LOGIN"เจ้านี่มัน...หน้าไม่อายจริงๆ เสวี่ยเฟิง" / ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นเกี่ยวปลายหูที่แดงจัดของหงฮุ่ยหลิงเบาๆ เสียงพร่าเอ่ยแผ่วเบา แต่หนักแน่นจนสะท้านถึงกระดูก "หากเป็นเรื่องของท่าน ข้าหน้าด้านเสมอ"
View Moreแววตาหลี่เสวี่ยเทียนหม่นแสง มือที่ถือชามข้าวต้มแทบคว่ำชามทิ้ง ก่อนข่มความกระหายที่ข่มกลั้นมานานนับปีอย่างสุดกำลัง ผละกายออกมา เลียริมฝีปากเล็กน้อย “ถึงข้าจะอยากแค่ไหน แต่กระเพาะท่านย่อมสำคัญกว่า”ช้อนข้าวต้มกลับมาจ่อริมฝีปากอีกครั้ง รอยยิ้มเร่าร้อนฉายบนใบหน้า “อ้าปากเลี่ยงเซียน”หงฮุ่ยหลิงหลุบตาลง ใบหูร้อนผ่าวแดงเรื่อ การเสวี่ยเฟิงหยุดให้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่รู้ทำไมแอบรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก“..อ้า”หงฮุ่ยหลิงหลับตาอ้าปากอย่างว่าง่าย มิได้ขัดขืนหรือวางมาดสุขุมใด รับข้าวต้มมาก็เคี้ยวเงียบ ๆ แล้วกลืนลงท้องด้วยอารมณ์หม่นลึกข้าวต้มรสชาติมิได้ย่ำแย่นัก ถึงบอกว่ามีส่วนผสมของสมุนไพรรสขมแต่กลับไม่ขมแม้แต่น้อย หรืออาจบอกว่าอร่อยจนไม่รับรู้ถึงรสขมก็เป็นได้แต่ที่สำคัญกว่านั้นข้าวต้มนี้พระเอกเป็นคนลงมือทำเอง หากผมจะไม่กินก็ยังไงอยู่ในโลกนิยายที่ทุกอย่างสามารถซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ ข้าวต้มสมุนไพรของเสวี่ยเฟิงถือเป็นแรร์ไอเทมที่มีเพียงลู่ซิงเยียนที่ได้กินเขาอุตส่าห์ได้กินโดยยังลืมตาดูโลก นับว่าพระเจ้ามิได้ใจร้ายกับเขามากนักเสวี่ยเฟิงหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจฉาบบนใบหน้า ตักอี
หลี่เสวี่ยเทียนขยับตัวเล็กน้อย แนบหน้าผากชิดกับหน้าผากอีกฝ่าย เอ่ยเสียงพร่าต่ำ ริมฝีปากแทบแตะปลายจมูกของหงฮุ่ยหลิง“แน่นอนว่าข้าพาท่านมา” ปลายนิ้วยกขึ้นแตะแนวสันกรามอย่างแนบชิด ไล้แผ่วราวเปลวเพลิงใต้ผิว “และจะมิให้ท่านไปไหนอีก”สิ้นเสียงมือเรียวก็โอบรอบแผ่นหลังแน่น ล็อกมิให้หลบหนี นัยน์ตาสีชาดทอดมองลงมาราวจะหลอมหงฮุ่ยหลิงให้เป็นร่างเดียวกัน“ท่านไปไหนมิได้อีกแล้ว เลี่ยงเซียน”เสียงราบเรียบ ทั้งเจ็บปวด ทั้งกลัว ทั้งรักและหวงแหน ราวคำสั่งจากผู้ที่ยึดทั้งหัวใจและวิญญาณจักรพรรดิผู้สูงส่งไปแล้วโดยสมบูรณ์หงฮุ่ยหลิงขนลุกขึ้นทันใด ผิวหนังทั้งร่างรู้สึกหนาวเย็นจนขึ้นตุ่มหนังไก่เขาจำลักษณะการพูดทำนองนี้ของเสวี่ยเฟิงได้มันคือการพูดตอนที่ลู่ซิงเยียนบาดเจ็บสาหัสจากธารบำเพ็ญในต้นฉบับ ตอนที่อีกฝ่ายฟื้นขึ้นมาจากความตายอย่างหวุดหวิด ถึงเสวี่ยเฟิงจะยังรักและทะนุถนอมราวรักหยกถนอมบุปผา แต่ทุกก้าวของอีกฝ่ายก็ล้วนอยู่ในสายตาหรือจะเรียกว่า ‘ห่างเพียงครึ่งก้าว ก็โดนอุ้มกลับตำหนักประหนึ่งหวงสมบัติล้ำค่า’ โลหิตหยดเดียวหล่นลงพื้น ทั้งโลกาต้องร่ำไห้ไปแปดชาติภพหงฮุ่ยหลิงเหงื่อชื้นแผ่นหลัง ร่างที่พึ่งฟื้นยังอ
เฉินเนียนมิได้เกรงกลัว นัยน์ตาสบตรงไม่มีท่าทีจะหลบแม้แต่น้อย “มีสิทธิ์หรือไม่ เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”กระบี่สีทมิฬฟาดลงตรงกลางพอดี แบ่งแยกกึ่งกลางเป็นรอยลึกไร้ก้นบึ้ง กระบี่ปะทะเสวี่ยเหมยอย่างองอาจและดุดันหลี่เสวี่ยเทียนขยับมือเหวี่ยงดาบต้านด้วยมือเดียวอย่างไม่ทุกข์ร้อน ถึงเฉินเนียนจะเป็นทวยเทพระดับเจินเซียน แต่หากมิใช่หงฮุ่ยหลิง ก็แค่มดปลวกไร้ค่าตัวหนึ่งที่เขาจะบดขยี้เมื่อใดก็ได้ ไม่มีความจำเป็นใดให้ต้องเมตตาดาบเสวี่ยเหมยตวัดด้ามกระบี่ทมิฬหักเป็นสองส่วน เศษโลหะกระเด็นกลางอากาศก่อนตกลงมาบนพื้นพสุธา เฉินเนียนถูกแรงกระแทกล้มนอนราบบนพื้น คมดาบตวัดลงบนลำคอเฉินเนียนหมายจะสะบั้นศีรษะทว่า“แคก ๆ”เสียงไอแห้ง ๆ แผ่วเบาเสียยิ่งกว่าเสียงกลีบดอกติ่งเซียงร่วง แทรกผ่านเสียงปะทะระหว่างเทพเจินเซียนกับราชาจินเย่า หยุดการต่อสู้แสนดุเดือดราวจะทำลายโลกาในบันดลเฉินเนียน “...”หลี่เสวี่ยเทียน “...”ลู่ซิงเยียนที่ยืนดูการต่อสู้ตั้งแต่ต้นด้วยใบหน้ารู้สึกผิด ยามนี้เบิกตากว้าง รูดม่านตาหดเล็กลง น้ำตารื้นที่ดวงตา หัวใจเต้นส่ำจวนแทบระเบิดออกมา...เลี่ยงเซียน!หลี่เสวี่ยเทียนไม่สนใจสิ่งใดอีก เขตเหมันต์กางออกกั้น
คำว่า “หลี่เกอ” ทำหัวใจหลี่เสวี่ยเทียนเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก ถ้อยคำที่เขาปรารถนาจะได้ยินมาตลอดในที่สุดวันนี้ก็ได้ยินแต่บัดนี้ถอยคำนั้นกลับสร้างแต่รอยแผลมากกว่ารอยยิ้ม“หึ” หลี่เสวี่ยเทียนเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ “แดนศักดิ์สิทธิ์? โปรดเข้าใจ?” เขาเอ่ยทวนคำช้า ๆ รอยยิ้มแสยะขึ้นอย่างเย็นชา ไม่คิดถนอมน้ำใจแม้แต่น้อย“เจ้าคิดว่าแดนศักดิ์สิทธิ์จะรักษาเขาได้จริงหรือ ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหากปล่อยไปแล้วเขาจะฟื้น เจ้ามีความมั่นใจเพียงใดกันซิงเยียน...