Se connecter- ภูริภัทร -
ผมยังคงสงสัยว่าทำไมพี่กรถึงขับรถเร็วขึ้น หรือเขาเห็นว่าผมแอบตามเขามา ถึงจะขับเร็วขึ้นเท่าไหร่แต่ก็คงไม่หนีผมไปได้ไกลนักหรอก ผมใช้สกิลนักแข่งขับปาดซ้าย-ขวาไม่นานนักก็มาถึงรถของเป้าหมายที่ลดความเร็วลงมาค่อนข้างเยอะ และใช้ช่วงทิ้งระยะห่างเพื่อขับตามพี่กรไปเงียบ ๆ
ผมยังคงขับรถตามมาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากที่พวกเราอยู่ค่อนข้างเยอะ เราใช้เวลาขับมาประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะตอนนี้บรรยากาศค่อนข้างสลัวมาก และยิ่งตอนนี้เป็นช่วงหน้าหนาวด้วยแล้วยิ่งทำให้มืดลงเข้าไปอีก
พี่กรขับรถมาจอดหน้าบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นสีขาวสะอาดตาที่ถึงแม้จะมีไฟจากถนนที่ห่างไปเล็กน้อยส่องให้ความสว่างได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังคงสว่างมากพอที่จะเห็นความสะอาดตาของบ้านหลังนี้ ผมขยับจอดรถห่างออกไปไม่มากนัก ดับเครื่องและลงจากรถออกมาดูให้แน่ใจ ก็เห็นว่าน้องชายของพี่กรเดินกอดกับผู้หญิง สูงวัยร่างท้วมไปยืนรอพที่หน้าบ้าน ผ่านไปสักระยะก็มีพี่กรเดินมายืนที่หน้าบ้าน ผมรีบวิ่งขึ้นบนรถและแอบมองอยู่แบบนั้นราวกับกลัวถูกจับได้ พี่กรหันซ้าย หันขวาที่หน้าบ้านสักพักก็ปิดประตูแล้วเดินตามเข้าบ้านไป
ผมเดินลงมาจากรถอีกครั้ง เดินเข้ามาใกล้บ้านของพี่กรมากขึ้น ผมเกาะประตูรั้วหาช่องที่พอส่องเข้าไปให้เห็นในบ้านเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากนัก ผมยืนเกาะรั้วชะเง้อดูแบบนั้นสักพักใหญ่ ๆ ได้ยินเสียงคนหัวเราะชอบใจมีความสุขดังออกมาจากในบ้าน แค่ได้ยินเสียงพี่กรหัวเราะผมก็ใจชื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ อย่างน้อยวันนี้พี่กรก็ได้อยู่กับครอบครัว
ผมคิดได้ดังนั้นก็ปล่อยมือที่เกาะรั้วราวกับตุ๊กแกออก ถอยหลังเดินกลับมาที่รถอย่างอารมณ์ดี ผมไม่รู้ว่าผมทำตัวเป็นตุ๊กแกไปนานเท่าไหร่แต่พอหยิบมือถือมาดูเวลาก็เห็นว่าตอนนี้ก็สี่ทุ่มกว่าไปแล้ว และเพราะพรุ่งนี้ผมยังต้องกลับเข้าร้านเพื่อเคลียร์เอกสารเพราะใกล้ปิดยอดสิ้นเดือนแล้วด้วย นั่นเลยเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขับรถกลับคอนโดอย่างช่วยไม่ได้
ผมบิดขี้เกียจบนเตียงนอนไปมา หลังจากถูกปลุกด้วยนาฬิกาปลุก ทำกิจวัตรประจำวันเรียบร้อย และเดินออกมาพร้อมที่จะไปมองหน้าพี่กรทันที การเดินทางมาทำงานของผมก็เหมือนทุกวันที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเวลาเช้า ๆ แบบนี้รถย่อมติดเป็นเรื่องธรรมดา
ผมเองก็เหมือนคนอื่นจอดรถติดไฟแดงอย่างน่าเบื่อหน่าย สายตามองไปยังรถข้างหน้าที่เห็นว่าถูกสัญญาณไฟปล่อยออกไปและ ถูกหยุด สลับกันไปมาหลายต่อหลายครั้ง
ก๊อก!
ผมเลื่อนกระจกรถลงทันทีที่เห็นว่ามีเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มมายืนเคาะกระจกรถอยู่ด้านข้าง
“พี่คะ ซื้อพวงมาลัยมั้ยคะ”
“พวงมาลัยไม่เอาครับ”
“งั้น นมมั้ยคะอร่อยนะ”
“นมพี่ก็ไม่รับครับ .. แต่พี่ขอซื้อดอกไม้ในตะกร้านั้นได้ไหม”
ผมชี้นิ้วไปที่ตะกร้าที่น้องสะพายไว้ด้านหลัง ซึ่งถูกบรรจุด้วยดอกกุหลาบหลายสีอยู่หลายดอก เด็กผู้หญิงหันกลับมามองผมเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตกลง และยื่นตะกร้ามาให้ผม น่าจะให้เลือกว่าผมจะซื้อดอกไหนนั่นแหละนะ
“พี่รับหมดเลย อ่ะ!นี่เงิน ไม่ต้องทอนนะ”
ผมบอกน้อง พลางหยิบธนบัตรใบสีเทาสองใบยื่นไปให้น้องผู้หญิง น้องที่ได้ยินแบบนั้นก็อ้าปากตกใจ และไหว้ขอบคุณผมหลายต่อหลายครั้ง พร้อมกับนำช่อดอกไม้ยื่นให้ผมทั้งตะกร้าสานนั้น ผมเงยหน้ามองน้องเขาอย่างงุนงง ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรน้องก็ก้มหัวให้อีกครั้งและวิ่งออกไปด้วยความดีใจอย่างรวดเร็ว
ผมยังคงมองตามน้องไปอย่างไม่ละสายตา เห็นภาพที่น้องวิ่งนำเงินที่ได้ไปโชว์ให้ผู้หญิงสูงวัยที่ยืนเตรียมของให้น้องดู ใช้เวลาเล็กน้อยน้องผู้หญิงก็ชี้นิ้วมาทางรถที่ผมจอดอยู่ และผู้หญิงสูงวัยก็ก้มหัวให้ผมแทนการขอบคุณ ผมที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ก้มหัวตอบผู้ใหญ่ จัดการนำดอกไม้มาวางไว้ข้างคนขับและปิดกระจกขึ้นทันที ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สัญญาณจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวพอดี
ผมเลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าร้านตามปกติ มองหารถของพี่กรก็ยังไม่เห็นว่าพี่กรมา จึงได้แต่อุ้มตะกร้าสานกับดอกกุหลาบหลายสิบดอกในนั้นลงมาจากรถเดินเข้ามาในร้านก็เจอน้องสามคนในร้านกำลังเตรียมเปิดร้านกันตามปกติ ทักทายพูดกันกับน้อง ๆ ก่อนเดินเข้ามาหลังร้าน
ผมหยิบดอกไม้ที่แห้งเฉาในแจกันใบใหญ่ที่ถูกตั้งไว้ที่โต๊ะทานอาหารในห้องพนักงานออกลงถังขยะ ล้าง และเปลี่ยนน้ำเรียบร้อยก่อนจะนำดอกไม้ที่ซื้อมาเมื่อเช้าลงไปไว้ในแจกันใบนั้นแทน ชื่นชมฝีมือตัวเองพักใหญ่ก็เดินมานั่งเช็กกองเอกสารงบประมาณทันที
ผมนั่งทำงาน จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มัดหมี่เดินเข้ามาถามว่าผมทานข้าวหรือยังนั่นแหละ ผมผละใบหน้าจากจอโน๊ตบุ๊คมาดูเวลาที่นาฬิกาติดผนังก็พบว่าตอนนี้เกือบจะเที่ยงแล้ว และผมยังไม่รู้สึกว่าพี่กรมาทำงานเลยด้วยซ้ำ
“ผู้จัดการมาหรือยัง”
“ผู้จัดการลาพักร้อนนะคะ คุณน้าชมจันทร์โทรเข้ามาแจ้งเมื่อเช้าแล้วค่ะ”
” พักร้อน?”
