เข้าสู่ระบบ"เจ้านี่มัน...หน้าไม่อายจริงๆ เสวี่ยเฟิง" / ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นเกี่ยวปลายหูที่แดงจัดของหงฮุ่ยหลิงเบาๆ เสียงพร่าเอ่ยแผ่วเบา แต่หนักแน่นจนสะท้านถึงกระดูก "หากเป็นเรื่องของท่าน ข้าหน้าด้านเสมอ"
ดูเพิ่มเติมในร้านคอมแห่งหนึ่ง บนเพดานคงไว้ด้วยแสงไฟสลัว
‘หงเลี่ยง’ พนักงานร้านคอมธรรมดาคนหนึ่ง นั่งทำโอทีอยู่บนโต๊ะทำงานจนดึกดื่น ข้างแป้นพิมพ์วางแก้วกาแฟพลาสติกไว้ กลิ่นไอกาแฟที่เย็นชืดเป็นหลักฐานว่าเขายังไม่แตะมันเลยแม้แต่คำเดียว ถัดลงไปมีถังขยะพลาสติกสีดำ มีเศษกระดาษที่ไม่ได้ใช้แล้ว เศษถุงขนมและถ้วยบะหมี่กองเต็มไปหมด
“...ฮ้าว”
ภาพเบื้องหน้าเบื้องหน้าพร่าเลือน หงเลี่ยงหาวหวอดอย่างน่าสงสาร ดวงตาใกล้จะปิดอยู่รอมร่อ เลื่อนสายตาลงต่ำเหลือบมองแทบล่างจอคอมพิวเตอร์ พบว่าเป็นเวลาตีสาม มองจอคอมอีกที งานที่ทำค้างไว้เสร็จไปกว่าครึ่ง จึงตัดสินใจปิดจอคอมพิวเตอร์ หิ้วกระเป๋าสำภาระเดินห่อไหล่ออกจากร้านคอม
‘ครืน!’
เสียงประตูรถไฟขบวนสุดท้ายเปิดออก หงเลี่ยงก้าวเท้าขึ้นรถไฟ ทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะหนัง หยิบมือถือขึ้นมาเปิดหน้าจอสไลด์หน้าต่างหนึ่งขึ้นมาอ่าน
บนปกนิยายเรื่อง ‘ศึกเทพมารสะท้านนภา สะเทือนพิภพ’ เรื่องราวความรักระหว่าง เซียนกระบี่ขาว ‘ลู่ซิงเยียน’ กับราชาปีศาจ ‘หลี่เสวี่ยเทียน’
[ไฟโลกันตร์ปกคลุมทั่วชั้นฟ้า พื้นพิภพย่อยยับกลายเป็นทะเลเพลิง จักรพรรดิสวรรค์ผู้เย็นชาแสนองอาจ ‘หงฮุ่ยหลิง’ ถูกกำราบโดยราชาปีศาจและเซียนกระบี่ขาว ดินแดนทั้งสามภพกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ลู่ซิงเยียน เซียนผู้ภักดีแด่หน้าที่ได้รับเลือกเป็นตี้จวินองค์ถัดไป ปกครองเหล่าปวงเทพด้วยความผาสุก ร่วมกับราชาปีศาจ หลี่เสวี่ยเทียน ใช้ชีวิตมีความสุขด้วยกันตราบนิรันดร์กาล]
“บ้า! นิยายอะไร ตี้จวินอ่อนหัดชะมัด ถ้าเป็นตี้จวินผู้ปกครองสวรรค์แล้วกากขนาดนี้ไม่ต้องมีก็ได้มั้ง!”