อ้อ แล้วอย่าเรียกข้าว่าหลี่เกอ ข้ามิใช่หลี่เกอของเจ้าอีกแล้ว”ถึงลู่ซิงเยียนจะเคยเป็นคนที่เขารักที่สุด และยังรักอยู่แม้หัวใจจะเคยโดนทำร้ายจนไม่เหลือชิ้นดีแต่หากเป็นเรื่องของหัวใจในตอนนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์พาคนที่เขารักไปจากอ้อมแขนเขาได้หากอีกฝ่ายคิดจะแย่งชิง เขาก็ไม่ลังเลที่จะลงมืออย่างไร้ปรานี“ข้า..” ลู่ซิงเยียนชะงักไป หัวใจราวมีเลือดไหลจากประโยคสุดท้าย ริมฝีปากขบเม้มแน่นจนโลหิตซึม มือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ “ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็มารักษาก่อนเถอะ อย่างน้อยก็มีที่รักษาดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”เขาเงียบไปหนึ่งลมหายใจแล้วเอ่ยต่ออ
เห็นสองคนนั้นไม่มีท่าทียินยอม หงฮุ่ยหลิงจึงหันไปหยีตาให้เสวี่ยเฟิง ส่งสายตาปริบ ๆ แล้วเอ่ยเสียงอ้อนเบา “เสวี่ยเฟิง ตี้ตี้ (น้องชาย) สุดที่รักของข้า ที่ข้าพูดไปเป็นความจริงหรือโกหก เจ้าคงยืนยันให้ข้าได้กระมัง”เสวี่ยเฟิงที่กอดอกอยู่พลันชะงักไปเล็กน้อย ค่อย ๆ หันไปมองลู่ซิงเยียนแวบหนึ่ง ในใจละล้าละลั
หงฮุ่ยหลิงพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ “อืม”ถ้าข้อมูลเขาไม่ผิด เหตุการณ์วุ่นวายในการขออนุญาตของเฉินเนียนในครั้งนี้ เกิดจากคดีคนตายปริศนาในหมู่บ้านเจีย ผู้ใดที่ออกนอกบ้านในยามซวี(19.00-20.59น.) ล้วนตายในสภาพไร้หัวใจ บนร่างไม่มีคราบเลือดสักหยด ร่างทั้งร่างนอนหงายราวคนหลับตามปกติไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่
“...” หงฮุ่ยหลิงชะงักค้างแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นซวยแล้วไง ดันโดนเห็นเข้าจนได้ลู่ซิงเยียนมองซ้ายแลขวาไม่พบผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากหงฮุ่ยหลิงกับเสวี่ยเฟิงและกลุ่มเงาดำ พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยนอย่างมีมารยาท “พี่ชายเซียนจื่อ หรือท่านจะเป็น...”“ตูม!”พูดไม่ทันจบ ประตูไม้พลันระเบิดออก ควันสีดำพุ่งทะยานมา
คำตอบคลุมเครือของเสวี่ยเฟิงทำหงฮุ่ยหลิงสงสัยมากขึ้นกว่าเดิมเป็นล้านเท่าตกลงไอ้หน้าหล่อนี่มันเป็นใครกันแน่?แต่ถึงจะระแคะระคายอย่างไร ก็มิใช่เรื่องที่เขาต้องแหวกหญ้าให้งูตื่น จะตีงูทั้งทีต้องตีที่เจ็ดชุน จึงปรับมาดกลับมาเงียบเยือกเย็น ทำทีราวมิได้ใส่ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น “เปล่าหรอก แค่บังเอิญได้ยิ