“ใช่ค่ะ”
“เราเปลี่ยนกันทานข้าวได้เลยนะ พี่จะรีบเคลียร์เอกสาร”
มัดหมี่พยักหน้าตอบ แล้วเดินออกไปข้างนอกตามเดิม ผมที่เพิ่งรู้ว่าพี่กรขอใช้พักร้อน แต่ไม่ได้เป็นการลาพักร้อนที่แจ้งล่วงหน้าและไปขอลาโดยตรงที่คุณแม่มันดูน่าสงสัยเป็นอย่างมาก และตอนนี้ก็เป็นห่วงพี่กรมากเช่นกัน
ผมใช้เวลาเคลียร์เอกสารแบบพนักงานรับเหมา เมื่อจัดการเคลียร์เอกสารที่จำเป็นเรียบร้อยแหงนหน้ามองนาฬิกาพบว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว ผมบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยเล็กน้อย
หยิบมือถือมาดูว่าพี่กรเคลื่อนไหวอะไรมั้ย แต่ก็ไม่พบว่าพี่กรมีการเคลื่อนไหวอะไร ผมจึงเสียมารยาทเข้าไปดูเพื่อนที่พี่กรมีเพื่อหาผู้ชายอีกคนหนึ่ง และเนื่องจากพี่กรมีเพื่อนในโซเชียลไม่มากนัก เลื่อนหาเพียงไม่นานก็พบกับบุคคลที่ผมต้องการ
ผมที่เคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้จากมือถือพี่กรเพียงครั้งเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าผมนั้นจำได้แม่น ผมเลื่อนเข้าไปดูก็พบว่าผู้ชายคนนี้เช็กอินที่หนึ่งแต่เพราะไม่รู้ว่าทั้งสองคนไปด้วยกันไหม
ถ้าจู่ ๆ ผมโผล่ไปแต่พี่กรไปพักร้อนกับแฟนจริง ๆ จะกลายเป็นผมละลาบละล้วงไปไหมแต่ความเป็นห่วงของผมก็ชนะ ในใจคิดแค่ว่าถ้าไปถึง เห็นว่าพี่กรมากับแฟนแบบมีความสุขจริง ๆ ก็คิดซะว่าผมจะได้สบายใจ แต่ถ้าเป็นแบบที่ผมคิดจริง ๆ ในเวลาที่พี่กรรู้สึกแย่พี่กรก็จะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว
“เพชรบุรีหรอ สองชั่วโมงก็น่าจะถึง”
“...”“ผ่านไปสองวัน กว่าเจ้าหน้าที่จะพบภัทรก็กลายเป็นศพไปแล้ว ตอนนั้นน้าเสียใจมาก และระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังนำร่างของภัทรที่เสียชีวิต จะขึ้นรถเพื่อจะนำไปชันสูตรที่โรงพยาบาล”“...”“กรเชื่อไหม ตอนนั้นจู่ๆก็เกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ดังมาก น้าจำเหตุการณ์นั้นได้ติดตา และมันมีพายุเข้าแบบแทบจะพัดทุกอย่างหายไปเลยจนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรวมถึงไทยมุงแตกตื่นวิ่งหายกันไปหมดเลย และจู่ๆ ภัทรที่น้าและทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว..”“...”“น้าได้ยินเสียงจริงนะ น้าได้ยินว่า เก้าสิบวัน”“...”“ตอนนั้นน้าจำได้เลยว่ามันคือเสียงภัทร..กรเชื่อไหมน้าคลานฝ่าลมที่พัดกรรโชกนั้นไปเปิดห่อผ้าดิบดู มันคือภัทร ภัทรที่ลืมตามองน้าอยู่จริงๆ”“มีเรื่องเหลือเชื่อขนาดนี้เลยหรอครับ”“ถ้าน้าไม่เจอกับตัว น้าก็คงคิดเหมือนกรนั่นแหละ..แต่นี่มันเกิดกับภัทรขึ้นมาจริงๆ”“แล้วเป็นยังไงต่อหรอครับน้า”“กู้ภัยก็ตกใจ เขายัง