หงเลี่ยงที่ลงทุนทำโอทีแทบตาย เพื่อที่จะปลดล็อคตอนนิยายที่อ่านค้างให้จบ ทว่ากลับพบจุดจบที่ปัญญาอ่อน จักรพรรดิผู้ออกกฎคุมสวรรค์และสามภพกลับตายง่ายๆ เพราะกับดักของตัวเอง
“นี่จะเอาขายขำกันหรือไง เป็นถึงตี้จวินผู้ควบคุมการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในสามภพ แต่กลับแพ้เด็กอมมือสองคนเนี่ยนะ”
นิยายวายเทพปีศาจเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาอ่านแล้วหงุดหงิดมากที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา ทั้งเล่มมีเพียงปกนิยายที่พอไปวัดไปวาได้ เนื้อหาช่วงต้นสนุกจนยอมอดหลับอดนอนเพื่อตามอ่าน แต่พอกลางเรื่องเท่านั้นแหละ เนื้อหากลับเน่าเฟะหนอนแทะเป็นกลวงโพรง
ยิ่งอ่านยิ่งปวดหัว ยิ่งอ่านยิ่งหงุดหงิด
โดยเฉพาะกฎสวรรค์ที่หงฮุ่ยหลิงตั้งขึ้นมา เรียกได้ว่าไร้สาระราวเด็กทารกพึ่งกำเนิด
‘ห้ามเหล่าทวยเทพเลี้ยงแมว เพราะแมวเป็นสัตว์เกียจคร้าน หยิ่งทะนง เกรงว่าเหล่าทวยเทพจะถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้’
‘ห้ามเหล่าทวยเทพเลี้ยงสุนัข เพราะสุนัขถือเป็นสัตว์ชั้นต่ำ เสพสังวาสไม่เลือกคู่ เหล่าทวยเทพอาจหนามืดตามัวทำตาม สวรรค์อาจต้องด่างพร้อย’
กฎบ้าบอคอแตกแบบนี้ ต้องปัญญาอ่อนขั้นไหนถึงคิดขึ้นมาได้
คนบ้าที่ไหนมันจะปัญญาอ่อนขนาดไปทำตามหมาแมว หากเรื่องแค่นี้คิดไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็นแล้วทวยเทพ ตกสวรรค์ไปเป็นมนุษย์ธรรมดาเถอะ
“เนื่องจากข้างนอกมีฝนตกหนัก ขอความกรุณาให้ผู้โดยสารทุกท่าน...”
“ครืนนน!
โครมมมม!”
[วิญญาณผกพัน หยินหยานหลอมรวม ย้ายวิญญาณหงเลี่ยงขึ้นสรวงสวรรค์ ดินแดน ‘ศึกเทพมารสะท้านนภา สะเทือนพิภพ]
หงฮุ่ยหลิงลอบระบายลมหายใจยาว หยกขาวยังไงก็คือหยกขาวอยู่วันยันค่ำ แม้จะร้องไห้แทบตาย ความดีงามก็ไม่จางไปเลยจริง ๆเขาเบือนสายตามาทางเสวี่ยเฟิงที่กอดเขาแน่นจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกันอย่างไม่เกรงใจฟ้าดิน พลันผละกายออกจากอ้อมแขน ลุกขึ้นเต็มความสูง“เอาล่ะ อย่างไรข้าก็ฟื้นแล้ว เช่นนั้นมิต้องมากความ เตรียมตัวกลับสวรรค์เถอะ”“เลี่ยงเซียน” หลี่เสวี่ยเทียนลุกขึ้นตามทันที มือหนาคว้าจับข้อมือหงฮุ่ยหลิงไว้แน่น “ท่านพึ่งฟื้น ร่างกายยังอ่อนแรง ความจริงข้าอยากให้ท่านพักผ่อนอยู่ที่นี่สักระยะ แต่หากท่านยืนยันจะกลับ ข้าจะไม่ขัดขวาง แต่ให้ข้าไปส่งท่าน”หงฮุ่ยหลิงไม่ทันได้อ้าปาก เฉินเนียนก็เอ่ยแทรก “ข้ากับองค์ชายซิงเยียนก็อยู่ เจ้าจะตามไปส่งทำไมมิทราบ”หลี่เสวี่ยเทียนมิได้สนใจเฉินเนียน เพียงช้อนร่างหงฮุ่ยหลิงขึ้นในท่าเจ้าหญิง “ไปกันเถอะ”“เสวี่ยเฟิง เดี๋ยว...!!”สิ้นเสียงร่างทั้งสองก็หายไปจากสายตาของทวยเทพทั้งสอง“ไอ้สุนัขเสวี่ยเทียน มันเอาอีกแล้ว!”เฉินเนียนสถบอย่างขุ่นเคือง สะบัดแขนเสื้อกว้างเหินตัวขึ้นฟ้าตามไปติด ๆ ส่วนลู่ซิงเยียนเพียงยืนนิ่ง ยกมือกุมขมับก่อนเลือนไปแตะจุดที่หงฮุ่ยหลิงสัมผัสก่อนหน้า
