้านนอก เธอผลักบานประตูเข้าไป ยืนประจันหน้ากับตัวเองในกระจกบานใหญ่เหนืออ่างล้างมือลายหินอ่อนผู้หญิงในกระจกแต่งหน้าสวยงามไร้ที่ติ ริมฝีปากกระจับเคลือบลิปสติกสีพีช ชุดเดรสตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว เธอดูเป็นผู้หญิงเก่ง มั่นใจ และพึ่งพาตัวเองได้ในสายตาของทุกคนที่แบรนด์ 'ทอฝัน' แต่ลึกๆ ข้างใน แววตาคู่นั้นกลับกลวงโบ๋เธอยกมือขึ้น ดึงยางรัดผมเส้นสีดำที่มักจะคล้องไว้ที่ข้อมือเสมอมามัดผมตัวเองให้แน่นขึ้น เป็นนิสัยที่แก้ไม่หายเวลาที่สมองกำลังว้าวุ่นภาพของโบว์ที่ยืนอยู่บนเวทียังคงติดตา ไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่งงานหรูหรา แต่มันคือ 'ความชัดเจน'สามปีที่ผ่านมา เธอมีทุกอย่างร่วมกับเมืองน่าน มีคีย์การ์ดเข้าบ้านของเขา รู้ว่าเขาชอบกาแฟอเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาลตอนตีห้า รู้ว่าเขาเกลียดกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มฉุนๆ รู้ว่าเขาชอบนวดขมับเวลาเครียดจากเคสผ่าตัด เธอทำกับข้าวให้เขากิน ซักเสื้อคาร์ดิแกนตัวโปรดให้ นอนกอดกันบนโซฟาวันที่ฝนตกหนักแต่เธอไม่มีตัวต
ความชื้นเหงื่อและกลิ่นสบู่เด็กผสมผสานกันอยู่ในอากาศที่ถูกกดอุณหภูมิไว้จนเย็นเฉียบ ผิวสัมผัสของผ้าปูที่นอนสีเทาเข้มยับย่นอยู่ใต้มือที่จิกเกร็ง แพรวากัดริมฝีปากตัวเองจนรู้สึกถึงรสฝาดจางๆ ขณะที่ขยับสะโพกบดเบียดแกนกายร้อนผ่าวที่ฝังลึกอยู่ภายในตัวเธออย่างหนักหน่วงเสียงเนื้อกระทบกันดังก้องสะท้อนในห้องนอนสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงเธอทิ้งน้ำหนักโถมทับลงไป มือสองข้างยันอยู่บนลาดไหล่กว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของคนใต้ร่าง เล็บเคลือบสีนู้ดจิกลงบนผิวเนื้อสีขาวเหลืองตามจังหวะการขยับขับเคลื่อนที่เธอเป็นคนคุมเกมเองทั้งหมด ร่างกายของนพ.เมืองน่านตอบสนองต่อการกระทำของเธออย่างซื่อตรง ท่อนเอวสอบสวนจังหวะสวนขึ้นมาอย่างดิบเถื่อนและเอาแต่ใจตามสัญชาตญาณ เสียงครางทุ้มต่ำหลุดลอดจากลำคอหนาเมื่อเธอจงใจกดน้ำหนักลงไปเน้นย้ำในจุดที่ลึกที่สุดแพรวาก้มหน้าลง หอบหายใจรดปลายคางของเขา เส้นผมสีดำขลับที่ดัดลอนใหญ่ทิ้งตัวลงมาคลอเคลียกรอบหน้าของคนทั้งคู่ เธอจงใจสบตาเขา มองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มที่มักจะสงบนิ่งจนอ่านไม่ออกอยู่เสมอเวลานี้ นัยน์ตาของเมืองน่านพร่ามัวไปด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งสูง เขาเอื้อมมือขึ้นมากอบ