ถึงแม้ผมไม่อยากจะเชื่อ แต่ต้องยอมรับว่ามันคือเรื่องจริง ภัทรเสียแล้วจริง ๆ และผมได้ช่วยงานศพของภัปฏิเสธจริงๆ มันเป็นการสูญสียที่กะทันหัน จนผมเองรู้สึกช็อกและไม่รู้เลยว่าน้าชมจันทร์จะช็อกมากแค่ไหนแต่ในระหว่างที่จัดงานศพของภัทร ผมเองก็ไม่เห็นว่าน้าชมจันทร์จะร้องไห้ในงาน แต่ทุกเช้าที่ผมมาช่วยงานจะเห็นดวงตาที่ถูกปกปิดด้วยเครื่องสำอางนั้นบวมเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นหลักฐานชั้นดีว่าน้าชมจันทร์เองก็เจ็บปวดไม่ใช่น้อยจนเมื่อผ่านพ้นเรื่องงานศพของภัทรไปได้หลายสัปดาห์ ผมยังคงต้องทำงานเช่นเดิม ชีวิตกลับมาวนลูบ ตื่นนอน ไปทำงาน กลับบ้าน นอน แบบเดิมอย่างเบื่อหน่าย หลายครั้งที่ผมมีความรู้สึกคิดถึงอิริยาบถทร อยากคุยอยากเจอ แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสถึงการมีอยู่นั้น หลายครั้งที่อยู่บ้านคนเดียวแล้วรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ แต่ก็คงเป็นไปแค่เรื่องที่คิดไปเอง และหลายครั้งที่ผมพูดลอย ๆ ขึ้นมาว่าคิดถึง อยากเจอ .. แต่ก็ไร้ซึ่งภาพ เสียง กลิ่น สัมผัส หรือแม้แต่ความฝัน ผมขับรถมาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ที่ไม่เคยมาเลยสักครั้ง ผมเปิดแชตที่น้าชมจันทร์ส่งโลเคชั่นมาให้อีกครั
เราสามคนหัวเราะร่าราวกับว่ามันเป็นเรื่องสนุกสนาน ผมอยู่คุยจิปาถะกับน้าชมจันทร์และภัทรจนค่ำ ก็ขอตัวกลับเพราะวันนี้น้าชมจันทร์ขอเฝ้าภัทรเอง และผมต้องเร่งเคลียร์เอกสารเพราะกำลังจะปิดยอดขายรายปีด้วย ผมคอยช่วยน้าชมจันทร์สลับกันเฝ้าภัทรที่อาการเริ่มดีขึ้นมามากแล้ว อยู่แบบนั้น และฟังภัทรบ่นอยากกลับบ้านหลายต่อหลายรอบ จนแทบจะเป็นเรื่องปกติ“พี่กร”“ว่าไงภัทร”“ผมชอบพี่นะ”“พี่ก็ชอบภัทรนะ ภัทรเป็นน้องที่ดีที่สุดที่พี่เจอมาเลย”“แต่ผมไม่ได้อยากเป็นน้องนี่หว่า”“ภัทร..”“ผมรู้แล้ว..ก็แค่หยอกเล่นไหมล่ะ”“มา..ทานผลไม้หน่อยพี่ปอกแอปเปิลให้แล้ว”“ครับ..แต่ว่านะพี่กร ภัทรอาจจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ นี้แล้วนะ”“กลับก็ดีนะสิ ที่บ้านไม่มีกลิ่นยา ไม่ใช่ที่สะสมเชื้อโรคด้วย จะได้หายไวไว”“แต่ผมอะ..อาจจะไม่ได้เจอพี่อีกแล้วนะ”“จะลาออกจากการเป็นเจ้าของร้าน แล้วหนีไปต่างประเท