หงฮุ่ยหลิงตกใจเล็กน้อย ที่เห็นคู่หูสองคนที่ไม่น่ามาด้วยกันได้ กลับมาด้วยกัน ใบหน้ายังคงนิ่งขรึมไม่เปลี่ยน เสียงสุขุมเอ่ยชัดแม้จะแหบแห้ง “อืม ฟื้นแล้ว”ลู่ซิงเยียนเงยหน้าขึ้นมองยามได้ยินเสียง น้ำใสไหลลงจากตา“ตี้จวิน เมื่อพระองค์ฟื้นแล้ว เช่นนั้นได้โปรดลงทัณฑ์กระหม่อม” เสียงสะอื้นแผ่วเบาเจือความรู้สึกผิดที่แบกมาตลอดหนึ่งปี “ที่พระองค์เป็นเช่นนี้เพราะกระหม่อมเองเป็นต้นเหตุ โปรดสลายวิญญาณกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ”เฉินเนียนสะดุ้งโหยง “องค์ชายซิงเยียน ท่านกำลังพูดอะไรอยู่ มันเป็นเหตุสุวิสัยทั่วทั้งใต้หล้าต่างรับรู้ เหตุใดยังไม่เลิกโทษตัวเองอีก และที่สำคัญตี้จวินพึ่งฟื้น ท่านควรให้พระองค์พักผ่อนก่อน จะผิดจะถูกค่อยว่ากันทีหลัง”หงฮุ่ยหลิงเลิกคิ้วสูงหืม หูผมคงไม่ได้เพี้ยนไปใช่ไหม ที่ได้ยินเฉินเนียนพูดจามีสาระกับชาวบ้านได้ด้วยหรือตลอดหนึ่งปีมานี้ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้นเหรอ“ช่างเถอะ” เสียงสุขุมเย็นชาเอ่ยราบเรียบ “ข้าเคยบอกไปแล้วว่ามิใช่ความผิดของเจ้า เช่นนั้นเลิกคิดเรื่องจะดับสูญเสีย”เพราะถ้าขืนผมสังหารคุณ ผมเท่ากับตายสถานเดียวเพราะฉะนั้นเลิกคิดซะ ผมรักชีวิตไม่ได้รักพวกคุณครับลู่ซิงเ
แววตาหลี่เสวี่ยเทียนหม่นแสง มือที่ถือชามข้าวต้มแทบคว่ำชามทิ้ง ก่อนข่มความกระหายที่ข่มกลั้นมานานนับปีอย่างสุดกำลัง ผละกายออกมา เลียริมฝีปากเล็กน้อย “ถึงข้าจะอยากแค่ไหน แต่กระเพาะท่านย่อมสำคัญกว่า”ช้อนข้าวต้มกลับมาจ่อริมฝีปากอีกครั้ง รอยยิ้มเร่าร้อนฉายบนใบหน้า “อ้าปากเลี่ยงเซียน”หงฮุ่ยหลิงหลุบตาลง ใบหูร้อนผ่าวแดงเรื่อ การเสวี่ยเฟิงหยุดให้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่รู้ทำไมแอบรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก“..อ้า”หงฮุ่ยหลิงหลับตาอ้าปากอย่างว่าง่าย มิได้ขัดขืนหรือวางมาดสุขุมใด รับข้าวต้มมาก็เคี้ยวเงียบ ๆ แล้วกลืนลงท้องด้วยอารมณ์หม่นลึกข้าวต้มรสชาติมิได้ย่ำแย่นัก ถึงบอกว่ามีส่วนผสมของสมุนไพรรสขมแต่กลับไม่ขมแม้แต่น้อย หรืออาจบอกว่าอร่อยจนไม่รับรู้ถึงรสขมก็เป็นได้แต่ที่สำคัญกว่านั้นข้าวต้มนี้พระเอกเป็นคนลงมือทำเอง หากผมจะไม่กินก็ยังไงอยู่ในโลกนิยายที่ทุกอย่างสามารถซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ ข้าวต้มสมุนไพรของเสวี่ยเฟิงถือเป็นแรร์ไอเทมที่มีเพียงลู่ซิงเยียนที่ได้กินเขาอุตส่าห์ได้กินโดยยังลืมตาดูโลก นับว่าพระเจ้ามิได้ใจร้ายกับเขามากนักเสวี่ยเฟิงหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจฉาบบนใบหน้า ตักอี