- ธนากร - หลังจากวันที่ผมตัดขาดความสัมพันธ์ของผมกับอั๋น ก็ไม่มีการคุกคามหรือติดต่อมาจากเขาอีกเลย และเหมือนกับว่าอั๋นก็ไม่ได้มาเก็บของที่ผมเอาออกไว้ที่หน้าบ้านด้วย ซึ่งมันก็แปลกและน่าสงสัย แต่ด้วยความที่คิดว่าจะตัดออกแล้ว ผมก็ไม่อยากยุ่งกับเขาแล้วจริง ๆ ผมใช้ชีวิตไปทำงาน กลับบ้านนอน อยู่แบบนี้ก็สบายดีไม่ได้ทุกข์ได้ร้อนอะไร และรู้สึกว่าผมก็ไม่ได้โวยวายหรือเสียดายอะไรมากมาย นอกจากเวลา..“คุณภัทร! คุณภัทรได้ยินหมี่ไหมคะ”“...”“คุณภัทร!ผู้จัดการคะคุณภัทรเป็นลม” ผมลุกออกจากเก้าอีกทำงานเดินไปหน้าร้านที่มีเสียงของมัดหมี่มาเรียกด้วยความตกใจ พักหลังมานี้ผมรู้สึกถึงความผิดปกติของภัทร ที่ทั้งโทรมและดูอิดโรยมาก ความสดใส ขี้แกล้งของภัทรหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมเองก็จำไม่ได้ รู้ตัวอีกทีภัทรก็กลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิตชีวาไปแล้ว“ภัทร ได้ยินกรมั้ย”“...”“ภัทร
“ไม่ได้!” ผมพูดแทรกเข้าไปอย่างทันควัน ทำให้ผมเห็นสีหน้าของภัทรเองที่ดูแปลกใจเล็กน้อย แต่ผมคิดดีแล้ว ผมจะไม่ทำให้ภัทรมาเดือดร้อนเรื่องอั๋นเพราะผมอีกเด็ดขาด เงินก้อนที่แล้วผมยังไม่มีปัญญาคืน ครั้งนี้อั๋นมาเรียกร้องขอเป็นล้าน ผมหรืออั๋นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือนี้แม้สักนิด“กร แต่อั๋นต้องใช้เงิน”“เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นอั๋น เราเป็นแค่เพื่อนกันคุณจำได้ไหม”“กร..อั๋นขอโทษ แต่ถ้ากรไม่ช่วยอั๋น อั๋นต้องตายแน่ ๆ”“ผมว่ามันก็เรื่องของคุณนะ ครั้งที่แล้วผมช่วยแล้วคุณยังไม่มีสมองคิด ครั้งนี้ก็แล้วแต่เวรแต่กรรมของคุณเถอะ อ่อ..เสื้อผ้าข้าวของ ผมจะเก็บโยนไว้ให้หน้าบ้าน ถ้าพรุ่งนี้เช้าคุณไม่มาเอา ก็ไปตามเก็บที่รถขยะแล้วกันนะ ต่อไปนี้เป็นต้นไป ผมกับคุณ ไม่รู้จักกัน” ผมร่ายยาวก่อนจะตัดสายนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี ความรู้สึกหนักอกที่แบกจนอึดอัดมาหลายวัน วันนี้รู้สึกโล่งขึ้นมามากอย่างบอกไม่ถูก“พี่แน่
“งั้นก๋วยเตี๋ยว”“โห..พี่ก็ไม่เขินตัวบิดอะไรแบบนี้หน่อยหรอ”“ไม่เอาหรอก เขินมากเดี๋ยวปวดแก้ม”ผมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม แต่ผมรู้สึกมาตลอดว่า เวลาที่ภัทรอยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกสบายใจแบบมากที่สุด เหมือนไม่ต้องคิดอะไร เป็นตัวของตัวเองที่สุด เป็นความรู้สึกที่ผมรู้สึกดีมากที่สุดจริง ๆ“ไม่อยากคบกับผมจริงอะ ผมหล่อนะ”” คนอะไรหลงตัวเองขนาดนี้”“นี่ไม่ได้หลงตัวเองนะ..แต่อยากบอกว่านอกจากผมจะหล่อแล้ว ยังอร่อยด้วย”“ไม่ต้องโฆษณา พี่ไม่หลงคำโฆษณาเกินเชื่อแน่นอน”“ว้า..เสียใจจังตกพี่กรไม่ติด”“มัวเล่นอยู่นั่นแหละ ภัทรจะกินอะไรคิดได้ยัง”“อ่าว..นึกว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยว”“ก๋วยเตี๋ยวกลับไปกินที่นนก็ได้ ไหนๆ ก็มาทะเลทั้งทีต้องซีฟู้ดละมั้ย”“อะไรก็ได้อะตอนนี้ ผมหิ๊วหิว..แทบจะกินพี่ได้ทั้งตัวละ”“เกินไป..ภัทรจอดรถไว้ไหนหรอ”“ผม.
“ไม่รู้เลยครับ ถ้าท้องพี่ไม่ร้องดังดั่งฟ้าร้องวันพายุเข้าน่ะนะ”“เวอร์”“เอ้า..เวอร์ก็เวอร์ ลุกมากินข้าวกัน ค่อยนอนต่อ”ผมลุกจากที่นอน สาวเท้าเดินตามภัทรมาใกล้โต๊ะที่วางอาหาร หย่อนก้นลงนั่งหยิบน่องไก่น่องโตมากินแบบไม่ได้ติดผู้ดีอะไรแล้ว วิน
ครืด ครืด!ครืด ครืด!ผมเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาปิดนาฬิกาปลุก เมื่อแสดงให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาตีห้าครึ่งแล้ว ผมกำลังจะปลุกพี่กรให้แต่งตัวเตรียมไปเที่ยวดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอก ก็สัมผัสได้ถึงว่ามีคนนอนหนุนแขนผมอยู่ ผมค่อย
ผมพาพี่กรเดินทางทันทีที่เก็บของเสร็จ ปลายทางคืออำเภอปาย สถานที่ที่หลายคนบอกว่าสวยและหน้าหนาวคืออากาศดีมาก และผมเองก็ยังไม่เคยไปสักครั้งเหมือนกัน ผมเริ่มขับรถออกจากชะอำมุ่งหน้าสู่ปลายทางที่อำเภอปายทันที ผมขับรถมาได้สักพักก็เห็นว่าพี่กรนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คาดว่าน่าจะเหนื่อยจากการร้องไห้
ผมขับรถมาจนถึงหน้าโรงแรมหรูที่เดียวกับที่เห็นว่าแฟนของพี่กรเช็กอินไว้ โรงแรมนี้ใหญ่โตมากจนผมเองก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ และที่สำคัญอยู่ใจกลางหาดชะอำ ผมจัดการจอดรถเรียบร้อยเดินมาเช็กอินห้องพัก และก็คงเรียกว่าโชคดีเพราะยังมีห้องเหลือให้ผมเข้าพักเอนหลังโดยที่ไม่รู้เลยว่า ผมจะหาพี่กรกับแฟนได้ที่