หลี่เสวี่ยเทียนขยับตัวเล็กน้อย แนบหน้าผากชิดกับหน้าผากอีกฝ่าย เอ่ยเสียงพร่าต่ำ ริมฝีปากแทบแตะปลายจมูกของหงฮุ่ยหลิง“แน่นอนว่าข้าพาท่านมา” ปลายนิ้วยกขึ้นแตะแนวสันกรามอย่างแนบชิด ไล้แผ่วราวเปลวเพลิงใต้ผิว “และจะมิให้ท่านไปไหนอีก”สิ้นเสียงมือเรียวก็โอบรอบแผ่นหลังแน่น ล็อกมิให้หลบหนี นัยน์ตาสีชาดทอดมองลงมาราวจะหลอมหงฮุ่ยหลิงให้เป็นร่างเดียวกัน“ท่านไปไหนมิได้อีกแล้ว เลี่ยงเซียน”เสียงราบเรียบ ทั้งเจ็บปวด ทั้งกลัว ทั้งรักและหวงแหน ราวคำสั่งจากผู้ที่ยึดทั้งหัวใจและวิญญาณจักรพรรดิผู้สูงส่งไปแล้วโดยสมบูรณ์หงฮุ่ยหลิงขนลุกขึ้นทันใด ผิวหนังทั้งร่างรู้สึกหนาวเย็นจนขึ้นตุ่มหนังไก่เขาจำลักษณะการพูดทำนองนี้ของเสวี่ยเฟิงได้มันคือการพูดตอนที่ลู่ซิงเยียนบาดเจ็บสาหัสจากธารบำเพ็ญในต้นฉบับ ตอนที่อีกฝ่ายฟื้นขึ้นมาจากความตายอย่างหวุดหวิด ถึงเสวี่ยเฟิงจะยังรักและทะนุถนอมราวรักหยกถนอมบุปผา แต่ทุกก้าวของอีกฝ่ายก็ล้วนอยู่ในสายตาหรือจะเรียกว่า ‘ห่างเพียงครึ่งก้าว ก็โดนอุ้มกลับตำหนักประหนึ่งหวงสมบัติล้ำค่า’ โลหิตหยดเดียวหล่นลงพื้น ทั้งโลกาต้องร่ำไห้ไปแปดชาติภพหงฮุ่ยหลิงเหงื่อชื้นแผ่นหลัง ร่างที่พึ่งฟื้นยังอ
เห็นสองคนนั้นไม่มีท่าทียินยอม หงฮุ่ยหลิงจึงหันไปหยีตาให้เสวี่ยเฟิง ส่งสายตาปริบ ๆ แล้วเอ่ยเสียงอ้อนเบา “เสวี่ยเฟิง ตี้ตี้ (น้องชาย) สุดที่รักของข้า ที่ข้าพูดไปเป็นความจริงหรือโกหก เจ้าคงยืนยันให้ข้าได้กระมัง”เสวี่ยเฟิงที่กอดอกอยู่พลันชะงักไปเล็กน้อย ค่อย ๆ หันไปมองลู่ซิงเยียนแวบหนึ่ง ในใจละล้าละลั
หงฮุ่ยหลิงพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ “อืม”ถ้าข้อมูลเขาไม่ผิด เหตุการณ์วุ่นวายในการขออนุญาตของเฉินเนียนในครั้งนี้ เกิดจากคดีคนตายปริศนาในหมู่บ้านเจีย ผู้ใดที่ออกนอกบ้านในยามซวี(19.00-20.59น.) ล้วนตายในสภาพไร้หัวใจ บนร่างไม่มีคราบเลือดสักหยด ร่างทั้งร่างนอนหงายราวคนหลับตามปกติไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่
“...” หงฮุ่ยหลิงชะงักค้างแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นซวยแล้วไง ดันโดนเห็นเข้าจนได้ลู่ซิงเยียนมองซ้ายแลขวาไม่พบผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากหงฮุ่ยหลิงกับเสวี่ยเฟิงและกลุ่มเงาดำ พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยนอย่างมีมารยาท “พี่ชายเซียนจื่อ หรือท่านจะเป็น...”“ตูม!”พูดไม่ทันจบ ประตูไม้พลันระเบิดออก ควันสีดำพุ่งทะยานมา
คำตอบคลุมเครือของเสวี่ยเฟิงทำหงฮุ่ยหลิงสงสัยมากขึ้นกว่าเดิมเป็นล้านเท่าตกลงไอ้หน้าหล่อนี่มันเป็นใครกันแน่?แต่ถึงจะระแคะระคายอย่างไร ก็มิใช่เรื่องที่เขาต้องแหวกหญ้าให้งูตื่น จะตีงูทั้งทีต้องตีที่เจ็ดชุน จึงปรับมาดกลับมาเงียบเยือกเย็น ทำทีราวมิได้ใส่ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น “เปล่าหรอก แค่บังเอิญได้ยิ